Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
ilovecommic😍
@Aorsep
I like games
Bang Na, Bangkok
Joined September 2018
89
Following
35
Followers
321
Posts
ilovecommic😍
@Aorsep
1 day ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ บทที่ 13 ความหึงที่ไม่มีสิทธิ์ หลังงานกีฬาสี นรินพยายามบอกตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับกวินไม่มีความหมายมากไปกว่าช่วงเวลาหนึ่ง คำพูดในคืนฝนตกอาจเกิดจากความมึนเมา การสัมผัสหลังมือในงานเลี้ยงอาจเป็นเพียงอุบัติเหตุ แม้กระทั่งสายตาที่กวินใช้มองเธอ ก็อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนช่างสังเกตอย่างที่ทุกคนรู้กันดี นรินไม่กล้าสรุปว่าเขารู้สึกเช่นเดียวกับเธอ กวินไม่เคยบอกว่าชอบ ไม่เคยพูดว่าคิดถึง และไม่เคยพยายามเข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอนอกเหนือจากเรื่องงาน บางวันเขามองเธอราวกับม���คำพูดนับร้อยซ่อนอยู่ในสายตา แต่วันต่อมาเขากลับเดินผ่านไปเหมือนเธอเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ความไม่แน่นอนทำให้นรินเลือกเก็บความรู้สึกไว้ตามเดิม เธอยอมรับกับตัวเองได้แล้วว่าแอบรักเขา แต่ไม่กล้าหวังว่าเขาจะรักตอบ หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นพมอบหมายให้นรินเดินทางไปตรวจสอบระบบงานของลูกค้ารายใหญ่ที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาสามวัน พร้อมพนักงานรุ่นน้องอีกสองคน “วันสุดท้ายจะมีประชุมกับผู้บริหาร” นพบอก “คุณกวินมีแผนเดินทางไปร่วมประชุมอยู่แล้ว แต่เขาน่าจะไปถึงช่วงเช้าของวันประชุม” นรินพยายามรักษาสีหน้าเป็นปกติ “ค่ะ แล้วมีใครไปกับคุณกวินบ้างคะ” “เลขานุการกับผู้จัดการฝ่ายข��ย” “ฉันถามเพื่อจะได้เตรียมเอกสารถูกนะคะ” นพยิ้มเล็กน้อย “พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” “พี่นพชอบมองเหมือนรู้ทุกอย่าง” “บางเรื่องไม่ต้องเก่งก็พอมองออก” นรินรีบก้มหน้าตรวจรายการเอกสารเพื่อหลบบทสนทนา ก่อนออกเดินทาง เธอแอบมองไปทางห้องของกวิน แต่ม่านกระจกถูกปิดอยู่ เธอจึงไม่ได้พบหรือกล่าวลาเขา กวินรู้เรื่องการเดินทาง���ากตารางงานที่นพส่งให้ เขาอ่านชื่อนรินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดเอกสารโดยไม่ถามสิ่งใดเพิ่มเติม การแยกกันเพียงสามวันไม่ควรมีความหมาย แต่ตั้งแต่เช้าวันแรกที่โต๊ะของเธอว่างเปล่า สำนักงานทั้งชั้นกลับดูเงียบกว่าปกติอย่างน่ารำคาญ กวินมองโต๊ะว่างนั้นหลายครั้ง ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินถือแฟ้มตามนพ และไม่มีสายตาคู่เดิมคอยแอบมองผ่านผนังกระ��ก เขาเพิ่งรู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพียงได้เห็นนรินอยู่ในระยะสายตาก็เพียงพอทำให้วันทำงานของเขาสงบลงแล้ว ในต่างจังหวัด นรินได้รับการต้อนรับจากภาคย์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัทลูกค้า ภาคย์อายุใกล้เคียงกับเธอ เป็นคนพูดเก่ง สุภาพ และเข้าใจระบบงานเป็นอย่างดี เขาเคยประสานงานกับนพผ่านทางโทรศัพท์หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับนรินโดยตรง “ผมได้ยินคุณนพพูดถึง��ุณบ่อยครับ” ภาคย์กล่าวขณะพาทีมเดินตรวจพื้นที่ “เขาบอกว่าถ้าเรื่องไหนหาคำตอบไม่ได้ ให้ถามคุณนริน” “พี่นพพูดเกินจริงค่ะ ถ้าฉันตอบไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับไปถามเขาอยู่ดี” “แต่จากที่ประชุมกันเมื่อเช้า ผมว่าคุณตอบได้เกือบทุกเรื่องแล้วนะครับ” ภาคย์ดูแลทีมของนรินเป็นอย่างดี เขาจัดห้องทำงาน เตรียมเอกสาร และสั่งอาหารกลางวันมาให้ทุกคนโดยไม่ต้องร้องขอ เมื��อเห็นนรินเอื้อมหยิบกล่องเอกสารหนัก เขาก็เข้ามาช่วยทันที “ให้ผมถือดีกว่าครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือได้” “ผมทราบว่าคุณถือได้ แต่ผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน” คำพูดนั้นทำให้นรินนึกถึงธีร์ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผู้ชายสองคนนี้มีวิธีพูดคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ภาคย์ไม่ได้แสดงท่าทีเจ้าชู้ชัดเจน เขาเพียงให้ความสนใจเธอมากกว่าพนักงานคนอื่นเล็กน้อย นรินรับรู้ได้ แต่เลือกวางตัวเป็นมืออาชีพ คืนแรก ภาคย์เชิญทีมทั้งหมดไปรับประทานอาหารกับฝ่ายงานของลูกค้า เป็นมื้อเย็นตาม��รรมเนียมทางธุรกิจ ไม่มีใครอยู่กันตามลำพัง และนรินไม่เห็นเหตุผลให้ปฏิเสธ ระหว่างรับประทานอาหาร พนักงานรุ่นน้องถ่ายภาพหมู่ส่งเข้าไปในกลุ่มงานเพื่อรายงานนพว่าการตรวจสอบวันแรกเสร็จสิ้นเรียบร้อย ในภาพนั้น ภาคย์นั่งอยู่ข้างนริน เขากำลังโน้มตัวเข้ามาชี้บางอย่างในเมนู ขณะที่นรินหันไปฟังและยิ้มตามมารยาท นพเปิดดูภาพแล้วไม่ได้คิดอะไร เขาตอบกลับเพียงว่า��ห้ทุกคนพักผ่อนและอย่ากลับดึก แต่ภาพเดียวกันถูกส่งต่อไปยังกลุ่มผู้บริหารเพื่อรายงานความคืบหน้า กวินเห็นภาพในเวลาเกือบสามทุ่ม สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ผู้ชายข้างนรินทันที เขาขยายภาพโดยไม่รู้ตัว เห็นภาคย์นั่งใกล้เธอเกินกว่าที่ตนเองพอใจ เห็นรอยยิ้มของนริน และเห็นแก้วเครื่องดื่มสองใบวางอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่ ความรู้สึกร้อนวาบแล่นขึ้นกลางอก กวินปิดภาพ แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็เปิดขึ้นมาดูอีกครั้ง “มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของธีร์ดังขึ้นจาก���ซฟา เขาแวะมาคุยเรื่องลูกค้าและยังไม่ได้กลับ “ไม่มี” “สีหน้านายไม่ได้บอกแบบนั้น” กวินวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ ธีร์หยิบโทรศัพท์ของตัวเองเปิดกลุ่มงาน ก่อนพบภาพเดียวกัน “ผู้จัดการลูกค้าคนนี้ดูสนใจนรินนะ” “นายรู้ได้อย่างไร” “ดูจากท่านั่งก็รู้แล้ว” “เขาอาจกำลังอธิบายเรื่องอาหาร” “ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าเขากำลังทำอะไร นายดูละเอียดกว่าฉันอีก” กวินไ���่ตอบ ธีร์ขยายภาพ ก่อนพูดต่อราวกับตั้งใจยั่ว “ก็เหมาะกันดีนะ อายุคงใกล้กัน คุยเรื่องงานเหมือนกัน และดูเหมือนนรินจะสบายใจเวลาอยู่กับเขาด้วย” “นรินมีครอบครัวแล้ว” “ตอนฉันสนใจเธอ นายยังบอกว่าไม่ใช่เรื่องของนาย ตอนนี้ทำไมถึงรีบเตือนแทนเธอ” กวินลุกจากโต๊ะและเดินไปยืนข้างกระจก เขาไม่ต้องการให้ธีร์เห็นว่าเพียงภาพถ่ายใบเดียวก็ทำให้ตนเสียการควบคุมมากเ��ียงใด “พรุ่งนี้นายมีประชุมที่นั่นไม่ใช่หรือ” ธีร์ถาม “วันมะรืน” “ถ้าทนไม่ไหวก็ไปก่อน” “ฉันไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยนตา��าง” ธีร์หัวเราะเบา ๆ “เหตุผลนั่งอยู่ข้างผู้จัดการลูกค้าในภาพแล้ว” คืนนั้นกวินแทบไม่ได้นอน เช้าวันต่อมา นพโทรรายงานว่า งานตรวจสอบมีปัญหาบางส่วน ลูกค้าต้องการให้นรินอยู่ช่วยตรวจข้อมูลจนถึงเย็น ส่วนภาคย์เสนอจะพาทีมไปดูเอกสารที่คลังสินค้าอีกแห่งด้วยตนเอง “จำเป็นต้องให้ผู้จัดการฝ่ายการเงินพาไปเองหรือ” กวินถาม นพเงียบไปเล็กน้อย “เขาเป็นผู้รับผิดชอบ��้อมูลส่วนนี้ครับ น่าจะสะดวกที่สุด” “แล้วต้องเดินทางกันอย่างไร” “รถของลูกค้าครับ คุณภาคย์เป็นคนขับ นรินกับน้องในทีมนั่งไปด้วย” กวินขบกรามแน่น เขารู้ว่ามีพนักงานคนอื่นอยู่ในรถ และทุกอย่างเป็นเรื่องงาน แต่ความคิดที่ว่านรินต้องใช้เวลาทั้งวันอยู่ใกล้ผู้ชายคนนั้นกลับทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้ หนึ่งชั่วโมงต่อมา เลขานุการได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนต���รางเดินทาง “เราจะออกบ่ายนี้” เธอมองปฏิทินอย่างแปลกใจ “แต่การประชุมเริ่มพรุ่งนี้ช่วงบ่ายนะคะ” “ผมต้องการตรวจพื้นที่ก่อนประชุม” “ผู้จัดการฝ่ายขายยังติดประชุมอยู่ค่ะ เขาน่าจะเดินทางได้พรุ่งนี้���ช้า” “ให้เขาตามมาทีหลัง” คำสั่งนั้นไม่มีใครกล้าทักท้วง กวินบอกทุกคนว่าการเดินทางเร็วกว่ากำหนดเกิดจากความกังวลเรื่องงาน มีเพียงเขาที่รู้ว่า เหตุผลที่แท้จริงคือความหึงหวงและความปรารถนาซึ่งไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป เมื่อรถของกวินมาถึงบริษัทลูกค้าในช่วงเย็น นรินกำลังยืนอยู่บริเวณหน้าอาคารกับภาคย์ ชายหนุ่มถือแฟ้มเอกสารให้เธอ มืออีกข้างกางร่ม��ังฝนซึ่งเพิ่งเริ่มตกลงมา ทั้งสองยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกัน ขณะที่พนักงานคนอื่นกำลังขนกล่องเอกสารขึ้นรถ จากมุมที่กวินมอง ภาคย์ยืนใกล้เธอจนแทบไม่มีระยะห่าง ความรู้สึกที่กดไว้ตลอดทางระเบิดขึ้นในทันที “คุณกวินมาแล้วค่ะ” เสียงของพนักงานรุ่นน้องทำให้นรินหันมา แววตาของเธอมีความประหลาดใจและดีใจชั่วขณะ ก่อนถูกแทนที่ด้วยท่าทีสุภาพเมื่อเห็นเลขานุการยืนอยู่ข้างเขา “สวัสดีค่ะ คุณกวิน ฉันนึกว่าคุณจะมาพรุ่งนี้” “ผมเปลี่ยนตาราง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วมองแฟ้มในมือภาคย์ ภาคย์ยื่นมือมาทักทาย “ยินดีที่ได้พบครับ ผม��าคย์ ผู้จัดการฝ่ายการเงิน” กวินจับมือเขาตามมารยาท แต่สีหน้าไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร “ขอบคุณที่ช่วยดูแลทีมของเรา” คำว่า ดูแล ถูกเน้นหนักจนภาคย์รับรู้ได้ถึงบางอย่าง “ยินดีครับ โดยเฉพาะคุณนริน เธอช่วยเราแก้ปัญหาได้มากเลยครับ” “นั่นเป็นหน้าที่ของเธอ” คำตอบเย็นชาทำให้รอยยิ้มของนรินจางลง เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดกวินจึงมีท่าทีเช่นนี้ ทั้งที่เพิ่งมาถึงและ���ังไม่มีใครรายงานปัญหาให้เขาฟัง การประชุมย่อยถูกจัดขึ้นในช่วงเย็น กวินขอตรวจผลการทำงานทั้งหมดทันที แม้ทุกคนจะเหนื่อยจากการเดินทางและตรวจพื้นที่มาตลอดวัน นรินเป็นผู้นำเสนอข้อมูล เพราะเธอเป็นคนตรวจรายละเอียดส่วนใหญ่ ในช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งภาคย์กล่าวชมขึ้นว่า “ส่วนวิเคราะห์นี้คุณนรินช่วยทำเพิ่มเติมครับ ความจริงไม่ได้อยู่ใน��อบเขตเดิม แต่เธอเห็นว่าเป็นประโยชน์กับเรา” “คุณใช้เวลาไปกับงานนอกขอบเขตมากแค่ไหน” กวินถาม น้ำเสียงของเขาทำให้นรินชะงัก “ประมาณสองชั่วโมงค่ะ แต่ฉันตรวจงานหลักเสร็จแล้วจึงช่วยทำเพิ่ม” “บริษัทส่งคุณมาทำงานตามขอบเขตที่กำหนด ไม่ใช่มาสร้างความพอใจให้ลูกค้าด้วยงานทุกอย่างที่เขาขอ” บรรยากาศภายในห้องเงียบลง ภาคย์รีบอธิบาย “ผมไม่ได้ขอครับ คุณนรินเสนอเองเพราะเห็นปัญหา—” “ผมกำลังถามพนักงานของผม” คำพูดนั้นหยุดทุกคนไว้ นรินมองกวินด้วยความไม่เข้าใจ “ฉันคิดว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้การประชุมพรุ่งนี้มีคำตอบครบขึ้นค่ะ” “หรือ��ุณต้องการให้ลูกค้าประทับใจเป็นพิเศษ” ประโยคสุดท้ายทำร้ายเธอเกินกว่าคำตำหนิเรื่องงานทั่วไป นรินรับรู้ได้ทันทีว่า เขาไม่ได้กำลังพูดถึงรายงาน แต่ต่อหน้าลูกค้าและพนักงาน เธอไม่สามารถถามถึงความหมายที่แท้จริงได้ “ถ้าคุณเห็นว่าไม่เหมาะสม ฉันขอโทษค่ะ” น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นทางการและห่างเหิน “ฉันจะส่งรายละเอียดทั้งหมดผ่านพี่นพ และจะไม่ทำงานนอกขอ��เขตอีก” กวินเห็นความเจ็บปวดในแววตาเธอ แต่ความหึงยังบดบังเหตุผลจนเขาไม่ยอมถอนคำพูด “ก็ดีครับ” ภาคย์มองคนทั้งสองสลับกัน เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ แต่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการตำหนิงานตามปกติ หลังประชุม นรินเก็บเอกสารแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่มองกวินอีก เขามองตามแผ่นหลังของเธอ ความโกรธเริ่มลดลงและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิด เลขานุการเข้ามาถามเรื่องอาหารเย็น แต่กวินปฏิเสธ เขายืนอยู่คนเดียวในห้องประชุม ก่อนมองเห็นนรินผ่านกระจก ภาคย์เดินตามเธอออกไปและยื่นขวดน้ำให้ ทั้งสองพูดคุยกันอยู่บริเวณทางเดิน นรินส่ายหน้าเหมือนกำลังบอกว่าไม่เป็นอะไร ภ��คย์กลับยังยืนอยู่ข้างเธอ ภาพนั้นทำให้ความรู้สึกผิดของกวินปะปนกับความหึงหวงจนแทบแยกไม่ออก เขาเป็นคนทำร้ายเธอ แต่เมื่อผู้ชายอีกคนเข้าไปปลอบ เขากลับยังรู้สึกโกรธ คืนนั้น นรินกลับห้องพักพร้อมน้องในทีม เธอพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทันทีที่อยู่ตามลำพัง น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะถูกตำหนิ ตลอดชีวิตการทำงาน นรินเคยพบคำวิจารณ์ที่รุนแรงกว่านั้นมาก สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดคือ กวินมองเธอเป็นผู้หญิงแบบใดกันแน่ เขาคิดว่าเธอเอาใจลูกค้าผู้ชายเพื่อให้ได้รับคำชมอย่างนั้นหรือ หากเขาเคยมีความรู้สึกดีต่อเธอจริง เหตุ���ดจึงทำร้ายกันด้วยคำพูดเช่นนั้น หรือทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นเพียงความคิดของเธอฝ่ายเดียว บางทีสายตาของกวินอาจไม่มีความหมาย บางทีความห่วงใยอาจเป็นเพียงหน้าที่ และบางทีคนที่กำลังแอบรักอยู่เพียงฝ่ายเดียวอาจเป็นเธอมาตลอด เช้าวันประชุมใหญ่ นรินกลับไปทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ เธอนำเสนอข้อมูลได้ครบถ้วน ตอบคำถามทุกข้อ และไม่มองกวินนอกจากเวลาที่จำเป็น ภาคย์ชื่นชมเธอต่อหน้าคณะผู้บริหารอีกครั้ง แต่คราวนี้กวินเพียงรับฟังโดยไม่แสดงปฏิกิริยา หลังการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ เดิมนรินต้องกลับพร้อมรถของทีม แต่รถคันนั้นเกิดปัญหาจากระบบเบรกและต้องเข้าศูนย์ตรวจสอบ พนักงานรุ่นน้องจึงถูกแบ่งไปนั่งกับรถฝ่ายขายซึ่งมีที่ว่างเพียงสองที่ นพซึ่งติดประชุมอยู่กรุงเทพฯ โทรมาจัดการเรื่องรถ ก่อนบอ���นรินว่า “เธอกลับกับรถคุณกวินนะ เขากลับคนเดียว เลขานุการจะอยู่ต่อจัดการเอกสารกับลูกค้า” หัวใจของนรินหนักอึ้งทันที “ฉันรอรถคันอื่นได้ค่ะ” “ฝนกำลังจะตกหนัก และไม่มีรถบริษัทคันอื่นแล้ว พี่แจ้งคุณกวินเรียบร้อย เขาตกลง” เธอไม่มีเหตุผลทางงานให้ปฏิเสธ เมื่อนรินลากกระเป๋าออกมาหน้าอาคาร ภาคย์เดินตามมาส่ง เขารับกระเป๋าจากมือเธอและยกใส่ท้ายรถให้ “เดินทางปลอดภัยนะครับ” เขากล่าว “ถึงกรุงเทพฯ แล้วส่งข้อความบอกด้วย” “ได้ค่ะ ขอบคุณที่ดูแลทีมเรานะคะ” “หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีก” นรินยิ้มตามมารยาท กวินนั่งอยู่หลังพวงมาลัยและมองทุกอย่างผ่านกระ��กหน้ารถ ภาคย์ปิดฝากระโปรงท้าย ก่อนเดินมาเปิดประตูข้างคนขับให้นริน ท่าทางสุภาพธรรมดากลับเติมเชื้อให้ความหึงซึ่งยังไม่จางหาย ทันทีที่นรินขึ้นรถ กวินก็ออกตัวโดยไม่รอให้ภาคย์เดินกลับเข้าอาคาร ภายในรถเงียบสนิท นรินนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่กล่าวขอบคุณและไม่หันมามองคนขับ กวินขับรถผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีก่อนเป็นฝ่ายพูดขึ้น “คุณสนิทกับเขาเร็วดีนะค��ับ” เธอรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงใคร “คุณภาคย์เป็นลูกค้าค่ะ ฉันจึงต้องประสานงานกับเขา” “ลูกค้าทุกคนต้องขอให้ส่งข้อความบอกเมื่อถึงกรุงเทพฯ หรือ” นรินหันมามอง “คุณได้ยินด้วยหรือคะ” “เขาพูด��ังพอ” “เขาแค่มีมารยาทค่ะ” “คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดแค่นั้น” “แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดมากกว่านั้น” คำถามของเธอทำให้กวินเงียบไปชั่วครู่ รถแล่นเข้าสู่ถนนสายหลัก ฝนเริ่มตกกระทบกระจกทีละหยด ก่อนหนักขึ้นเรื่อย ๆ “ผู้ชายมองผู้ชายด้วยกันออก” เขาตอบ “ต่อให้เขาคิดอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันคิดเหมือนเขา” “แต่คุณดูสบายใจเวลาอยู่กับเขา” นรินหัวเร���ะเบา ๆ อย่างเจ็บปวด “นี่คือปัญหาหรือคะ ฉันยิ้มให้ลูกค้าไม่ได้ ฉันรับน้ำจากเขาไม่ได้ และฉันพูดคุยกับเขาไม่ได้ เพราะคุณไม่พอใจ” “ผมไม่ได้พูดแบบนั้น” “แต่เมื่อวานคุณทำให้ทุกคนคิดว่าฉันเอาใจลูกค้าเพราะเหตุผลส่วนตัว” น้ำเสียงของเธอสั่น แม้จะพยายามควบคุมแล้วก็ตาม “คุณตำหนิงานของฉันได้ค่ะ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ดูถูกเจตนาของฉัน” คำว่า ไม่มีสิทธิ์ แทงตรงเข้���ไปในจุดที่กวินพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด “ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์” “ถ้ารู้ แล้วทำไมต้องพูดแบบนั้น” “เพราะผมไม่ชอบที่เขาอยู่ใกล้คุณ” คำตอบหลุดออกมาโดยไม่ทันยับยั้ง ภายในรถเหลือเพียงเสียงฝนกับที่ปัดน้ำฝนเคลื่อนไปมา นรินมองเขานิ่ง หัวใจเต���นแรง แต่ยังไม่กล้าตีความ “คุณไม่ชอบเพราะอะไรคะ” กวินขบกรามแน่น สายตายังคงมองถนนตรงหน้า “ผมไม่ไว้ใจเขา” “ฉันไม่ได้ถามว่าคุณไว้ใจเขาหรือเปล่า ฉันถามว่าเรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับคุณ” เขาไม่มีคำตอบที่สามารถพูดได้ ความจริงอยู่ใกล้ริมฝีปากเพียงเล็กน้อย เพราะผมหึงคุณ เพราะผมคิดถึงคุณตลอดเวลาที่คุณไม่อยู่ เพราะผมทนเห็นผู้ชายคนอื่นยืนในตำแหน่งที่ผมไ��่สามารถยืนได้ไม่ไหว แต่หากพูดออกมา ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปทันที กวินจึงเลือกคำตอบที่ปลอดภัยและเจ็บปวดที่สุด “เพราะคุณเป็นพนักงานของบริษัท ผมไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับลูกค้ากระทบงาน” แววตาของนรินดับลง “เข้าใจแล้วค่ะ” เธอหันกลับไปมองนอกหน้าต่างและไม่พูดอะไรอีก คำตอบของเขายืนยันสิ่งที่เธอกลัวมาตลอด เขาอาจไม่ได้หึง เขาอาจเพียงกังวลว่าเธอจะสร้าง���ัญหาให้บริษัท ระยะทางกลับกรุงเทพฯ ยังเหลืออีกหลายชั่วโมง แต่ความเงียบภายในรถกลับหนักจนแทบหายใจไม่ออก กวินรู้ว่าตัวเองทำร้ายเธออีกครั้ง ครั้งแรกเพราะไม่สามารถควบคุมความหึง ครั้งที่สองเพราะไม่กล้ายอมรับว่าหึง ฝนตกหนักขึ้นจนทัศนวิสัยลดลง กวินจึงเลี้ยวเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันเพื่อรอให้ฝนเบา นรินเปิดประตูลงจากรถทันที “คุณจะไปไหน” “ไปห้องน้ำค่ะ” “ฝนตกอยู่ รอก่อน” “ฉันเดินเองได้ค่ะ” เธอหยิบร่มจากช่องข้างประตูแล้วเดินออกไปโดยไม่รอเขา กวินมองตาม ก่อนสบถกับตัวเองเบา ๆ และลงจากรถตามไป เมื่อเขาเข้าไปในร้านกาแฟ นรินนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง มีแก้วน้ำเปล่าวางตรงหน้า ดวงตาของเธอแดงเล็กน้อย แม้จะรีบหันไปทางอื่นทันทีที่เห็นเขา กวินซื้อกาแฟร้อนกับขนมปัง ก่อนนำไปวางตรงหน้าเธอ “ทานอะไรหน่อย” “ฉันไม่หิวค่ะ” “คุณเพิ่งเคยหมดสติเพราะไม่กินข้าว” “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะไม่ทำให้ผู้บริหารเดือดร้อนอีก” คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งไป “นริน” “ตอนนี้ไม่มีคนในบริษัทอยู่ค่ะ ไม่ต้องฝืนทำเป็นห่วงฉันก็ได้” “ผมไม่ได้ฝืน” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ “แล้ว���ุณต้องการอะไรจากฉันคะ” กวินตอบไม่ได้ เขาต้องการให้เธออยู่ในสายตา ต้องการให้เธอยิ้มให้เขาเพียงคนเดียว และต้องการให้เธอไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชายคนอื่น แต่ตนเองกลับไม่มีสิทธิ์มอบอะไรให้เธอเลย “คุณไม่ชอบเวลาฉัน��ยู่ใกล้คุณธีร์” นรินพูดต่อ “คุณไม่ชอบเวลาฉันคุยกับคุณภาคย์ แต่เมื่อฉันถามว่าทำไม คุณก็บอกว่าเป็นเรื่องงานทุกครั้ง” เธอกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ “บางครั้งคุณมองฉันเหมือนฉันสำคัญ แต่วันต่อมาคุณกลับทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน ฉันไม่รู้ว่าต้องวางตัวอย่างไรแล้วค่ะ” ทุกถ้อยคำของเธอคือความจริงที่กวินไม่สามารถหลบหนี เขาดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วนั่งลง “ผมขอโ���ษเรื่องเมื่อวาน” “คุณควรขอโทษต่อหน้าคนที่ได้ยินด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่ฉัน” “ผมจะทำ” นรินไม่คิดว่าเขาจะตอบรับทันทีจึงนิ่งไป กวินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณไม่ได้ทำงานผิดขอบเขต รายงานที่คุณทำมีประโยชน์ และผมไม่ควรพูดเหมือนคุณมีเจตนาอื่น” “ขอบคุณค่ะ” “แต่เรื่องผู้ชายคนนั้น…” “คุณยังจะพูดอีกหรือคะ” “ผมไม่ชอบวิธีที่เขามองคุณจริง ๆ” “นั่นเป็นเรื่องของเขา ฉันควบคุมสายตาคนอื่นไม่ได้” “แต่คุณยิ้มให้เขา” นรินมองกวินอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณกำลังตำหนิฉันเพราะฉันยิ้มให้ลูกค้าหรือคะ” “ผมไม่ได้ตำหนิ” “แล้วนี่เรียกว่าอะไร” กวินหลับตาลงอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของ���ขาไม่มีความแข็งกร้าวเหลืออยู่ มีเพียงความเหนื่อยล้าและความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้นานเกินไป “ผมไม่รู้” คำตอบนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผมรู้เพียงว่า ตอนเห็นเขายืนใต้ร่มกับคุณ ผมอยากเดินเข้าไปแยกคุณออกจากเขา” หัวใจของนรินสั่นไหว “ทำไมคะ” กวินขับออกจากปั๊ม ถนนด้านหน้ายังยาวไกลและมืดกว่าตอนออกเดินทาง หลังผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาพูดขึ้นเบา ๆ “คุณหลั���ได้นะครับ ยังเหลืออีกไกล” “ฉันไม่ง่วงค่ะ” “ยังโกรธผมอยู่หรือ” “ฉันไม่ควรโกรธผู้บริหารค่ะ” คำตอบประชดประชันทำให้เขาหันมามองชั่วครู่ “คืนนี้ช่วยลืมได้ไหมว่าผมเป็นผู้บริหาร” “ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นอะไรคะ” คำถามนั้นทำให้กวินเงียบไปอีกครั้ง เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รักเธอ แต่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความรักตอบ เป็นคนที่หึงหวงเธอ แต่ไม่อาจขอให้เธออยู่ห่างจากผู้ชายคนอื่น และเป็นคนที่ทำร้ายเธอทุกครั้ง เพราะความรู้สึกซึ่งตนเองไม่กล้ายอมรับ “ผมก็เป็นแค่คนที่ทำผิดกับคุณ” เขาตอบ นรินหันไปมองเขา “แล้วคุณเสียใจหรือเปล่าคะ” “เสียใจ” “เพราะทำให้พนักงานเสียความรู้สึก หรือเพราะทำให้ฉันเสียใจ” กวินจับพวงมาลัยแน่น “ต่างกันด้วยหรือ” “สำหรับฉัน ต่างค่ะ” เขาไม่ตอบทันที รถแล่นผ่านแสงไฟบนถนนเป็นช่วง ๆ ใบหน้าของกวินสว่างและมืดสลับกัน ราวกับความรู้สึกของเขาซึ่งยังคงซ่อนอยู่หลังเงาของหน้าที่ “เพราะทำให้คุณเสียใจ” เขาตอบในที่สุด นรินละสายตาไปทางหน้าต่างเพื่อซ่อนความหวั่นไหว คำตอบนั้นทำให้ความหวังเล็ก ๆ กลับมา ทั้งที่เธอพยายามดับมันมาตลอดทาง แต่กวินยังไม่ได้บอกว่าชอบเธอ ไม่ได้บอกว่าหึง และไม่��ด้บอกว่าสิ่งที่เขารู้สึกมากกว่าความห่วงใยในฐานะผู้บริหารอย่างไร นรินจึงยังไม่กล้าเชื่ออะไร เมื่อรถเข้าสู่กรุงเทพฯ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืน กวินถามที่อยู่เพื่อไปส่งเธอ แต่เธอขอให้จอดตรงสถานีใกล้บ้านแทน “ดึกขนาดนี้ ผมไปส่งถึงบ้าน” “ไม่ค่ะ” “ทำไม” นรินมองเขานิ่ง ก่อนตอบตามความจริง “ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายกับครอบครัวอย่างไร ว่าทำไมผู้บริหารถึงขับ��ถมาส่งฉันตอนเที่ยงคืนเพียงสองคน” คำตอบนั้นทำให้กวินไม่สามารถโต้แย้ง เขาจอดรถในบริเวณที่มีแสงสว่างและผู้คนอยู่พอสมควร ก่อนช่วยยกกระเป๋าลงจากรถ นรินยืนรอรถที่เรียกไว้โดยเว้นระยะห่างจากเขา “เรื่องที่ประชุม” กวินกล่าว “วันจันทร์ผมจะชี้แจงต่อทุกคนว่าคุณทำถูกต้อง” “ขอบคุณค่ะ” “แล้วเรื่องที่ผมพูดในรถ…” “ฉันจะลืมค่ะ” “แต่ผมไม่ได้อยากให้ลืมทั้งหมด” นรินเงยหน้าขึ้น กวินมองเธอด้วยสายตาเดียวกับที่เคยมองในคืนฝนตกและงานเลี้ยง สายตาซึ่งทำให้เธอสับสนทุกครั้งว่า มันคือความรักหรือเป็นเพียงความอ่อนโยนชั่วคราวของผู้ชายคนหนึ่ง “ส่วนไหนที่คุณอยากให้ฉันจำคะ” ���ขาอยากตอบว่าให้จำว่าเขาทนเห็นเธออยู่กับคนอื่นไม่ได้ ให้จำว่าเขาเดินทางมาก่อนกำหนดเพราะคิดถึงและหึงหวง และให้จำว่า ตลอดทางกลับกรุงเทพฯ เขาต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อไม่เอื้อมมือไปหาเธอ แต่กวินยังคงไม่กล้าพูด “จำไว้ว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด” เขาตอบ รถที่นรินเรียกมาจอดตรงหน้า เธอพยักหน้า ก่อนยกมือไหว้เขาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง “ขอบคุณที่มาส่งค่ะ คุณกวิน” คำว่า คุณกวิน ในครั้งนี้เต็มไปด้วยระยะห่าง นรินขึ้นรถและจากไปโดยไม่หันกลับมา กวินยืนอยู่ข้างถนน มองตามไฟท้ายรถจนหายไปจากสายตา เขารู้ว่าตัวเองเกือบพูดความจริงหลายครั้งตลอดทาง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ความกลัวก็ทำให้เขาถอยกลับไปหลบอยู่หลังคำว่าหน้าที่ ส���วนนรินนั่งอยู่ในรถอีกคัน พยายามเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด กวินไม่ชอบให้ภาคย์เข้าใกล้เธอ กวินเดินทางมาก่อนกำหนด กวินบอกว่าอยากแยกเธอออกจากผู้ชายคนนั้น แต่เมื่อเธอถามเหตุผล เขากลับไม่เคยตอบ เธอจึงยังคงไม่รู้ว่าเขาชอบเธอหรือไม่ อาจมีเพียงเธอที่แอบรัก ส่วนความหึงหวงที่เห็น อาจเป็นเพียงสิ่งที่หัวใจของเธอสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองให้มีความห���ัง นรินหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มอย่างเงียบงัน ในรถอีกคัน กวินยังคงจอดอยู่ที่เดิม คนหนึ่งจากไปพร้อมคำถามว่าเขารู้สึกอย่างไร ส่วนอีกคนยืนอยู่กับคำตอบทั้งหมดในหัวใจ แต่ไม่สามารถกล่าวออกไปได้แม้แต่คำเดียว
