Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
BT beartai
@beartai
อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีรอบตัว เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
Joined February 2008
446
Following
117.9K
Followers
47.9K
Posts
BT beartai
@beartai
about 2 hours ago
เตรียมตัว ! Samsung ส่งสัญญาณ Galaxy S26 FE เปิดตัวเร็ว ๆ นี้ . ใครกำลังรอมือถือเรือธงราคาย่อมเยาของ Samsung เตรียมตัวได้เลย เพราะล่าสุด Samsung ออกมาส่งสัญญาณเองว่า Galaxy S26 FE กำลังจะเปิดตัว "เร็ว ๆ นี้" หลังมีผู้บริหารพูดถึงระหว่างการประกาศผลประกอบการ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า การเปิดตัวน่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว . ก่อนหน้านี้ก็มีเบาะแสออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งชื่อ Galaxy S26 FE ที่ไปโผล่ในแอปฯ ของ Google และล่าสุดยังมีภาพตัวเครื่องจากฐานข้อมูลของ Wireless Power Consortium (WPC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานการชาร์จไร้สาย หลุดออกมาให้เห็นดีไซน์ของเครื่องก่อนเปิดตัวอีกด้วย . จากภาพที่หลุดออกมา ดีไซน์ของ Galaxy S26 FE ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Galaxy S เอาไว้ แต่มีการปรับรายละเอียดรอบโมดูลกล้องให้ดูใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของ Samsung มากขึ้น ขณะที่สเปกที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้ระบุว่า อาจมาพร้อมชิป Exynos 2500, RAM 8GB และระบบปฏิบัติการ Android 17 พร้อม One UI เวอร์ชันใหม่ตั้งแต่แกะกล่อง ถึงแม้ว่า Samsung จะยังไม่ยืนยันรายละเอียดเหล่านี้อย่างเป็นทางการก็ตาม . แม้ Samsung จะยังไม่ประกาศวันเปิดตัว แต่การที่บริษัทเริ่มพูดถึงรุ่นนี้อย่างเป็นทางการ ประกอบกับข้อมูลที่ทยอยหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า Galaxy S26 FE น่าจะเปิดตัวภายในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งหากอ้างอิงจากรุ่นก่อน ก็มีโอกาสเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/McmcdKW9RN . #BTbeartai #GalaxyS26FE #Samsung
See More
BT beartai
@beartai
about 12 hours ago
Multitasking ได้ เพราะสมองดีกว่าจริงไหม ? . เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงสามารถประชุมไปด้วย ตอบแชตไปด้วย และทำงานไปด้วยได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กับบางคนแค่มีข้อความเด้งขึ้นมา ก็ทำให้เสียสมาธิจนกลับมาทำงานต่อได้ยาก . ความจริงแล้ว นักประสาทวิทยาระบุว่า สมองของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานหลายอย่างที่ต้องใช้ความคิดหนัก ๆ พร้อมกัน แต่สิ่งที่เราเรียกว่า "Multitasking" หรือการทำงานมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่คือการสลับความสนใจไปมาระหว่างงานอย่างรวดเร็วมากกว่า . แม้เราจะเห็นว่าบางคนสามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสมองของพวกเขาสามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้จริง ๆ นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่า คนกลุ่มนี้มักมีความสามารถในการสลับความสนใจ หรือ Task Switching ได้รวดเร็ว ทำให้เปลี่ยนจากงานหนึ่งไปสู่อีกงานหนึ่งและสามารถกลับมาโฟกัสงานเดิมได้ . นอกจากนี้ หากงานบางอย่างทำจนชำนาญอย่างเช่น การพิมพ์ การอ่าน หรือการเขียน สมองจะใช้พลังงานในการประมวลผลน้อยลง เลยสามารถทำงานควบคู่กันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้บางคนยังสามารถมีสมาธิกับงานได้ดีกว่า ทำให้ดูเหมือนทำหลายอย่างพร้อมกันได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สมองกำลังสลับโฟกัสระหว่างแต่ละงานอย่างรวดเร็ว . แม้หลายคนจะรู้สึกว่าการทำหลายอย่างพร้อมกันช่วยประหยัดเวลา แต่งานวิจัยจำนวนมากกลับพบว่า หากเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ สมองจะต้องคอยสลับไปมาระหว่างแต่ละงานอยู่ตลอด ส่งผลให้ใช้เวลาทำงานนานขึ้น มีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น และรู้สึกเหนื่อยล้าทางสมองได้ง่ายกว่าเดิม . นักวิทยาศาสตร์เรียกผลกระทบนี้ว่า Switch Cost หรือ "ต้นทุนของการสลับงาน" ซึ่งหมายถึงเวลาที่สมองต้องเสียไปทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปทำอีกงานหนึ่ง แม้จะเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดวัน ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงโดยไม่รู้ตัว . ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองทำหลายอย่างพร้อมกันได้ไม่เก่ง อาจไม่ใช่เพราะสมองทำงานได้แย่กว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะสมองของมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำหลายงานที่ใช้ความคิดพร้อมกันจริง ๆ อยู่แล้ว . สิ่งที่คนเก่งหลายคนทำได้ ไม่ใช่การใช้สมองสองส่วนพร้อมกัน แต่คือการสลับความสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้ว่าตอนไหนที่ควรโฟกัสกับงานเพียงอย่างเดียว . และถ้าจำเป็นต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันให้ลองจัดลำดับความสำคัญของงาน และจับคู่งานที่ใช้สมาธิต่างกันดู เพราะหลายครั้ง การทำทีละอย่างให้ดีที่สุด อาจมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อม ๆ กัน . #BTbeartai #Multitasking #TaskSwitching #SwitchCost
See More
BT beartai
@beartai
1 day ago
อาการปวดหลัง ปวดข้อ ปวดตามร่างกายของหลาย ๆ คน ไม่ได้แก้ด้วยการนวดแล้วจบ และหลาย ๆ ครั้งอาการปวดเหล่านี้ก็กลายมาเป็น ‘อาการปวดเรื้อรัง’ ที่พยายามแก้เท่าไหร่ก็ยังไม่หาย แต่เหล่านักปวดทั้งหลายอาจจะสบายใจขึ้นถ้าได้รู้ว่าสารง่าย ๆ อย่าง ‘เมลาโทนิน’ ที่นอกจากจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดได้ด้วย . Melatonin คืออะไร ? เมลาโทนินสร้างขึ้นตามธรรมชาติโดยต่อมไพเนียลในสมองยามค่ำคืน ช่วยปรับวงจรการนอนและการตื่นของร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ฮอร์โมนชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาอาการนอนไม่หลับและภาวะเจ็ตแลก (Jet Lag) หลาย ๆ คนรู้ว่าฮอร์โมนตัวนี้ว่ามันมีส่วนทำให้เรานอนหลับสบาย แต่อาจจะยังนึกไม่ถึงว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยบรรเทาอาการปวดได้ . แต่ถ้าลองมองในมุมที่ว่า ‘การนอน’ และ ‘ความเจ็บปวด’ จริง ๆ มีความเกี่ยวข้องกัน ก็จะเข้าใจได้มากขึ้น เพราะเมื่อเรานอนไม่ดี ความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายก็จะหายยาก ซึ่งพอไม่หายเจ็บ ก็จะนอนไม่หลับซักที