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
1 day ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ บทที่ 12 ท่ามกลางผู้คน เรามองเห็นเพียงกัน หลังคืนฝนตก ทั้งกวินและนรินต่างหลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น กวินจำทุกคำที่นรินพูดได้ แม้ธีร์จะยืนยันว่าเขาดื่มมากเกินไปก็ตาม โดยเฉพาะประโยคที่เธอบอกว่า ฉันก็คงไม่ได้มองน้อยกว่าคุณค่ะ ส่วนนรินเองก็จำสายตาของเขาได้ทุกครั้ง เธอจำได้ว่าเขามองอย่างไร เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงแบบไหน และโล่งใจเพียงใดเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้กลับกับธีร์ แต่เมื่อพบกันในวันทำงาน ทั้งสองกลับทำเหมือนคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น นรินยังคงยกมือไหว้และเรียกเขาว่า “คุณกวิน” อย่างเป็นทางการ ส่วนกวินก็ยังเรียกเธอว่า “คุณนริน” ต่อหน้าทุกคน มีเพียงสายตาที่เปลี่ยนไป ทุกครั้งที่สบตากัน พ��กเขาต่างรู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเช่นเดียวกัน ความคลุมเครือที่เคยช่วยปกป้องหัวใจหายไป เหลือเพียงความจริงที่ต้องเก็บซ่อนไว้ให้ลึกกว่าเดิม ��นึ่งเดือนต่อมา บริษัทจัดงานกีฬาสีประจำปีที่ศูนย์กีฬาแห่งหนึ่งนอกเมือง ช่วงกลางวันเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างแผนก ส่วนช่วงค่ำมีงานเลี้ยงสำหรับพนักงานทุกคน พนักงานถูกแบ่งออกเป็นสี่สีแบบคละแผนกและตำแหน่ง ตั้งแต่พนักงานใหม่ไปจนถึงผู้บริหาร เมื่อนรินเปิดรายชื่อทีม สิ่งแรกที่เธอมองหาไม่ใช่ชื่อของตัวเอง นิ้วของเธอเลื่อนลงไปตามรายชื่ออย่างช้า ๆ ก่อนหยุ��ที่ชื่อหนึ่ง กวิน — สีเขียว หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น เธอมองกลับไปด้านบนอีกครั้ง นริน — สีเขียว “พี่นริน เราอยู่สีเดียวกับคุณกวินด้วยค่ะ” น้องในทีมพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “ก็ดีค่ะ สีเราจะได้มีผู้บริหารช่วยเพิ่มคะแนน” นรินตอบเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่รีบปิดรายชื่อก่อนที่ใครจะเห็นว่าเธอมองชื่อของเขานานเพียงใด ในเช้าวันงาน นรินมาถึงสนามพร้อมนพและพนั���งานในทีม เธอสวมเสื้อกีฬาสีเขียว กางเกงขายาว และรวบผมขึ้นสูงกว่าปกติ เมื่อลงจากรถ เธอก็ถูก��้อง ๆ ลากไปช่วยจัดอุปกรณ์และเตรียมขบวนพาเหรดทันที นรินเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ภายในเวลาไม่นานเสียงหัวเราะของเธอก็ดังอยู่ท่ามกลางสมาชิกสีเขียว เธอช่วยติดป้ายให้รุ่นน้อง แจกน้ำ และวิ่งไปมาระหว่างจุดลงทะเบียนกับอัฒจันทร์โดยแทบไม่ได้หยุดพัก กวินมาถึงช้ากว่าเล็กน้อยพร้อมคณะผู้บริหาร เขาสวมเสื้อกีฬาสีเดียวกับเธอ ไม่มีเสื้อสูท ไม่มีเนกไท และไม่มีผนังกระจกคอยแบ่งเขาออกจากพนักงานคนอื่น ทันทีที่ลงจากรถ สายตาของเขาก็มองหานรินโดยไม่รู้ตัว เขาพบเธอยืนอยู่ข้างสนาม กำลังหัวเราะขณะพยายามผูกผ้าสีเขียวให้พนักงานรุ่นน้องคนหนึ่ง แสงแดดยามเช้าตกกระทบใบหน้าของเธอ รอยยิ้มที่เขาหลงใหลปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กวินหยุดมองจนเลขานุการต้องเรียก “คุณกวินคะ ทางคณะกรรมการรอถ่ายภาพค่ะ” “ครับ” เขาตอบ แต่ก่อนเดินจาก���ปยังหันกลับไปมองนรินอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน เธอเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาของทั้งคู่พบกันท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นรินเห็นเขาในชุดกีฬาครั้งแรก ภาพของผู้บริหารหนุ่มผู้เคร่งขรึมดูอ่อนโยนและเข้าถึงง่ายขึ้นจนเธอเผลอมองนานกว่าปกติ กวินยิ้มให้เธอเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครสังเกต เพราะทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมงาน นรินจึงกล้ายิ้มตอบ พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดของแต่ละสี ตามด้วยการแข่งขันกีฬาสนุก ๆ ทั้งวิ่งผลัด ชักเย่อ และเกมที่ต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในทีม กวินถูกจับลงแข่งขันวิ่งผลั��กับผู้บริหารและพนักงานอีกสามคน ส่วนนรินยืนเชียร์อยู่ข้างสนามกับน้อง ๆ ในทีม “คุณกวินสู้ ๆ!” เสียงเชียร์ดังขึ้นพร้อมกัน นรินปรบมือไปกับทุกคน แต่ไม่กล้าตะโกนชื่อเขาดังเกินไป เมื่อการแข่งขันเริ่ม กวินรับไม้ต่อจากพนักงานคนหนึ่งแล้ววิ่งไปข้างหน้า เสียงเชียร์รอบสนามดังจนแทบไม่ได้ยินสิ่งอื่น ก่อนถึงเส้นชัย เขาเงยหน้ามองไปยังกลุ่มสีเขียว ท่ามกลางผู้คนมากมาย กวินมองเห็นนรินเป็นคนแรก เธอกำลังยิ้มและตะโกนเชียร์เขา แม้เสียงของเธอจะถูกกลบด้วยเสียงคนอื่น แต่เขากลับรู้สึกเหมือนได้ยินชื่อของตนเองจากปากเธออย่างชัดเจน กวินเร่งความเร็ว���นช่วงสุดท้าย ก่อนพาทีมเข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก สมาชิกสีเขียวพากันวิ่งเข้าไปแสดงความยินดี นรินยืนอยู่ด้านนอกของกลุ่ม ไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะผู้บริหารหลายคนกำลังรุมล้อมเขาอยู่ กวินรับผ้าขนหนูจากเลขานุการ แต่สายตายังคงมองข้ามคนเหล่านั้นมาหาเธอ นรินยกนิ้วหัวแม่มือให้เขาอย่างเงียบ ๆ กวินยิ้มกว้างขึ้นทันที สำหรับคนอื่น มันเป็นเพียงรอยยิ้มของผู้ชนะการแข่งขัน แต่สำหรับคนสองคน มันคือการตอบรับที่มีเพียงพวกเขาเข้าใจ ช่วงสาย นรินถูกจับลงแข่งขันเกมส่งลูกบอล เธอพยายามปฏิเสธเพราะไม่ถนัดกีฬา แต่สมาชิกในทีมไม่ยอม “พี่นรินต้องลงค่ะ คนไม่พอ” “ถ้าพี่ทำทีมแพ้ ห้ามโทษกันนะคะ” “ไม่แพ้แน่นอนค่ะ คุณกวินอยู่ทีมเรา” คำพูดนั้นทำให้นรินเผลอมองไปทางเขา กวินยืนอยู่ข้างกรรมการสนามและกำลังมองเธอเช่นกัน เกมกำหนด���ห้สมาชิกยืนเรียงแถวและส่งลูกบอลต่อกันโดยห้ามใช้มือ นรินต้องยืนระหว่างน้องในทีมกับพนักงานชายอีกคน การแข่งขันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงหัวเราะ เมื่อถึงรอบของนริน ลูกบอลเกือบตก เธอรีบขยั��ตัวรับจนเสียหลักเล็กน้อย แต่สามารถส่งต่อไปได้สำเร็จ ทุกคนในทีมส่งเสียงเฮ มีเพียงกวินที่ไม่ได้หัวเราะ ในวินาทีที่นรินเกือบล้ม เขาขยับออกจากตำแหน่งโดยไม่รู้ตัว ร่างกายตอบสนองเร็วกว่าความคิด ทั้งที่ยืนอยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยเธอได้ทัน เมื่อนรินทรงตัวได้ เขาจึงหยุดฝีเท้าและกลับไปยืนที่เดิม ไม่มีใครเห็นท่าทีของเขา ยกเว้นนพ ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล นพมองกว��น ก่อนหันไปมองนริน เขาเห็นว่าเธอกำลังมองกลับมาที่ผู้บริหารหนุ่มด้วยสายตาอ่อนโยนไม่ต่างกัน แต่เสียงเชียร์และความวุ่นวายรอบสนามทำให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปโดยไม่มีใครตั้งคำถาม ช่วงพักกลางวัน อากาศร้อนกว่าที่คาดไว้ นรินเดินแจกน้ำให้พนักงานในทีมจนแทบไม่ได้หยุดพัก เธอถือขวดน้ำเย็นขวดสุดท้ายอยู่ในมือ เมื่อหันกลับมาก็พบกวินยืนอยู่ด้านหลัง ทั้งสองชะงักพร้อมกัน “คุณกวินยังไม่ได้รับน้ำหรือคะ” “ยังครับ” นรินมองขวดน้ำในมือ นี่เป็นขวดสุดท้าย แต่เธอยังไม่ได้ดื่มเช่นกัน “ให้คุณค่ะ” เธอยื่นขวดน้ำให้ “แล้วคุณล่ะ” “เดี๋ยวฉันไปเอาเพิ่มได้ค่ะ” กวินมองเหงื่อที่ซึมอยู่บนหน้าผากส เธอ ก่อนส่ายหน้า “คุณดื่มเถอะครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ คุณเพิ่งแข่งกีฬา” “คุณก็เพิ่งแข่ง” “แต่ฉันไม่ได้วิ่งค่ะ” บทสนทนาธรรมดากลับทำให้ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้นนานเกินจำเป็น สุดท้าย กวินรับขวดน้ำจากมือเธอ ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันเพียงเล็กน้อย นรินรีบชักมือกลับ กวินมองขวดน้ำ ก่อนกล่าวว่า “ขอบคุณครับ” “ค่ะ” เธอกำลังจะเดินจากไป แต่กวินกลับเ���ียกไว้ “คุณนริน” เธอหันกลับมา เขายื่นขวดน้ำอีกขวดซึ่งยังไม่ได้เปิดออกมาจากกระเป๋ากีฬาของตนเอง “ของคุณครับ” นรินมองขวดน้ำในมือเขาอย่างประหลาดใจ “ถ้าคุณมีอีกขวด แล้วทำไมถึงรับของฉันไปคะ” กวินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เพราะคุณเป็นคนให้” หัวใจของนรินเต้นแรงขึ้นทันที ก่อนที่เธอจะตอบ มีพนักงานกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาเรียกกวินไปถ่ายภาพ เขาจึงวางขวดน้ำ���ว้ในมือเธอแล้วเดินจากไป ไม่มีใครเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในขวดน้ำสองขวดนั้น ช่วงบ่ายเป็นการแข่งขันชักเย่อรอบสุดท้าย กวินกับนรินถูกจัดให้อยู่ในทีมเดียวกัน เขายืนอยู่ด้านหน้าของเชือก ส่วนเธออยู่กลางแถวโดยมีคนอื่นคั่นอยู่หลายคน เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ทุกคนออกแรงดึงพร้อมกัน เสียงเชียร์���ังสนั่น นรินกำเชือกแน่นจนมือเริ่มเจ็บ ทีมสีเขียวเกือบเสียหลักเมื่ออีกฝ่ายออกแรงกระชาก “จับไว้!” ใครคนหนึ่งตะโกน นรินถอยหลังตามแรงดึง แต่เท้าเหยียบพื้นไม่มั่นคง ร่างของเธอเกือบล้มลงไปชนคนข้างหลัง กวินหันกลับมาในจังหวะเดียวกัน “นริน ระวัง!” ชื่อของเธอหลุดออกจากปากเขาท่ามกลางเสียงเชียร์ แต่ไม่มีใครได้ยินชัดเจนนอกจากเจ้าตัว นรินเงยหน้าขึ้น และพบว่���แม้กำลังแข่งขัน กวินกลับมองเธอมากกว่าเชือกในมือเสียอีก “ฉันไม่เป็นไรค่ะ!” เธอตะโกนตอบ กวินจึงหันกลับไปออกแรงดึงต่อ ในที่สุด ทีมสีเขียวเป็นฝ่ายชนะ ทุกคนปล่อยเชือกและส่งเสียงดีใจ นรินถูกน้อง ๆ โอบกอดจนแทบหายใจไม่ออก ขณะที่กวินถูกผู้บริหารคนอื่นตบไหล่แสดงความยินดี ทั้งสองอยู่ห่างกันท่ามกลางกลุ่มคน แต่สิ่งแรกที่ทำหลังการแข่งขันจบคือมองหากัน เมื่อ��ห็นว่าอีกฝ่ายปลอดภัย ทั้งคู่จึงยิ้มออกมาพร้อมกัน ไม่มีใครทันสังเกต หลังการแข่งขันช่วงกลางวันสิ้นสุดลง ทุกคนแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับงานเลี้ยงตอนค่ำ ห้องจัดเลี้ยงถูกต���แต่งด้วยแสงไฟสีอุ่น มีเวทีสำหรับการแสดง ดนตรีสด และโต๊ะอาหารเรียงรายทั่วทั้งห้อง นรินเข้ามาพร้อมกับทีมในชุดเดรสเรียบง่ายสีเขียวเข้ม ผมที่รวบไว้ตลอดวันถูกปล่อยลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ กวินกำลังยืนสนทนากับกรรมการอยู่ข้างเวที เมื่อเห็นเธอ เขาก็หยุดฟังบทสนทนาตรงหน้าไปชั่วขณะ กลางวันเขาคิดว่าตัวเองมองนรินมากเกินไปแล้ว แต่ในเวลานี้ กวินกลับไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้เลย นรินเองก็เห็นเขาในทันที กวินเปลี่ยนกลับมาสวมเสื้อเชิ้ตกับสูท แต่ไม่ได้ผูกเนกไท ทำให้เขาดูเป็นทางการและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน สายตาของทั้งคู่พบกันจากคนละด้านของห้อง ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีใครพยักหน้าทักทาย พวกเขาเพียงมองกันด้วยความโหยหาซึ่งเพิ่มขึ้นจากค่ำคืนฝนตก และรุนแรงขึ้นหลังจากต้องใช้เวลาทั้งวันอยู่ใกล้กันโดยไม่สามารถเข���าไปพูดคุย เสียงเรียกจากเพื่อนร่วมโต๊ะทำให้นรินเป็นฝ่ายละสายตาก่อน กวินยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อซ่อนความรู้สึกของตัวเอง ธีร์ซึ่งยืนอยู่ข้างเขามองตามสายตา��พื่อน “คืนนี้อย่าดื่มมากเหมือนคราวก่อนนะ” “ฉันไม่ได้คิดจะดื่ม” “ดี เพราะครั้งนี้มีคนเยอะเกินกว่าที่ฉันจะช่วยปิดบังนายได้” กวินหันมามอง “ปิดบังอะไร” “สายตานาย” เขาไม่ตอบ ตลอดงานเลี้ยง กวินและนรินนั่งอยู่คนละโต๊ะ มีผู้บริหาร พนักงาน และแขกหลายร้อยคนอยู่ระหว่างพวกเขา แต่ไม่ว่าจะมีการแสดงใดขึ้นบนเวที ทั้งสองกลับมองเห็นกันเสมอ เมื่อนรินหัวเราะ กว���นจะมอง เมื่อกวินลุกไปกล่าวบนเวที นรินจะฟังทุกคำ เมื่อมีคนเข้ามาพูดคุยกับนริน กวินจะเผลอมองว่าเป็นใคร และเมื่อผู้บริหารหญิงคนหนึ่งยืนใกล้กวินเกินไป นรินก็ต้องก้มลงมองจานอาหารเพื่อซ่อนความรู้สึกที่ไม่ควรมี ไม่มีใครทันสังเกต เพราะทุกคนต่างสนใจงานเลี้ยง แม้แต่นพกับธีร์ก็เห็นเพียงบางช่วง ไม่เคยเห็นสายตาทุกครั้งที่คนทั้งสองส่งถึงกัน ระหว่างการจับรางวัล นรินได้รับหน้าที่ช่วยนำของรางวัลขึ้นไปบนเวที เธอยืนอยู่ด้านข้างกวิน ขณะเขามอบรางวัลให้พนักงานผู้โชคดี ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ไม่ถึงหนึ่งก้าว พวกเขาไม่ได้พูดกัน แต่ต่างรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายทุกวินาที เมื่อนรินส่งกล่องรางวัลให้ ปลายนิ้วของกวินสัมผัสมือเธอโดยบังเอิญ ทั้งสองชะงักเพียงเล็กน้อย แสงไฟบนเวทีสว่างจ้า ผู้คนนับร้อยกำลังมองอยู่ แต่ไม่มีใครเห็นการสัมผัสสั้น ๆ ซึ่งทำให้หัวใจของคนทั้งสองเต้นผิดจังหวะ “ขอบคุณครับ” กวินพูดตามหน้าที่ “ค่ะ” นรินตอบโดยไม่กล้ามองหน้า เมื่อเธอกลับลงจากเวที กวินมองตามจนลับสายตา ช่วงท้ายของงาน ไฟในห้องถูกหรี่ลงเพื่อเปิดวิดีโอรวมภาพกิจกรรมตลอดวัน พนักงานหลายคนลุกออกจากโต๊ะเพื่อมารวมตัวกันด้านหน้าเวที นรินยืนอยู่ท่ามกลางคนในทีม ส่วนกวินยืนอยู่กับคณะผู้บริหารด้านหลัง เมื่อผู้คนขยับหาที่ว่าง ทั้งคู่กลับถูกเบียดเข้ามาอยู่ใกล้กันโดยบังเอิญ ไหล่ของนรินอยู่ห่างจากแขนเขาเพียงเล็กน้อย ในความมืด ไม่มีใครสนใจคนข้างตัว ทุกสายตามองภาพบนจอ นรินรับรู้ถึงความอบอุ่นจากร่างของกวิน เขาอยู่ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่จำได้จากในรถ กวินก้มลงมองเธอ แสงจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าของนรินเป็นช่วง ๆ เธอยังคงมองตรงไปข้างหน้า แต่ลมหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม มือของทั้งสองวางอยู่ข้างลำตัว ห่างกันเพียง��ม่กี่เซนติเมตร เมื่อคนด้านหลังขยับเข้ามา นรินถูกเบียดจนเสียหลักเล็กน้อย หลังมือของเธอจึงสัมผัสกับหลังมือของกวิน ไม่มีใครชักมือกลับทันที ทั้งสองยืนนิ่ง ปล่อยให้ผิวสัมผัสกันเพียงแผ่วเบาในความมืด ไม่ใช่การจับมือ ไม่มีนิ้วใดเกี่ยวเข้าหากัน แต่การสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ความโหยหาที่ถูกกักเก็บมาตลอดทั้งวันแทบล้นออกมาจากหัวใจ นรินค่อย ๆ หันมองเขา กวินกำลังมองเธออยู่ ท่ามกลางเสียงดนตรีและภาพกิจกรรมบนหน้าจอ ทั้งสองมองกันจากระยะใกล้กว่าทุกครั้ง ในแววตาของกวินมีทั้งความหลงใหล ความเจ็บปวด และคำถามที่ไม่อาจพูดออกมา สายตาของนรินตอบเขาด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน เธอคิดถึงเขา ทั้งที่เขายืนอยู่ข้าง ๆ เขาโหยหาเธอ ทั้งที่หลังมือของทั้งคู่กำลังสัมผัสกัน เพราะความใกล้ชิดเพียงเท่านี้ คือระยะไก��ที่สุดที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้เดินมาถึง เมื่อไฟภายในห้องกลับมาสว่าง ทั้งสองรีบแยกมือออกจากกันพร้อมกัน นรินขยับกลับไปยืนข้างน้องในทีม ส่วนกวินถอยไปอยู่กับกลุ่มผู้บริหาร ไม่มีใครเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในความมืด ธีร์กำลังพูดกับแขกอยู่คนละด้านของห้อง ส่วนนพกำลังช่วยทีมงานเก็บของรางวัล ความลับจึงยังคง���ป็นของคนสองคน ก่อนงานเลี้ยงสิ้นสุด กวินเดินผ่านโต๊ะของนรินเพื่อไปส่งคณะกรรมการ เขาไม่ได้หยุดและไม่ได้หันมามอง แต่ขณะก้าวผ่านด้านหลังเก้าอี้ของเธอ เขากล่าวเบา ๆ โดยไม่มีใครได้ยิน “วันนี้คุณมองผมอีกแล้ว” นรินยังคงมองตรงไปข้างหน้า รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏที่มุมปาก “คุณก็มองฉันค่ะ” กวินหยุดฝีเท้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเดินต่อไป ไม่มีใครสังเกตบทสนทนาสั้��� ๆ นั้น ไม่มีใครรู้ว่า ตลอดทั้งวัน ผู้บริหารหนุ่มและพนักงานหญิงคนหนึ่งต่างมองหากันท่ามกลางผู้คนเสมอ ไม่มีใครรู้ว่า ในความมืดหลังมือของพวกเขาเคยสัมผัสกัน และไม่มีใครรู้ว่า คืนนี้ความรู้สึกของทั้งคู่เดินเข้าใกล้คำว่ารักมากเพียงใด ระหว่างกวินกับนรินยังไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำสารภาพ และไม่มีสิ่งใดที่คนอื่นใช้ยืนยันได้ว่าพวกเขารู้สึกต่อกันมากกว่าหน้าท��่ มีเพียงความลุ่มหลงซึ่งซ่อนอยู่ในสายตา กับความโหยหาที่เงียบงันเสียจนไม่มีใครสังเกตเห็น แม้คนทั้งห้องจะอยู่รอบตัวพวกเขาก็ตาม
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
1 day ago