การมีตัวช่วยให้หลับได้ง่ายมากขึ้นก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เช่นกัน . เมลาโทนิน ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้จริง ? โดยพื้นฐานแล้วฮอร์โมนตัวนี้สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ ‘โดยตรง’ อยู่แล้ว โดยงานวิจัยชี้ว่าสารชนิดนี้ช่วยระงับสัญญาณความเจ็บปวดในระบบประสาทส่วนกลาง บรรเทาอาการอักเสบ คลายความตึงเครียดของเส้นประสาทที่ทำงานหนักเกินไป พร้อมช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระและภาวะเครียดออกซิเดชัน . ผลการศึกษาเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ 2,028 คน ใน 23 งานวิจัยทั่วโลก (ครอบคลุมสหรัฐฯ รัสเซีย บราซิล อียิปต์ และจีน) เผยว่าสำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังส่วนล่าง ข้อเสื่อม โรคพังผืดอักเสบ หรือผู้ที่กำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดกระดูกและข้อ . เมลาโทนินสามารถบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ราว 9 ถึง 10 คะแนน จากระดับความปวดคิดเป็น 100 คะแนน ซึ่งเป็นประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับยาลดปวดที่เราคุ้นเคยกันดี แถมยังช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ตอกย้ำให้เห็นว่าเรื่องของความเจ็บปวดและการนอนหลับนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยสำคัญ . อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยนี้ สิ่งที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดคือจาก 2,028 คนที่ทำการทดสอบ เขาเหล่านี้คือคนที่มีปัญหา ‘ปวดเรื้อรังร่วมกับมีปัญหานอนไม่หลับ’ ด้วยหรือไม่ หรือเป็นแค่กลุ่ม ‘ปวดเรื้อรังที่ไม่ได้มีปัญหาด้านการนอน’ จึงอาจจะยังเหมารวมไม่ได้ว่าประสิทธิภาพของเมลาโทนินสามารถช่วยบรรเทา ‘ทุกกลุ่ม’ ได้จริง ๆ . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/BYBNHYMuU7 . #BTbeartai #Melatonin #เมลาโทนิน #ปวดเรื้อรัง
See More
BT beartai
@beartai
1 day ago
เมื่อ "สัญญาณรบกวนจากนอกโลก" กลายเป็นกุญแจไขกำเนิดจักรวาล . หลายครั้ง เวลานักวิทยาศาสตร์เจอ "สัญญาณรบกวน" หรือ Noise เป้าหมายคือการกำจัดมันออกไปให้หมด เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่บดบังข้อมูลจริง . และจุดเริ่มต้นของวงการนี้เกิดจากวิศวกรที่กำลังหาสาเหตุของสัญญาณรบกวนในระบบสื่อสาร ก่อนจะพบว่า ต้นตอของมันไม่ได้มาจากอุปกรณ์บนโลก แต่มาจากนอกโลก . ต่อมา นักวิทยาศาสตร์อย่าง อาร์โน เพนเซียส (Arno Penzias) และ โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) พยายามกำจัดเสียงซ่าที่ติดอยู่ในเสาอากาศ แต่สุดท้ายกลับพบว่า "เสียงรบกวน" นั้นคือ Cosmic Microwave Background (CMB) หรือร่องรอยความร้อนที่หลงเหลือจากเหตุการณ์บิ๊กแบง ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนทฤษฎีกำเนิดเอกภพ และนำไปสู่รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ . เรื่องราวของดาราศาสตร์วิทยุจึงสอนเราว่า การค้นพบครั้งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นแค่ "สัญญาณรบกวน" . ดูคอนเทนต์ เมื่อจักรวาลไม่ได้เงียบอย่างที่คิด | เดอะวิทย์ด้อม ได้ที่ https://t.co/fEsXmYm5tZ . #BTbeartai #จักรวาล #อวกาศ #เดอะวิทย์ด้อม #วิทยาศาสตร์ #เฌอปราง
See More
Who to follow
Commart Thailand
@Commart
เจอกันใหม่ ที่งานคอมมาร์ตรอบปลายปี ⭐️ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ประตูเปิด 10:00-21:00 น. เข้าฟรี EH 98-99 ไบเทค
techhub
@techhub_arip
ติดตามอัปเดตข่าวไอที How To , Tips เทคนิคใหม่ ๆ ได้ทุกวัน ค้นหาข่าวที่อยู่ในความสนใจได้ทุกช่องทางโซเชียล ของ techhub
iT24Hrs
@iT24Hrs
ไอที24ชั่วโมง by ปานระพี เทคโนโลยีใกล้ตัวเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ช่อง 9MCOT HD อา.13 น.,https://t.co/TP85ehshFP tiktok @it24hrs for jobs 📞 080-2345023
BT beartai
@beartai
2 days ago
เป็นเรื่องดีที่คนหันมาออกกำลังกายมาขึ้น แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับใครที่อยากไปสุดในสายแข่งวิ่ง แข่งออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายหนัก อาจมีสิ่งที่ต้องแลกมามากกว่าแรงและวินัย 'หมอเมย์-พญ. สมิตดา สังขะโพธิ์' คุณหมอสุดแกร่งที่วิ่งจากเบตง-แม่สาย ร่วมกับพี่ตูนในก้าวคนละก้าว และแมตช์วิ่งหฤโหดอีกมากมาย หมอเมย์ได้มาเปิดมุมมองใหม่เรื่องการออกกำลังกาย ชนิดที่คนบ้าพลังต้องหยุดฟังไว้ใน BT Originals Life Series คุณหมอเมย์เล่าย้อนไปในวัย 30 ต้น ๆ ที่ร่างกายเต็มไปด้วยพลังงานและความกระหายความท้าทาย คุณหมอผ่านการแข่งขันแบบโหด ๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งวิ่งมาราธอน วิ่งเทรล 100 กิโลเมตร หรือแม้แต่การวิ่ง 25 ชั่วโมงแบบไม่ได้นอน ในหลายการแข่งขันทั่วโลก หมอเมย์ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองบ้าพลังมาก แม้มีรุ่นพี่เตือน แต่ในเวลานั้นก็ยังไม่เข้าใจ และติดอยู่ในลูปของการเสพติดความสำเร็จจากการแข่งขัน และใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านั้นราวสิบปี เข้าแข่งขัน แข่งเสร็จ มีความสุข แล้วก็วนลูปใหม่ นี่คือคำสารภาพของอดีตนักวิ่งอัลตรามาราธอน ที่ยอมแลกความเหนื่อยล้า กับความสำเร็จและฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจมีมากกว่านั้น เพราะเมื่อความสุขจากการใช้ร่างกายหนักเกินไป แลกมาด้วย "ความเสื่อม" แล้วทำไมยิ่งออกกำลังกายหนัก ถึงยิ่งแก่เร็ว ? คุณหมอเมย์อธิบายกลไกนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบร่างกายมนุษย์เหมือน 'เครื่องยนต์' เมื่อเราออกกำลังกายอย่างหนัก หัวใจไม่ได้เต้นที่ 60-70 ครั้ง/นาที แต่พุ่งไปถึง 120-150 ครั้ง/นาที ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเผาผลาญพลังงาน ยิ่งเร่งเครื่องแรง เขม่าก็ยิ่งเยอะ เมื่อใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดของคำว่า 'สุขภาพดี' เลยเหมือนเป็นการดึงบางส่วนของ 'พลังงานชีวิต' ออกมาใช้ล่วงหน้า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ คอลลาเจนเสื่อมสลาย น้ำในร่างกายลดลง และเกิดความเสื่อมโทรมในระดับเซลล์ แม้ร่างกายจะฟื้นฟูตัวเองได้ แต่อาจไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม 100% ต้นทุนร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน การฝืนใช้ร่างกายอย่างหนัก จึงเป็นทางลัดสู่ความแก่แบบปฏิเสธไม่ได้ ในปัจจุบัน คุณหมอเมย์ตกผลึกแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องทรมานร่างกายเพื่อแลกกับความท้าทายเสมอไป หมอเมย์เปลี่ยนโฟกัสมาที่การทำ Weight Training ผสมกับการออกกำลังกายแบบ HYROX เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อและรักษาความแข็งแรง วิ่งมากสุดคือฮาล์ฟมาราธอน (21 กม.) แล้วก็ย้ำว่า ทางสายกลางดีที่สุด ออกกำลังกายให้พอดีกับช่วงวัย ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป สะสมกล้ามเนื้อไว้ให้ดี และการออกกำลังกายที่ดีไม่ใช่การออกให้หนัก แต่ออกให้ถูกต้องและสม่ำเสมอที่สุด สุดท้ายแล้ว การออกกำลังกายแบบโหด ๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของแพสชันมากกว่าสุขภาพ ถ้าใครมีแพสชันหรือเสพติดความสุขจากการการออกกำลังกายหนัก อาจลองถามตัวเองแบบจริงจังดูสักครั้งว่ายอมแลกได้แค่ไหน แล้วถ้าเลือกที่จะไปสุดทางก็อย่าลืมเตรียมตัวให้ดี เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ดูคอนเทนต์ BT Originals Life Series แบบเต็ม ๆ ได้ที่ https://t.co/CnCUDGONqa
See More
BT beartai
@beartai
3 days ago
หากต้องยกตัวอย่างบุคคลที่ไปสุดทุกทาง และทำสิ่งหนึ่งได้ดีจนน่าอิจฉา หนึ่งในบุคคลที่น่าสนใจคือ จอนนี่ คิม (Jonny Kim) ชายเกาหลีใต้-อเมริกัน อายุ 42 ปี ที่แม้จะอายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีโอกาสได้ทำอาชีพเจ๋ง ๆ หลายครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสมัคร สัมภาษณ์ แล้วเข้าไปทำได้เลย แต่เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยซีลสหรัฐฯ แพทย์ หรือนักบินอวกาศ NASA . BT Source Code คัมแบ็กอีกครั้งพร้อมบุคคลน่าสนใจคนนี้ เราจะพาผู้อ่านมาสำรวจแนวคิด ไอเดีย และมุมมองต่อโลกของผู้ชายที่ผ่าน 3 อาชีพสุดโหดจากการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Harvard Alumni Day 2026 (งานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) . ‘ฮีโร’ ไม่ได้เกิดจากตัวคนเดียว แต่มาจากการยอมรับว่าเราไม่สามารถทำได้ตามลำพัง . คิมเล่าว่าเหตุผลเดียวที่เขาเลือกทำงานในหน่วยซีล คือความคิดที่อยากจะเป็น ‘ซูเปอร์ฮีโร’ เขาอยากช่วยชีวิตคนด้วยพละกำลังของเขาคนเดียว แต่สิ่งที่เขาคิดผิดที่สุดคือ ‘เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว’ จากประสบการณ์ในสมรภูมิ ห้องฉุกเฉิน และในอวกาศ สอนให้รู้ว่าความอยู่รอดต้องการ ‘ความเชื่อใจ’ ในผู้อื่นอย่างสมบูรณ์และความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือการยอมรับว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/JsaMONmxmJ . #BTbeartai #JonnyKim #NASA #Harvard
See More
BT beartai
@beartai
3 days ago
ถ้าคุณทำงานสายทำเว็บ สายคอนเทนต์ หรือสื่อ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยผ่านมือ "WordPress" กันมาบ้าง ซึ่งเอาจริง ๆ WordPress แทบจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว เพราะเว็บไซต์กว่า 40% บนโลก ตั้งแต่เว็บบล็อกเล็ก ๆ ร้านค้าออนไลน์ ไปจนถึงเว็บระดับบิ๊กเนมอย่าง NASA ก็ใช้ Wordpress เป็นหลังบ้าน แต่ช่วงหลังมานี้ คลื่นลูกใหม่อย่างเว็บไซต์แบบ No-Code และ Low-Code ที่ได้รับความนิยมมาสักระยะ แต่โตเร็วมากขึ้นจากกระแส AI สมัยก่อนกว่าจะปั้นเว็บเสร็จสักเว็บ ต้องมานั่งงมโคดกันตาแฉะ แต่เดี๋ยวอาจใช้แค่ Wix ให้ลากวางสวย ๆ แป๊บเดียวเสร็จ มี Squarespace (แพลตฟอร์มและเครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป) ที่ดีไซน์เป๊ะตั้งแต่เริ่ม หรือถ้าจะเปิดร้านขายของก็ใช้ Shopify ได้ทั้งหน้าบ้านได้ทั้งระบบ โดยที่ไม่ต้องมาดูแลเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งโลกมันกำลังเปลี่ยนจากการที่เราต้องมานั่งสร้างเว็บเอง ไปสู่เว็บสำเร็จรูปพร้อมบริการ เอาจริง ๆ ก็ไม่ต่างจากโปรดักต์อื่น ๆ ในยุคนี้ที่เน้นความสะดวกเป็นหลัก ใช้ง่าย ไม่ต้องดูแลมากนัก พอเป็นแบบนี้ หลายคนเลยเริ่มมองว่า WordPress กลายเป็น "คุณลุง" ที่อาจดูเทอะทะไป เพราะถ้ามองผ่านแว่นของยุคนี้ย้อนกลับไป WordPress จะกลายเป็นระบบที่ซับซ้อน ต้องคอยกดอัปเดตเวอร์ชัน อัปเดตปลั๊กอิน (Plugin) เพื่ออุดช่องโหว่ความปลอดภัย แถมบางทีอัปเดต ก็มีปัญหาเรื่องปลั๊กอินตีกันจนหน้าเว็บพัง เด็กรุ่นใหม่ ๆ หรือสายนักพัฒนา (Developer) จำนวนไม่น้อยก็เริ่มหนีไปใช้เฟรมเวิร์ก (Framework) ตัวใหม่ ๆ ที่เร็วกว่าและทำงานได้ยืดหยุ่นกว่า แต่ระดับ WordPress เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ให้ถูกลืมทิ้งไว้กลางทางง่าย ๆ นะครับ เขาพยายามงัดไม้เด็ดออกมาสู้อยู่เรื่อย ๆ อย่างในปี 2018 มีการปรับฟีเจอร์ในการเขียนเนื้อหาให้เป็นบล็อก (Block) อย่าง Gutenberg (ปลั๊กอินหรือโปรแกรมเสริมบน WordPress) เพื่อเอาใจคนชอบลากวาง หรือการปรับตัวไปเป็น Headless CMS (ระบบจัดการเนื้อหาที่แยกส่วนหลังบ้านและการแสดงผลหน้าเว็บ) เพื่อให้ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ ถึงอย่างนั้น คำถามที่น่าสนใจจริง ๆ ก็คือ...การปรับตัวครั้งนี้ มันจะเอาชนะใจคนในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็วและง่ายได้รึเปล่านะ ติดตามใน Bookmark ชมคลิปเต็มได้ที่ https://t.co/t8MmuL97OX #BTbeartai #WordPress #Bookmark #BTBookmark
See More
BT beartai
@beartai
4 days ago
เวลานอนหายไปแค่วันละ 80 นาที ก็ทำให้อ้วนขึ้นได้ . หลาย ๆ คนอาจคิดว่า "น้ำหนักขึ้น" เกิดจากการกินที่มากไปหรือการออกกำลังกายที่น้อยไป แต่ล่าสุด งานวิจัยใหม่กลับพบว่า การนอนน้อยลงเพียงวันละประมาณ 80 นาที ก็อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ . นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของวิทยาลัย Columbia University ได้ศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 95 คน ที่ปกตินอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองเข้านอนช้าลงประมาณ 90 นาที ทำให้เวลานอนเฉลี่ยลดลงราว 80 นาทีต่อคืน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนเปรียบเทียบกับช่วงที่นอนตามปกติ . ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.45 กิโลกรัม และใช้เวลาไปกับการนั่งหรือทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่นอนหลับเพียงพอ . ที่ผ่านมา งานวิจัยส่วนใหญ่มักศึกษาผลของ การอดนอนอย่างหนัก เช่น นอนเพียง 4 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่การศึกษาครั้งนี้ต้องการจำลองสถานการณ์ที่พบได้จริง เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่นอนเพียง 5-6 ชั่วโมงต่อคืน เป็นประจำ . นักวิจัยยังระบุว่า หากนอนน้อยในลักษณะนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้ . นอกจากนี้ งานวิจัยก่อนหน้านี้ของทีมเดียวกันยังพบว่า การนอนน้อยเป็นเวลานานอาจทำให้เกิด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุด คิดเป็นกว่า 90% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด . แม้ว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายจะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลน้ำหนัก แต่ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า "การนอนหลับ" ก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนให้เพียงพออาจช่วยลดความเสี่ยงของการเพิ่มน้ำหนักและโรคเรื้อรังในระยะยาวได้ โดยควรดูแล Sleep Hygiene เช่น นอนให้ได้ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้มืด เงียบ และเหมาะกับการพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ . #BTbeartai #ColumbiaUniversity #Health