บทที่ 11 สายตาในคืนฝนตก หลังเหตุการณ์ในลิฟต์ นรินกับกวินไม่ได้พูดคุยกันตามลำพังอีก เมื่อพบกันในสำนักงาน ทั้งคู่ยังคงรักษาท่าทีตามปกติ กวินกลับไปเป็นผู้บริหารที่พูดน้อยและเคร่งขรึม ส่วนนรินก็เป็นพนักงานที่ยกมือไหว้เขาอย่างสุภาพ ก่อนรีบก้���หน้ากลับไปทำงาน แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นรินรู้ว่ากวินเฝ้ามองเธอ และกวินก็เริ่มแน่ใจว่า สายตาของเธอไม่ได้หลบหนีเพราะไม่อยากเห็นเขา ความรู้สึกซึ่งเคยอยู่ในความคลุมเครือเริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน แม้ไม่มีใครกล้ากล่าวออกมาเป็นคำพูดก็ตาม เย็นวันศุกร์ ฝนตกหนักตั้งแต่ก่อนเวลาเลิกงาน ถนนหลายสายเริ่มมีน้ำท่วมขัง รถติดจนแทบไม่เคลื่อนตัว พนักงานจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจนั่งรออยู่ในสำนักงานแทนการออกไปติดอยู่กลางถนน “พี่นรินคะ วันนี้อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ รถติดมาก” พนักงานรุ่นน้องเดินมาชวน ขณะที่นรินกำลังเก็บกระเป๋า “แล้วจะให้นั่งทำงานต่อหรือคะ” “ใครพูดเรื่องทำงานคะ พวกหนูจะสั่งอาหารมาทานกัน” “แค่อาหารหรือเปล่า” นรินมองถุงน้ำแข็งและแก้วพลาสติกที่ถูกนำไปวางไว้��รงพื้นที่พักผ่อนกลางสำนักงาน น้องในทีมยิ้มอย่างมีพิรุธ “ก็อาจมีเครื่องดื่มนิดหน่อยค่ะ” “นิดหน่อยของพวกเธอนี่กี่ขวด” “ยังไม่รู้ค่ะ มีคนเลี้ยง” “ใครเลี้ยง” “คุณธีร์ค่ะ” นรินกำลังจะปฏิเสธ แต่เสียงฟ้าร้องด้านนอกดังขึ้นพร้อมกับฝนที่กระหน่ำแรงกว่าเดิม เมื่อเปิดโทรศัพท์ดูเส้นทางกลับบ้าน ทุกเส้นทางขึ้นสีแดงเข้มและรถที่เรียกผ่านแอปพลิเคชันก็มีราคาสูงกว���าปกติหลายเท่า “อยู่ก่อนเถอะนริน” นพบอก “รอฝนเบาแล้วค่อยกลับ พี่แจ้งฝ่ายอาคารเรียบร้อยแล้ว” “คุณธีร์มาด้วยหรือคะ” “อยู่ในห้องคุณกวิน เห็นว่ามาคุยเรื่องลูกค้า” เมื่อได้ยินชื่อกวิน นรินจึงลังเลขึ้นมาทันที นรินมองไปทางห้องผู้บริหาร ประตูกระจกปิดสนิท ม่านด้านในถูกดึงลงครึ่งหนึ่งจนมองไม่เห็นว่าใครยังอยู่บ้าง ไม่นาน อาหารหลายอย่างถูกนำมาส่ง โต๊ะทำงานบางส่วนถูกเลื่อนมาต่อกัน พนักงานเป���ดเพลงเบา ๆ และเริ่มแบ่งเครื่องดื่มใส่แก้ว ธีร์เป็นคนจัดการทุกอย่าง เขาส่งข้อความมาบอกทีมว่าสามารถดื่มได้ตามสบาย เพราะถือเป็นการเลี้ยงขอบคุณที่ทุกคนทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมา “พี่นรินดื่มอะไรคะ” “อะไรก็ได้ค่ะ แต่อย่าผสมหวานมาก” “พี่ดื่มได้ด้วยหรือคะ หนูนึกว่าพี่เป็นคนเรียบร้อย” นรินหัวเราะ “พวกเธอยังรู้จักพี่น้อยเกินไป” ความจริงนรินเป็นคนดื่มเก่งก��่าที่หลายคนคิด เธอไม่ได้ดื่มจนขาดสติ แต่ชอบบรรยากาศของการได้นั่งพูดคุย ผ่อนคลาย และหัวเราะกับคนรอบตัวหลังผ่านงานหนักมาหลายวัน เมื่ออยู่กับคนในทีม เธอไม่จำเป็นต้องระวังทุกท่าทาง ไม่ต้องกังวลว่าคำพูดใดจะถูกตีความ และไม่ต้องหลบสายตาใคร แก้วแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว แก้วที่สองทำให้ใบหน้าของเธอเริ่มมีสีแดงระเรื่อ เสียงหัวเราะของนรินดังขึ้นบ่อยกว่าปกติ เธอร่วมเล่นเกมกับน้อง ๆ ร้องเพลงตามเสียงดนตรี และยังเป็นคนเล่าเรื่องขำขันจนทุกคนบนโต๊ะหัวเราะแทบหยุดไม่ได้ “พี่นรินคะ หนูไม่เคยเห็นพี่เป็นแบบนี้เลย” “แบบไหน” “พูดเยอะกว่าเวลาทำงานอีกค่ะ” “พี่พูดเยอะอยู่แล้ว พวกเธอไม่เคยฟังเอง” ทุกคนหัวเราะขึ้นอีกครั้ง นรินยกแก้วขึ้นดื่ม โดยไม่รู้ว่าประตูห้องผู้บริหารเปิดออกแล้ว ธีร์เดินออกมาก่อน เขาถอดเสื้อสูทออกและพับแขนเสื้อขึ้นอย่างสบาย ๆ คนที่เดินตามออกมาด้านหลังคือกวิน เสียงพูดคุยรอบโต๊ะเบาลงทันที นรินกำลังยกแก้วอยู่ จึงไม่ได้หันไปม���งจนกระทั่งน้องในทีมสะกิดแขนเธอเบา ๆ “พี่นรินคะ” “อะไร” “คุณกวินยังไม่ได้กลับค่ะ” มือที่ถือแก้วของเธอหยุดกลางอากาศ นรินหันไปตามสายตาของทุกคน และพบว่ากวินกำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว เขาไม่ได้สวมเสื้อสูท เนกไทถูกค���ายออกเล็กน้อย แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นถึงข้อศอก ทำให้เขาดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น แต่สิ่งที่ทำให้นรินไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรคือสายตาของเขา กวินมองแก้วในมือเธอ ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นมาหาใบหน้าซึ่งกำลังแดงระเรื่อ ไม่ใช่สายตาตำหนิ แต่เป็นสายตาของคนที่เพิ่งค้นพบอีกด้านหนึ่งของเธอซึ่งไม่เคยมีโอกาสได้เห็น “ดื่มกันโดยไม่ชวนเจ้าของสถานที่เลยหรือครับ” ธีร์ถามขึ้น บรรยากาศที่เกร็งอยู่คลายลงทันที น้องในทีมรีบตอบ “คุณธีร์เป็นคนเลี้ยงเองนะคะ” “ผมเลี้ยงเครื่องดื่ม แต่เจ้าของบริษัทตัวจริงยืนอยู่ข้างหลังนี่ครับ” ทุกคนหันไปมองกวิน เขามองนรินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ตามสบายครับ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด แต่ดื่มแล้วห้ามขับรถกลับ” “รับทราบค่ะ” พนักงานหลายคนตอบพร้อมกัน ธีร์หยิบแก้วเปล่าสองใบ ก่อนหันไปถา��เพื่อน “ดื่มด้วยกันไหม” “ไม่” กวินตอบตามความเคยชิน แต่สายตากลับเลื่อนไปหานรินอีกครั้ง เธอรีบหลบตาและยกแก้วขึ้นจิบ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่รู้รสชาติของเครื่องดื่ม ธีร์��องเพื่อนสลับกับนริน ก่อนยิ้มอย่างรู้ทัน “นั่งรอฝนอยู่คนเดียวในห้องก็ไม่มีประโยชน์หรอก” เขาวางแก้วไว้ตรงหน้ากวิน สุดท้าย ผู้บริหารหนุ่มจึงนั่งลงที่ปลายโต๊ะ โดยมีธีร์นั่งอยู่ข้าง ๆ กวินอยุ๋ห่างจากนรินเพียงไม่กี่ที่นั่ง แต่มีพนักงานคนอื่นคั่นกลางอยู่ จึงไม่มีเหตุผลให้ทั้งคู่ต้องพูดคุยกันโดยตรง ในช่วงแรก เขาดื่มเพียงเล็กน้อย ยังคงวางตัวสุขุมและตอบคำ���ามพนักงานตามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ธีร์กลับเติมเครื่องดื่มให้เขาซ้ำแล้วซ้ำอีก “พอแล้ว” กวินกล่าว “แก้วเดียวเอง” “นี่แก้วที่สามแล้ว” “สำหรับนาย สามแก้วยังไม่เรียกว่าดื่ม” กวินเหลือบมองนริน เธอกำลังหัวเราะกับน้องในทีม เส้นผมบางส่วนหลุดลงมาข้างใบหน้าเพราะเจ้าตัวยกมือรวบไว้ลวก ๆ รอยยิ้มของเธอเป็นธรรมชาติ ไม่มีความเขิน ไม่มีความกลัว และไม่มีระยะห่างเหมือนเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา เธอดูมีความสุขเมื่อไม่ได้มองมาทางเขา ความคิดนั้นทำให้กวินยกแก้วขึ้นดื่มจนหมด ธีร์สังเกตเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้ห้าม แก้วที่สี่ทำให้ความเคร่งขรึมของกวินเริ่มลดลง แก้วที่ห้าทำให้เขาเลิกพยายามซ่อนสายตา เขามองนรินอย่างเปิดเผยขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าเธอจะหันไปพูดกับใคร หัวเราะเรื่องอะไร หรือยกแก้วขึ้นดื่ม กวินก็มองตามทุกการเคลื่อนไหว ราวกับภายในห้องนั้นไม่มีใครอยู่อีก นรินพยายามทำเหมือนไม่รู้ตัว แต่เธอรู้ สายตาของเขาร้อนแรงจนเธอสัมผัสได้แม้ไม่หันไปมอง ทุกครั้งที่เผลอเงยหน้าขึ้น นรินจะพบว่ากวินยังคงมองอยู่ตรงเดิม และแทนที่จะเป็นฝ่ายหลบเ��มือนที่ผ่านมา คืนนี้เขากลับไม่ละสายตาไปไหน ความมึนเมาทำให้กำแพงซึ่งเขาสร้างไว้ค่อย ๆ พังลงทีละส่วน นรินเองก็ดื่มไปหลายแก้ว ความระมัดระวังที่เคยมีจึงลดลงเช่นกัน เมื่อสายตาของทั้งคู่พบกันอีกครั้ง เธอไม่ได้หลบ พวกเขามองกันผ่านผู้คน เสียงหัวเราะ และแสงไฟในสำนักงาน นานเกินกว่าคำว่าบังเอิญ ตรงเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นเพียงการมองตามมารยาท นพซึ่งนั่งอยู่ฝั���งตรงข้ามเห็นสายตานั้นอย่างชัดเจน เขาหันไปมองพนักงานคนอื่น โชคดีที่ทุกคนกำลังสนุกกับเกมและไม่มีใครสังเกตความเงียบระหว่างคนสองคน มีเพียงธีร์ที่มองเห็นเช่นกัน เขาเทเครื่องดื่มลงในแก้วของตัวเอง ก่อนโน้มเข้าไปกระซิบกับกวิน “คืนนี้นายมองมากเกินไปแล้ว” “ฉันรู้” คำตอบของกวินทำให้ธีร์ชะงัก “รู้แล้วยังไม่หยุดหรือ” กวินยกแก้วขึ้น แต่ไม่ได้ดื่มในทันที “หยุดไม่ได้” เป็นครั้งแรกที่เขายอมรับโดยไม่พยายามปฏิเสธ ธีร์มองใบหน้าของเพื่อน ก่อนหันไปทางนริน เธอกำลังทำเป็นคุยกับน้องในทีม แต่สายตากลับแอบมองกวินเป็นระยะเช่นเดียวกัน “นายเมาแล้ว” ธีร์บอก “อาจจะ” “ถ้าอย่างน��้นก็เลิกดื่ม ก่อนที่นายจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด” กวินหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ตอนมีสติ ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรอยู่แล้ว” พนักงานคนหนึ่งชวนทุกคนเล่นเกมตอบคำถาม แต่ละคนต้องสุ่มหยิบกระดาษและตอบตามความจริง หากไม่ตอบต้องดื่ม บรรยากาศกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง คำถามส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป ทั้งงานอดิเรก อาหารที่ชอบ และเหตุการณ์น่าอายสมัยเรียน เมื่อนรินจับกระดาษขึ��นมา น้อง ๆ พากันรอฟังด้วยความสนใจ เธอเปิดอ่าน ก่อนชะงักไป “คำถามว่าอะไรคะพี่” นรินพยายามพับกระดาษเก็บ แต่คนข้าง ๆ แย่งไปอ่านออกเสียง “ในห้องนี้ม��คนที่คุณไม่กล้าสบตาหรือไม่ ถ้ามีคือใคร” เสียงโห่แซวดังขึ้นทันที หัวใจของนรินเต้นแรง เธอรับรู้ได้ว่าสายตาของกวินยังคงอยู่ที่ตนเอง “ไม่มีค่ะ” “โกหกต้องดื่มนะคะ” “ไม่มีจริง ๆ” “แล้วทำไมพี่หน้าแดงกว่าเดิม” “เพราะดื่มไงคะ” น้องในทีมไม่ยอมแพ้ “ถ้าไม่มี พี่ต้องมองหน้าทุกคนรอบโต๊ะคนละสามวินาทีค่ะ” เสียงสนับสนุนดังขึ้นรอบวง นรินเริ่มมองคนทางซ้ายทีละคน เธ��มองนพ มองน้อง ๆ และมองธีร์ได้โดยไม่ติดขัด กระทั่งคนสุดท้ายคือกวิน เสียงหัวเราะรอบโต๊ะค่อย ๆ เบาลงโดยไม่มีใครตั้งใจ นรินเงยหน้าขึ้น กวินกำลังมองเธออยู่แล้ว หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที แต่ไม่มีใครละสายตา ใบหน้าของนรินร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่แววตาของกวินเข้มขึ้นอย่างไม่ปิดบัง ความมึนเมาทำให้เขาไม่สามารถกลับไปซ่อนความรู้สึกไว้หลังท่าทีของผู้บริหาร��ด้อีก “ครบแล้วค่ะพี่นริน” น้องในทีมบอก นรินยังคงมองเขาอยู่ “พี่คะ ครบสามวินาทีแล้ว” เธอจึงรีบละสายตา ก่อนยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดเพื่อซ่อนอาการของตัวเอง ธีร์มองเพื่อนอย่างระมัดระวัง มือของกวินกำแก้วแน่น ดวงตายังคงไม่ละไปจากนริน ท่าทางของเขาไม่ใช่เพียง��วามหึงหวงอีกต่อไป หากเป็นความต้องการเข้าใกล้ซึ่งถูกกดเอาไว้นานเกินไป เขาแทบคลั่งกับการต้องนั่งอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คน ทั้งที่ไม่สามารถลุกไปนั่งข้าง ๆ ไม่สามารถชวนเธอพูดคุย และไม่สามารถแม้แต่จะแสดงความห่วงใยมากกว่าคนอื่น หลังจากนั้น เกมดำเนินต่อไป แต่กวินแทบไม่ได้ฟังคำถามใดอีก เขาดื่มมากกว่าปกติจนธีร์ต้องดึงขวดออกจากมือ “พอแล้วกวิน” “เอาคืนม��” “นายจะดื่มให้ลืม หรือดื่มให้กล้าพูด” คำถามนั้นทำให้กวินเงียบ “ไม่ว่าแบบไหน คืนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะ” ธีร์เตือน “ฉันรู้” “ถ้ารู้ก็พอ” กวินเอนหลังพิงเก้าอี้ เขาหลับตาเพียงครู่หนึ่ง แต่เมื่อเปิดขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่มองหาก็ยังคงเป็นนริน เธอกำลังมองเขาอยู่ คราวนี้ในแววตาของนรินมีความเป็นห่วงชัดเจน กวินยิ้มให้เธอเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มอ่อนล้าและม���นเมา ซึ่งใไม่มีใครเคยเห็นจากผู้บริหารผู้เข้มงวดคนนี้ นรินเผลอยิ้มตอบ เธอปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่า ตัวเองก็มองหาเขาตลอดทั้งคืนเช่นกัน เมื่อฝนเริ่มเบาลง นพจึงประกาศให้ทุกคนแยกย้ายกลับ เขาตรวจสอบว่าคนที่ดื่มมีรถมารับหรือเรียกรถไว้แล้ว ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขับรถเอง “พี่นรินกลับอย่างไรคะ” น้องในทีมถาม “ฉันเรียกรถไว้แล้วค่ะ” “กลับกับผมก็ได้” ธีร์พูดขึ้นตามความเคยชิน ยังไม่ทันที่นรินจะตอบ เสียงของกวินก็ดังมาจากด้านหลัง “ไม่ต้อง” ทุกคนหันไปมองเขา แม้จะดื่มมาก แต่กวินยังคงยืนตัวตรง สีหน้าดูปกติหากไม่สังเกตดวงตาที่แดงและ���้ำเสียงซึ่งหนักกว่าปกติ ธีร์เลิกคิ้ว “นายว่าอะไรนะ” กวินมองตรงไปที่นริน “เธอบอกว่าเรียกรถแล้ว” สรรพนามที่เขาใช้ทำให้นพหันมองทันที ตามปกติ กวินจะเรียกนรินว่า คุณนริน ต่อหน้าคนอื่นเสมอ นรินรีบตอบ “ค่ะ รถกำลังมา” “ทะเบียนอะไร” “คะ” “ส่งทะเบียนให้นพตรวจด้วยครับ” คำว่า ครับ ที่ตามมาทีหลังไม่อาจลบความเป็นห่วงซึ่งหลุดออกมาก่อนได้ นพจึงรีบเข้ามาคลี่คลายส��านการณ์ “เดี๋ยวพี่เดินลงไปรอรถด้วย” “ขอบคุณค่ะ” ทุกคนเริ่มเก็บของและแยกย้าย ธีร์พากวินไปนั่งพักบริเวณโซฟา เพราะคนขับรถที่เรียกไว้ยังมาไม่��ึง นรินหยิบกระเป๋า ก่อนเดินตามนพไปยังลิฟต์ แต่เมื่อผ่านโซฟา เสียงของกวินกลับเรียกเธอไว้ “นริน” นพหยุดฝีเท้า ธีร์เองก็หันมามองเพื่อน นรินค่อย ๆ หันกลับไปหาเขา “คะ” กวินลุกขึ้นยืน แม้ธีร์จะพยายามดึงแขนไว้ เขาก็ยังเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ไม่มากนัก กลิ่นเครื่องดื่มจาง ๆ ปะปนกับน้ำหอมที่คุ้นเคย กวินมองเธอโดยไม่สนใจว่ามีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ “คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผม” นรินรู้ทันทีว่าเขากำลังหมายถึงคำถามในลิฟต์ คนอื่นไม่เหมือนผมอย่างไร “คุณเมาแล้วค่ะ” “ผมรู้” “ไว้ค่อยคุยกันตอนที่คุณไม่เมานะคะ” “ตอนผมไม่เมา คุณก็ไม่ยอมคุยกับผม” น้ำเสียงของเขาเบาลงจนเหลือเพียงคนใกล้ ๆ ที่ได้ยิน นรินไม่รู้จะตอบอย่างไร ธีร์ก้าวเข้ามาเตรียมพาเพื่อนกลับ แต่กวินยังคงมองเธอ “คืนนี้ผมมองคุณมากเกินไปหรือเปล่า” คำถามตรงไปตรงมาทำให้หัวใจของนรินสั่นไหว นพมองไปรอบบริเวณ โชคดีที่พนักงานคนอื่นเข้าไปในลิฟต์กันเกือบหมดแล้ว “คุณควรพักค่ะ” นรินตอบ “คุณยังไม่ได้ตอบ” เธอสบตาเขาอีกครั้ง หากเป็นเวลาปกติ นรินคงหลบและเลือกเก็บทุกอย่างไว้ในความเงียบ แต่เครื่องดื่มหลายแก้วทำให้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะปฏิเสธความจริง “ถ้าคุณมองมากเกินไป…” เธอกล่าวช้า ๆ “ฉันก็คงไม่ได้มองน้อยกว่าคุณค่ะ” กวินนิ่งไป คำตอบของเธอทำให้ความมึนเมาในดวงตาหายไปชั่วขณะ ราวกับเขาได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจนกว่าสิ่งใดตลอดทั้งคืน นรินเองเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เธอรีบหลบตาและกำสายกระเป๋าแน่น ไม่มีใครพูดอะไร เสียงฝนด้านนอกยังคงตกกระทบกระจกเบา ๆ ธีร์มองคนทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ สิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดได้รับคำตอบแล้ว นรินไม่ได้เพียงถูกกวินเฝ้ามอง เธอมองกลับไปด้วยความรู้สึกเดียวกัน นพถอนหายใจอย่างหนักใจ ส่วนกวินยังคงยืนมองนรินราวกับต้องการจดจำคำตอบนั้นไว้ แม้เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เขาจะจำเรื่องอื่นในคืนนี้ไม่ได้ก็ตาม เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ขอ��นรินดังขึ้น รถที่เรียกมาถึงแล้ว “ฉันต้องกลับแล้วค่ะ” เธอเดินผ่านกวินไป แต่ก่อนจะห่างออกไป เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง “อย่ากลับกับธีร์” นรินหยุดเดิน เธอไม่ได้หันกลับมา เพียงตอบเบา ๆ “ฉัน��ม่ได้กลับกับเขาค่ะ” “ดี” คำเดียวของกวินเต็มไปด้วยความโล่งใจซึ่งเขาไม่คิดปิดบังอีกต่อไป นพพานรินลงไปส่งที่ชั้นล่าง ขณะที่ธีร์ประคองกวินกลับไปนั่งบนโซฟา “พอใจหรือยัง” ธีร์ถาม กวินมองประตูลิฟต์ซึ่งปิดลงไปแล้ว “เรื่องอะไร” “นายได้คำตอบแล้วว่าเธอมองนายเหมือนกัน” กวินหลับตา ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างเจ็บปวด “นั่นต่างหากคือปัญหา” หากนรินไม่ได้รู้สึกอะไร เขายังสามารถเจ็บปวดเพียงคนเดียวและปล่อยให้เวลาพาทุกอย่างผ่านไป แต่เมื่อรู้ว่าเธอมองกลับมา ความหวังที่ไม่ควรมีจึงเริ่มเกิดขึ้น ธีร์นั่งลงข้างเพื่อน “แล้วนายจะทำอย่างไร” กวินมองแหวนแต่งงานบนมือตัวเอง “ไม่ทำอะไร” “นายแน่ใจหรือว่าทำได้” เขาไม่ตอบ ด้านล่างของอาคาร นรินนั่งอยู่ในรถที่กำลังเคลื่อนออกจากสำนักงาน เธอมองผ่านกระจกกลับไปยังชั้นที่มีแสงไฟเปิดอยู่ ประโยคของตัวเองยังคงดังก้องในความคิด ฉันก็คงไม่ได้มองน้อยกว่าคุณค่ะ เธอไม่สามารถนำคำพูดนั้นกลับคืนมาได้อีกแล้ว และไม่อาจหลอกตัวเองต่อไปได้ว่า ทุกครั้งที่มองหากวินเป็นเพียงความบังเอิญ ในคืนฝนตกนั้น ไม่มีใครสารภาพ��วามรัก ไม่มีมือคู่ใดสัมผัสกัน และไม่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งของครอบครัว แต่เพียงสายตาที่มองกันอย่างไม่หลบหนี ก็เปิดเผยความจริงมากกว่าคำว่ารักเสียอีก จากคืนนี้เป็นต้นไป ทั้งกวินและนรินจะไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้อีกแล้วว่า หัวใจของอีกฝ่ายกำลังอยู่ที่ใคร #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
2 days ago
@benfrfr
ขอบคุณมากค่ะฝากติดตามด้วยนะคะ
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 4 คนที่ไม่มีสิทธิ์หึง หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากมื้อค่ำวันนั้น แต่ธีร์ยังจำรอยยิ้มของนรินได้อย่างชัดเจน เขาเป็นผู้ชายโสดที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่เคยขาดคนเข้ามาสนใจ และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะหยุดมองผู้หญิงคนใดนานเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว ธีร์เห็นแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของนรินตั้งแต่วันที่พบกัน เขายังเห็นภาพเด็กผู้หญิงซึ่งเธอตั้งเป��นภาพหน้าจอโทรศัพท์ จึงรู้ดีว่าเส้นแบ่งระหว่างเขากับเธออยู่ตรงไหน เขาไม่ได้คิดจะแย่งเธอมาจากใคร อย่างน้อย เขาก็บอกตัวเองเช่นนั้น แต่บางครั้ง เมื่อคิดถึงน้ำเสียงสดใสและท่าทางเป็นธรรมชาติของเธอ ธีร์ก็อดอยากรู้ไม่ได้ว่า หากเขาลองเดินเข้าไปใกล้อีกสักก้าว นรินจะถอยหนีหรือยอมยืนอยู่ที่เดิม เขารู้ว่ามันเหมือนการเล่นกับไฟ และสำหรับคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่ค่���ยเกรงกลัวสิ่งใดอย่างธีร์ ไฟที่ไม่ควรแตะต้องกลับน่าสนใจกว่าไฟซึ่งไม่มีอันตรายเสียอีก เดือนถัดมา นพได้รับมอบหมายให้พาทีมไปตรวจระบบงานที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาสองวัน นรินเดินทางไปกับเขาในฐานะผู้ช่วยหลัก พร้อมด้วยพนักงานรุ่นน้องอีกสามคน คณะผู้บริหารมีกำหนดเดินทางมาประชุมและติดตามความคืบหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยกวินเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่เข้าร่วมตลอดทั้งสองวัน นรินรู้เรื่องนั้นตั้งแต่เห็นตารางงาน เธออ่านชื่อของกวินเพียงครั้งเดียว ก่อนรีบปิดเอก���ารราวกับชื่อของเขาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองนานเกินไป “มีอะไรหรือเปล่า” นพถามเมื่อเห็นเธอนิ่งไป “ไม่มีค่ะ หนูกำลังคิดว่าต้องเตรียมรายงานส่วนไหนเพิ่ม” “เตรียมส่วนที่คุณกวินชอบถามไว้ด้วย” “ส่วนไหนคะ” “เธอน่าจะรู้ดีกว่าพี่นะ เห็นเดาคำถามเขาถูกตลอด” นรินหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนก้มหน้าจัดเอกสารต่อ เธอไม่ได้เดาคำถามของกวินถูกทุกครั้ง เธอเพียงเฝ้าสังเกตว่าเข���มักหยุดอ่านตรงไหน ขมวดคิ้วกับตัวเลขแบบใด และให้ความสำคัญกับรายละเอียดเรื่องใดเป็นพิเศษเท่านั้น นรินไม่แน่ใจว่า ความใส่ใจเหล่านั้นเริ่มเกินขอบ���ขตของคำว่าหน้าที่ไปตั้งแต่เมื่อไร เช้าวันแรก ทุกคนเดินทางมาถึงโรงแรมซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุม นรินกับทีมมาถึงก่อนเวลาและรีบจัดเตรียมห้องประชุมทันที ขณะที่เธอกำลังตรวจรายชื่อผู้เข้าร่วม เสียงพูดคุยจากหน้าห้องทำให้เธอเงยหน้าขึ้น กวินเดินเข้ามาพร้อมกับผู้บริหารอีกสองคน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม พับแขนขึ้นเล็กน้อยเพราะอากาศร้อน ท่าทางยังคงสุขุมและเคร��งขรึมเหมือนทุกครั้ง ทว่าเมื่อนัยน์ตาคมกวาดมองไปทั่วห้อง สายตาของเขากลับหยุดลงที่นรินก่อนสิ่งอื่นใด ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ นรินเป็นฝ่ายยกมือไหว้ก่อน “สวัสดีค่ะ คุณกวิน” “สวัสดีครับ” นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับเธอโดยตรง แม้จะเป็นเพียงคำทักทายสั้น ๆ ก็ตาม หัวใจของนรินเต้นแรงจนน่ากลัวว่าคนข้าง ๆ จะได้ยิน แต่เธอยังคงรักษาสีหน้าเป็นปกติ ก่อนหันกลั���ไปจัดเอกสารต่อ การประชุมช่วงเช้าดำเนินไปอย่างราบรื่น นพเป็นผู้นำเสนอข้อมูล ส่วนนรินนั่งอยู่ด้านหลัง คอยเปิดเอกสารและส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้เขาเ��็นระยะ กวินถามคำถามหลายข้อ แต่ทุกครั้งที่นรินส่งคำตอบให้นพ เขามักมองมาทางเธอเสมอ ไม่มีใครทันสังเกตสายตาเหล่านั้น นอกจากคนสองคนที่ต่างรู้ว่ากำลังมองกันอยู่ ช่วงพักกลางวัน ขณะที่ทุกคนกำลังทยอยออกจากห้องประชุม ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู “ดูเหมือนผมจะมาทันเวลารับประทานอาหารพอดี” นรินจำเสียงนั้นได้ก่อนเงยหน้ามอง “คุณธีร์” ธีร์ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเธอเรียกชื่อเขา “ดีใจนะครับที่คุณยังจำผมได้” “คนที่ติดค่ากาแฟฉันอยู่ ฉันจำได้แน่นอนค่ะ” “ผมนึกว่าคุณจะลืมไปแล้วเสียอีก” “เรื่องหนี้สิน แผนกของเราไม่ลืมง่าย ๆ หรอกค่ะ” บทสนทนาของทั้งคู่เรียกเสียงหัวเราะจากคนใกล้ ๆ ธีร์เดินเข้ามาหานรินอย่างเป็นกันเอง ก่อนอธิบายว่าเขามาพบลูกค้ารายหนึ่งซึ่งพักอยู่ในโรงแรมเดียวกัน และไม่ทราบมาก่อนว่าทีมของกวินจะมาประชุมที่นี่ “บังเอิญจริง ๆ” เขาพูด พลางหันไปมองกวิน “นายไม่เห็นบอกฉันเลยว่าจะมาที่นี่” “ไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับนาย” “ตอนแรกก็ไม่เกี่ยวหรอก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มเกี่ยวแล้ว” ธีร์ตอบพร้อมเหลือบมองนริน ความหมายในคำพูดนั้นไม่ชัดเจนพอให้ใครทักท้วง แต่ก็ไม่คลุมเครือจนกวินมองไม่ออก “ลูกค้านายรออยู่ไม่ใช่หรือ” กวินถาม “นัดบ่ายสอง ยังมีเวลา” ธีร์หันกลับมาหานรินอีกครั้ง “กาแฟแก้วที่ผมติดไว้ วันนี้ผมใช้หนี้ได้หรือยังครับ” “ได้ค่ะ แต่ต้องหลังอาหารนะคะ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ฉันคงไม่ได้นอน” “งั้นผ��ขอเลี้ยงทั้งทีมเลย” “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ค่ะ” “ถ้าผมเลี้ยงคุณคนเดียว คนอื่นอาจเข้าใจผิด” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม ราวกับรู้ดีว่าคำพูดนั้นจะทำให้นรินวางตัวไม่ถูก นรินหัวเราะเบา ๆ แต่ขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “อย่างนั้นเลี้ยงทั้งทีมก็ดีค่ะ จะได้ไม่มีใครเข้าใจผิด” คำตอบของเธอยังคงเป็นมิตร แต่ชัดเจนพอให้ธีร์รับรู้ว่าเธอไม่เปิดโอกาสให้ความหมายอื่น��ทรกเข้ามา แทนที่จะเสียความมั่นใจ เขากลับยิ่งรู้สึกสนใจ กวินยืนมองอยู่ไม่ไกล เขาเห็นทุกอย่าง ทั้งรอยยิ้มของธีร์ สายตาที่มองนริน และระยะห่างซึ่งเพื่อนของเขา��ยายามลดลงทีละน้อย เขาไม่มีเหตุผลให้ไม่พอใจ ธีร์เป็นโสด ส่วนนรินมีสิทธิ์พูดคุยกับใครก็ได้ ตราบใดที่เธอรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และที่สำคัญที่สุด เรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ความคิดหนึ่งกลับแล่นเข้ามาอย่างไม่อาจห้ามได้ ธีร์รู้ว่านรินมีครอบครัวแล้วหรือไม่ ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ธีร์เลือกนั่งข้างนรินโดยอ้างว่าต้องการถามเรื่องเอกสารซึ่งเธอเคยช่วยเก็บให้วันนั้น เขาชวนเธอคุยหลายเรื่อง และดูเหมือนจะสนุกกับทุกคำตอบที่ได้รับ “คุณมาทำงานต่างจังหวัดบ่อยไหมครับ” “ไม่บ่อยค่ะ ส่วนใหญ่พี่นพจะมามากกว่า แต่ครั้งนี้ข้อมูลค่อนข้างเยอะ ฉันเลยต้องมาช่วย” “ถ้ารู้ว่าคุณมา ผมน่าจะอยู่ต่ออีกวัน” นรินเงยหน้ามองเขา “ลูกค้าคุณคงดีใจนะคะที่คุณทุ่มเทให้ขนาดนั้น” “ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะอยู่เพราะลูกค้า” เธ���หยุดไปเพียงเล็กน้อย ก่อนหัวเราะแล้วเปลี่ยนเรื่อง “กาแฟของทีมฉันห้าแก้วนะคะ อย่าลืม” กวินซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางช้อนลงบนจานเบากว่าปกติ แต่เสียงกระทบเล็ก ๆ นั้นกลับทำให้นรินเงยหน้าขึ้นมอง เขาไม่ได้มองเธอ ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่กรามที่ขบแน่นเล็กน้อยทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจบางอย่าง “ช่วงบ่ายทีมของคุณนพต้องเตรียมเอกสารต่อ” กวินกล่าวขึ้น “คงไม่มีเวลาสำหรับกาแฟนานนัก” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ระบุว่าเขากำลังพูดกับใคร แต่ทุกคนบนโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน นพจึงตอบ “ครับ หลังอาหารผมจะพาทีมกลับไปเตรียมห้องประชุมเลย” ธีร์เอนตัวพิงเก้าอี้ มอ���เพื่อนสนิทด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ผมสั่งไปส่งที่ห้องประชุมก็ได้” “นายควรไปหาลูกค้าได้แล้ว” กวินเตือน “ยังไม่ถึงเวลานัด” “คนทำธุรกิจควรไปก่อนเวลา” “ฉันเพิ่งรู้ว่านายเป็นห่วงงานของฉันขนาดนี้” ธีร์พูดเหมือนล้อเล่น แต่สายตากลับจับจ้องเพื่อนอย่างพิจารณา กวินไม่ได้ตอบ ช่วงบ่าย ธีร์ออกไปพบลูกค้า ขณะที่การประชุมของทีมดำเนินต่��ไปตามกำหนด กาแฟห้าแก้วถูกส่งมาถึงห้องประชุมตามที่เขารับปาก โดยแก้วของนรินมีข้อความเขียนอยู่ด้านข้างว่า “ชำระหนี้ครบแล้ว แต่หวังว่าจะได้ติดหนี้อีกครั้ง — ธีร์” พนักงานรุ่นน้องเห็นข้อความก็พากันแซ�� “พี่นรินคะ คุณธีร์จีบพี่หรือเปล่า” “อย่าพูดเล่นค่ะ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” “แต่เขาดูสนใจพี่จริง ๆ นะคะ” นรินรีบหมุนแก้วให้ข้อความหันเข้าด้านใน “เขาเป็นคนพูดเล่น ไม่มีอะไรหรอก รีบเตรียมเอกสารต่อได้แล้ว” เธอไม่รู้ว่ากวินยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องประชุมพอดี เขาได้ยินคำพูดของน้องในทีม และมองเห็นลายมือข้างแก้วอย่างชัดเจน นรินเงยหน้าขึ้นมาพบเขา สีหน้าของเธอเปล��่ยนไปทันที กวินเดินเข้ามาโดยไม่ถามเรื่องกาแฟ เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะแล้วบอกนพว่า ตารางประชุมวันพรุ่งนี้จะเริ่มเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง ทว่าตลอดเวลาที่พูด สายตาของเขากลับมองแก้วกาแฟในมือนรินมากกว่าเอกสารตรงหน้า เย็นวันนั้น หลังการประชุมสิ้นสุดลง ฝนตกหนักจนทุกคนต้องรออยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม นรินยืนอยู่ข้างนพ คอยตรวจสอบกำหนดการของวันรุ่งขึ้น ขณะที่พนั��งานคนอื่นแยกย้ายกันกลับห้องพัก “วันนี้เหนื่อยไหม” นพถาม “นิดหน่อยค่ะ แต่ยังไหว” “ถ้าไม่ไหวก็บอก อย่ารับทุกอย่างไว้คนเดียว” “ถ้าหนูไม่รับ พี่ก็ต้องรับแทนนี่คะ” “พี่เป็นหัวหน้า หน้าที่พี่อยู่แล้ว” “หนูก็เป็นมือขวาพี่ หน้าที่หนูเหมือนกันค่ะ” นพส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ก่อนยื่นแฟ้มส่วนหนึ่งมาถือแทนเธอ ภาพนั้นอยู่ในสายตาของกวินซึ่งเพิ่งเดินออกจากลิฟต์ เขารู้ว่านพกับนรินสนิทกันเพราะทำงานร่วมกันมานาน รู้ว่านพไว้ใจเธอมากกว่าคนอื่น และรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปกว่าหัวหน้ากับลูกน้อง แต่วันนี้เขากลับรู้��ึกไม่พอใจกับทุกคนที่สามารถยืนใกล้เธอได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นธีร์หรือนพ ในขณะที่เขาทำได้เพียงมองจากระยะห่างเดิม เสียงรถจอดหน้าประตูโรงแรมดังขึ้น ธีร์ก้าวลงมาจากรถพร้อมร่มสีดำในมือ เขากลับมาหลังจากพบลูกค้าเสร็จ และดูเหมือนตั้งใจจะมาหาทีมมากกว่ากลับไปพัก “ผมมาทันมื้อค่ำอีกแล้วใช่ไหมครับ” นรินหันไปตามเสียง “คุณธีร์ยังไม่กลับอีกหรือคะ” “ฝนตกหนักขนาดนี้ ผมเป็นห่วงว่าพวกคุณจะออกไปหาอะไรกินลำบาก” “โรงแรมมีร้านอาหารค่ะ พวกเราคงทานที่นี่” “งั้นดีเลย ผมขอร่วมโต๊ะด้วยคน” ธีร์เดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนมองแฟ้ม��ำนวนมากในมือ “ให้ผมช่วยถือไหมครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือได้” “ผมรู้ว่าคุณถือได้ แต่การให้คนอื่นช่วยบ้างไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่งนะครับ” เขายื่นมือมารับแฟ้มส่วนหนึ่งไปโดยไม่รอคำตอบ นรินมองเขาอย่างจนใจ แต่ก็ไม่ได้แย่งคืน “ขอบคุณค่ะ” กวินมองเหตุการณ์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงเข้ามา “คุณนริน” เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอโดยตรง นรินหันกลับไปทันที “��ะ คุณกวิน” “รายงานสำหรับพรุ่งนี้อยู่กับคุณหรือเปล่า” “อยู่ค่ะ” “ผมต้องการตรวจตอนนี้” คำขอนั้นทำให้นพขมวดคิ้ว “มีส่วนไหนต้องแก้ด่วนหรือครับ” “ผมยังไม่แน่ใจ จึงต้องตรวจดูก่อน” นรินยื่นมือไปหาแฟ้มที่ธีร์ถืออยู่ แต่กวินกลับเป็นคนรับมันมาจากมือของเพื่อน สายตาของชายทั้งสองสบกันชั่วขณะ “นายจะตรวจเองหรือ” ธีร์ถาม “ใช่” “ปกติเรื่องนี้นายรอตรวจในห้องประชุมไม่ใช่หรือ” “คืนนี้ฉันมีเวลา” คำตอบเรียบ ๆ ของกวินทำให้ธีร์ยิ้มที่มุมปาก เหมือนเขาเริ่มเข้าใจบางสิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ “ได้สิ ตามสบาย” กวินหันกลับมาหานริน “เอาเอกสารไปที่ห้องรับรองด้านในนะครับ คุณนพไปด้วยกัน” ประโยคสุดท้ายทำให้นรินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องอยู่กับเขาตามลำพัง แต่ธีร์กลับถามขึ้น “แล้วมื้อค่ำล่ะ” “พวกคุณทานก่อนได้เลย” กวินตอบ “ฉันรอได้” “ไม่จำเป็น” “แต่ฉันอยากรอ” คำพูดนั้นไม่ได้มุ่งไปที่กวินเพียงคนเดียว สายตาของธีร์มองผ่านไปยังนรินอย่างเปิดเผย กวินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นลง “ตามใจนาย” ภายในห้องรับรอง นพนั่งอยู่ข้างกวิน ส่วนนรินนั่งฝ���่งตรงข้าม คอยเปิดข้อมูลตามหัวข้อที่เขาถาม การตรวจรายงานใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ทั้งที่แทบไม่มีส่วนใดต้องแก้ไข กวินถามละเอียดกว่าทุกครั้ง และหลายคำถามเป็นเรื่องที่เขาสามารถค้นหาคำตอบได้จากเอกสารตรงหน้า นรินเริ่มสงสัยว่าเขาต้องการตรวจงานจริง ๆ หรือเพียงไม่อยากให้เธอไปรับประทานอาหารกับธีร์ แต่เธอรีบปฏิเสธความคิดนั้น กวินไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น และเธอก็ไม่ควรหวังให้เขามีเหตุผล��ั้นด้วย “ทั้งหมดมีเท่านี้ใช่ไหมคะ” นรินถามเมื่อเห็นเขาปิดแฟ้ม “ครับ” “มีจุดไหนให้ฉันแก้เพิ่มเติมไหมคะ” “ไม่มี คุณเตรียมมาดีแล้ว” คำชมจากเขาทำให้ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันลดลงอย่างน่าประหลาด “ขอบคุณค่ะ” นรินยิ้ม กวินมองรอยยิ้มนั้นนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนถามขึ้นโดยไม่ทันไตร่ตรอง “คุณสนิทกับธีร์ตั้งแต่เมื่อไร” บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที นพซึ่งกำลังเก็บเอกสารเงยหน้ามองผู้บริหาร ส่วนกวินเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ว่าได้ถามสิ่งใดออกไป นรินเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ “ไม่ได้สนิทค่ะ เพิ่งมีโอกาสคุยกันจริง ๆ ตอนมื้อค่ำครั้งก่อน” “แต่ดูเหมือนเขาจะสนิทกับคุณเร็ว” “คุณธีร์เป็นคนอัธยาศัยดีค่ะ เขาคงพูดแบบนั้นกับทุกคน” “เขาไม่ได้พูดแบบนั้นกับทุกคน” กวินตอบเร็วเกินไป นรินสบตาเขา ความเงียบแทรกตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสอง จนนพต้องเป็นฝ่ายปิดแฟ้มเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมว่าเราไปทานข้าวกันดีกว่าครับ ทุกคนคงรออยู่” กวินละสายตาจากนริน “ครับ” เมื่อทั้งสามคนกลับออกมาที่ล็อบบี้ ธีร์ยังคงรออยู่จริง ๆ เขาลุกขึ้นทันทีที่เห็นนริน ก่อนเดินเข้ามาหาเธอ “เสร็จแล้วใช่ไหมครับ” “ค่ะ ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ” “สำหรับคุณ ผมรอได้” นรินนิ่งไปเล็กน้อยกับคำตอบนั้น ขณะที่กวินหยุดอยู่ด้านหลังเธอ ธีร์มองเพื่อนผ่านไหล่ของนริน เขาเห็นความไม่พอใจในดวงตาคู่นั้นชัดเจน แม้สีหน้าของกวินจะยังคงเรียบเฉย ทันใดนั้น ธีร์ก็เข้าใจว่าไฟที่เขากำลังคิดจะเล่นด้วย อาจไม่ได้มีเพ���ยงเปลวเดียว เขาสนใจนริน นั่นเป็นเรื่องจริง แต่กวินเองก็กำลังมองผู้หญิงคนเดียวกันด้วยสายตาที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับผู้ชายซึ่งมีครอบครัวแล้วเช่นกัน ระหว่างมื้อค่ำ ธีร์ยังคงชวนนรินพูดคุยเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เขาจงใจมากขึ้นเล็กน้อย เขาเลื่อนแก้วน้ำให้เธอ จำได้ว่าเธอไม่ชอบอาหารรสหวาน และเสนอจะพาไปซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ทุกครั้งที่ธีร์��ำเช่นนั้น เขาจะแอบมองปฏิกิริยาของกวิน และทุกครั้ง กวินจะเงียบลงกว่าเดิม จนกระทั่งธีร์กล่าวขึ้นว่า “พรุ่งนี้หลังเสร็จงาน ถ้าคุณนรินมีเวลา ผมพาไปซื้อของฝากได้นะครับ ผมรู้จักร้านดี ๆ แถวนี้” “คงไม่ได้��รับ” กวินเป็นคนตอบแทนเธอ ทุกคนบนโต๊ะหันไปมองเขาพร้อมกัน เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนอธิบายเพิ่มเติม “พรุ่งนี้ทีมต้องเดินทางกลับก่อนค่ำ รถออกตามเวลาที่กำหนด ไม่ควรแยกไปที่อื่น” “ฉันไปส่งเธอกลับเองได้” ธีร์กล่าว “ไม่จำเป็น” “นายเป็นอะไรของนาย” คำถามของธีร์ฟังดูเหมือนล้อเล่น แต่แววตากลับจริงจัง กวินสบตาเพื่อน ก่อนตอบช้า ๆ “ผมรับผิดชอบพนักงานที่เดินทางมาท��งานครั้งนี้ ผมไม่ต้องการให้ใครกลับผิดเวลา” คำอธิบายของเขาสมเหตุสมผลทุกอย่าง ยกเว้นน้ำเสียง นรินก้มหน้าลงมองจานอาหาร พยายามซ่อนความสั่นไหวภายในใจ เธอไม่ควรรู้สึกดีต่อท่าทีของเขา ไม่ควรตีความ และไม่ควรคิดว่าความไม่พอใจนั้นเกิดขึ้นเพราะเธอ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอกลับพบว่ากวินกำลังมองเธออยู่ สายตาของเขามีคำพูดมากมายซ่อนอยู่ ทั้งที่เขาไม่มีส���ทธิ์พูดออกมาแม้แต่คำเดียว คืนนั้น หลังจากทุกคนแยกย้ายกันกลับห้องพัก ธีร์ยืนอยู่กับกวินตามลำพังบริเวณระเบียงของโรงแรม เสียงฝนยังตกกระทบพื้นด้านนอกอย่างต่อเนื่อง “นายรู้ใช่ไหมว่านรินมีครอบครัวแล้ว” กวินถามขึ้นในที่สุด ธีร์ยิ้มบาง ๆ “รู้” “ถ้ารู้ ก็ควรรักษาระยะห่าง” “นายพูดในฐานะอะไร” คำถามนั้นทำให้กวินเงียบ “ในฐานะเพื่อนของนาย” เขาตอบหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง “หรือในฐานะผู้ชายที่ไม่ชอบเห็นฉันเข้าใกล้เธอ” กวินหันมามองเพื่อนทันที ธีร์ไม่ได้หัวเราะเหมือนทุกครั้ง สีหน้าของเขาจริงจังกว่าที่เคย “นายไม่มีสิทธิ์หึงเธอ กวิน” “ฉันไม่ได้หึง” “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ฉันจะชวนเธอไปดื่มกาแฟ��ีก” กวินขบกรามแน่น แต่ไม่ตอบ ธีร์มองปฏิกิริยานั้น ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเบาลง “ฉันยอมรับว่าฉันสนใจเธอ แม้จะรู้ว่าไม่ควร บางทีฉันก็แค่อยากลองเล่นกับไฟดูสักครั้ง แต่ไฟของฉันอย่างน้อยก็ยังมีเพียงด้านเดียวที่ต้องระวัง” เขาหยุดเล็กน้อย แล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของเพื่อน “ส่วนนายมีทุกอย่างให้เสีย” กวินหันกลับไปมองสายฝนด้านนอก เงาสะท้อนบนกระจกเผยให้เห็นนรินกำลังเดินผ่านล็อบบี้ด้านหลัง เธอคุยโทรศัพท์กับครอบครัวและยิ้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มนั้นเตือนเขาอย่างชัดเจนว่า เธอมีโลกของเธอ และเขาก็มีโลกของตัวเอง โลกสองใบนั้นไม่ควรถูกทำลายเพ��ยงเพราะสายตาที่เผลอมองหากัน กวินรู้ดีว่าธีร์พูดถูก เขาไม่มีสิทธิ์หึง ไม่มีสิทธิ์ห้าม และไม่มีสิทธิ์รู้สึกไม่พอใจเมื่อผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้เธอ แต่ในวินาทีที่นรินเงยหน้าขึ้นและมองเห็นเขาผ่านกระจก สายตาของทั้งสองคนก็หยุดอยู่ที่กันอีกครั้ง ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีใครยกมือทักทาย มีเพียงความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างพยายามปฏิเสธ กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบงันท่า���กลางระยะทางซึ่งไม่เคยห่างไกลกันเลย ใกล้จนมองเห็นกันทุกครั้งที่เงยหน้า แต่ไกลเกินกว่าจะเดินเข้าไปถามว่า อีกฝ่ายกำลังรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
2 days ago
ตัวละครหลัก คีริน — อายุ 33 ปี ผู้บริหารหนุ่มระดับสูงของบริษัท บุคลิกมั่นใจ ฉลาด ตัดสินใจเร็ว และมีความสามารถจนได้รับตำแหน่งเร็วกว่าคนในวัยเดียวกัน ในสายตาคนในบริษัท คีรินคือผู้ชายที่ “อันตราย” เขาหน้าตาดี มีเสน่ห์ เจ้าชู้ และไม่เ��ยขาดผู้หญิง แต่ไม่เคยจริงจังกับใคร เขาไม่เชื่อในความสัมพันธ์ระยะยาว ไม่ชอบผู้หญิง��ี่พยายามเข้าหาเพราะตำแหน่งหรือฐานะของเขา ยิ่งใครแสดงออกว่าสนใจ เขายิ่งถอยห่าง สำหรับคีริน ความสัมพันธ์กับผู้หญิงมีกฎง่าย ๆ เพียงข้อเดียว อย่ารักกัน เพราะทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มต้องการคำว่า “แฟน” เขาจะเป็นฝ่ายเดินออกมาเสมอ จนกระทั่งเขาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้อยากได้อะไรจากเขาเลย รินลดา — อายุ 38 ปี พนักงานฝ่ายบัญชีระดับ Senior อายุแก่กว่าคีรินห้าปี เธอไม���ได้สวยแบบที่ทุกคนต้องหยุดมอง แต่เป็นผู้หญิงที่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งมีเสน่ห์ รินลดาคุยสนุก ยิ้มเก่ง เข้ากับคนง่าย และชอบหยอกล้อกับคนรอบตัว บางครั้งเธอก็ชอบบริหารเสน่ห์เล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะรู้ว่ารอยยิ้มของตัวเองทำให้บรรยากาศรอบข้างดีขึ้น ผู้ชายหลายคนจึงเข้าใจว่าเธอเปิดโอกาสให้เข้าหา แต่ไม่มีใครเคยเข้าไปถึงชีวิตส่วนตัวของเธอได้จริง ๆ เพราะทันทีที่ความสัม��ันธ์กำลังจะจริงจัง รินลดาจะเป็นฝ่ายถอย เธอไม่กลัวการอยู่คนเดียว เธอกลัวการรักใครสักคนจนไม่เหลือทางให้ตัวเองหนี เรื่องงานกลับตรงกันข้ามโดยส��้นเชิง เธอจริงจัง รับผิดชอบสูง และกล้าพูดกับผู้บริหารหากคิดว่าสิ่งนั้นกระทบกับงาน และนั่นคือสิ่งแรกที่ทำให้คีรินจำชื่อเธอได้ #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #คีรินรินลดา ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
2 days ago
บทที่ 10 คนที่มาถึง แต่ไม่อาจเดินเข้าไป แพทย์อนุญาตให้นรินกลับบ้านได้ในคืนนั้น โดยกำชับให้พักผ่อนอย่างน้อยสองวันและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา เช้าวันรุ่งขึ้น เธอยังไม่ทันลุกจากเตียง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อของนพปรากฏอยู่บนหน้าจอ “สวัสดีค่ะพี่นพ” “ตื่นมาทำไมแต่เช้า” “พี่โทรมาหาหนูเองนะคะ” “พี่โทรมาเช็กว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แล้วก็จะบอกว่าไม่ต้องเข้าออฟฟิศสามวัน” นรินลุกขึ้นนั่งทันที “สามวันเลยหรือคะพี่ หนูพักวันนี้วันเดียวก็พอ พรุ่งนี้มีรายงาน—” “คำสั่งผู้บริหาร” ���ธอเงียบไปเล็กน้อย “คุณกวินหรือคะ” “เขาสั่งให้เธอพักจนกว่าแพทย์จะอนุญาต และให้พี่แบ่งงานของเธอไ��ให้คนอื่น” “แต่ฉันทำต่อจากบ้านได้ค่ะ” “เขาสั่งห้ามเปิดระบบจากบ้านด้วย” นรินมองคอมพิวเตอร์ซึ่งวางอยู่ปลายเตียงอย่างจนใจ “เขาโกรธมากไหมคะ” “เธอยังคิดว่าเขาโกรธอีกหรือ” “เมื่อวานเขาดู…” เธอนึกถึงใบหน้าของกวินในวินาทีที่ลืมตาขึ้นมา จำได้ถึงน้ำเสียงร้อนรนและแขนที่ประคองเธอไว้ แต่ภาพทั้งหมดเลือนรางจนไม่แน่ใจว่าสิ่งใดเกิดขึ้นจริงและสิ่งใดเป็นเพียงความฝัน “ดูอะไร” นพถาม “ไม่มีอะไรค่ะ” “พักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงงาน พี่จัดการได้” ก่อนวางสาย นรินรวบรวมความกล้าถาม “เมื่อคืนหลังจากประชุมเสร็จ คุณกวินกลับบ้านเลยหรือคะ” ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ “ทำไมถาม” “ฉันแค่อยากรู้ค่ะ” นพถอนหายใจเบา ๆ “เขาไปโรงพยาบาล” หัวใจของนรินหยุดเต้นไปชั่วขณะ “แต่ฉันไม่เห็นเขา” “เขาไม่ได้ลงจากรถ” “ทำไมคะ” “คำถามนี้เธอต้องถามเขาเอง” นพวางสายไปแล้ว แต่นรินยังคงถือโทรศัพท์นิ่งอยู่ที่เดิม กวินไปถึงโรงพยาบาล เขาอยู่ใกล้เธอเพียงลานจอดรถกั้น แต่เลือกไม่เดินเข้า���า ตลอดสามวันที่พักอยู่บ้าน นรินคิดถึงเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เธอเข้าใจเหตุผลบางส่วน เขาเป็นผู้บริหาร ส่วนเธอเป็นพนักงานที่มีครอบครัว การปรากฏตัวของกวินในโรงพยาบาลยามดึกอาจก่อให้เกิดคำถามที่ไม่มีใครควรถาม แต่ลึกลงไป เธอยังอยากรู้ว่าเขามาเพราะหน้าที่ หรือเพราะรู้สึกเป็นห่วงเธอจริง ๆ กวินไม่ได้ส่งข้อความ ไม่ได้โทรมา และไม่ได้ฝากคำถามส่วนตัวผ่านนพอีก สิ่งเดียวที่มาถึงคือกระเช้าผลไม้จากบริษัท การ์ดบนกระเช้ามีข้อความพิมพ์อย่างเป็นทางการ ขอให้หายเป็นปกติและกลับมาทำงานอย่างแข็งแรง ด้วยความปรารถนาดีจากคณะผู้บริหาร ไม่มีชื่อของกวินอยู่บนนั้น ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ธีร์มาหาเธอที่บ้านพร้อมของฝาก เขาไม่ได้เข้าด้านใน เพียงยืนส่งถุงผลไม้ให้ตรงประตูเมื่อทราบว่าสามีและลูกของเธออยู่บ้านด้วย “ผมมาในฐานะเพ���่อนครับ” เขารีบบอก “ไม่ได้มาเล่นกับไฟ” นรินยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ” “เป็นอย่างไรบ้าง” “ดีขึ้นแล้วค่ะ หมอบอกว่าแค่พักผ่อนน้อย” “ผมตกใจมากนะตอนเห็นคุณหมดสติ” “ขอโทษที่ทำให้ทุกคนวุ่นวายค่ะ” “คนที่ควรขอโทษคือตัวคุณเอง คุณดูแลทุกคนจนลืมดูแลตัวเอง” น้ำเสียงของธีร์จริงจังกว่าทุกครั้ง เขาไม่ได้พูดเกี้ยวพาราสีและไม่ได้พยายามข้ามเส้นแบ่งที่เธอเคยกำหนด ก่อนกลับ เขาหยุดมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “วันนั้นกวินตกใจมาก” นรินชะงัก “ฉันจำได้ไม่ค่อยชัดค่ะ” “ผมรู้จักมันมานาน ไม่เคยเห็นมันเสียอาการแบบนั้นมาก่อน” “เขาคงกลัวว่า��ะเกิดเรื่องกับพนักงานในบริษัท” ธีร์ยิ้มอย่างขมขื่น “ถ้าคุณอยากเชื่อแบบนั้น ผมก็จะไม่เถียง” คำพูดของเขายิ่งทำให้นรินไม่อาจหยุดคิดถึงกวินได้ เช้าวันที่เธอกลับมาทำงาน พนักงานในแผนกพากันเข้ามาถามอาการ บางคนนำขนมมาให้ บางคนช่วยยกกระเป๋า และทุกคนพร้อมใจกันห้ามเธอเดินเข้าใกล้เครื่องชงกาแฟ “พี่นรินคะ ต่อไปนี้พี่ดื่มได้วันละแก้วค่ะ” “ใครเป็นคนออกกฎ” “พี่นพค่ะ” “พี่นพไม่ใช่หมอนะคะ” “แต่พี่นพได้รับคำสั่งจากคนที่มีอำนาจมากกว่าค่ะ” นรินรู้ทันทีว่าน้องกำลังหมายถึงใคร “คุณกวินสั่งหรือ” พนักงานรุ่นน้องพยักหน้า ก่อน��ูดด้วยเสียงเบา “วันนั้นคุณกวินตกใจมากเลยนะคะ วิ่งมารับพี่ไว้ก่อนทุกคน แล้วเรียกชื่อพี่เสียงดังมาก” “จริงหรือ” “จริงค่ะ ปกติเราไม่เคยเห็นคุณกวินเป็นแบบนั้นเลย” คนอีกคนรีบเข้ามาสะกิดแขนเพื่อน “อย่าพูดมาก เดี๋ยวพี่นรินไม่สบายใจ” แม้คำพูดจะหยุดลง แต่สายตาของทุกคนกลับทำให้นรินรู้ว่าเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกต ไม่นาน กวินเดินออกจากล���ฟต์ เสียงพูดคุยบริเวณโต๊ะของนรินเงียบลงทันที พนักงานทุกคนรีบแยกย้ายกลับไปทำงานราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กวินเห็นนรินตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากลิฟต์ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว แต่เมื่อสังเกตบรรยากาศผิดปกติรอบตัว เขาก็เข้าใจทันทีว่าคนในแผนกกำลังพูดถึงเหตุการณ์วันนั้น เขาเดินตรงไปยังห้องทำงานโดยไม่หยุดทักทาย ไม่มอง��ธอแม้แต่ครั้งเดียว ความอ่อนโยนที่นรินจำได้จากคืนที่หมดสติหายไปจนหมด เหลือเพียงผู้บริหารผู้เคร่งขรึมซึ่งปฏิบัติต่อเธอไม่ต่างจากพนักงานคนอื่น ช่วงสาย นพนำเอกสารมาวางบนโต๊ะ พร้อมก��ชับว่าเธอห้ามทำงานล่วงเวลา “คุณกวินสั่งอีกแล้วหรือคะ” “คราวนี้พี่สั่งเอง” “เขาไม่ถามถึงฉันเลยหรือ” คำถามหลุดออกมาเบากว่าที่ตั้งใจ นพมองเธอนิ่ง “เขาถามทุกเช้า” นรินเงยหน้าขึ้นทันที “แต่เขาสั่งว่าไม่ต้องบอกเธอ” นพกล่าวต่อ “และวันนี้ที่เขาไม่เดินมาถามเอง ก็เพราะคนในทีมเริ่มพูดถึงท่าทีของเขาวันนั้นแล้ว” ความรู้สึกอุ่นวาบกับความเจ็บปวดเกิดขึ้นพร้อม��ันภายในใจของนริน เขาเป็นห่วง แต่ต้องทำเหมือนไม่เป็นห่วง เขาไปถึงโรงพยาบาล แต่ต้องนั่งอยู่ในรถ และในวันที่เธอกลับมา เขาทำได้เพียงเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า “พี่นพคะ คนอื่นคิดว่าอย่างไร” “ตอนนี้ยังไม่มีใครคิดไกล พวกเขาแค่ประหลาดใจที่ผู้บริหารลงมาช่วยพนักงานด้วยตัวเอง” “แล้วถ้าต่อไป…” “ถ้าทั้งคู่ยังไม่ระวัง ต่อไปคนอื่นอาจคิดมากกว่านั้น” นริน��้มลงมองแหวนที่นิ้วนางของตนเอง เธอเข้าใจแล้วว่า เหตุใดกวินจึงต้องถอย ช่วงบ่าย กวินเรียกประชุมหัวหน้าแผนกเพื่อกำหนดมาตรการใหม่เรื่องการทำงานล่วงเวลา เขาสั่งให้ทุกทีมจัดเวลาพัก ห้ามพนักงานทำงานติด��่อกันโดยไม่รับประทานอาหาร และหากมีงานเร่งด่วนต้องรายงานจำนวนคนที่อยู่ทำงานหลังสองทุ่ม ทุกคนเข้าใจว่าเป็นนโยบายดูแลพนักงานทั่วไป มีเพียงนพที่รู้ว่า กฎทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงคนหนึ่งหมดสติต่อหน้ากวิน หลังประชุม ธีร์เดินเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อนโดยไม่เคาะประตูตามเคย “นรินกลับมาทำงานแล้ว” กวินไม่เงยหน้าจากเอกสาร “ฉันรู้” “นายยังไม่ได้คุยกับเธ���ใช่ไหม” “ไม่มีอะไรต้องคุย” “นายขับไปถึงโรงพยาบาล แต่ไม่ยอมลงจากรถ แล้ววันนี้ก็ทำเหมือนไม่เห็นเธอ นายกำลังทำอะไรอยู่” “ทำในสิ่งที่ควรทำ” “หรือกำลังหนี” กวินวางปากกาลงช้า ๆ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย” “เกี่ยวสิ เพราะทุกครั้งที่นายผลักเธอออกไป ฉันก็ยิ่งอยากเดินเข้าไปหา” “ธีร์” น้ำเสียงของกวินเย็นลงทันที ธีร์เดินมาหยุดหน้าโต๊ะ “นายไม่ต้องมองฉันแบบนั้�� ฉันไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้น แต่ฉันไม่เข้าใจว่านายกำลังรักษาครอบครัว รักษาชื่อเสียงของเธอ หรือแค่ไม่กล้ายอมรับความจริงกันแน่” “ความจริงอะไร” “นายรักเธอ” คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง กวินมองเพื่อนนิ่ง สายตาแข็ง���ร้าว แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้ทันที “อย่าพูดคำนั้นอีก” เขากล่าวในที่สุด “เพราะมันไม่จริง หรือเพราะมันจริงเกินไป” “ออกไป” ธีร์ยิ้มบาง ๆ อย่างเจ็บปวด “ฉันอาจไม่มีสิทธิ์กับนริน แต่ความต่างระหว่างฉันกับนายคือ ฉันยอมรับว่าตัวเองรู้สึกอะไร” เมื่อธีร์ออกจากห้องไป กวินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม คำว่า รัก เป็นคำที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอด เขาเรียกสิ่งนั้นว่าความสนใจ ความ���่วงใย หรือความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ไม่เคยยอมเรียกมันว่าความรัก เพราะทันทีที่ยอมรับ เขาจะไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกว่า ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม เย็นวันนั้น นรินเลิกงานตามเวลาที่นพกำหนด เธอเก็บของและเดินไปยังลิฟต์เพียงลำพัง ประตูลิฟต์กำลังจะปิด แต่มีมือหนึ่งยื่นเข้ามาขวางไว้ ประตูเปิดออกอีกครั้ง กวินยืนอยู่ด้านนอก หัวใจของนรินเต���นแรงทันที เขาก้าวเข้ามาในลิฟต์ ก่อนประตูจะปิดลง เหลือเพียงคนสองคนอยู่ภายในพื้นที่แคบ ๆ ไม่มีเลขานุการ ไม่มีผู้บริหาร และไม่มีเพื่อนร่วมงาน นรินขยับไปยืนชิดมุมหนึ่ง ส่วนกวินยืนห่างออกไปตามสมควร สายตาของทั้งคู่มอง��ัวเลขชั้นซึ่งค่อย ๆ ลดลง “หายดีแล้วหรือครับ” เขาถามโดยไม่หันมา เป็นประโยคแรกที่พูดกับเธอนับจากวันที่หมดสติ “ดีขึ้นแล้วค่ะ” “ยังเวียนศีรษะอยู่ไหม” “ไม่มีแล้วค่ะ” “รับประทานอาหารหรือยัง” คำถามสุดท้ายทำให้นรินหันไปมองเขา “ทานแล้วค่ะ พี่นพยืนดูจนแน่ใจว่าฉันทานหมด” มุมปากของกวินขยับขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มจางหายไปอย่างรวดเร็ว “ดีแล้วครับ” ความเงียบกลั���มาอีกครั้ง นรินมองเงาสะท้อนของเขาบนประตูลิฟต์ ก่อนรวบรวมความกล้า “ฉันทราบว่าคุณไปโรงพยาบาล” กวินนิ่งไป “คุณนพบอกหรือ” “ค่ะ” “เขาไม่ควรบอก” “ทำไมคุณไม่เข้าไปคะ” ตัวเลขบนหน้าจอหยุดลงกะทันหันพร้อมเสียงเตือนเบา ๆ ไฟภายในลิฟต์กะพริบ ก่อนเปลี่ยนเป็นไฟฉุกเฉินสีสลัว ลิฟต์หยุดค้างระหว่างชั้น นรินตกใจจนเผลอจับราวด้านข้าง กวินรีบกดปุ่มฉุกเฉินและแจ้งเจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับคำตอบว่าระบบไฟขัดข้องชั่วคราวและจะดำเนินการแก้ไขภายในไม่กี่นาที เขาจึงหันกลับมาหาเธอ “กลัวหรือเปล่า” “นิดหน่อยค่ะ” “ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่กำลังช่วยอยู่” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลกว่าที่ใช้พูดกับเธอในสำนักงาน ความมืดสลัวและพื้นที่ปิดทำให้โลกภายนอกเหมือนถูกตัดออกไปชั่วคราว ไม่มีใครมองเห็นพวกเขา และไม่มีสถานะใดเข้ามาขวางบทสนทนาที่ยังไม่จบ “คุณยังไม่ได้ตอบฉันเลยค่ะ” นรินกล่าว “ทำไมถึงไม่เข้าไปที่โรงพยาบาล” กวินหลบสายตาไปชั่วครู่ ก่อนตอบตามความจริง “เพราะคนที่ควรอยู่ข้างคุณอยู��ที่นั่นแล้ว” “คุณธีร์หรือคะ” “สามีของคุณ” คำตอบนั้นทำให้นรินเงียบ กวินมองแหวนบนนิ้วของเธอ ก่อนกล่าวต่อ “ผมไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไป” “แล้วคุณไปทำไมคะ” คำถามของเธอตรงเกินกว่าที่เขาจะหลบเลี่ยง “คุณอยากให้ผมตอบในฐานะอะไร” “ในฐานะคุณกวินค่ะ ไม่ใช่ผู้บริหาร” ทั้งสองสบตากันใต้แสงไฟฉุกเฉิน กวินพยายามหาคำตอบที่ปลอดภัย แต่ไม่มีถ้อยคำใดซ่อนความจริงได้อีก “��มอยากเห็นว่าคุณปลอดภัย” นรินเม้มริมฝีปากแน่น “แค่นั้นหรือคะ” หัวใจของเขากระตุกกับคำถามนั้น “แล้วคุณต้องการให้มากกว่านั้นหรือ” เธอไม่ตอบ ลิฟต์ยังคงหยุดนิ่ง ความเงียบทำให้ทั้งสองได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจของกันและกัน กวินก้าวเข้าไปใกล้เพียงหนึ่งก้าว ก่อนหยุดตัวเองไว้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือไม่มาก แต่ยังมากพอที่จะไม่สัมผัสกัน “นริน” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกเช่นนั้นขณะที่เธอมีสติรับรู้อย่างชัดเจน นรินเงยหน้าขึ้น สายตาสั่นไหว “ค่ะ.........