See More
BT beartai
@beartai
4 days ago
แต่ทำไม “รถบิน” ถึงยังดูเกินฝัน ? . เมื่อพูดถึง "โลกอนาคต" หลายคนคงนึกถึงภาพรถบินได้ที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าเหมือนในภาพยนตร์ไซไฟ แต่ปัจจุบันมันยังค่อนข้างไกลเกินฝันที่จะกลายเป็นยานพาหนะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? . แนวคิดเรื่องรถบินได้มีมาตั้งนานแล้ว หนึ่งในต้นแบบรถที่บินได้ในยุคแรกคือ Curtiss Autoplane ในปี 1917 หรือ 100 กว่าปีก่อน ตอนนั้นยังทำได้แค่ลอยตัวเฉย ๆ . แต่ที่มีหลักฐานว่าบินได้จริง ๆ คือในปี 1946 กับ Fulton Airphibian ที่สร้างโดย โรเบิร์ต เอดิสัน ฟุลตัน จูเนียร์ (Robert Edison Fulton Jr.) สามารถถอดปีก ใบพัด และส่วนหางออก แล้วขับบนถนนได้ และมีการรับรองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐในปี 1950 . หลังจากนั้น กว่า 70 ปีที่ผ่านมา รถบินได้ไม่เคยหายไปจากวงการเทคโนโลยี มีทั้งบริษัทและสตาร์ตอัปทั่วโลกทยอยเปิดตัวต้นแบบอยู่เรื่อย ๆ บางรุ่นเปิดให้สั่งจองแล้ว เช่น PAL-V Liberty และ Alef Model A ขณะที่บริษัทอย่าง XPeng AeroHT, Joby Aviation และ Archer Aviation ก็ยังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อเนื่อง . ปัจจุบันมี "รถบินได้" ที่ใช้ใบพัด หรือที่เรียกว่า eVTOL (Electric Vertical Take-off and Landing) ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำเร็จแล้ว หลายบริษัทสร้างต้นแบบที่บินได้จริง และบางประเทศเริ่มทดลองใช้งาน . แม้จะมีรถบินที่ใช้งานได้จริงแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าวันหนึ่งมีรถบินหลายหมื่นคันบนท้องฟ้า แล้วใครจะควบคุมการจราจรทางอากาศ บินำด้ที่ระดับไหน ถ้าเกิดอุบัติเหตุใครรับผิดชอบ และผู้ขับต้องมีใบอนุญาตแบบนักบินหรือไม่ . การยกรถหนัก 500 กิโลกรัม ถึง 1 ตัน ขึ้นในแนวดิ่ง ต้องใช้แรงยกและพลังงานมหาศาล ส่งผลให้รถบินใช้พลังงานสูง เสียงดัง และต้องแบกแบตเตอรี่หรือเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้ระยะทางบินยังจำกัด . อีกปัญหาคือ "ราคา" ปัจจุบัน eVTOL หรือโดรนโดยสารหลายรุ่นมีราคาสูงถึง 20-30 ล้านบาทต่อเครื่อง ทำให้ต้นทุนยังสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายเท่า . การใช้งานจริงจำเป็นต้องมีจุดขึ้นลงเฉพาะ (Vertiport) ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ จุดชาร์จพลังงาน รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยรอบพื้นที่ในขณะที่รถบินขึ้นลง . ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รถบินน่าจะถูกนำมาใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น การรับส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบิน การแพทย์ฉุกเฉิน หรือการเดินทางระยะสั้น ในขณะเดียวกันสิ่งที่รถบินทำได้ ในปัจจุบัน เฮลิคอปเตอร์ ก็ทำได้เหมือนกัน สรุปได้ว่าปัญหาของรถบินในวันนี้ไม่ใช่ว่า "สร้างไม่ได้" แต่คือการทำให้มัน ปลอดภัย คุ้มค่า และใช้งานได้จริงต่างหาก . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/JslbEtbpgw . #BTbeartai #รถบินได้ #eVTOL
See More
BT beartai
@beartai
4 days ago
ทำไมคนยอมจ่าย เพื่อซื้อของคนดัง ? . หลายครั้งที่สินค้าเดียวกัน หากติดชื่อคนดังราคากลับสูงขึ้นหลายเท่า แต่สินค้าเหล่านั้นก็ยังขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน อาหาร เครื่องสำอาง เสื้อผ้า หรือสินค้าคอลแลบ . หลายคนอาจตั้งคำถามว่า คนซื้อเพราะของดี หรือซื้อเพราะเป็นของคนดัง ? . คำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง เพราะงานวิจัยด้านจิตวิทยาและการตลาดพบว่า การตัดสินใจซื้อของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจาก "ความรู้สึก" ที่มีต่อคนขายด้วย . การใช้คนดังขายของไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแบรนด์ใช้ดาราและคนมีชื่อเสียงเป็นพรีเซนเตอร์มานานแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคโซเชียลคือ จากเดิมที่เราเห็นคนดังผ่านโฆษณาไม่กี่นาที วันนี้เรากลับติดตามชีวิตของพวกเขาแทบทุกวัน ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อใจมากกว่าในอดีต . นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Parasocial Relationship หรือ "ความสัมพันธ์ทางเดียว" คือความรู้สึกผูกพันที่ผู้ชมมีต่อคนดัง แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้จักเราเลยก็ตาม . เมื่อคนที่เรารู้สึกไว้ใจแนะนำสินค้าสักชิ้น เราจึงมักรู้สึกเหมือนกำลังฟังคำแนะนำจากคนรู้จัก มากกว่าการดูโฆษณาทั่วไป ทำให้มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อได้มากกว่า . อีกเหตุผลหนึ่งคือหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า Halo Effect พูดง่าย ๆ คือ หากเรามองว่าใครสักคนเก่ง น่าเชื่อถือ หรือมีรสนิยมดี สมองของเรามักจะเชื่อมโยงความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นไปยังสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย . จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกว่าสินค้าที่คนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์คนนั้น แนะนำ เลือกใช้ หรือเป็นเจ้าของ ก็จะน่าเชื่อถือและน่าลองมากขึ้น . นอกจากตัวคนดังแล้ว การตัดสินใจของเรายังได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างด้วย ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่า Social Proof . เมื่อเราเห็นสินค้าต่อคิวยาว ขายหมดอย่างรวดเร็ว หรือมีคนรีวิวเต็มโซเชียล สมองมักตีความว่า "ของชิ้นนี้น่าจะดี" เพราะมีคนจำนวนมากเลือกซื้อ ยิ่งถ้าสินค้ามีคำว่า Sold Out, Limited Edition หรือ มีจำนวนจำกัด ก็ยิ่งกระตุ้นให้หลายคนรีบตัดสินใจ เพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาส อาการนี้หลาย ๆ คนเรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หรือ อาการกลัวตกกระแส นั่นเอง . ผู้บริโภคไม่ได้ประเมินแค่ตัวสินค้า แต่ยังพิจารณาความน่าเชื่อถือของคนที่อยู่เบื้องหลังด้วย หากรู้สึกว่าคนดังใช้สินค้านั้นจริงหรือแนะนำจากประสบการณ์ สินค้าก็มีแนวโน้มจะถูกมองว่าน่าเชื่อถือและน่าลองมากขึ้น . ท้ายที่สุด สิ่งที่คนดังขายอาจไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความน่าเชื่อถือที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น . #BTbeartai #FOMO #Overprice
See More
BT beartai
@beartai
5 days ago
นักวิจัยพบ "น้ำตาล" ครั้งแรกในอวกาศ อาจเป็นเบาะแสต้นกำเนิดของชีวิต . เวลาเราพูดถึง "น้ำตาล" หลายคนอาจนึกถึงของหวานหรืออาหาร แต่ล่าสุดนักดาราศาสตร์กลับพบ "โมเลกุลน้ำตาล" อยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาวเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร . น้ำตาลที่ตรวจพบคือ อีริทรูโลส (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลขนาดเล็กที่พบได้ตามธรรมชาติในผลไม้บางชนิด เช่น ราสป์เบอร์รี โดยพบอยู่ภายในกลุ่มเมฆก๊าซและฝุ่นใกล้ใจกลางทางช้างเผือก ถือเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบ "น้ำตาลแท้" ในอวกาศระหว่างดวงดาว . น้ำตาลไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้พลังงานกับสิ่งมีชีวิต แต่ยังเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับการสร้าง DNA และ RNA ซึ่งเป็นสารที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต . แม้น้ำตาลที่พบในครั้งนี้ จะไม่ใช่น้ำตาลที่ใช้สร้าง DNA หรือ RNA โดยตรง แต่การค้นพบนี้บ่งชี้ว่า วัตถุดิบสำคัญของชีวิตอาจก่อตัวขึ้นได้เองในอวกาศก่อนที่โลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ จะถือกำเนิดขึ้นด้วยซ้ำ . ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยพบสารอินทรีย์และน้ำตาลบางชนิดในอุกกาบาต รวมถึงตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย แต่การค้นพบครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะเป็นการตรวจพบน้ำตาลที่ก่อตัวอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาวโดยตรง . แม้การค้นพบครั้งนี้จะไม่ได้หมายความว่าพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่มันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นว่าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการกำเนิดชีวิตอาจมีอยู่ในอวกาศมาตั้งแต่แรก และอาจเดินทางมายังโลกยุคแรกผ่านดาวหางหรืออุกกาบาต ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน . #BTbeartai #Erythrulose #DNA
See More
BT beartai
@beartai
5 days ago
เคยไหม ? พักผ่อนอยู่ในบ้านของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับต้องทนสูดกลิ่นควันบุหรี่ที่ลอยมาจากบ้านข้าง ๆ ทั้งที่เราไม่ได้สูบ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ผู้สูบจะอ้างว่าเป็นสิทธิที่ทำได้เพราะสูบในรั้วบ้านตนเอง แต่ควันบุหรี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเขตบ้านของเขา ลมสามารถพัดพาควัน มลพิษ และกลิ่นเหม็นเข้ามาสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เพื่อนบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ . ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นรบกวนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เพราะควันบุหรี่มือสองเป็นภัยเงียบที่ทำให้ผู้สูดดมป่วยสะสม มีสารพิษสะสมในร่างกายจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดและโรคอื่น ๆ . 4 ขั้นตอนการจัดการเมื่อประสบปัญหาเพื่อนบ้านสูบบุหรี่รบกวน . พอเป็นเรื่องเพื่อนบ้าน การจัดการขั้นเริ่มต้นจะแนะนำให้ลองเจรจาก่อน เพราะผู้สูบบุหรี่บางคนก็อาจจะไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจที่จะสร้างความเดือดร้อนจริง ๆ แต่หากการพูดคุยขอความร่วมมืออย่างเป็นมิตรไม่ประสบความสำเร็จ คุณสามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ดังนี้ . 1. รวบรวมหลักฐานหมัดตัว - บันทึกภาพ/คลิปวิดีโอ ถ่ายจุดที่มีการสูบบุหรี่และทิศทางของควันบุหรี่ที่ลอยเข้ามา - จดบันทึกเวลา และความถี่ของการเกิดเหตุอย่างละเอียด - หากมีอาการแพ้ หรือเจ็บป่วยจากควันบุหรี่ ให้ขอใบรับรองแพทย์ที่ระบุอาการชัดเจน . 2. ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - บ้านพักทั่วไป ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เช่น สำนักงานเขต (ในกรุงเทพมหานคร), เทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) - หมู่บ้านจัดสรร / คอนโดฯ ให้แจ้งนิติบุคคลให้เข้ามาไกล่เกลี่ยตามกฎระเบียบของหมู่บ้านหรืออาคารชุด . 3. การตรวจสอบและออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ หลังรับเรื่องร้องเรียน เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบว่าควันบุหรี่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญจริง เจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจตาม มาตรา 28 ในการ “ออกคำสั่งเป็นหนังสือ” ให้ผู้ก่อเหตุระงับ ป้องกัน หรือแก้ไขเหตุรำคาญนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด . 4. บทลงโทษหากฝ่าฝืนคำสั่ง - โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน - โทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท - หรือทั้งจำทั้งปรับ . แม้การสูบบุหรี่จะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่สิทธินั้นย่อมสิ้นสุดลงเมื่อไปละเมิดสิทธิในการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยและมีสุขภาวะที่ดีของผู้อื่น กฎหมายสาธารณสุขจึงคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/IVSJ66277h ที่มา : กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ - กคส., องค์การอนามัยโลก #BTbeartai #สูบบุหรี่ #เพื่อนบ้านสูบบุหรี่
See More
BT beartai
@beartai
6 days ago