คะ” คำตอบผิดเพราะความประหม่าทำให้กวินเกือบยิ้ม แต่ความรู้สึกในแววตาของเธอกลับทำให้เขาจริงจังยิ่งกว่าเดิม “ผมพยายามอยู่ห่างจากคุณ เพราะไม่อยากให้ใครพูดถึงคุณในทางเสียหาย” “ฉันเข้าใจค่ะ” “แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นคุณ” หัวใจของนรินเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บ กวินพูดต่อช้า ๆ “ผมเห็นทุกครั้งที่คุณมาทำงาน เห็นเวลาที่คุณไม่กินข้าว เห็นตอนที่คุณเหนื่อย และเห็นทุกครั้งที่คุณพยายามหลบหน้าผม” “ฉันไม่ได้หลบเพราะไม่อยากเห็นคุณนะคะ” “แล้วเพราะอะไร” เป็นคำถามเดียวกั���ในรถ และครั้งนี้นรินไม่มีทางเปิดประตูหนีออกไปได้ เธอก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตา “เพราะเวลาคุณมอง ฉันไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไฝรค่ะ” “ทำไม” “เพราะฉันกลัวว่าคุณจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร” ถ้อยคำสุดท้ายเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ���ต่กวินได้ยินชัดเจนทุกคำ เขาอยากถามต่อว่าเธอกำลังคิดอะไร อยากก้าวเข้าไปใกล้อีกเพียงนิดเดียว แต่ในจังหวะนั้น ไฟภายในลิฟต์กลับมาสว่างและระบบเริ่มทำงานอีกครั้ง ทั้งสองรีบถอยออกจากกันราวกับเพิ่งถูกความจริงปลุกให้ตื่น ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง พนักงานรักษาความปลอดภัยยืนรออยู่ด้านนอกพร้อมกล่าวขอโทษ โลกภายนอกกลับมาอีกครั้ง กวินก้าวออกไปก่อน ส่วนนรินเดินตามหลัง ทั้งคู่ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในลิฟต์อีก ตรงหน้าประตูอาคาร รถของครอบครัวนรินจอดรออยู่ เธอมองเห็นสามีกับลูกอยู่ภายใน กวินเองก็เห็นเช่นกัน เขาหยุดเดิน ก่อนกลับไปสวมท่าทีของผู้บริหารดังเดิม “กลับบ้านดี ๆ นะครับ” “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” นรินเดินไปขึ้นรถของครอบครัว ก่อนประตูรถจะปิดลง เธอหันกลับมามองเขาอีกครั้ง กวินยังคงยืนอยู่ที่เดิม ทั้งสองต่างรู้ว่า หากลิฟต์หยุดนานกว่านั้นอีกเพียงไม่กี่นาที บางคำถามอาจได้รับคำตอบ และบางความรู้สึกอาจถูกพูดออกมาจนไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่คืนนี้ พวกเขายังคงอยู่คนละด้านของประตูกระจก นรินอยู่กับครอบครัวของเธอ ส่วนกวินยืนอยู่เพียงลำพังกับคำพูดที่ยังค้างอยู่ในใจ ���พราะฉันกลัวว่าคุณจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดถึงอะไร แต่เป็นครั้งแรกที่กวินเริ่มหวังว่า ในความคิดซึ่งนรินพยายามซ่อนไว้นั้น อาจมีเขาอยู่ด้วย #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
2 days ago
คืนนี้จะลงต่ออีก10ตอนค่ะ
#กวินนริน
#นิยาย
#Romance
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 9 คนที่อยากอยู่ข้างเธอ ปลายเดือนมาถึงพร้อมกับงานจำนวนมากกว่าปกติ คณะกรรมการขอรายงานผลประกอบการฉบับปรับปรุงภายในสามวัน ทั้งที่ข้อมูลจากหลายแผนกยังส่งมาไม่ครบ นพกับนรินจึงต้องแบ่งงานกันตรวจสอบแทบตลอดทั้งวัน คืนแรก นรินกลับบ้านเกือบเที่ยงคืน คืนที่สอง เธอนอนเพียงสามชั่วโมง ก่อนกลับเข้ามาที่สำนักงานแต่เช้า เมื่อมีคนถามว่าเหนื่อยหรือไม่ เธอยังคงยิ้มและตอบเหมือนเดิม “ไม่เห���ื่อยค่ะ ถ้าตัวเลขตรงกันเมื่อไร ฉันจะสดใสขึ้นเอง” แต่คนที่เฝ้ามองเธออยู่ห่าง ๆ รู้ดีว่าเธอไม่ได้ไหวอย่างที่พูด กวินเห็นนรินยกมือกดขมับหลายครั้ง เห็นแก้วกาแฟใบเดิมถูกเติมซ้ำจนถึงช่วงเย็น และเห็นอาหารกลางวันซึ่งวางอยู่มุมโต๊ะโดยแทบไม่ถูกแตะต้อง เขาอยากเดินออกไปบอกให้เธอหยุดพัก แต่หลังจากคำเตือนของนพ กวินก็พยายามไม่แสดงความสนใจต่อเธอมากกว่าพนักงาน���นอื่น เขาจึงเลือกส่งข้อความไปหานพแทน ให้ทีมพักบ้าง งานไม่จำเป็นต้องเสร็จทั้งหมดคืนนี้ นพอ่านข้อความ ก่อนหันมองผ่านกระจกเข้าไปในห้องผู้บริหาร เขารู้ทันทีว่า คำว่า ทีม ในข้อความนั้นหมายถึงใคร “นริน ไปกินข้าวก่อน” นพบอก “อีกนิดเดียวค่ะพี่ ตัวเลขส่วนนี้ใกล้จะจบแล้ว” “พี่ไม่ได้ถามว่าใกล้เสร็จหรือยัง พี่บอกให้ไปกินข้าว” นรินเงยหน้าขึ้นยิ้ม “พี่นพเริ่มพู��เหมือนพ่อหนูแล้วนะคะ” “ถ้าเธอยังดื้อ พี่จะยึดคอมพิวเตอร์” “อีกสิบนาทีค่ะ สัญญา” สิบนาทีของนรินกลา��เป็นหนึ่งชั่วโมง เมื่อคนในแผนกทยอยกลับบ้านไปเกือบหมด เธอยังคงนั่งตรวจเอกสารอยู่กับนพและพนักงานอีกสองคน ขณะที่กวินยังประชุมทางไกลกับคณะกรรมการภายในห้องของตน เกือบสามทุ่ม นรินลุกขึ้นเพื่อนำรายงานฉบับสุดท้ายไปให้นพ ทันทีที่ยืนขึ้น ภาพตรงหน้ากลับมืดลงอย่างกะทันหัน เธอจับขอบโต๊ะไว้แน่น พยายามรอให้อาการเวียนศีรษะหายไป แต่เสียงรอบตัวค่อย ๆ เบาลง ร่างกา��ไม่ยอมตอบสนองต่อความคิดอีกต่อไป แฟ้มเอกสารหลุดจากมือ เสียงกระดาษตกกระจายทำให้กวินซึ่งเพิ่งเปิดประตูออกจากห้องประชุมหันไปมอง เขาเห็นร่างของนรินกำลังทรุดลง ในวินาทีนั้น ตำแหน่ง หน้าที่ และคำเตือนทั้งหมดหายไปจากความคิด กวินรีบเข้าไปถึงตัวเธอก่อนใคร แขนของเขารับร่างนรินไว้ก่อนที่ศีรษะของเธอจะกระแทกพื้น “นริน!” เสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นอย่างร้อนรน ไม่มีคำว่า คุณ ไม่มีน้ำเสียงสุขุมของผู้บริหาร และไม่มีความพยายามปิดบังความตกใจ ทุกคนในบริเวณนั้นหยุดนิ่ง กวินประคองร่างเธอไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของนรินซีดจนแทบไม่มีสี ดวงตาปิดสนิทและไม่มีการตอบสนอง “นริน ได้ยินผมไหม” เขาแตะแก้มเธอเบา ๆ มือที่เคยมั่นคงในทุกสถานการณ์กลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด นพรีบวิ่งเข้ามา “วางเธอนอนราบก่อนครับ” กวินค่อย ๆ วางนรินลงบนพื้น แต่ยังรองศีรษะเธอไว้บนแขนของตน “โทรเรียกรถพยาบาล” เขาสั่งเสียงเข้ม “กำลังโทรค่ะ” พนักงานคนหนึ่งตอบ “เธอมีโรคประจำตัวไหม” นพส่ายหน้า “เท่าที่ผมทราบไม่มีครับ ช่วงนี้น่าจะพักผ่อนน้อย แล้ววันนี้เธอยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่กลางวัน” กวินเงยหน้าขึ้นทันที “ทำไมปล่อยให้เธอทำงานโดยไม่กินข้าว” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ นพมองตรงเข้าไปในดวงตาของผู้บริหาร “ผมบอกให้เธอพักแล้วครับ แต่คุณก็รู้ว่านรินเป็นคนแบบไหน” กวินรู้ดี นรินจริงจังกับงาน รับผิดชอบทุกอย่าง และมักดูแลคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ เขารู้รายละเ���ียดเหล่านั้นทั้งหมด เพราะเฝ้ามองเธอมานานกว่าที่ควร “นริน” กวินเรียกเธออีกครั้ง เสียงเบาลงจนแทบกลายเป็นคำวิงวอน เปลือกตาของเธอขยับเล็กน���อย ก่อนจะลืมขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่นรินเห็นคือใบหน้าของกวินอยู่ใกล้กว่าทุกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “คุณ…กวิน” “ไม่ต้องพูด” น้ำเสียงของเขาเกือบเป็นคำสั่ง แต่กลับสั่นไหวจนไม่มีใครรู้สึกว่าเขากำลังดุเธอ นรินพยายามลุกขึ้น กวินจึงขยับแขนประคองไหล่ไว้ “อย่าขยับ” มือของเขาสัมผัสต้นแขนเธอแน่นกว่าที่ตั้งใ��� ความกลัวทำให้เขาลืมไปว่ามีสายตาหลายคู่กำลังมองอยู่ นพยืนอยู่ข้าง ๆ และเห็นทุกอย่าง เขาเห็นผู้บริหารซึ่งไม่เคยเสียการควบคุม กำลังประคองลูกน้องของเขาราวกับกลัวว่า หากปล่อยมือเพียงนิดเดียว เธอจะหายไปต่อหน้าต่อตา เสียงประตูลิฟต์เปิดขึ้นในจังหวะนั้น ธีร์เดินออกมาพร้อมถุงอาหารในมือ เขาตั้งใจมาชวนกวินไปทานมื้อค่ำ แต่ภาพตรงหน้าทำให้ต้องหยุดฝีเท้า “เกิ���อะไรขึ้น” เขารีบเดินเข้ามา ก่อนเห็นนรินนอนอยู่ในอ้อมแขนของกวิน “เธอหมดสติ” นพตอบ “รถพยาบาลกำลังมา” ธีร์วางถุงอาหารลงทันทีและนั่งลงอีกด้านหนึ่ง “นริน ได้ยินผมไหมครับ” เธอพยักหน้าเบา ๆ แต่ยังไม่มีแรงตอบ กวินหันมามองธีร์ แววตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ครั้งนี้เขาไม่สนใจว่าชายอีกคนจะเข้าใกล้เธอเพียงใด สิ่งเดียวที่สำคัญคือให้นรินปลอดภัย เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง นพตัดสินใจขึ้นรถพยาบาลไปกับเธอในฐานะหัวหน้า ส่วนธีร์เสนอว่าจะขับรถตามไปและช่วยติดต่อเรื่องต่าง ๆ กวินก้าวตามเปลออกไปโดยไม่รู้ตัว “คุณกวินคะ” เสียงเลขานุการเรียกเขาจากด้านหลัง “การประชุมกับค��ะกรรมการยังไม่จบค่ะ ทุกคนรอคุณอยู่ในระบบ” เขาหยุดฝีเท้า ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง โดยมีนรินนอนอยู่บนเปล นพยืนข้างเธอ ส่วนธีร์กำลังกดปุ่มลิฟต์ค้างไว้ “นายจะไปโรงพยาบาลไหม” ธีร์ถาม กวินมองนริน เธอลืมตาอยู่และมองกลับมาที่เขา ราวกับกำลังรอคำตอบเช่นกัน เขาอยากก้าวเข้าไปในลิฟต์ อยากนั่งอยู่ข้างเธอจนกว่าจะรู้ว่าปลอดภัย และอยากเป็นคนที่เธอเห็นเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ด้านหลังของเขามีคณะกรรมการกำลังรออยู่ บนชั้นนี้ยังมีพนักงานหลายคนยืนมอง และที่โรงพยาบาลกำลังจะมีครอบครัวของนรินเดินทางไปหาเธอ กวินไม่มีฐานะใดที่ควรติดตามไป “คุณนพ โทรแจ้งผมทันทีที่ทราบผลนะครับ” เขากล่าวในที่สุด “ครับ” นรินละสายตาจากเขา ก่อนประตูลิฟต์จะค่อย ๆ ปิดลง ช่วงเวลาที่ประตูสองด้านเคลื่อนเข้าหากัน กวินรู้สึกเหมือนตนเองกำลังปล่อยให้ผู้หญิงที่เป็นห่วงที่สุดจากไปพร้อมกับคนอื่น โดยทำได้เพียงยืนอยู่ที่เดิม เขากลับเข้าห้องประชุม แต่ตลอดครึ่งชั่วโมงที่เหลือ แทบไม่รับรู้สิ่งที่คนในจอกำลังพูด โทรศัพท์ถูกวางอยู่ข้างมือ หน้าจอมืดสนิท ไม่มีข้อความจากนพ กวินมองเวลาซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เขาโทรหานพทันที “เป็นอย่างไรบ้าง” “หมอกำลังตรวจครับ ตอนนี้เธอรู้สึกตัวแล้ว น่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อย น้ำตาลต่ำ และร่างกายขาดน้ำ” กวินหลับตาลงช้า ๆ ความตึงเครียดในอกคลายลงเพียงเล็กน้อย “มีใครติดต่อครอบครัวเธอหรือยัง” “ติดต่อแล้วครับ สามีกำลังเดินทางมา” คำว่า สามี ทำให้เขากลับมารับรู้ตำแหน่งขอ��ตนเองอีกครั้ง “ครับ ถ้ามีอะไรแจ้งผมด้วย” เขาวางสาย ก่อนนั่งอยู่ในห้องมืดเพียงลำพัง ไฟในสำนักงานส่วนใหญ่ถูกปิดไปแล้ว บริเวณโต๊ะของนรินยังมีเอกสารวางกระจัดกระจาย แก้วกาแฟเย็นชืดตั้ง��ยู่ข้างคอมพิวเตอร์ และอาหารกล่องที่ยังไม่ได้เปิดวางอยู่ตรงมุมเดิม กวินเดินออกไปเก็บแฟ้มซึ่งตกอยู่บนพื้น เขาก้มลงจัดกระดาษทีละแผ่น ก่อนเห็นลายมือของเธอบนกระดาษโน้ต ต้องตรวจให้เสร็จคืนนี้ คุณกวินต้องใช้ประชุมพรุ่งนี้ ข้อความสั้น ๆ ทำให้หัวใจของเขาบีบรัด เธอฝืนทำงานจนหมดสติเพราะรายงานที่เขาต้องใช้ กวินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจโทรถามนพอีกครั้ง แต่สุ���ท้ายกลับคว้ากุญแจรถแล้วออกจากสำนักงาน เขาขับไปถึงโรงพยาบาลในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปยังบริเวณด้านหน้า กวินกลับเห็นธีร์ยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินข้างนพ และเห็นชายอีกคนรีบลงจากรถ ก่อนเดินตรงเข้าไปหาทั้งคู่ กวินเดาได้ทันทีว่าเขาคือสามีของนริน ชายคนนั้นมีสีหน้ากังวล นพเดินเข้าไปอธิบายเหตุการณ์ ขณะที่ธีร์ช่วยรับโทรศัพท์และจัดการเรื่องเอกสารให้ ทุกคนที่ควรอยู่ตรงนั้นอยู่ครบแล้ว ยกเว้นเขา หรือบางที คนที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นที่สุดอาจเป็นเขาเอง กวินจอดรถอยู่ในมุมมืดของลานจอด ไม่ได้ลงไปและไม่ได้โทรหา���คร เขาทำได้เพียงมองประตูโรงพยาบาลจากระยะไกล ไม่นาน นพส่งข้อความมา หมอให้น้ำเกลือครับ อาการปลอดภัยแล้ว ครอบครัวมาถึงเรียบร้อย คุณกวินไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ กวินอ่านข้อความซ้ำหลายครั้ง นพอาจเพียงรายงานอาการตามหน้าที่ แต่ประโยคสุดท้ายกลับเหมือนบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องมา เพราะนรินมีคนดูแลอยู่แล้ว เขาสตาร์ตรถ แต่ยังไม่ขับออกไปทันที ด้านในอาคาร นรินนอนอยู่บนเตียงโดยมีสามีนั่งอยู่ข้าง ๆ นพยืนคุยกับแพทย์ ส่วนธีร์นำเอกสารการรักษากลับมาให้ เธอมองไปรอบตัว แล้วถามขึ้นเบา ๆ “คุณกวินกลับไปประชุมแล้วหรือคะ” นพหันมามองเธอ “ครับ เขาโทรมาถามอาการทันทีหลังประชุมเสร็จ” “เขาคงเป็นห่วงเรื่องรายงาน” นรินพูดเหมือนกำลังเตือนตัวเองว่าไม่ควรคิดไปไกลกว่านั้น นพมองผ่านกระจกออกไปยังลานจอดรถ เขาเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ในมุมมืดมานานแล้ว แม้จะมองไม่เห็นคนข้างใน แต่เขาจำรถของกวินได้ “บางทีเขาอาจเป็นห่วงมากกว่ารายงาน” นพกล่าว นรินหันไปมองเขาทันที “พี่หมายความว่าอย่างไรคะ” นพไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ในจังหวะนั้น รถของกวินค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลานจอดอย่างเงียบงัน นรินไม่เคยรู้ว่าเขามาถึงโรงพยาบาล ไม่เคยรู้ว่าเขานั่งอยู่ในรถเพียงลำพังนานเกือบยี่สิบนาที และไม่เคยรู้ว่า ตลอดเวลานั้น กวินต้องต่อสู้กับความต้องการที่จะเดินเข้าไปหาเธอมากเพียงใด เขาอยากอยู่ข้างเธอ แต่ในชีวิตจริง ความรักไม่ได้มอบสิทธิ์ให้ใครเพียงเพราะรู้สึกมากกว่า คนที่รักที่สุด อาจเป็นได้เพียงคนที่มองอยู่ไกลที่สุด และเมื่อเธอต้องการใครสักคนจับมือ เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปรากฏตัวให้เธอเห็น #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 8 ระยะที่ต้องถอย เช้าวันถัดมา นรินมาถึงสำนักงานเร็วกว่าปกติ เธอบอกตัวเองว่าเป็นเพราะมีรายงานต้องตรวจ แต่ความจริงแล้ว ตลอดคืนที่ผ่านมาเธอแทบไม่ได้นอน ประโยคของกวินยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด คนอื่นไม่เหมือนคุณอย่างไร และคำตอบของเขาก่อนเธอลงจากรถ ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ นรินไม่รู้ว่ากวินต้องการรอคำตอบแบบใด เขาอาจเพียงหยอกล้อ หรืออาจมองเห็นความผิดปกติในท่าทีของเธอจนอยากรู้เหตุผล แต่รอยยิ้มที่เขามอบให้ผ่านประตูกระจกเมื่อวาน ไม่เหมือนรอยยิ้มตามมารยาทของผู้บริหารเลยแม้แต่น้อย เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกในเวลาเกือบเก้าโมง นรินเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ กวินเดินออกมาพร้อมเลขานุการและกรรมการบริหารอีกสองคน เขากำลังฟังรายงานบางอย่าง สีหน้ากลับไปเคร่งขรึมเหมือนทุกวัน ก่อนเดินเข้าห้องประชุม สายตาของเขาเลื่อนมาที่โต๊ะของนริน ครั้งนี้เธอไม่ได้หลบ ��ั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ นรินยิ้มให้เขาเล็กน้อยอย่างที่เคยทำเมื่อวาน ดวงตาของกวินอ่อนลงทันที แม้ริมฝีปากจะไม่ได้ยิ้มตอบเพราะมีคนอื่นยืนอยู่รอบตัว เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้นรินรู้สึกว่า เช้าวันนี้แตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา “อารมณ์ดีอะไรแต่เช้า” เสียงของนพดังขึ้นข้างหลัง นรินรีบก้มหน้าลงมองเอกสาร “ไม่ได้อารมณ์ดีอะไรค่ะ” “พี่ยังไม่ได้บอกเลยว่าเธอยิ้ม” “พี่นพคะ ถ้ามีงานก็ส่งมาเลยค่ะ ไม่ต้องสอบสวน” นพวางแฟ้มลงบนโต๊ะ แต่ไม่ได้เดินจากไป “เย็นเมื่อวานกลับมากับคุณกวินหรือ” มือของนรินหยุดอยู่เหนือแป้นพิมพ์ “บังเอิญเจอกันที่อาคารลูกค้าค่ะ ฝนตกแล้วฉันเรียกรถไม่ได้ คุณกวินเลยมาส่ง” “คุยอะไรกันหรือเปล่า” “เรื่องงานทั่วไปค่ะ” “นริน” น้ำเสียงจริงจังของนพทำให้เธอเงยหน้าขึ้น “พี่ไม่ได้ถามเพราะอยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ แต่พี่เป็นหัวหน้าและเป็นห่วง” รอยยิ้มของนรินค่อย ๆ จางลง นพดึงเก้าอี้ข้างโต๊ะมานั่ง ก่อนพูดด้วยเสียงเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เมื่อวาน���ี่เห็นตอนเธอลงจากรถ” “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ” “พี่ไม่ได้บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น” “แล้วพี่กำลังจะพูดอะไรคะ” นพเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำที่ไม่ทำร้ายเธอ “บางครั้งคนเรายังไม่ต้องทำอะไรเลย แค่สายตาก็มากพอให้คนอื่นมองออกแล้ว” หัวใจของนรินเต้นแรงขึ้น “พี่หมายถึงใคร” “พี่หมายถึงเธอกับคุณกวิน” เธอนิ่งไปทันที เสียงพูดคุยของคนในแผนกยังคงดังอยู่รอบตัว แต่กลับเหมือนค่อย ๆ ห่างออกไป “ไม่มีอะไรค่ะ” นรินปฏิเสธ “เขาเป็นผู้บริหาร ฉันเป็นพนักงาน เมื่อวานเขาแค่ช่วยมาส่ง” “พี่รู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” นพตอบอย่างใจเย็น “แต่พี่ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พี่กำลังพูดถึงสิ่งที่เธอรู้สึก” “ฉันไม่ได้���” คำปฏิเสธหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก เพราะแม้แต่นรินเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง นพมองเธอด้วยแววตาอ่อนลง “พี่ไม่ได้จะตัดสินเธอ ความรู้สึกบางอย่างเราเลือกไม่ได้ แต่เราต้องเลือกว่าจะทำอย่างไรกับมัน” “พี่คิดว่าคุณกวินรู้สึกแบบเดียวกันหรือคะ” คำถามหลุดออกมาก่อนที่เธอจะทันห้ามตัวเอง นพถอนหายใจเบา ๆ “พี่คิดว่าเธอรู้คำตอบอยู่แล้ว” คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นรินดี���จอย่างที่เคยจินตนาการ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เธอกลัว หากความรู้สึกนี้มีเพียงเธอคนเดียว เธอยังสามารถจัดการหัวใจของตัวเองและถอยกลับมาได้ แต่หากกวินรู้สึกเช่นเดียวกัน ทุกสายตาที่เคยมอง ทุกความเงียบ และทุกคำพูดที่ซ่อนความหมาย จะกลายเป็นเส้นทางซึ่งอันตรายยิ่งกว่าเดิม “พี่รู้ และเธอก็ต้องจำเรื่องนี้ไว้ให้มากกว่าความรู้สึกอื่น” นพวางมือลงบนแฟ้มเอกสารต���งหน้าเธอ “พี่พูดเพราะไม่อยากเห็นเธอเจ็บ และไม่อยากให้ใครเอาเรื่องนี้ไปพูดจนกระทบงานของเธอ ทุกอย่างที่เธอสร้างมาด้วยความสามารถ อาจถูกคนอื่นลดคุณค่าเหลือเพียงข่าวลือเรื่องผู้บริหาร” นรินก้มหน้าลง คำพูดของนพเจ็บปว��� แต่เป็นความจริงทุกคำ “เข้าใจแล้วค่ะ” “พี่ไว้ใจเธอนะ” “ขอบคุณค่ะ” นพลุกขึ้นและเดินกลับไปยังห้องทำงาน ทิ้งให้นรินนั่งมองหน้าจอโดยไม่เห็นตัวเลขใดชัดเจนอีก ในช่วงบ่าย นพถูกเรียกเข้าพบกวินเพื่อรายงานความคืบหน้าของงาน หลังพูดคุยเรื่องเอกสารเสร็จ กวินปิดแฟ้มแต่ยังไม่อนุญาตให้นพออกจากห้อง “เมื่อวานคุณเห็นผมมาส่งคุณนรินหรือ” นพไม่แปลกใจที่ถูกถาม “ครับ” “เธอเรียกรถไม่ได้ ผมบังเอิญประชุมอยู่ที่อาคารเดียวกัน” “ผมทราบครับ นรินเล่าให้ฟังแล้ว” คำตอบนั้นทำให้กวินเงียบไป เขาไม่แน่ใจว่ารู้สึกโล่งใจหรือผิดหวังที่นรินเล่าเรื่องระหว่างทางให้นพฟัง “มีใครเห็นอีกไหม” “เท่าที่ผมทราบ ไม่มีครับ” “ดี” นพมองผู้บริหารตรงหน้า ก่อนตัดสินใจกล่าวในสิ่งที่จำเป็น “แต่ครั้งต่อไปควรระวังมากกว่านี้นะครับ” ดวงตาของกวินเย็นลงเล็กน้อย “คุณคิดว่าผมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือ” “ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองเหมือนผม” “ผมเพียงไปส่งพนักงานกลับสำนักงาน” “ครับ และนรินก็เพียงนั่งรถกลับมากับผู้บริหาร แต่ถ้ามีใครต้องการพูดให้เป็นเ��ื่องอื่น เหตุผลของเราคงไม่มีความหมาย” กวินนิ่งไป นพพูดต่ออย่างระมัดระวัง “นรินทำงานหนักเพื่อให้คนยอมรับความสามารถของเธอ ผมไม่อยากให้ใครคิดว่าโอกาสที่เธอได้รับมาจากเหตุผลอื่น” คำพูดนั้นตรงเข้าไปกระทบสิ่งที่กวินกังวลที่สุด เขาสามารถรับข่าวลือเกี่ยวกับตนเองได้ แต่หากความรู้สึกของเขากลายเป็นสาเหตุให้นรินถูกตั้งคำถามเรื่องความสามารถ คนที่ได้รับบาด��จ็บจะเป็นเธอ “ผมเข้าใจแล้ว” กวินตอบ “ผมขอโทษหากพูดเกินหน้าที่ครับ” “ไม่ คุณทำถูกแล้ว” นพพยักหน้า ก่อนลุกออกจากห้อง กวินนั่งอยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน เขามองผ่านผนังกระจกไปยังโต๊ะของนริน เธอกำลังอธิบายงานให้น้องในทีม รอยยิ้มของเธอกลับมาเหมือนเดิม แต่เขารู้แล้วว่าตนเองไม่ควรเป็นเหตุผลให้รอยยิ้มนั้นถูกคนอื่นมองในทางเสียหาย ตั้งแต่วันนั้น กวินจึงเริ่มถ���ย เขาเลิกมองออกไปยังโต๊ะของนรินเมื่อมีคนอื่นอยู่ในห้อง เลิกถามคำถามเธอโดยตรงในที่ประชุม และเมื่อจำเป็นต้องเดินผ่านแผนกของเธอ เขาจะมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่หยุดสายตา หากต้องการข้อมูล เขาจะติดต่อผ่านนพ หากนรินนำเอกสารมาให้ เลขานุการจะเป็นคนรับ���ทน ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความถูกต้องเหมาะสมอย่างสมบูรณ์ และความเหมาะสมนั้นกลับทำให้นรินเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่รู้ความรู้สึกของเขา เธอไม่รู้ว่านพได้พูดอะไรกับกวินบ้าง รู้เพียงว่าหลังจากวันนั้น เขาไม่มองเธออีกเลย ในห้องประชุม กวินรับฟังคำอธิบายของเธอโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา ตรงทางเดิน เขาเดินผ่านไปเหมือนเธอเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง แม้แต่ตอนที่นรินยิ��มทักทาย เขาก็ตอบรับด้วยการพยักหน้าสั้น ๆ แล้วหันไปสนทนากับคนอื่น เธอเริ่มสงสัยว่า บทสนทนาในรถอาจเป็นความผิดพลาด บางทีเขาอาจเพียงขอโทษตามมารยาท บางทีรอยยิ้มวันนั้นอาจไม่มีความหมาย และบางทีคำว่า ผมรอได้ อาจเป็นเพียงคำพูดเล่นที่เธอนำกลับมาคิดเกินจริงเพียงฝ่ายเดียว หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ธีร์กลับมาที่สำนักงานอีกครั้ง เขาเดินเข้ามาในช่วงพักกลางวันพร้อมถุ���อาหารหลายถุง แต่ครั้งนี้ไม่มีดอกไม้ ไม่มีของขวัญส่วนตัว และไม่มีข้อความที่ทำให้นรินลำบากใจ “ผมซื้ออาหารมาฝากทั้งทีมครับ ถือเป็นการขอโทษเรื่องดอกไม้” พนักงานในแผนกต้อนรับเขาด้วยความยินดี นรินไม่สามารถปฏิเสธของที่เขานำมาให้ทุกคนได้ ��ึงกล่าวขอบคุณตามมารยาท “ผมรักษาระยะแล้วนะครับ” ธีร์บอกเธอเบา ๆ “อย่างน้อยก็พยายามอยู่” “ขอบคุณค่ะ” “แต่การที่ผมรักษาระยะ ไม่ได้แปลว่าจะต้องหายไปเลยใช่ไหม” “ถ้าคุณยอมเป็นเพื่อน ฉันก็ยินดีค่ะ” ธีร์ยิ้ม “ตอนนี้ผมรับตำแหน่งนั้นไปก่อนก็ได้” นรินรู้ว่าเขายังไม่ได้ตัดใจ แต่ตราบใดที่ธีร์เคารพขอบเขต เธอก็ไม่อยากทำให้ทุกอย่างตึงเครียดเกินไป เสียงหัวเราะเ��ิ่มดังขึ้นรอบโต๊ะอาหารอีกครั้ง ธีร์เล่าเรื่องสนุก ๆ ให้คนในทีมฟัง และนรินก็หัวเราะไปพร้อมกับทุกคน อีกด้านหนึ่งของผนังกระจก กวินมองเห็นภาพทั้งหมด เขากำลังประชุมกับกรรมการอยู่ จึงไม่อาจเดินออกไปและไม่ควรแสดงปฏิกิริยาใด ๆ กวินเห็นธีร์ยื่นกล่องอาหารให้นริน เห็นเธอรับไว้ และเห็นทั้งคู่พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม เขาไม่รู้ว่าธีร์กำลังพยายามรักษาระยะ ไม่รู้ว่านรินยอมรับเขาเพียงในฐานะเพื่อน และไม่รู้ว่าในเวลาที่เธอหัวเราะ สายตาของเธอแอบมองผ่านผนังกระจกเข้ามาหาเขาหลายครั้ง สิ่งที่กวินเห็นมีเพียงว่า ในขณะที่เขากำลังพยายามถอยเพื่อปกป้องเธอ ธีร์กลับค่อย ๆ เข้าไปยืนใน��ื้นที่ซึ่งเขาสละทิ้ง “คุณกวินครับ” เสียงของกรรมการทำให้เขาละสายตากลับมาที่โต๊ะประชุม “เมื่อครู่คุณคิดเห็นอย่างไรครับ” กวินมองเอกสารตรงหน้า เขาไม่ได้ยินคำถามก่อนหน้านั้นแม้แต่น้อย “ขออภัยครับ ช่วยทวนอีกครั้งได้ไหม” เป็นครั้งแรกที่เขาเสียสมาธิกลางที่ประชุม หลังทุกคนออกจากห้อง กวินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขามองโต๊ะของนรินอีกครั้ง แต่พบว่าทั้งทีมออกไปรับประทานอาหารด้านนอกกับธีร์แล้ว โต๊ะของเธอว่างเปล่า ความโกรธและความหึงหวงกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาโกรธใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง เขาเป็นคนเลือกถอย เป็นคนทำเหมือนไม่สนใจ และเป็นคนเปิดพื้นที่ให้ธีร์เดินเข้าไปหาเธอได้อย่างไม่มีใครสงสัย ช่วงบ่าย นรินกลับมาที่สำนักงานพร้อมกับคนในทีม เมื่อเดินผ่านหน้าห้องประชุม เธอเห็นกวินนั่งอยู่คนเดียว สายตาของทั้งคู่พบกันผ่านกระจก นรินชะลอฝีเท้า เธอรอว่าเขาจะยิ้มหรือพยักหน้าให้เหมือนเมื่อก่อน แต่กวินกลับก้มลงมองเอกสาร เธอจึงเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่า ทันทีที่พ้นมุมทางเดิน เขาเงยหน้าขึ้นมองตามจนลับสายตา เย็นวันนั้น นรินเก็บของเตรียมกลับบ้าน ขณะที่คนอื่นทยอยออกจาก��ำนักงานไปเกือบหมดแล้ว เธอเดินไปยังลิฟต์และพบกวินยืนรออยู่กับเลขานุการและผู้บริหารอีกสองคน นรินหยุดอยู่ด้านหลัง ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ เมื่อลิฟต์มาถึง ทุกคนก้าวเข้าไปพร้อมกัน เธอยืนอยู่มุมหนึ่ง ส่วนกวินยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง ระยะห่างไม่ถึงสามเมตร แต่ไม่มีใครพูดกับใคร เงาสะท้อนบนประตูลิฟต์ทำให้ทั้งคู่มองเห็นกันได้โดยไม่ต้องหันหน้า นรินเห็นกวินมองเธอผ���านเงาสะท้อน กวินก็เห็นว่าเธอกำลังมองเขาอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเลขานุการขยับตัว ทั้งสองก็รีบละสายตาพร้อมกัน ประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นจอดรถ นรินก้าวออกไปก่อน เธอเดินห่างออกไปโดยไม่หันกลับมา กวินยืนอยู่ในลิฟต์ มองตามแผ่นหลังของเธอจนประตูค่อย ๆ ปิดลง เขาอยากเรียกชื่อเธอ อยากถามว่าอาหารมื้อกลางวันกับธีร์เป็นอย่างไร อยากอธิบายว่าเหตุใดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเข���จึงทำเหมือนไม่เห็นเธอ แต่รอบตัวมีคนมากเกินไป และระหว่างพวกเขาก็มีสิ่งที่อธิบายไม่ได้มากเกินไปเช่นกัน กวินจึงปล่อยให้ประตูลิฟต์ปิดลงต่อหน้า เหมือนกับที่เขากำลังพยายามปิดประตูของความรู้สึก ทั้งที่รู้ดีว่าอีกด้านหนึ่งของประตูนั้น มีใครบางคนยืนรอให้เขาเปิดมันออก��าอีกครั้ง #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 7 ระหว่างทางที่เหลือเพียงเราสองคน หลังจากงานเลี้ยงครบรอบบริษัทผ่านไปหลายวัน ชีวิตภายในสำนักงานกลับเข้าสู่ความวุ่นวายตามปกติ นรินยังคงตั้งใจทำงาน หัวเราะกับคนในทีม และหลบสายตากวินทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน ส่วนกวินก็ย��งคงรักษาท่าทีของผู้บริหารที่สุขุมรอบคอบ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา ทั้งคู่ต่างคิดว่าคงไม่มีวันที่จะได้พูดคุยกันตามลำพัง หากวันนั้นไม่มีเหตุบังเอิญเกิดขึ้น ช่วงบ่าย นพมอบหมายให้นรินนำเอกสารสำคัญไปส่งให้ลูกค้าที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เธอตั้งใจใช้เวลาไม่นาน เพราะยังมีรายงานหลายฉบับรอตรวจอยู่ที่บริษัท แต่การประชุมกับฝ่ายบัญชีของลูก��้ากลับใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดครึ้มและฝนเริ่มตกหนัก นรินยืนอยู่ใต้หลังคาหน้าอาคาร พยายามเรียกรถผ่านโทรศัพท์หลายครั้ง แต่คนขับยกเลิกการเดินทางติดต่อกันเพราะการจราจรติดขัด น้ำฝนเริ่มไหลเข้ามาถึงบริเวณที่เธอยืนจนต้องขยับหลบ แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ เธอกำลังคิดว่าจะโทรหานพให้ส่งรถมารับ แ��่รู้ว่าในช่วงเวลานี้ทุกคนกำลังยุ่งกับการปิดรายงาน จึงไม่อยากสร้างภาระเพิ่ม “คุณนริน” เสียงที่คุ้นเคย��ังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันกลับไป และหัวใจก็เต้นแรงขึ้นทันที กวินยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ในมือมีแฟ้มเอกสาร เขาเพิ่งเสร็จจากการประชุมกับผู้บริหารของบริษัทซึ่งอยู่ภายในอาคารเดียวกัน ไม่มีใครติดตามเขามาด้วย เลขานุการกลับไปก่อนเพื่อจัดเตรียมการประชุมช่วงเย็น ส่วนคนขับรถได้รับคำสั่งให้ไปรับกรรมการอีกคน กวินจึงขับรถมาด้วยตัวเอง “คุณมาทำอะไรที่นี่ครั��” “มาส่งเอกสารให้ลูกค้าค่ะ” คำตอบของนรินสั้นเหมือนทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเขา กวินมองสายฝนด้านนอก ก่อนมองโทรศัพท์ในมือเธอ “กำลังรอรถหรือครับ” “ค่ะ แต่น่าจะต้องรออีกสักพัก” “คุณต้องกลับสำนักงานใช่ไหม” “ค่ะ” เธอตอบเพียงคำเดิม จนกวินไม่แน่ใจว่าเธอไม่อยากพูดกับเขา หรือกำลังประหม่าเพราะบังเอิญพบกัน “ผมกำลังกลับบริษัท” เขากล่าว “ไปด้วยกันก็ได้ครับ” นรินชะงักไป ข้อเสนอของเขาเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งคู่แทบไม่มีโอกาสพูดคุยกันต่อหน้าคนอื่น แล้วตอนนี้เธอกลับต้องนั่งอยู่ในรถกับเขาเพียงสองคน “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอรถได้” “ฝนตกหนัก และแบตเตอรี่โทรศัพท์คุณใกล้หมดแล้ว” นรินก้มมองหน้าจอของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้น��ย่างประหลาดใจ “คุณรู้ได้อย่างไรคะ” “หน้าจอแจ้งเตือนขึ้นตอนคุณถือโทรศัพท์อยู่” เขาตอบเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับนริน มันไม่เคยเป็นเรื่องธรรมดาที่กวินจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับเธอ “ไปเถอะครับ” เขากล่าวอีกครั้ง “ผมไม่ได้ลำบากอะไร” เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมาปฏิเสธ นรินจึงพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ” กวินกางร่มแล้วเดินออกไปก่อน นร��นก้าวตามเขาไปใต้ร่มคันเดียวกัน แม้ร่มจะมีขนาดใหญ่ แต่เธอยังคงพยายามรักษาระยะห่างจนไหล่ข้างหนึ่งเกือบพ้นจากร่ม กวินเห็นดังนั้นจึงขยับร่มไปทางเธอมากขึ้น ส่งผลให้แขนของตัวเองเปียกฝนแทน “คุณกวินคะ ร่มเอียงไปทางฉันมากเกินไปแล้วค่ะ” “ไม่เป็นไรครับ” “แต่แขนคุณเปียก” “ผมเห็นครับ” คำตอบของเขาทำให้นรินไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เมื่อไปถึงรถ เธอเปิดประตูด้านหลังตามความเคยชิน แต่เสียงของกวินทำให้ต้องหยุด “ผมไม่ได้เป็นคนขับรถให้คุณนะครับ” นรินหันกลับมามองเขาอย่างตกใจ ก่อนเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เป็นครั้งแรกที่กวินพูดเล่นกับเธอ “ขอโทษค่ะ ฉันนึกว่า…” “นั่งข้างหน้าก็ได้ครับ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น” เธอปิดประตูด้านหลังแล้วเดินอ้อมไปนั่งข้างคนขับ หัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเพราะระยะห่างระหว่างที่นั่งทั้งสองใกล้เกินกว่าที่เคย ภายในรถมีเพียงเสียงฝนกระทบกระจก กวินเปิดเครื่องยนต์ ปรับอุณหภูมิ แล้วหยิบกล่องกระดาษทิชชูส่งให้เธอ “เช็ดผมก่อนครับ เปียกหมดแล้ว” “ขอบคุณค่ะ” นรินรับมา ก่อนยกมือซับปลายผมของตัวเองเบา �� รถเคลื่อนออกจากอาคารอย่างช้า ๆ การจราจรบนถนนติดขัดจนแทบไม่ขยับ ทั้งสองจึงต้องอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ร่วมกันนานกว่าปกติ นรินมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่กล้าหันไปทางเขา กวินจับพวงมาลัยแน่น เขาเคยคิดไว้นับครั้งไม่ถ้วนว่า หากมีโอกาสพูดกับเธอตามลำพัง เขาจะกล่าวอะไร แต่เมื่อโอกาสนั้นเกิดขึ้นจริง เขากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นตรงไหน “คุณยังโกรธผมอยู่หรือเปล่า” คำถ���มของเขาทำให้นรินหันกลับมาทันที “คะ” “เรื่องที่ปั๊มน้ำมัน” “ฉันไม่ได้โกรธค่ะ” “แต่หลังจากวันนั้น คุณแทบไม่พูดกับผมเลย” นรินนิ่งไป ไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นพฤติกรรมของเธอชัดเจนถึงเพียงนี้ “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไม่พูดค่ะ” “แต่คุณพูดกับทุกคน” น้ำเสียงของกวินไม่ได้ตำหนิ หากกลับมีความน้อยใจบางอย่างซ่อนอยู่ “ในห้องประชุม คุณตอบคำถามคนอื่นได้ทั้งหมด แต่พอผมถาม คุณตอบเพียงไม่กี่คำ” “ฉัน…” นรินไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เธอจะบอกได้อย่างไรว่าทุกครั้งที่เขามองมา ความคิดของเธอจะว่างเปล่าจนจำคำพูดที่เตรียมไว้ไม่ได้ กวินมองถนนตรงหน้า ก่อนกล่าวต่อ “วันนั้นผมพูดแรงเกินไป ผมขอโทษครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด” “คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันค่ะ” “จำเป็นสิครับ” เขาตอบทันที รถหยุดนิ่งตามสัญญาณไฟแดง กวินจึงหันมามองเธอโดยตรง “ผมไม่ควรลงอารมณ์กับคุณ ทั้งที่เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของคุณ” นรินสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเป็นฝ่ายหลบตามองมือตัวเอง “ตอนนั้นฉันคิดว่าคุณโกรธที่ฉันทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาค่ะ�� “ผมไม่ได้โกรธเรื่องนั้น” คำตอบหลุดออกมาเร็วกว่าที่กวินตั้งใจ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถทันที นรินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “แล้วคุณโกรธเรื่องอะไรคะ” กวินขบกราม เขาอยากตอบความจริง แต่ไม่สามารถพูดได้ เขาจะบอกเธอได้อย่างไรว่าตนเองแทบควบคุ��อารมณ์ไม่อยู่เพราะเห็นเธอนั่งอยู่กับธีร์ สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถด้านหลังบีบแตรเตือน กวินจึงหันกลับไปมองถนนและขับต่อ “ผมเข้าใจผิดบางอย่าง” เขาตอบในที่สุด “เข้าใจผิดเรื่องฉันกับคุณธีร์หรือคะ” มือของกวินกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้น นรินเห็นปฏิกิริยานั้น จึงรวบรวมความกล้าพูดต่อ “วันนั้นบนรถ ฉันบอกเขาไปแล้วค่ะ ว่าฉันมีครอบครัว และไม่ต้องการให้เขาเข้ามามากกว่านี้” กวินหันมามองเธอเพียงชั่วครู่ คำตอบที่เขาอยากรู้มาตลอดกลับมาถึงโดยที่ไม่ต้องเอ่ยถาม “เขาว่าอย่างไร” “เขาบอกว่าเข้าใจ แต่ฉันคิดว่าเขายังไม่ยอมแพ้” “เขาเป็นคนแบบนั้น” “ฉันทราบค่ะ” “ถ้าเขาทำให้คุณลำบากใจ คุณบอกผมได้” นรินมองเขาด้วยความประหลาดใจ “บอกคุณหรือคะ” กวินรู้ตัวทันทีว่าคำพูดนั้นอาจเกินขอบเขต จึงรีบอธิบาย “หรือบอกคุณนพก็ได้ ในฐ��นะพนักงานของบริษัท คุณไม่ควรถูกใครทำให้ไม่สบายใจ” ระยะห่างซึ่งเกือบลดลงถูกคำว่า พนักงานของบริษัท นำกลับมากั้นไว้ดังเดิม “ค่ะ” นรินตอบเบา ๆ ทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง เสียงฝนด้านนอกเริ่มเบาลง แต่การจราจรยังคงเคลื่อนตัวช้า ���วินอยากถามเรื่องดอกไม้ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สุดท้ายนรินกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง “ฉันส่งดอกไม้คืนแล้วนะคะ” กวินชะงัก “ผมไม่ได้ถามเรื่องดอกไม้” “ฉันทราบค่ะ” “แล้วทำไมถึงบอกผม” นรินกำมือแน่นอยู่บนตัก คำถามนั้นทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก เพราะเธอเห็นสายตาของเขาในวันนั้น เพราะเธอไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด และเพราะลึกลงไป เธออยากให้เขารู้ว่าไม่มีพื้นที่��ำหรับธีร์ในหัวใจของเธอ แม้จะไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่นั้นเป็นของใคร “ฉันคิดว่าคุณควรทราบค่ะ” เธอตอบในที่สุด “คุณธีร์เป็นเพื่อนของคุณ และเรื่องนี้อาจทำให้พวกคุณมีปัญหากัน” เป็นคำอธิบายที่ปลอดภัยที่สุด แต่ทั้งสองคนต่างรู้ว่ามันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด “ขอบคุณที่บอกครับ” กวินพูดเพียงเท่านั้น ทว่าความตึงเครียดบนใบหน้าค่อย ๆ คลายลงอย่างเห็นได้ชัด นรินมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ของตัวเอง นรินหันมองหยดน้ำบนกระจก เธอนึกถึงครอบครัวของตัวเองและแหวนบนนิ้วมือ ระหว่างพวกเขาไม่ได้มีเพียงตำแหน่งงานหรือสายตาของคนในบริษัทขวางกั้น ทั้งสองต่างมีคนรออยู่ที่บ้าน “ครอบครัวคุณคงรออยู่” นรินกล่าวเบา ๆ “ครับ” “ความจริงคุณไม่ต้องกลับไปส่งฉันที่บริษัทก็ได้นะคะ จอดตรงสถานีข้างหน้าก็ได้ ฉันกลับเองได้ค่ะ” “ผมบอกแล้วว่าจะไปส่ง” “แต่คุณจะได้ไม่เสียเวลา” “การไปส่งคุณไม่ใช่การเสียเวลา” คำตอบของเขาทำให้นรินหันกลับไปมอง กวินยังคงมองถนน ไม่ได้หันมาหาเธอ แต่ความหมายของประโยคนั้นชัดเจนเกินกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เมื่อรถใกล้ถึงสำนักงาน ฝนหยุดตกพอดี แสงแดดยามเย็นส่องผ่านก้อนเมฆลงมาบนถนนซึ่งยังเปียกชื้น “คุณกวินคะ” “ครับ” “ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ไม่อยากพูดกับคุณนะคะ” มือของเขาชะงักอยู่บนพวงมาลัยเล็กน้อย “แล้วเพราะอะไร” นรินเม้มริมฝีปาก เธอไม่กล้าบอกความจริงทั้งหมด จึงเลือกพูดเพียงส่วนที่ปลอดภัย “ฉันไม่ค่อยรู้ว่าจะพูดอะไรค่ะ คุณเป็นผู้บริหาร และฉันกลัวพูดผิด” “แต่คุณไม่เคยกลัวพูด���ิดกับคนอื่น” “คนอื่นไม่เหมือนคุณค่ะ” หัวใจของกวินเต้นแรงขึ้นกับคำตอบนั้น “ผมต่างจากคนอื่นอย่างไร” นรินรู้ตัวว่ากำลังถูกต้อนเข้าหาความจริง เธอจึงรีบหันไปเปิดประตูทันทีที่รถจอดหน้าสำนักงาน “ถึงแล้วค่ะ” กวินมองเธออย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้บังคับให้ตอบ “ครับ ถึงแล้ว” นรินปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนหันมายกมือไหว้ “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ แล้วก็…ขอบคุณที่ขอโทษค่ะ” “คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผม” เธอชะงักมือที่จับประตู ก่อนหันกลับมา กวินมองเธอด้วยแววตาอ่อนลงกว่าทุกครั้ง “แต่ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้” ประโยคนั้นทำให้นรินไม่กล้าสบตาเขาอีก เธอรีบเปิดประตูลงจากรถและเดินเข้าไปในอาคาร กวินยังไม่ออกรถ เขานั่งมองจนแน่ใจว่าเธอเดินเข้าไปด้านในอย่��งปลอดภัย ก่อนจะเห็นนรินหยุดอยู่หน้าประตูกระจก เธอหันกลับมา สายตาของทั้งคู่สบกันผ่านกระจกอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีธีร์ ไม่มีผู้บริหาร และไม่มีเพื่อนร่วมงานยืนอยู่ระหว่างพวกเขา มีเพียงระยะทางไม่กี่เมตรกับคำพูดที่ยังกล่าวไม่จบ นรินยิ้มให้เขาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกที่เธอมอบให้เขาโดยตรง กวินมองรอยยิ้มนั้นอยู่นาน ก่อนยิ้มตอบอย่างที่ไม่เคยกล้าทำต่อหน้า��นอื่น แต่ไม่มีใครรู้ว่า บนชั้นสองของอาคาร นพกำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาเห็นนรินลงจากรถของกวิน เห็นทั้งสองหันกลับมามองกัน และเห็นรอยยิ้มที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย โอกาสเพียงไม่กี่ชั่วโมงบนถนนสายหนึ่ง ทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงกว่าหลายเดือนที่ผ่านมา นพไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกังวล เพราะบางครั้ง การได้พูดคุยกันอาจช่วยให้ความเข้าใจผิดจบลง แต่บางครั้ง มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความรู้สึกซึ่งควรหยุดอยู่เพียงสายตา เริ่มเรียกร้องอยากเดินเข้าไปใกล้กว่านั้น #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 6 ใกล้เพียงสายตา หลังจากกลับจากต่างจังหวัด นรินเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชั�� ไม่ใช่กับทุกคน เธอยังคงหัวเราะกับคนในทีม ยังคงพูดเล่นกับพนักงานรุ่นน้อง และยังนั่งถกเถียงเรื่องงานกับนพได้เหมือนเดิม บางครั้งเสียงหัวเราะของเธอยังดังผ่านผนังกระจกเข้าไปถึงห้องของผู้บริหาร แต่ทันทีที่กวินปรากฏตัว นรินจะเงียบลง หากเขาเดินผ่านโต๊ะ เธอจะก้มหน้ามองเอกสาร หากบังเอิญพบกันตรงทางเดิน เธอจะยกมือไหว้แล้วรีบหลบสายตา และหากต้องเข้าร่วมประช���ม เธอจะเลือกนั่งข้างนพในตำแหน่งที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง ไม่มีใครทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้น นอกจากกวิน เขาเข้าใจว่านรินยังโกรธเรื่องที่ปั๊มน้ำมัน กวินอยากขอโทษเธอ แต่คำว่า ขอโทษ ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานไม่ควรต้องใช้โอกาสพิเศษ เขาสามารถกล่าวต่อหน้านพหรือคนในทีมได้ทันที ทว่าคำขอโทษที่เขาอยากพูดไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำเสียงในวันนั้น เขาอยากขอโทษที่หึงหวงเธอทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ อยากขอโทษที่รู้สึกโกรธเมื่อเห็นเธออยู่กับธีร์ และอยากขอโทษที่ทุกครั้งซึ่งเธอหลบตา เขากลับยังคงมองตามอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้ คำเหล่านั้นไม่สามารถพูดต่อหน้าคนอื่น และด้วยตำแหน่งของเขา กวินไม่มีทางเรียกพนักงานหญิงซึ่งมีครอบครัวแล้วเข้าพบตามลำพังเพียงเพื่อพูดเรื่องความรู้สึกส่วนตัว เขาจึงทำได้แค่มอง มองเธอหัวเราะกับคนอื่น มองเธอเดินตามนพไปประชุม และมองดูระยะห่างระหว่างพวกเขาเพิ่มขึ้น ทั้งที่โต๊ะทำงานยังอยู่ห่างจากห้องของเขาเท่าเดิม ความจริงแล้ว นรินไม่ได้โกรธเขาเลย ทุกครั้งที่พบกวิน เธอเพียงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร ก่อนหน้านี้ เธอยังสามารถหลอกตัวเองได้ว่าการเฝ้ามองเขาเป็นเพียงความสนใจต่อผู้บริหารคนหนึ่ง แต่หลังจากเห็นความโกรธของเขาในปั๊มน้ำมัน ความหวังเล็ก ๆ ที่ไม่ควรเกิดกลับแทรกเข้ามาในใจ เธออดคิดไม่ได้ว่า หากเขาไม่ได้รู้สึกอะไร เหตุใดจึงต้องโกรธมากขนาดนั้น ยิ่งคิด นริน��ิ่งไม่กล้าสบตาเขา เธอกลัวว่าสายตาของตัวเองจะเปิดเผยทุกอย่าง กลัวว่ากวินจะมองเห็นความหวั่นไหว และกลัวที่สุดว่า สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นความหึงหวง อาจเป็นเพียงความรับผิดชอบของผู้บริหารที่เธอตีความเกินจริง ดังนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ผู้หญิงที่พูดเก่งกับทุกคนจึงกลายเป็นคนพูดน้อยทันที บ่ายวันหนึ่ง นพพานรินเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงตัวเลขต่อคณะผู้บริหาร ก่อนเข้าห้อง เขาหันมาถามเธอว่า “วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า” “ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” “พี่เห็นเธอท่องรายงานตั้งแต่เช้า ทั้งที่ปกติเธอไม่เคยตื่นเต้น” “หนูแค่อยากเตรียมให้พร้อมค่ะ” “หรือเพราะคุณกวินเข้าประชุมด้วย” นรินชะงัก ก่อนรีบปฏิเสธ “ไม่เกี่ยวกันค่ะ” นพไม่ได้ถามต่อ เขาเพียงมองลูกน้องของตนด้วยแววตาที่เหมือนเข้าใจมากกว่าที่เธออยากให้รู้ เมื่อการประชุม��ริ่มขึ้น นรินสามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว เธอตอบคำถามของผู้บริหารคนอื่นด้วยความมั่นใจ แม้แต่คำถามยาก เธอก็ยังเปิดข้อมูลประกอบและชี้แจงได้โดยไม่ติดขัด กระทั่งกวินเป็นฝ่ายถาม “ตัวเลขส่วนนี้ คุณเป็นคนตรวจเองห��ือครับ” นรินเงยหน้าขึ้นมองเขาเพียงครู่เดียว หัวใจของเธอเต้นแรงจนคำตอบที่เตรียมไว้หายไปจากความคิดทั้งหมด “ค่ะ” มีเพียงคำเดียวหลุดออกจากปาก กวินรอให้นรินอธิบายต่อ แต่เธอกลับก้มหน้าลงมองเอกสาร นพจึงเป็นฝ่ายตอบแทน “นรินตรวจเองทั้งหมดครับ ผมตรวจซ้ำแล้ว ไม่มีปัญหา” “ผมไม่ได้คิดว่ามีปัญหา” กวินกล่าว “ผมแค่อยากทราบวิธีที่เธอใช้ตรวจสอบ” นรินกำปากกาในมือแ���่นกว่าเดิม ก่อนตอบโดยยังไม่กล้าสบตา “ฉันเปรียบเทียบกับข้อมูลสามเดือนย้อนหลังค่ะ แล้วตรวจเอกสารต้นทางอีกรอบ” "มีเท่านี้หรือครับ” “ค่ะ” บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มแปลกไป ผู้บริหารบางคนหันมองนริน เพราะก่อนหน้านี้เธอตอบคำถามคนอื่นอย่างละเอียด แต่เมื่อกวินเป็นคนถาม คำตอบของเธอกลับสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด กวินปิดแฟ้มช้า ๆ “เข้าใจแล้วครับ” สีหน้าของเขายังค��เรียบเฉย แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง เธอไม่อยากคุยกับเขาถึงขนาดนั้นเลยหรือ หลังประชุม นรินช่วยนพเก็บเอกสาร เธอรู้สึกถึงสายตาของกวินที่มองมา แต่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น เมื่อผู้บริหารคนอื่นเดินออกไปจนเกือบ��มด นพจงใจชะลอการเก็บของ เขามองกวินซึ่งยังนั่งอยู่หัวโต๊ะ แล้วมองนรินที่กำลังรีบจัดแฟ้ม ช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนทั้งสองคนอาจได้อยู่พูดคุยกันตามลำพัง แต่ก่อนที่นพจะตัดสินใจทำสิ่งใด เลขานุการของกวินก็เดินกลับเข้ามา “คุณกวินคะ คณะกรรมการรออยู่ที่ห้องรับรองแล้วค่ะ” โอกาสซึ่งอาจไม่ควรเกิดขึ้นจึงหายไปในทันที กวินลุกขึ้น เขาเดินผ่านนรินในระยะใกล้จนได้กลิ่��น้ำหอมจาง ๆ จากตัวเธอ นรินชะงักมือที่กำลังเก็บกระดาษ แต่ยังคงก้มหน้า เขาอยากหยุด อยากถามว่าเธอยังโกรธเขาหรือไม่ ทว่าด้านหลังมีผู้บริหารรออยู่ ด้านหน้ามีเลขานุการยืนถือกำหนดการ และข้างนรินก็มีนพกำลังมองทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ สุดท้าย กวินเดินผ่านเธอไปโดยไม่พูดอะไร นรินรอจนเสียงฝีเท้าของเขาหายไป จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองประตู นพเห็นแววตาของเธอทั้งหมด “ถ้าอยากพูดอะไร ทำไมไม่พูด” เขาถาม “หนูไม่มีอะไรต้องพูดค่ะ” “งั้นหรือ” “ค่ะ” คำตอบของเธอเบาจนแทบไม่มีน้ำหนัก เช้าวันถัดมา ช่อดอกไม้สีขาวขนาดใหญ่ถูกส่งมาถึงแผนกของนริน เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่พนักงานส่งของวางช่อดอกไม้บนโต๊ะของเธอ การ์ดใบเล็กเสียบอยู่ท่ามกลางดอกไม้ มีข้อความเพียงไม่กี่คำ ผมยังไม่ยอมแพ้ แต่จะไม่ทำให้คุณลำบากใจ — ธีร์ นรินอ่านจบก็ถอนหายใจ “พี่นริน ใครส่งมาคะ” “ไม่มีอะไรค่ะ” “คุณธีร์ใช่ไหม” พนักงานรุ่นน้องแย่งกันเข้ามาดูด้วยความตื่นเต้น นรินรีบดึงการ์ดออก ก่อนเรียกพนักงานส่งของกลับมา “รบกวนนำกลับไปให้ผู้ส่งด้วยนะคะ บอกว่าฉันรับไว้ไม่ได้” “แต่ชำระเงินแล้วนะครับ” “ฉันทราบค่ะ แต่ช่วยนำกลับไปด้วย” ในจังหวะนั้น ประตูลิฟต์เปิดออก กวินเดินออกมาพร้อมคณะกรรมการสองคน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือช่อดอกไม้สีขาวบนโต๊ะของนริน และพนักงานหลายคนกำลังยืนล้อมเธอพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นการ์ดอยู่ในมือเธอ แต่ไม่เห็นข้อความ เห็นนรินพูดกับพนักงานส่งของ แต่ไม่ได้ยินว่าเธอก���ลังขอให้ส่งดอกไม้คืน จากมุมที่เขายืน ภาพตรงหน้าดูเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเขินอายกับของขวัญที่ได้รับ กวินหยุดฝีเท้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเดินต่อไปโดยไม่เปลี่ยน���ีหน้า นรินเงยหน้าขึ้นทันเห็นเขาเดินผ่าน เธออยากอธิบาย ทั้งที่ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องอธิบาย อยากบอกว่าตนไม่ได้รับดอกไม้ และไม่ได้เปิดโอกาสให้ธีร์ แต่เธอจะวิ่งตามผู้บริหารไปเพื่อบอกเรื่องส่วนตัวเช่นนั้นได้อย่างไร จึงทำได้เพียงมองแผ่นหลังของเขาหายเข้าไปในห้องประชุม กวินนั่งประชุมตลอดหนึ่งชั่วโมงโดยแทบไม่รับรู้ว่าคนรอบตัวกำลังพูดเรื่องอะไร ภาพช่อดอกไม้ยังคงติดอยู่ในความคิด ธีร์เคยบอกว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ และวันนี้เพื่อนของเขาก็กำลังทำตามคำนั้น กวินอยากรู้ว่านรินตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ไม่สามารถส่งใครไปถามเรื่องส่วนตัวของเธอ และไม่สามารถเดินออกไปดูว่าช่อดอกไม้ยังอยู่บนโต๊ะหรือไม่ เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เขาเดินผ่านแผนกของนรินอีกครั้ง ช่อดอกไม้หายไปแล้ว เขาไม่รู้ว่ามันถูกส่งคืน หรือถูกนำไปเก็บไว��ที่อื่น ความไม่รู้กัดกินความรู้สึกของเขามากกว่าความจริงเสียอีก สองวันต่อมา บริษัทจัดงานเลี้ยงครบรอบประจำปีภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง พนักงานทุกแผนกเข้าร่วม รวมถึงคณะผู้บริหารและแขกคนสำคัญของบริษัท นรินมาถึงพร้อมนพและคนในทีม เธอ��วมชุดเรียบง่าย สีอ่อน ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเกินควร แต่ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง กวินกลับมองเห็นเธอก่อนคนอื่นเสมอ เขายืนอยู่กับกรรมการบริหารและแขกกลุ่มใหญ่ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเดินเข้าไปทักทาย นรินเองเห็นเขาเช่นกัน แต่เมื่อสายตาของทั้งคู่เกือบจะพบกัน เธอกลับเป็นฝ่ายหันไปพูดกับน้องในทีม เพราะไม่รู้ว่าหากสบตาแล้วควรยิ้มหรือควรทำเหมือนไม่มีอะไรเ��ิดขึ้น กวินมองการหลบตานั้นด้วยความเจ็บปวดเงียบ ๆ สำหรับนริน มันคือความเขินและความกลัว แต่สำหรับเขา มันคือการปฏิเสธ ไม่นาน ธีร์ก็ปรากฏตัวในงาน เขามาในฐานะแขกของบริษัทและเดินตรงไปยังโต๊ะของกวินก่อน “นายเชิญฉัน หรือใครเชิญ” เขาถาม “ฝ่ายประชาสัมพันธ์ส่งบัตรให้นาย” “ดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่นายที่พยายามกันฉันออกไป” “ฉันไม่เคยทำแบบนั้น” “แต่นายอยากทำ” กวินไม่ตอบ ธีร์มองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะหยุดลงที่โต๊ะของนริน “เธอส่งดอกไม้คืนฉัน” หัวใจของกวินกระตุก แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน “ฉันไม่ได้ถาม” “แต่ดูเหมือนนายอยากรู้” “เป็นเรื่องของนาย” “ใช่ เป็นเรื่องของฉันกับเ��อ” ประโยคนั้นทำให้กวินหันมามองเพื่อน ดวงตาเย็นลงในทันที ธีร์หัวเราะเบา ๆ “อย่ามองฉันแบบนั้นสิ นายเป็นคนบอกเองว่าไม่เกี่ยว” จากนั้นเขาก็เดินตรงไปหานริน กวินทำได้เพียงยืนอยู่ท่ามกลางคณะผู้บริหาร มองเพื่อนสนิทหยุดลงข้างโต๊ะของเธอ ธีร์กล่าวทักทายคนในทีม ก่อนหันไปพูดบางอย่างกับนริน เธอส่ายหน้าและตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เสียงดนตรีในงานดังเกินกว่า��วินจะได้ยิน สิ่งที่เขาเห็นคือธีร์ยิ้ม จากนั้นนรินก็หลุดหัวเราะออกมา แม้จะพยายามกลั้นแล้วก็ตาม กวินกำแก้วน้ำในมือแน่น เขาไม่รู้ว่าธีร์พูดอะไร ไม่รู้ว่านรินกำลังปฏิเสธอีกครั้ง และไม่รู้ว่ารอยยิ้มของเธอเป็นเพียงความพยายามรักษามารยาทต่อหน้าคนในทีม เขาเห็นเพียงภาพผู้ชายอีกคนยืนอยู่ข้างเธอในตำแหน่งที่เขาไม่อาจยืนได้ เมื่อพิธีกรเชิญคณะผู้บริหารขึ้น��วที กวินจำเป็นต้องละสายตาและเดินขึ้นไปกล่าวเปิดงาน เขาพูดตามข้อความที่เตรียมไว้ด้วยน้ำเสียงสุขุม ไม่มีใครรู้ว่าตลอดเวลานั้น สายตาของเขามองข้ามผู้คนมากมายไปยังโต๊ะเพียงโต๊ะเดียว นรินเงยหน้ามองเขาอยู่เช่นกัน บนเวที กวินดูห่างไกลจากเธอยิ่งกว่าเดิม แสงไฟส่องให้เขาโดดเด่นท่ามกลางคณะผู้บริหาร ���ตือนให้เธอรู้ถึงตำแหน่งและโลกที่แตกต่างกันระหว่างทั้งคู่ ผู้คนปรบมือเมื่อเขากล่าวจบ นรินปรบมือตามคนอื่น แต่สายตายังคงอยู่ที่เขา ชั่วขณะหนึ่ง กวินมองลงมาและพบสายตาของเธอพอดี ครั้งนี้นรินไม่ได้หลบ ท่ามกลางแขกหลายร้อยคน ทั้งสองมองกันอยู่นานกว่าที่ควร ไม่มีคำพูดใดส่งถึงกัน แต่ความรู้สึกซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้กลับชัดเจนจนต่างฝ่ายต่างต้องเป็นคนละสายตาออกในที่สุด หลังพิธีการ ทุกแผนกถูกเรียกไปถ่ายภาพร่วมกัน ธีร์ยืนอยู่ใกล้นรินเพราะฝ่ายจัดงานขอให้แขกขยับเข้าหากันเพื่อให้ทุกคนอยู่ในกรอบ ไหล่ของเขาเกือบแตะไหล่เธอ นรินขยับออกเล็กน้อย แต่คนอีกด้านยืนเบียดอยู่จนไม่มีพื้นที่ให้ถอย ธีร์จึงวางมือไว้บนพนักเก้าอี้ด้านหลังเธอโดยไม่ได้สัมผัสตัว จากระยะไกล ท่าทางนั้นกลับดูเหมือนเขากำลังโอบเธอไว้ กวินยืนอยู่อ��กฝั่งของห้อง เขามองภาพนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนเลขานุการไม่กล้าเข้าไปพูดด้วย “คุณกวินครับ” นพเดินเข้ามาหยุดข้างเขา “��ีอะไร” “เอกสารที่คุณขอ ผมเตรียมไว้ให้แล้วครับ” “วางไว้ที่ห้องทำงานพรุ่งนี้” “ครับ” นพยังไม่เดินจากไป เขามองตามสายตาของกวินไปยังนรินและธีร์ ก่อนกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง “บางครั้งสิ่งที่เราเห็นจากระยะไกล อาจไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงนะครับ” กวินหันมามองเขาทันที “คุณหมายถึงอะไร” “ผมหมายถึงเรื่องงานครับ ถ้ามองแค่ผลลัพธ์โดยไม่รู้กระบวนการ เราอาจเ���้าใจผิดได้” คำตอบของนพอยู่ในขอบเขตของงานทุกอย่าง แต่ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าเขาไม่ได้กำลังพูดถึงรายงาน กวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงต่ำ “คุณรู้อะไร” “ผมเป็นหัวหน้าของนรินครับ ผมรู้ว่าเธอทำงานอย่างไร และรู้ว่าเธอรักษาระยะห่างกับคนอื่นแค่ไหน” “ผมไม่ได้ถามเรื่องส่วนตัวของเธอ” “ครับ ผมทราบ” นพตอบเพียงเท่านั้น ก่อนเดินกลับไปหาทีม คำพูดของเขาทำให้กวินรู้ว่านพมองความรู้สึกของตนออกแล้ว แทนที่จะโล่งใจ เขากลับยิ่งหวาดกลัว หากนพสังเกตเห็น คนอื่นจะมองเห็นด้วยหรือไม่ และหากวันหนึ่งนรินรู้ว่าเขาเฝ้ามองเธอด้วยความรู้สึกแบบใด เธอจะยิ่งถอยห่างจากเขามากกว่าเดิมหรือเปล่า เมื่อการถ่ายภาพ��ิ้นสุดลง ธีร์ยื่นมือให้นรินก้าวลงจากแท่น เธอลังเล แต่เพราะพื้นต่างระดับและมีคนยืนรออยู่ด้านหลัง จึงจำเป็นต้องแตะมือเขาเพียงชั่วครู่ กวินมองเห็นทุกอย่าง มือที่สัมผัสกันไม่ถึงหนึ่งวินาที กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดกลางอก เขาอยากเดินเข้าไปแยกทั้งคู่ออกจากกัน อยากบอกธีร์ให้หยุด และอยากพานรินออกจากสายตาของทุกคน แต่เขาทำไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่เดิม นรินก้าวลงจากแท่น ก่อนชักมือกลับจากธีร์ทันที เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นกวินยืนมองอยู่จากอีกฝั่งของห้อง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธอไม่กล้าตีความ เจ็บปวด โกรธ และอ่อนล้าในเวลาเดียวกัน นรินอยากเดินไปหา อยากบอกว่าเธอส่งดอกไม้คืนแล้ว อยากอธิบายว่าระหว่างเธอกับธีร์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และอยากให้เขารู้ว่า คนที่ทำให้เธอไม่กล้าสบตาไม่ใช่ธีร์ แต่ข้างกวินมีผู้บริหารยืนอยู่มากมาย ข้างเธอก็มีนพและเพื่อนร่วมงานทั้งทีม ระยะทางระหว่างทั้งคู่มีเพียงครึ่งห้องจัดเลี้ยง แต่กลับเต็มไปด้วยผู้คน หน้าที่ ครอบครัว และความถูกต้องซึ่งไม่มีใครกล้าก้าวข้าม สุดท้าย นรินทำได้เพียงมองเขา และกวินก็ทำได้เพียงมองเธอเช่นกัน ธีร์อาจมีโอกาสพูด อาจส่งดอกไม้ และอาจยื่นมือให้เธอต่อหน้าทุกคนได้ แต่กวินไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะถามว่าเธอรับดอกไม้เหล่านั้นไว้หรือไม่ เขาเป็นผู้บริหารที่สามารถสั่งการคนทั้งบริษัทได้ แต่ต่อหน้าผู้หญิงเพียงคนเดียว เขากลับไม่มีอำนาจแม้แต่จะขอให้เธอหันมามองกันนานกว่านี้ นพยืนอยู่ไม่ไกลและเห็นสายตาของคนทั้งสองชัดเจน เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร และไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร แต่เขารู้ว่า นี่ไม่ใช่ความรักที่คนสองคนจะเดินเข้าไปหากันได้อย่างเปิดเผย มันคือความรักที่แม้ยืนอยู่ในห้องเดียวกัน แม้มองเห็นกันชัดเจน และแม้หัวใจจะเรียกหาเพียงใด ทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในตำแหน่งเดิม รักได้เพียงในสายตา และเจ็บปวดอยู่ในความเงียบที่ไม่มีใครกล้าทำลาย #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน ฝากรีโพสใ���้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 5 ความจริงที่เขามองไม่เห็น เช้าวันที่สอง ธีร์ยังคงปรากฏตัวอยู่ในห้องอาหารของโรงแรม ทั้งที่งานพบลูกค้าของเขาสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวาน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะริมกระจก กาแฟสองแก้ววางอยู่ตรงหน้า เมื่อเห็นนรินเดินเข้ามาพร้อมกับน้องในทีม เขาก็ยกมือเรียกเธอทันที “ผมสั่งกาแฟไว้ให้ครับ ไม่หวาน” นรินมองแก้วกาแฟ ก่อนหันไปมองธีร์ “คุณจำได้ด้ว��หรือคะ” “เรื่องของคนที่ผมสนใจ ผมจำได้เสมอ” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พนักงานรุ่นน้องพากันมองหน้ากัน ส่วนนรินรีบนั่งลงเพื่อไม่ให้บทสนทนากลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้อง “คุณธีร์คะ ฉันคิดว่าเราควรคุยกันให้ชัดเจนนะคะ” “ได้สิครับ” “แต่ไม่ใช่ตรงนี้ค่ะ” ธีร์ยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้กังวลกับสิ่งที่เธอกำลังจะพูด ขณะเดียวกัน กวินยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องอาหาร เขาเห็นกาแฟ���องแก้ว เห็นธีร์โน้มตัวเข้าไปฟังนริน และเห็นแววตาจริงจังของเพื่อนที่เขารู้จักมานาน เขาไม่ได้เดินเข้าไปหา แต่เลือกนั่งอ��กโต๊ะหนึ่งกับผู้บริหารคนอื่น ตลอดมื้อเช้า กวินแทบไม่ได้แตะอาหาร สายตาของเขาเลื่อนไปยังโต๊ะของนรินบ่อยครั้ง แม้จะพยายามห้ามตัวเองแล้วก็ตาม นพซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นทุกอย่าง แต่ยังไม่พูดอะไร การประชุมวันสุดท้ายสิ้นสุดลงในช่วงบ่ายเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย ทว่าก่อนเดินทางกลับ รถคันหนึ่งของทีมกลับมีปัญหา ระบบปรับอากาศไม่ทำงานและมีสัญญาณเตือนขึ้นบนหน้าปั�� นพเริ่มจัดที่นั่งใหม่ให้กับพนักงาน แต่รถทุกคันมีผู้โดยสารและสัมภาระเกือบเต็ม “ให้นรินไปกับผมก็ได้ครับ” ธีร์เสนอขึ้น ทุกคนหันไปมองเขาพร้อมกัน “ผมกลับกรุงเทพฯ อยู่แล้ว รถผมมีที่ว่าง จะได้ไม่ต้องนั่งเบียดกัน” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนั่งกับน้อง ๆ ได้” นรินรีบปฏิเสธ “รถคันนั้นนั่งเกินจำนวนไม่ได้นะครับ ��ดินทางอีกตั้งหลายชั่วโมง” นพตรวจจำนวนคนอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่มีทางเลือกมากนัก หากนรินไม่ไปกับธีร์ ก็ต้องมีพนักงานคนอื่นไปแทน “นรินไปกับคุณธีร์เถอะ” นพบอก “พี่จะขับตามอยู่ด้านหลัง มีอะไรก็โทรหา” เธอยังไม่ทันตอบ เสียงของกวินก็ดังขึ้น “ให้เธอไปกับรถผม” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนทุกคนเงียบลง เลขานุการของกวินจึงกล่าวอย่างเกรงใจ “รถคุณกวินมีผู้บริหารอีกสองท่านกับกระเป๋าเอกสารค่ะ ถ้าเพิ่มอีกคนอาจจะไม่สะดวก” กวินมองเข้าไปในรถของตัวเอง แม้จะไม่พอใจ แต่ก็รู้ว่าเธอพูดความจริง “ไม่เป็นไรครับกวิน” ธีร์กล่าว “ฉันดูแลพนักงานของนายได้” คำว่า ดูแล ทำให้สีหน้าของกวินเคร่งขึ้น “ไม่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ แค่พากลับให้ถึงก็พอ” “ฉันรู้ว่าควรทำอย่างไร” ชายสองคนสบตากัน ความตึงเครียดบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่คนอื่นไม่เข้าใจต้นเหตุ มีเพียงนพที่มองจากกวินไปยังธีร์ แล้วหันกลับมามองนรินอย่างครุ่นคิด สุดท้าย นรินจึงต้องนั่งรถกลับกับธีร์เพียงสองคน ทันทีที่��ระตูรถปิดลง เธอก็คาดเข็มขัดนิรภัยและวางกระเป๋าไว้บนตักอย่างระมัดระวัง ราวกับต้องการสร้างเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นระหว่างตนเองกับคนข้าง ๆ ธีร์ขับรถออกจากโรงแรมตามขบวนรถของบริษัท เขาเปิดเพลงเบา ๆ แต่ไม่ได้ชวนเธอคุยในทันที นรินเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน “คุณธีร์คะ เมื่อเช้าฉันบอกว่ามีเรื่องอยากคุย” “ผมฟังอยู่ครับ” “ฉันรู้ว่าคุณดีกับฉัน และฉันก็ขอบคุณมา��� แต่บางคำพูดหรือบางอย่างที่คุณทำ มันทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้” “แล้วคุณเข้าใจผิดหรือเปล่า” นรินหันไปมองเขา “ฉันไม่ได้เข้าใจผิดค่ะ เพราะฉันคิดว่าคุณจงใจ” ธีร์หัวเราะเบา ๆ “คุณตรงกว่าที่ผมคิด” “ฉันจำเป็นต้องตรงค่ะ ฉันมีครอบครัวแล้ว และฉันไม่ต้องการให้ความเป็นมิตรของฉันทำให้คุณคิดว่ายังมีโอกาส” คำพูดของเธอชัดเจน ไม่มีช่องว่างสำหรับการตีความอย่างอื่น ���ีร์เงียบไปครู่หนึ่ง สายตายังคงมองถนนตรงหน้า “ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้ต้องการทำลายครอบครัวคุณล่ะ” “แต่คุณกำลังพยายามเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ควรมีคุณ” “ผมแค่สนใจคุณ” “ความสนใจบางอย่าง ถ้าปล่อยให้มันไปต่อ ก็ทำร้ายคนอื่นได้ค่ะ” “���ุณกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวหรือครับ” นรินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ไม่ค่ะ ฉันกลัวว่าคุณจะเสียเวลา” ธีร์หันมามองเธอแวบหนึ่ง คำตอบนั้นตรงและเจ็บกว่าการปฏิเสธธรรมดา “คุณไม่รู้จักผมมากพอ” เขากล่าว “จริงค่ะ ฉันไม่รู้จักคุณมากพอ และฉันก็ไม่ควรเปิดโอกาสให้เรารู้จักกันในแบบที่คุณต้องการด้วย” “ถ้าผมพิสูจน์ได้ว่าผมดีกว่าที่คุณคิดล่ะ” “ต่อให���คุณเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก คำตอบของฉันก็เหมือนเดิมค่ะ” ธีร์ขบกรามเล็กน้อย เขาไม่เคยถูกใครปฏิเสธด้วยท่าทีสุภาพแต่เด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน แทนที่จะทำให้เขาถอย ความมั่นคงของนรินกลับยิ่งทำให้เขาอยากเอาชนะกำแพงที่เธอสร้างขึ้น “ผมไม่ขอให้คุณทิ้งใคร” ธีร์กล่าว “ผมแค่อยากให้คุณยอมรับว่าวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกดีกับผมได้” “ฉันรู้สึกดีกับคุณในฐานะเพื่อนค่ะ” “ตอนนี้อาจใช่” “และมันจะเป็นแบบนั้นต่อไป” “คุณมั่นใจหรือ” นรินถอนหายใจ เธอหันมองถนนเบื้องหน้า ก่อนกล่าวช้า ๆ “คุณธีร์คะ ความรักไม่ใช่รางวัลสำหรับคนที่พิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ และฉัน���ม่ใช่เป้าหมายที่คุณต้องเอาชนะ” น้ำเสียงของเธออ่อนลง แต่ยังคงชัดเจน “ฉันไม่อยากให้คุณทำเรื่องที่วันหนึ่งจะทำให้เรามองหน้ากันไม่ได้ ได้โปรดหยุดอยู่ตรงนี้เถอะค่ะ” ธีร์เงียบไปนาน ในที่สุด เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย “ผมเข้าใจสิ่งที่คุณพูด” “ขอบคุณค่ะ” “แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะหยุดรู้สึก” “ความรู้สึกเป็นของคุณ ฉันห้ามไม่ได้ แต่การกระทำเป็นสิ่งที่คุณเลือกไ���้นะคะ” ธีร์ไม่ได้ตอบ แม้คำพูดของนรินจะปิดทุกทาง แต่ลึกลงไป เขายังไม่ยอมแพ้ เขายังเชื่อว่า หากมีเวลาอีกสักหน่อย หากได้แสดงให้เธอเห็นว่าเขาจริงจังเพียงใด บางทีเธออาจยอมเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้เขา เขาไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะอีกต่อไป เขาอยากพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอให้ผู้หญิงคนนี้เผลอรัก แม้จะเป็นความรักที่ต้องซ่อนอยู่ก็ตาม รถของธีร์แล่นตามขบวนมาได้เกือบสอ���ชั่วโมง นรินเริ่มมีสีหน้าไม่สบาย เธอพยายามหลับตา แต่ความเวียนศีรษะกลับรุนแรงขึ้น “คุณโอเคไหมครับ” ธีร์ถาม “ฉันเมารถนิดหน่อยค่ะ” “ทำไมไม่บอกผม” “คิดว่าน่าจะทนไหว” ธีร์เปิดสัญญาณไฟแล้วเลี้ย��เข้าไปในปั๊มน้ำมันข้างทางโดยไม่ลังเล รถของกวินซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากเห็นรถของธีร์แยกออกจากขบวน เขาหันมองทันที “เขาจอดทำไม” ไม่มีใครในรถตอบได้ กวินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะโทรหาธีร์ แต่หยุดนิ้วไว้ก่อนกดโทรออก เขาจะถามในฐานะอะไร รถของกวินแล่นเลยทางเข้าปั๊มไปแล้ว แต่เขากลับสั่งคนขับทันที “วนรถกลับไป” เลขานุการมองเขาอย่างแปลกใจ “มีอะไรหรือเปล่า��ะ” “รถของธีร์อาจมีปัญหา” “แต่เขายังไม่ได้โทรมาแจ้งนะคะ” “วนกลับไป” น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้ไม่มีใครกล้าถามต่อ นพซึ่งนั่งอยู่ในรถอีกคันเห็นรถของผู้บริหารเลี้ยวกลับ เขาจึงบอกคนขับให้ตามไปด้วย ภายในปั๊ม ธีร์จอดรถไว้หน้าร้านสะดวกซื้อ นรินเปิดประตูลงไปสูดอากาศ แต่เพราะลุกเร็วเกินไป ร่างของเธอจึงเสียหลักเล็กน้อย ธีร์รีบเดินอ้อมรถมาประคองแขนเธอ “ระวังค��ับ” “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” “หน้าคุณซีดมาก นั่งพักก่อนเถอะ” เขาพาเธอไปนั่งตรงม้านั่งข้างร้าน ก่อนเข้าไปซื้อน้ำและยาดมมาให้ นรินรับน้ำจากมือเขา “ขอบคุณค่ะ” “ไม่ต้องเกรงใจ ตอนนี้ผมยังไม่ได้จีบคุณ ผมแค่กำลังช่วยคนเมารถ” เธอมองเขาอย่างตำหนิ “คุณยังจะพูดเล่นอีกนะคะ” “ถ้าผมไม่พูด คุณจะเครียดกว่าเดิม” ธีร์นั่งลงข้างเธอ แต่เว้นระยะห่างตามสมควร เขาเปิดขวดน้ำส่งให้ ขณะเดียวกันลมแรงพัดจนเส้นผมของนรินปลิวมาปิดใบหน้า เธอก้มลงค้นหายางรัดผมในกระเป๋า ทว่าโทรศัพท์กลับหล่นลงพ��้น ธีร์จึงก้มลงเก็บให้ จากมุมที่กวินมองผ่านกระจกรถซึ่งเพิ่งเลี้ยวเข้ามา ภาพของคนทั้งสองดูใกล้ชิดกว่าความเป็นจริง ธีร์กำลังก้มอยู่ตรงหน้านริน มือหนึ่งจับโทรศัพท์ของเธอ ส่วนอีกมือแตะอยู่บนม้านั่งข้างตัวเธอ นรินก็ก้มหน้าเข้าหาเขาพอดี ความรู้สึกร้อนวาบพุ่งขึ้นกลางอกของกวินอย่างรุนแรง “จอดรถ” คนขับยังไม่ทันจอดสนิท เขาก็เปิดประตูลงไปแล้ว นพซึ่งตามมา��ึงภายหลังเห็นกวินเดินตรงไปหาคนทั้งคู่ด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ เขารีบลงจากรถและเดินตามไปทันที “ทำอะไรกันอยู่” เ��ียงของกวินทำให้นรินเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเธอประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “คุณกวิน” ธีร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก่อนยื่นโทรศัพท์คืนให้นริน “เธอเมารถ ฉันเลยจอดให้พัก” “แล้วทำไมไม่แจ้งรถคันอื่น” “จำเป็นด้วยหรือ” “เธอเป็นพนักงานของบริษัท