พบยาต้านเศร้าในสมองฉลาม : เมื่อยารักษาใจมนุษย์ กลับเป็นมลพิษต่อสัตว์ทะเล ? เซอร์ทราลีน (Sertraline) เป็นตัวยาสำคัญในยารักษาโรคซึมเศร้าที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย มีการคาดการณ์ว่ายอดขายทั่วโลกจะเติบโตจาก 1,940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็น 3,130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2032 แต่ล่าสุดมีข่าวว่าตัวยานี้ถูกพบอยู่ในสมองฉลาม คำถามคือทำไมยาที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้าของมนุษย์ กลับไปอยู่ในทะเลบราซิลได้ ? ทำไมเจอใน 'เนื้อเยื่อสมอง' ฉลามหัวค้อน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญ เมื่อทีมนักวิจัยจากโครงการอีโคชาร์ค (EcoShark) ซึ่งติดตามสุขภาพของฉลามบริเวณชายฝั่งรีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) มาตั้งแต่ปี 2018 นำโดย มาเรียนา อลอนโซ (Mariana Alonso) ศาสตราจารย์จากสถาบันชีวฟิสิกส์คาร์ลอส ชากาส ฟิลโญ (Carlos Chagas Filho Institute of Biophysics) แห่งมหาวิทยาลัยรีโอเดจาเนโร (UFRJ) ร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์คนอื่นอย่าง โฮเซ เซาโต เนโต (José Souto-Neto) และวิกเตอร์ อัลเวส (Victor Alves) ได้ค้นพบสารเซอร์ทราลีนใน 'เนื้อเยื่อสมอง' ของฉลามหัวค้อน (Sphyrna lewini และ S. zygaena) ซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ฉลามเหล่านี้บังเอิญติดอวนประมงบริเวณชายหาดชื่อดังอย่างเรเครโอ (Recreio), บาร์รา ดา ตีฌูกา (Barra da Tijuca) และโคปาคาบานา (Copacabana) การที่สารเคมีของมนุษย์ไปอยู่ในสมองฉลามได้นั้น นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่ายาอาจเข้าสู่ฉลามทั้งจากสิ่งแวดล้อมและผ่านเหยื่อที่ปนเปื้อน แต่ยังต้องวิเคราะห์น้ำ ตะกอน และสิ่งมีชีวิตตามห่วงโซ่อาหารเพิ่มเติม เพื่อยืนยันเส้นทางการสะสม และสาเหตุที่เซอร์ทราลีนไปสะสมที่เนื้อเยื่อสมองของฉลาม เพราะมีคุณสมบัติจับตัวได้ดีกับเนื้อเยื่อไขมันและระบบประสาท เส้นทางจากตู้ยาลงสู่ทะเล คำถามคือมันลงไปในทะเลได้ยังไง ทั้งที่เป็นยาที่มนุษย์กิน ? ต้องเล่าก่อนว่าปัญหาหลักมาจากระบบจัดการน้ำเสีย ปัจจุบันน้ำเสียในรัฐรีโอเดจาเนโรเพียงประมาณ 47% เท่านั้นที่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง น้ำเสียปริมาณมหาศาลถูกปล่อยลงมหาสมุทรผ่านท่อปล่อยน้ำทิ้งใต้ทะเลบริเวณอิปาเนมา (Ipanema) และบาร์รา ดา ตีฌูกา ซึ่งระบบบำบัดเบื้องต้นเหล่านี้ ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดสารอินทรีย์และจุลินทรีย์ทั่วไป แต่ไม่สามารถกรองโมเลกุลของยาออกไปได้ ทำให้เซอร์ทราลีนไหลลงสู่ทะเล นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ในบราซิล งานวิจัยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่ตีพิมพ์ในวารสารมลพิษสิ่งแวดล้อม (Environmental Pollution) เคยรายงานการพบทั้งโคเคน คาเฟอีน และยาแก้ปวดในเลือดของฉลาม 28 จาก 85 ตัวบริเวณเกาะเอลูเทอรา (Eleuthera) ในบาฮามาส (Bahamas) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางมาแล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยิ่งตั้งคำถามว่า แล้วฉลามที่ว่ายน้ำอยู่ห่างจากชายหาดรีโอเดจาเนโรไม่ถึง 1 กิโลเมตรจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ? ความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม ยาเซอร์ทราลีนออกฤทธิ์โดยตรงต่อสารเซโรโทนินในสมองมนุษย์ และเนื่องจากระบบเซโรโทนินในสัตว์มีกระดูกสันหลังมีความคล้ายคลึงกันมาก ยาตัวนี้จึงสามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนของฉลามได้เช่นกัน แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ผลกระทบที่แน่ชัดในฉลาม แต่งานวิจัยพบว่า เมื่อปลาม้าลายได้รับสารเซอร์ทราลีนในระดับ 0.1 ไมโครกรัม/ลิตร (ซึ่งเท่ากับปริมาณที่พบในน้ำทะเลชายฝั่ง) พวกมันจะมีอาการเคลื่อนไหวช้าลง เรียนรู้ช้าลง และระบบเซโรโทนินก็จะทำงานผิดปกติ คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ สารเหล่านี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมของฉลามในธรรมชาติหรือไม่ ? เพราะบราซิลเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากการถูกฉลามโจมตีสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2021 มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% (เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่ 1% และออสเตรเลีย 14%) แม้นักวิทยาศาสตร์จะไม่ได้บอกว่ายารักษาโรคซึมเศร้าเป็นต้นเหตุให้ฉลามทำร้ายคน แต่ก็จำเป็นต้องหาคำตอบว่า การที่ปลาในห้องทดลองมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเมื่อโดนยา แล้วฉลามที่ต้องเจอกับสารเหล่านี้สะสมเรื้อรังในพื้นที่ชายฝั่งที่สกปรกที่สุดในโลก จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปยังไงได้บ้าง อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/kJGg4y7X3W ที่มา : theconversation #BTbeartai #โรคซึมเศร้า #ยาต้านโรคซึมเศร้า #ฉลามหัวค้อน #ฉลาม
See More
BT beartai
@beartai
6 days ago
หรือจะถึงเวลาที่บอลไทยจะได้ไปบอลโลก ! FIFA แง้มข่าวดีเตรียมพิจารณาขยายทีมบอลโลก ปี 2030 เป็น 64 ทีม ถ้าเกิดขึ้นจริงทีมชาติไทยมีโอกาสจะได้ไปไหม ? แล้วอะไรที่รั้งให้เรายังไปไม่ถึง... รับชมตอนพิเศษ พูดคุยหลังจบศึกบอลโลก คลิก https://t.co/VBJvUSHQmn —————————————— ติดตามรายการ 'ป๋าเชียร์ เฮียเล่า' ทุกวันอังคาร เวลา 20.00 น. รับชมที่เดียวที่ #ทรูไอดี #BTbeartai #TrueID #ป๋าเชียร์เฮียเล่า #บอลโลก
See More
BT beartai
@beartai
6 days ago
ย้อนไปไม่กี่ปีก่อน Tesla Cybercab เคยเปิดตัวไปแล้วไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเจาะตลาด Robotaxi ซึ่งมาในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาสำหรับ 2 ที่นั่ง ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ . มัสก์ บอกกว้าง ๆ ว่าจะผลิตภายในปี 2026 หรือช้าที่สุดปี 2027 ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 ที่ผ่านมา Tesla ก็ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตและทดสอบ Tesla Cybercab รุ่นผลิตจริงแล้ว โดยมีการประกอบที่โรงงาน Gigafactory ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส และเริ่มวิ่งทดสอบบนถนนจริงบางพื้นที่ แต่ยังไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายทั่วไปหรือให้บริการเชิงพาณิชย์ . และล่าสุดเส้นทางของแท็กซี่ไร้คนขับนี้กำลังไปได้สวย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา Starlink ได้โพสต์ข้อความผ่าน X (Twitter) ว่า “High-speed internet from space for the future of autonomous vehicles” (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากอวกาศ เพื่ออนาคตของยานยนต์ไร้คนขับ) . ส่วน Tesla ก็โพสต์ตามมาติด ๆ ว่า “Starlink V5 directly integrated in Cybercab” หรือ “Starlink V5 จะถูกฝังมากับระบบตัวรถ Cybercab” พร้อมโชว์ภาพประกอบที่เห็นส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ จานรับสัญญาณจากดาวเทียม Starlink บริเวณท้ายรถ เสาสัญญาณ GPS, 5G LTE, ไมโครโฟน และระบบหยุดรถฉุกเฉิน บริเวณกลางรถ, ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง FSD (Full Self-Driving) บริเวณกระโปรงหน้า และตำแหน่งกล้องรอบคัน 8 จุด . เรื่องนี้ตรงกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้าว่า Tesla ได้ยื่นจดสิทธิบัตรการฝังเสาอากาศวิทยุลงในหลังคารถยนต์โดยตรง และยังยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า นี่คือกลยุทธ์การพึ่งพาและส่งเสริมธุรกิจ ระหว่างบริษัทในเครือของ อีลอน มัสก์ (Tesla และ SpaceX) . ปัจจุบัน Tesla ยังไม่ได้กำหนดวันเปิดตัว Cybercab อย่างเป็นทางการสู่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม Cybercab แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ Tesla วางแผนที่จะติดตั้งไว้เพื่อรองรับความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อ และความปลอดภัยระดับสูง เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่นับว่าเป็นแรงกระเพื่อมในด้านการพัฒนาที่สำคัญ และน่าลุ้นกันต่อไปว่าเมื่อ Cybercab รุ่นใหม่ที่มาพร้อม Starlink V5 ลงถนนเพื่อให้คนได้ใช้งานจริง ๆ แล้วจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นจากโมเดลเดิมมากน้อยเพียงใด และจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของบริการแท็กซี่ไร้คนขับตามที่อีลอน มัสก์เองตั้งใจหรือไม่ อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://t.co/gtv8O4UsRt ที่มา : Engadget, pcmag, Tesla, Teslarati, Robotaxi tracker #BTbeartai #Tesla #Starlink #Cybercab
See More
BT beartai
@beartai
7 days ago
ใน Mercer Thailand People Conference 2026 คุณเอลฟ์ เอื้อการย์ COO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ) และเป็น ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) แบรนด์ Yoguruto ได้พูดถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ “No Blame Game” ยอมรับผิดแต่ไม่โทษกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่พาแบรนด์เติบโตจากพนักงานแค่ 3 คน จนตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คนแล้ว คุณเอลฟ์เล่าว่า ในช่วงที่ Yoguruto โตแบบก้าวกระโดด ต้องเจอวิกฤตและปัญหาเข้ามาท้าทายตลอดเวลา แต่สิ่งที่จะทำให้แบรนด์ผ่านไปได้ ไม่ใช่การหาว่า “ใครทำพัง” แต่คือการร่วมมือกันถามว่า “เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยกันยังไง” แทนที่จะเสียเวลาหาคนผิดมาลงโทษ องค์กรเลือกที่จะเอาพลังงานทั้งหมดไปโฟกัสที่ทางออกและการรับผิดชอบร่วมกัน สิ่งหนึ่งที่ฟังแล้วอบอุ่น คือการสร้างความสนิทสนมเพื่อทลายกำแพง คุณเอลฟ์ใช้สูตร Relationship + Rules = Resilience มีกิจกรรมหลังเลิกงานและ Playdate เพื่อให้พนักงานสนิทกันจนกล้าพูด กล้าแชร์ และกล้าสะท้อนข้อมูลตรง ๆ (Kind Feedback) ด้วยเจตนาที่ดี และอีกข้อคือ Non-Toxic ไม่มีนินทา ไม่ว่าร้ายลับหลัง ทุกอย่างคุยกันบนหน้างานเพื่อพัฒนาทีม คุณเอลฟ์พิสูจน์ให้เห็นว่า วัฒนธรรมแบบ No Blame Game มันไม่ได้ทำให้พนักงานหย่อนยาน หรือทำผิดซ้ำ แต่สร้างความเชื่อใจที่แน่นแฟ้นมาก ๆ จนเกิดปรากฏการณ์ของ Yoguturo ฟีเวอร์อย่างที่เราได้เห็นกัน ตอนนั้น Yoguruto เกิดกระแสไวรัลหนักมากจนสินค้าขาดตลาด คลังสินค้าแบกรับไม่ไหว รถขนส่งจอดต่อคิวยาวเหยียด ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปที่เน้นจับผิด พนักงานคงเครียดและเกี่ยงความรับผิดชอบกันไปแล้ว แต่เพราะวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่มีการโยนความผิดให้กัน พนักงานทุกแผนกในออฟฟิศเลยยอมทิ้งโต๊ะมาช่วยฝั่งคลังสินค้า ทั้งโบกรถ ยกของ และนับสต็อก จนพากันผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เมื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยให้กับบุคลากร พวกเขาจะมีพลังเหลือเฟือในการคิดสร้างสรรค์ พร้อมปรับตัว และพร้อมที่จะลุยไปข้างหน้าเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปด้วยกัน #BTbeartai #AbilityToLearn #พัฒนาตัวเอง #การบริหารองค์กร #Mercer2026 #Yoguruto #วัฒนธรรมองค์กร
See More
BT beartai
@beartai
7 days ago
AI พบงานวิจัยมะเร็งกว่า 250,000 ฉบับ อาจเป็น "งานปลอม" . เวลาพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึงการช่วยเขียน สร้างภาพ หรือวิดีโอ แต่ล่าสุด AI กลับถูกนำมาใช้ในอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือเครื่องมือช่วยตรวจจับงานวิจัยที่อาจไม่น่าเชื่อถือ . ทีมนักวิจัยจาก Queensland University of Technology (QUT) ประเทศออสเตรเลีย ได้พัฒนาโมเดล AI ที่สามารถวิเคราะห์รูปแบบการเขียนของบทความวิชาการ ก่อนนำไปตรวจสอบงานวิจัยด้านมะเร็งกว่า 2.6 ล้านฉบับ ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1999-2024 . และผลที่ได้คือ AI พบว่ามีบทความมากกว่า 250,000 ฉบับ ที่มีลักษณะการเขียนคล้ายกับงานวิจัยที่เคยถูกถอดถอน เพราะเกี่ยวข้องกับ Paper Mill หรือ "โรงงานผลิตงานวิจัย" . Paper Mill คือธุรกิจที่รับจ้างผลิตงานวิจัยหรือขายชื่อผู้เขียนให้กับนักวิชาการที่ต้องการผลงานตีพิมพ์ โดยบางกรณีอาจมีการใช้ข้อมูลปลอม ดัดแปลงผลการทดลอง ใช้ภาพซ้ำ หรือเขียนบทความขึ้นมาโดยไม่มีงานวิจัยจริงอยู่เบื้องหลัง . ปัญหานี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะหากงานเหล่านี้ผ่านการตีพิมพ์ ก็อาจถูกอ้างอิงต่อไปเรื่อย ๆ และส่งผลต่อคุณภาพขององค์ความรู้ในอนาคต . นักวิจัยเปรียบว่า AI ตัวนี้ทำงานคล้ายระบบกรองอีเมลสแปม และไม่ได้บอกทันทีว่า "งานวิจัยนี้ปลอม" แต่จะคัดและปักธงบทความที่มีลักษณะน่าสงสัยไว้ก่อน แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบขั้นสุดท้าย . จากการทดสอบกับงานวิจัยที่เคยทราบมาก่อนว่าเชื่อมโยงกับ Paper Mill พบว่า AI สามารถตรวจพบงานที่น่าสงสัยได้ถูกต้องประมาณ 91 งานวิจัย จากทั้งหมด 100 งานวิจัย คิดเป็นความแม่นยำ 91% นี่จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระการตรวจสอบของวารสารวิชาการในอนาคต . จากการวิเคราะห์ นักวิจัยพบว่าสัดส่วนของบทความที่เข้าข่ายน่าสงสัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 1% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพิ่มมาเป็นประมาณ 16% ในปี 2022 โดยเฉพาะงานวิจัยด้านชีววิทยาระดับโมเลกุลและงานทดลองในห้องปฏิบัติการ . อย่างไรก็ตาม การที่บทความถูก AI "ปักธง" ไม่ได้หมายความว่าบทความนั้นเป็นงานปลอมทันที แต่เป็นสัญญาณว่าควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญ . นักวิจัยมองว่า เครื่องมือนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญของวารสารวิชาการในการคัดกรองงานวิจัยก่อนตีพิมพ์ เพื่อช่วยลดโอกาสที่งานวิจัยคุณภาพต่ำหรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจะหลุดเข้าสู่ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต . #BTbeartai #AI #งานวิจัยปลอม #งานวิจัยมะเร็ง #PaperMill
See More
BT beartai
@beartai
7 days ago
กองทุนเกาหลี น่าสนใจกว่าที่คิด ? . ถ้าวันนี้มีคนบอกคุณว่ากองทุนที่น่าสนใจสำหรับฝั่งเอเชียตอนนี้คือกองทุนเกาหลี คุณจะเชื่อไหม ? หลายคนมักคิดว่าเกาหลีใต้มีดีแค่ K-Pop ซีรีส์ ถ้าคิดแค่นั้น บอกเลยว่าคุณกำลังพลาดการลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับโลก วันนี้ BT beartai จะพาทุกคนเจาะลึกกองทุนตัวใหม่ที่ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่จะพาคุณไปเติบโตพร้อมกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำแห่งเอเชีย . หลายคนกลัวการลงทุนต่างประเทศ เพราะคิดว่ายุ่งยาก ค่าธรรมเนียมแพง หรือกลัวเลือกหุ้นไม่ถูกใช่ไหม ? แต่ถ้าเราบอกว่า มีกองทุนหนึ่งที่รวมเอา 'ตัวท็อป' ของเกาหลีใต้มาให้คุณช็อปในที่เดียว แถมจัดการและดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้วย จะอยากลงทุนมากขึ้นไหม ? . บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ ASP-KOREA กองทุนที่จะเปลี่ยนมุมมองการลงทุนในหุ้นแดนกิมจิของใครต่อใครหลายคน และเหตุผลว่าเพราะอะไรการเลือกลงทุนกับ Asset Plus จะช่วยให้การลง ทุนครั้งนี้ง่ายแค่ปลายนิ้ว ! . คำเตือน ผู้ลงทุน “โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ . อ่านต่อได้ที่ https://t.co/gG7NJCHUTh . #BTbeartai #ASP-KOREA #หุ้นเกาหลี #Assetplus
See More
BT beartai
@beartai
8 days ago
Apple จับมือ Klarna ผุด 'Apple Upgrade' เช่าใช้ iPhone และสินค้าอื่น ครบสัญญาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้เลย ! Apple กำลังปรับกลยุทธ์การขายครั้งใหญ่ด้วยการจับมือกับ Klarna ผู้ให้บริการระบบชำระเงิน เตรียมเปิดตัวโปรแกรมเช่าซื้ออุปกรณ์แบบใหม่ในชื่อ 'Apple Upgrade' ซึ่งมีกำหนดการเริ่มต้นใน สหรัฐฯ วันอังคารที่ 28 กรกฎาคมนี้ Apple Upgrade เช่าสินค้าไหนได้บ้าง ? โปรแกรมนี้จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเช่าค้าในระยะเวลาหลายปี ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์อย่าง iPhone, iPad, Mac ไปจนถึง Apple Watch สำหรับเงื่อนไขของโปรแกรมเช่าซื้อดังกล่าว Bloomberg รายงานว่า จะให้ระยะเวลาเช่าสูงสุดที่ 24 เดือนสำหรับ iPhone และ Apple Watch ส่วนกลุ่ม Mac และ iPad จะได้ระยะเวลาสูงสุดถึง 36 เดือน เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ลูกค้าจะมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นคือ สามารถเลือกที่จะเก็บเครื่องไว้ ส่งคืน หรือจะอัปเกรดเปลี่ยนเป็นเครื่องรุ่นใหม่ก็ได้ ซึ่งการมาของ 'Apple Upgrade' จะเข้ามาแทนที่โปรแกรมเดิมอย่าง 'iPhone Upgrade' เน้นความครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม รับมือวิกฤต 'RAMmageddon' สาเหตุสำคัญที่ Apple ต้องงัดกลยุทธ์การปล่อยเช่าซื้อมาใช้ในเวลานี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาสายการผลิตที่เผชิญกับวิกฤต 'RAMmageddon' หรือภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอย่างหนัก ต้นตอมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการ AI ที่กว้านซื้อหน่วยความจำไปเป็นจำนวนมหาศาล ภาวะขาดแคลนนี้ส่งผลให้ต้นทุนฮาร์ดแวร์พุ่งสูงขึ้น ซึ่งโปรแกรมนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดกำแพงด้านราคา ทำให้ลูกค้ารู้สึกจ่ายไหวแม้อุปกรณ์จะแพงขึ้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่บริษัทต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านซีอีโอเป็น จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) และคดีฟ้องร้องเรื่องข้อมูลความลับทางการค้ากับ OpenAI ไทยไม่มี 'Apple Upgrade' แล้วมีทางเลือกไหนบ้าง ? ปัจจุบัน Apple ยังไม่ได้นำโปรแกรม 'Apple Upgrade' หรือการเช่าซื้อโดยตรงจากแบรนด์เข้ามาให้บริการในไทย และยังไม่มีข้อมูลว่าจะเอาเข้ามาเมื่อไร แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีโปรโมชันที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือโปรโมชันจากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ เช่น สมัครโปรโมชันรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อถึงเวลาที่รุ่นใหม่เปิดตัวก็สามารถเอาเครื่องเก่ามาแลกเป็นเครื่องใหม่ ในเงื่อนไขที่เครื่องเดิมต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ตามเกณฑ์ ทั้งนี้ต้องรอดูข่าวอีกทีว่า Apple จะเอาโมเดลนี้มาใช้งานในประเทศไทยเมื่อไร และจะเข้ามาในเงื่อนไขแบบไหน เราคงต้องรอติดตามกันต่อไป ที่มา : techcrunch #BTbeartai #AppleUpgrade #Apple #iPhone #ผ่อนiPhone #เช่าiPhone
See More
Last Seen Users on Sotwe
แสงไฟเป็นเหตุ"
Seen from
Korea
Rachel Lee HH22
Seen from
Australia
Taye
Seen from
United States
EROTIK MEKANI🔞
Seen from
Turkey
Ensest Swinger
Seen from
Turkey
tôi muốn xxxx cùng cha..............
Seen from
Vietnam
小李老师与小羽日常
Seen from
United Kingdom
QUEEN OF THICCNESS
Seen from
Netherlands
Budak nakal
Seen from
Malaysia
Romantizm Seven Genç
Seen from
Netherlands
Trends for you
1
Fauci
Under 10K tweets
2
Covid
Under 10K tweets
3
Rand Paul
Under 10K tweets
4
Good Thursday
Under 10K tweets
5
Fifth Amendment
Under 10K tweets
6
AIDS
Under 10K tweets
7
Harvey
Under 10K tweets
8
Wuhan
Under 10K tweets
9
#AEWDynamite
Under 10K tweets
10
Happy Friday Eve
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.1M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.1M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
112.3M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.1M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.3M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
88.7M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
82.6M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
74.1M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
71.4M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.3M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
64.4M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
64.3M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.8M followers
19
Selena Gomez
@selenagomez
61.7M followers
20
X
@x
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