ฉันต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” “ฉันดูแลเธอได้” ประโยคนั้นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนไฟในใจของกวิน “ฉันบอกนายแล้วว่าไม่ต้องดูแลเธอเป็น���ิเศษ” ธีร์มองหน้าเพื่อนนิ่ง “นายควบคุมทุกอย่างไม่ได้หรอกนะกวิน” “อย่างน้อยฉันก็ควบคุมเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานของฉันได้” “หรือควบคุมไม่ได้เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของพนักงาน” บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที นรินมองชายทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ เธอรับรู้ได้ถึงความโกรธของกวิน แต่ไม่รู้ว่าตัวเองทำสิ่งใดผิด “คุณกวินคะ ฉันแค่เมารถค่ะ คุณธีร์เลยจอดใ���้ฉันพัก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เสียงของเธอควรทำให้เขาสงบลง แต่คำว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่มีทางรู้เลยว่า ตลอดเวลาหลายชั่วโมงบนรถคันนั้น ทั้งสองคนพูดคุยหรือใกล้ชิดกันมากเพียงใด “ถ้าไม่สบาย คุณควรโทรแจ้งคุณนพ” เขาพูดกับเธอ “ฉันคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยค่ะ” “การเดินทางออกนอกพื้นที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท” น้ำเสียงตำหนิของเขาทำให้นรินชะงัก เธอไม่รู้ว่าเบื้องหลังคำพูดแข็งกระด้างนั้นเต็มไปด้วยความกลัวและความหึงหวง จึงได้ยินเพียงเสียงของผู้บริหารที่กำลังตำหนิพนักงานต่อหน้าคนอื่น “ขอโทษค่ะ ต่อไปฉันจะรายงานทุกครั้ง” แววตาของเธอเปลี่ยนไป ความสั่นไหวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยระยะห่างอย่างเป็นทางการ กวินรู้ทันทีว่าตัวเองพูดแรงเกินไป แต่ความโกรธยังร้อนอยู่ในอกจนกล่าวคำขอโทษไม่ออก ธีร์ก้าวเข้ามายืนข้างนริน “ไม่ต้องตำหนิเธอ ฉันเป็นคนตัดสินใจจอดรถเอง” “ฉันกำลังคุยกับพนักงานของฉัน” “แต่นายกำลังลงอารมณ์กับเธอในเรื่องที่เธอไม่ได้ทำผิด” กวินขบกรามแน่น สองมือกำจนเห็นเส้นเลื���ดขึ้นชัด เขาอยากถามว่าในรถเกิดอะไรขึ้นบ้าง อยากรู้ว่าธีร์พูดอะไรกับเธอ และอยากพานรินออกไปจากตรงนั้นทันที แต่เขาถามไม่ได้แม้แต่คำเดียว เพราะทุกคำถามจะเปิดเผยความรู้สึกที่เขาไม่มีสิทธิ์มี “คุณกวินครับ” เสียงของนพดังขึ้น��ากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาหยุดระหว่างคนทั้งสองอย่างสงบ ก่อนหันไปมองนริน “ดีขึ้นหรือยัง” “ดีขึ้นแล้วค่ะพี่นพ” “ถ้าอย่างนั้นกลับรถพี่ เดี๋ยวพี่ให้คนอื่นสลับไปนั่งอีกคัน” จากนั้นนพจึงหันไปหาธีร์ “ขอบคุณคุณธีร์มากนะครับที่ช่วยดูแลน้องในทีม” คำพูดเรียบง่ายของเขาคลี่คลายสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดลง นรินลุกขึ้นและเดินตามนพไปโดยไม่มองกวินอีก ก่อนขึ้นรถ เธอหันไปกล่าวกับธีร์ “ขอบคุณสำหรับน้ำกับยาดมนะคะ” “ไม่เป็นไรครับ คุณพักให้มาก ๆ” รอยยิ้มที่เธอมอบให้ธีร์เป็นเพียงรอยยิ้มตามมารยาท แต่ในสายตาของกวิน มันกลับเจ็บปวดเกินกว่าจะมองต่อ นรินเดินผ่านเขาไปโดยไม่กล่าวอะไร ระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่มีไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แต่กวินรู้สึกเหมือนเธอเดินผ่านเขาไปไกลเกินกว่าจะเรียกกลับมาได้ เมื่อรถทุกคันออกจากปั๊ม นรินนั่งอยู่เบาะหลังรถของนพ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน นพปล่อยให้เวลาผ่านไปพักใหญ่ ก่อนถามขึ้น “บนรถคุณธีร์มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” นรินส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ หนูพูดกับเขาตรง ๆ แล้วว่าหนูมีครอบครัว และไม่ต้องการให้เขาเข้ามามากกว่านี้” “เขายอมรับไหม” “เขาบอกว่าเข้าใจ แต่หนูคิดว่าเขายังไม่ยอมแพ้” นพพยักหน้าช้า ๆ “แล้วคุณกวินรู้เรื่องนี้ไหม” “ไม่รู้ค่ะ ทำไมพี่ถามแบบนั้น” “ไม่มีอะไร” นรินมองหัวหน้าของตัวเอง “วันนี้เขาโกรธหนูมากเลยนะคะ” “พี่ไม่คิดว่าเขาโกรธเธอ” “แล้วเขาโกรธใครคะ” นพมองผ่านกระจกหลัง เห็นรถของกวินแล่นต��มมาในระยะไม่ไกล “บางทีเขาอาจกำลังโกรธตัวเอง” นรินนิ่งไปกับคำตอบนั้น แต่ไม่กล้าถามต่อ นพกลับเข้าใจทุกอย่างชัดเจนแล้ว เขาเห็นสายตาของกวินตั้งแต่ในห้องประชุม เห็นความไม่พอใจทุกครั้งที่ธีร์เข้าใกล้นริน และเห็นความตื่นตระหนกของผู้บริหารหนุ่มเมื่อรถของทั้งคู่แยกออกจากขบวน สิ่งที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันไม่ใช่ความโกรธของผู้บริหารที่มีต่อพนักงาน มันคือความหึงหวงของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเห็นผู้หญิงซึ่งตนเองแอบมองอยู่กับชายอีกคน แต่ไม่สามารถถาม ไม่สามารถห้าม และไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ นพสงสารทั้งกวินและนริน เพราะหากความรู้สึกนั้นมีอยู่เพียงฝ่ายเดียว คนคนหนึ่งก็ต้องเจ็บปวดจากการไม่ได้รับความรัก แต่หากท��้งสองคนรู้สึกเหมือนกัน ความเจ็บปวดอาจเกิดขึ้นกับผู้คนมากกว่านั้น ในรถอีกคัน กวินนั่งเงียบตลอดทาง เขามองรถของนพซึ่งแล่นอยู่ด้านหน้าและเห็นเงาของนรินผ่านกระจกหลังเป็นครั้งคราว เขารู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์โกรธเธอ ยิ่งไม่มีสิทธิ์หึงหวง แต่ภาพของนรินกับธีร์ในรถเพียงสองคนยังวนกลับมาในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน ไม่รู้ว่าธีร์สาร���าพความรู้สึกหรือไม่ และไม่รู้ว่านรินตอบกลับไปอย่างไร สิ่งที่ทรมานที่สุดไม่ใช่ภาพที่เขาเห็นในปั๊ม แต่เป็นทุกสิ่งที่เขามองไม่เห็นตลอดทางที่ผ่านมา กวินหลับตาลงและพยายามควบคุมอารมณ์ ทว่าคำพูดของธีร์กลับดังขึ้นในความทรงจำ นายไม่มีสิทธิ์หึงเธอ ใช่ เขาไม่มีสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับธีร์ ไม่มีสิทธิ์บอกว่าอย่ายิ้มให้ผู้ชายคนนั้น และไ���่มีสิทธิ์แม้แต่จะขอโทษเธอด้วยเหตุผลที่แท้จริง เพราะความรักบางอย่างเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะอยู่ไกลกันเกินไป แต่เพราะอยู่ใกล้กันจนมองเห็นทุกอย่าง และยังต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้สึกอะไรเลย #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #��วินนริน ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ บทที่ 3 มื้อค่ำที่ไม่ได้อยู่ในแผน ชื่อของธีร์เป็นชื่อที่คนในบริษัทเคยได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ทำงานอยู่ที่นี่ก็ตาม เขาเป็นเพื่อนสนิทของกวินมาตั้งแต่สมัยเรียน และเป็นหนึ่งในคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถเดินเข้าห้องผู้บริหารโดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้าได้ นาน ๆ ครั้งธีร์จะแวะเข้ามาหากวินที่สำนักงาน และทุกครั้งที่ปรากฏตัว มักมีเสียงแซวจากคนใกล้ชิดตามมาเสมอ “คืนนี้มีนัดกันอ��กแล้วใช่ไหมครับ” “สองคนนี้เจอกันเมื่อไร กลับบ้านตรงเวลากันเสียที่ไหน” ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อกวินกับธีร์นัดกัน ค่ำคืนนั้นมักจบลงด้วยงานเลี้ยง ร้านอาหาร หรือสถานที่พักผ่อนในแบบของกลุ่มผู้ชายที่รู้จักกันมานาน จึงไม่มีใครแปลกใจเมื่อเห็นธีร์เดินเข้ามาในสำนักงานช่วงเย็นด้วยเสื้อเชิ้ตพับแขนและท่าทางสบาย ๆ ต่างจากความเคร่งขรึมของผู้บริหารหนุ่มอย่างสิ้นเชิ�� “คืนนี้ว่างหรือยัง” ธีร์เปิดประตูห้องทำงานของกวินโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาต กวินเงยหน้าจากเอกสารเพียงเล็กน้อย “ถ้าบอกว่าไม่ว่างล่ะ” “ฉันก็จะนั่งรอจนกว่านายจะว่าง” “ตามสบาย” ธีร์หัวเราะ ก่อนทิ้งตัวลงบนโซฟาราวกับห้องนั้นเป็นของตัวเอง พนักงานที่เดินผ่านหน้าห้องต่างพากันมองอย่างรู้กัน บางคนเริ่มคาดเดาแล้วว่าคืนนี้ผู้บริหารหนุ่มกับเพื่อนสนิทจะไปจบกันที่ร้านใด แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนทั้งหมดจะเปลี่ยนไปในวันรุ่งขึ้น เช้าวันต่อ���า นรินได้รับมอบหมายจากนพให้เดินทางไปตรวจงานที่พื้นที่ปฏิบัติงานแห่งหนึ่งนอกสำนักงาน เธอต้องไปตรวจเอกสารและหาสาเหตุของยอดคงเหลือที่ไม่ตรงกับรายงาน โดยมีพนักงานรุ่นน้องในทีมอีกสองคนติดตามไปด้วย “ถ้าแก้ไม่ได้ โทรหาพี่ทันทีนะ” นพบอกก่อนเธอออกเดินทาง “รับทราบค่ะ แต่ถ้าแก้ได้ พี่ต้องเลี้ยงกาแฟหนูนะคะ” “ทุกวันนี้พี่ยังเลี้ยงไม่มากพออีกหรือ” “ความรู้ไม่มีวันเต็มฉันใด กาแฟของนรินก็ไม่มีวันพอฉันนั้นค่ะ” นพส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนส่งแฟ้มข้อมูลให้มือขวาของเขา นรินใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่กับกองเอกสาร เธอตรวจข้อมูลทีละรายการ เดินเข้าออกระหว่างสำนักงานย่อยกับพื้นที่จัดเก็บสินค้าหลายรอบ จนกระทั่งพบว่าปัญหาเกิดจากการบันทึกรหัสผิดเพียงตัวเดียว แม้จะเหนื่อย แต่เธอยังคงพูดเล่นกับน้อง ๆ ในทีมตลอดเวลา “เห็นไหมคะ ตัวเลขก็เหมือนคน ถ้าเรียกชื่อผิด เขาก็ไปอยู่ผิดบ้าน” “พี่นรินยังมีอารมณ์เล่นอีกนะคะ หนูเดินจนขาจะหลุดแล้ว” “อดทนไว้ เดี๋ยวเสร็จงานพี่ซื้อขนมให้” “มื้อเย็นด้วยได้ไหมคะ” “ถ้าให้พี่เลี้ยงมื้อเย็น เดือนนี้คงต้องปิดงบชีวิตตัวเองก่อนค่ะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางความเหนื่อยล้า โดยไม่มีใครรู้ว่ามีคนสองคนกำลังเดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่งของอาคาร วันนั้นกวินเดินทางมาตรวจพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งแผนกล่วงหน้า ธีร์ซึ่งยังมีธุระกับเขาต่อในช่วง���ย็นจึงติดรถมาด้วย ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะเสร็จงานแล้วจึงออกไปพบเพื่อนกลุ่มเดิมตามที่นัดหมายกันไว้ กวินเห็นนรินก��อนที่เธอจะเห็นเขา หญิงสาวกำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกล่องเอกสาร ผมบางส่วนหลุดออกจากที่รวบไว้ ใบหน้ามีร่องรอยของความอ่อนล้า แต่เธอยังคงอธิบายขั้นตอนการตรวจสอบให้น้องในทีมฟังอย่างใจเย็น “อย่าแก้แค่ตัวเลขปลายน้ำนะ เราต้องย้อนกลับไปหาต้นทาง ไม่อย่างนั้นเดือนหน้าปัญหาเดิมจะกลับมาอีก” น้ำเสียงของเธอในเวลาทำงานต่างจากเสียงหัวเราะที่เขาเคยได้ยินอยู่เสมอ จร���งจัง มั่นใจ และชัดเจน กวินหยุดมองโดยไม่รู้ตัว “รู้จักหรือ” เสียงของธีร์ดังขึ้นข้างตัว กวินละสายตาจากนริน “พนักงานในบริษัท” “ฉันรู้ว่าเป็นพนักงาน ฉันถามว่านายรู้จักเธอหรือเปล่า” “ชื่อคุณนริน อยู่ทีมของนพ” ธีร์หันมองเพื่อนเล็กน้อย ก่อนยิ้มอย่างรู้ทัน “รู้ชื่อด้วย” “ฉันควรรู้จักคนที่ทำรายงานให้ฉันอ่านทุกเดือน” กวินตอบเรียบ ๆ แล้วเดินต่อ ธีร์ไม่ได้ถา��อะไรอีก แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังไม่หายไป เมื่อน้องในทีมเห็นกวิน ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนแทบพร้อมกัน นรินเงยหน้าตาม ก่อนพบว่าคนที่เธอเคยเห็นเพียงหลังผนังกระจกกำลังยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว “สวัสดี��่ะ คุณกวิน” เธอยกมือไหว้พร้อมกับคนอื่น กวินรับไหว้ ก่อนถามถึงความคืบหน้าของงาน คำถามทั้งหมดถูกส่งไปยังผู้ดูแลพื้นที่ แต่นรินรู้สึกได้ว่าในบางจังหวะ สายตาของเขากลับเลื่อนมาหาเธอ ไม่ใช่การจ้องมองอย่างเปิดเผย เป็นเพียงการมองชั่วครู่ แล้วละสายตาไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นรินพยายามสนใจเอกสารตรงหน้า กระทั่งได้ยินเสียงของชายอีกคนดังขึ้น “เราเคยเจอกันใช่ไหมครับ” เธอหันไปมองธีร์ ใบหน้าของเขาดูคุ้นตาตั้งแต่แรก แต่เธอยังไม่แน่ใจว่าควรกล่าวออกไปหรือไม่ เมื่อได้มองชัด ๆ นรินจึงจำเขาได้ “คุณคือคนที่ทำแฟ้มเอกสารหล่นตรงลานจอดรถใช่ไหมคะ” ธีร์หัวเราะทันที “ผมคิดแล้วว่าต้องเป็นคุณ” เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลายเดือนก่อน ในวันที่ธีร์แวะมาหากวินโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ขณะลงจากรถ โทรศัพท์ในมือของเขาหล่นกระแทกพื้นพร้อมกับแฟ้มเอกสารที่เปิดออก กระดาษจำนวนมากปลิวกระจายไปตามแรงลม ผู้คนเดินผ่านไปมา แต่มีเพียงนรินที่วางของในมือลงแล้ววิ่งตามเก็บเอกสารให้เขา เธอช่วยเรียงหน้าตามหมายเลข พาเขาไปแลกบัตรผู้มาติดต่อ และยังให้ยืมโทรศัพท์โทรหาคนขับรถ เพราะโทรศัพท์ของเขาเปิดไม่ติด ธีร์เคยถามชื่อเธอ แต่ในตอนนั้นนรินได้รับสายด่วนจากแผนก จึงตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนรีบจากไป “วันนั้นผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณดี ๆ เลย” เขากล่าว “ไม่เป็นไรค่ะ เป็นใครเห็นก็คงช่วย” “ไม่จริงหรอกครับ วันนั้นมีคนเห็นผมตั้งหลายคน แต่มีคุณคนเดียวที่หยุด” คำตอบของธีร์ทำให้นรินยิ้ม “ถ้าคุณจำหน้าฉันได้ แปลว่าวันนั้นฉันคงทำความดีใหญ่หลวงมากนะคะ” “จำได้สิครับ คนที่ช่วยผมไว้ แถมยังบ่นว่าถ้าเรียงเอกสารไม่ดี ตัวเลขอาจสลับกันจนบริษัทเสียหายเป็นล้าน” น้องในทีมหลุดหัวเราะออกมา “พี่นรินพูดจริงค่ะ เรื่องตัวเลขพี่เขาจริงจังมาก” “แต่นอกเวลางานไม่จริงจังเลยใช่ไหมครับ” “ก็แล้วแต่เรื่องค่ะ” บทสนทนาระหว่างธีร์กับนรินเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติราวกับรู้จักกันมานาน ธีร์เป็นคนพูดเก่ง ส่วนนรินก็เป็นคนเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่นานความเกร็งของน้อง ๆ ในทีมก็หายไปเกือบ��มด กวินยืนฟังอยู่เงียบ ๆ เขาไม่เคยได้สนทนากับนรินเช่นนั้น ไม่เคยได้ยินเธอตอบคำถามของเขาอย่างเป็นกันเอง และไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเธอในระยะใกล้มากเท่านี้ น่าแปลกที่คนซึ่งเพิ่งได้คุยกับเธอไม่กี่นาทีอย่างธีร์ กลับสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากเธอได้หลายครั้ง ขณะที่เขาซึ่งเห็นเธออยู่ในสำนักงานแทบทุกวัน ยังไม่เคยได้รับแม้แต่บทสนทนาสั้น ๆ “งานเสร็จหรือยังค���ับ” กวินถามขึ้น น้ำเสียงเรียบของเขาทำให้ทุกคนกลับเข้าสู่ท่าทีจริงจังอีกครั้ง นรินเป็นคนตอบ “เหลือตรวจเอกสารชุดสุดท้ายค่ะ คาดว่าไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็น่าจะเสร็จ” กวินมองนาฬิกา เวลาล่วงเลยมาจนเกือบค่ำแล้ว “ถ้าเสร็จแล้วไปทานมื้อเย็นด้วยกันนะครับ วันนี้ผมเลี้ยง ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ทุกคนมาช่วยแก้ปัญหาที่นี่” น้อง ๆ มองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจ ไม่มีใครคิดว่าผู้บริหารที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนพนักงานไปทานอาหารด้วยตนเอง นรินเองก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน “เกรงใจค่ะคุณกวิน พวกเรากลับไปทานระหว่างทางก็ได้ค่ะ” “ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยของทีม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้บังคับ แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธได้ง่ายนัก ธีร์จึงช่วยเสริมด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะครับ ผมเองก็ยังติดค้างคำขอบคุณคุณอยู่เหมือนกัน วันนี้จะได้เลี้ยงคืนเสียที” สุดท้าย นรินกับน้อง ๆ จึงตอบรับ ร้านอาหารที่กวินเลือกอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ทำงาน เป็นร้านบรรยากาศสบาย ๆ มีโต๊ะยาวติ��กระจกซึ่งมองเห็นแสงไฟด้านนอก เมื่อทุกคนเดินมาถึงโต๊ะ นรินตั้งใจจะนั่งข้างน้องในทีม แต่ธีร์เลื่อนเก้าอี้ออกให้เธออย่างสุภาพ “ตรงนี้ครับ” ที่นั่งนั้นอยู่ตรงข้ามกวินพอดี นรินลังเลเพียงครู่ ก่อนนั่งลงและกล่าวขอบคุณเบา ๆ ตลอดมื้ออาหาร ธีร์เป็นคนสร้างบรรยากาศ เขาชวนทุกคนคุย ถามถึงงานและเล่าเรื่องสนุก ๆ ของกวินสมัยเรียน จนภาพของผู้บริหารที่เคร่งขรึมเริ่มดูเป็นมนุษย์ธรรมดามากขึ้นในสายตาของพนักงาน “สมัยเรียนกวินเป็นคนจริงจังแบบนี้ไหมคะ” น้องในทีมคนหนึ่งรวบรวมความกล้าถาม “หนักกว่า��ี้อีกครับ” ธีร์ตอบ “เวลาไปเที่ยวกัน ทุกคนต้องรอมันทำงานให้เสร็จก่อนตลอด” “นายพูดเกินไป” กวินแย้ง “เกินตรงไหน เมื่อวานฉันยังต้องไปนั่งรอนายในห้องทำงานตั้งชั่วโมงหนึ่ง” น้อง ๆ หัวเราะ ขณะที่นรินเพียงยิ้มและก้มลงมองจานของตัวเอง เธอเคยได้ยินเรื่องกวินกับธีร์อยู่บ้าง รวมถึงคำพูดล้อเลียนว่าหากสองคนนี้นัดกัน ค่ำคืนนั้นคงไม่จบลงง่าย ๆ แต่คืนนี้กลับกลายเป��นว่าทั้งคู่ต้องมานั่งรับประทานอาหารกับพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ แทน “คุณนรินครับ” เสียงของธีร์ทำให้เธอเงยหน้า “ค่ะ มีอะไรคะ” เสียงคำตอบที่เผลอตกใจเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งโต๊ะ แม้แต่กวินก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น “ผมแค่จะถามว่า วันนั้นคุณรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นใคร” “รู้ค่ะ” “แล้วทำไมไม่บอกว่ารู้จักผม” “รู้จักชื่อกับรู้จักตัวจริงไม่เหมือนกันนี่คะ ตอนน��้นคุณยังไม่ได้แนะนำตัว ฉันก็ไม่ควรทำเหมือนเราสนิทกัน” “แปลว่าคุณรู้ว่าผมเป็นเพื่อนกวิน” “ทุกคนในบริษัททราบค่ะ” “แล้วรู้เรื่องอะไรอีก” นรินเหลือบมองกวินโดยไม่ตั้งใจ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ก็ทราบเพียงว่าถ้าคุณธีร์มาที่ออฟฟิศ วันนั้นคุณกวินอาจกลับดึกกว่าปกติค่ะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ ธีร์หัวเราะเสียงดังที่สุด ส่วนกวินมองนรินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “พวกคุณพูดถึงผมแบบนั้นหรือครับ” น้ำเสียงของเขายังคงเรียบ แต่ดวงตากลับมีแววขบขัน นรินรู้ตัวทันทีว่าเผลอพูดมากเกินไป “ไม่ได้พูดถึงค่ะ แค่…สังเกตเห็น” กวินเลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณสังเกต���มด้วยหรือ” คำถามนั้นทำให้เสียงหัวเราะรอบโต๊ะค่อย ๆ เบาลง นรินสบตาเขา หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ยังพยายามรักษารอยยิ้มไว้ “เป็นหน้าที่ของพนักงานที่ต้องสังเกตตารางของผู้บริหารค่ะ เผื่อมีเอกสารเร่งด่วนต้องนำเสนอ” เป็นคำตอบที่เหมาะสม สุภาพ และปลอดภัย ทว่าไม่มีใครรู้ว่าภายใต้โต๊ะ มือของนรินกำลังจับชายกระโปรงตัวเองแน่นเพียงใด กวินพยักหน้า ก่อนละสายตาไป “เข้าใจแล้วครับ” เขาตอบเพียงเท่านั้น แต่ในใจกลับนึกถึงหลายครั้งที่ตนเองเคยมองผ่านผนังกระจกออกไปหาเธอ หากนรินสังเกตตารางของเขาได้ เธอจะเคย��ังเกตเห็นสายตาเหล่านั้นบ้างหรือไม่ หลังอาหารจบลง ธีร์ยังคงพูดคุยกับนรินอย่างถูกคอ เขาชื่นชมความมีน้ำใจของเธอ ถามถึงงาน และพูดติดตลกว่า หากวันหนึ่งเขาทำเอกสารหล่นอีก จะขอให้เธอมาช่วยเป็นคนแรก “ได้ค่ะ แต่ครั้งหน้ามีค่าบริการนะคะ” “คิดเป็นอะไรดีครับ” “กาแฟหนึ่งแก้วค่ะ” “ถูกกว่าที่คิด ผมตกลง” กวินยืนอยู่ไม่ไกล ได้ยินทุกคำในบทสนทนาโดยไม่แสดงท่าทีใด ๆ ��มื่อถึงเวลาจากกัน ธีร์หันไปบอกกวินว่าเขาจะไปส่งพนักงานทั้งสามคนเอง เพราะเส้นทางผ่านทางเดียวกัน แต่กวินกลับตอบขึ้นก่อน “ให้รถบริษัทไปส่งดีกว่า ดึกแล้ว” “รถฉันก็ว่าง” “นายยังมีนัดต่อไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงของกวินฟังดูปกติ แต่ธีร์ซึ่งเป็นเพื่อนกันมานานพอจะได้ยินบางอย่างที่คนอื่นไม่ทันสังเกต เขาจึงมองหน้ากวิน ก่อนหันไปมองนริน แล้วอมยิ้มเล็กน้อย “จริงด้วย ฉันลืมไป” ระหว่างที่น้อง ๆ เดินไปขึ้นรถ นรินหันกลับมาไหว้ชายทั้งสองคน “ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะคะ” “ยินดีครับ” ธีร์ตอบก่อน “แล้วเจอกันใหม่นะครับ คุณนริน” เธอย��้มให้เขา “ค่ะ” จากนั้นสายตาของเธอจึงเลื่อนไปหากวิน ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคนอีก กวินเพียงพยักหน้าให้อย่างที่เคยทำ ส่วนนรินยกมือไหว้เขาอีกครั้ง ก่อนหันหลังเดินไปยังรถ แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอกลับรู้สึกถึงสายตาที่มองตามมา นรินไม่กล้าหันกลับไปทันที เธอเดินต่อจนเกือบถึงประตูรถ จึงแอบมองผ่านเงาสะท้อนบนกระจก กวินยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาของเขาไม่ได้มองธีร์ ไม่ได้มองน้องในทีม และไม่ได้มองสิ่งใดรอบตัว เขากำลังมองเธอ ขณะเดียวกัน ธีร์ก็มองเพื่อนสนิทของตนอย่างเงียบ ๆ เขาเพิ่งได้รู้จักนรินอย่างเป็นทางการในวันนี้ และรู้สึกถูกชะตากับความจริงใจและเป็นธรรมชาติของเธออย่างบอกไม่ถูก แต่สิ่งที่ทำให้ธีร์สนใจยิ่งกว่า คือสายตาของกวินในเวลาที่มองผู้หญิงคนนั้น มันไม่ใช่สายตาที่ผู้บริหารใช้มองพนักงานทั่วไป “นายรู้ตัวหรือเปล่า” ธีร์ถามขึ้นหลังจากรถของบริษัทเคลื่อนออกไปแล้ว กวินยังคงมองตามแสงไฟท้ายรถ “เรื่องอะไร” “ไม่มีอะไร” ธีร์ตบไหล่เพื่อนเบา ๆ แล้วเดินนำไปที่รถ โดยเก็บคำถามที่แท้จริงเอาไว้กับ��ัวเอง เพราะบางเรื่องยังไม่ควรถูกพูดออกมาเร็วเกินไป โดยเฉพาะความรู้สึกที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ระหว่างคนสองคนซึ่งต่างไม่มีสิทธิ์เดินเข้าไปใกล้กันมากกว่านี้
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#กวินนริน
ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
#นิยายรัก
#รักที่ไม่ถูกต้อง
#ความรักในออฟฟิศ
#Romance
#lovestory
#AI
#ก��ินนริ
น ฝากรีโพสให้ด้วยค่ะ
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 2 คนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข หลังจากหัวหน้าแผนกคนเก่าลาออก บรรยากาศภายในทีมของนรินเคยเต็มไปด้วยความสับสนอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่างานชิ้นไหนควรเริ่มก่อน ปัญหาเดิมยังแก้ไม่จบ ขณะที่งานใหม่ก็ถูกส่งเข้ามาเพิ่มทุกวัน จนกระทั่ง นพเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าแผนก เขาเป็นคนเก่ง ทำงานเร็ว และมองปัญหาได้รอบด้านกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้คนในทีมยอมรับเขาไม่ใช่เพียงความสามารถ หากเป็นเพราะนพไม่เคยเก็บความรู้ไว้กับตัวเอง ทุกครั้งที่นรินทำงานพลาด เขาจะไม่ตำหนิเธอต่อหน้าคนอื่น แต่จะเรียกเธอเข้าไปอธิบายถึงสาเหตุและวิธีแก้ไขอย่างละเอียด “จำไว้นะนริน คนเก่งไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิด แต่เป็นคนที่รู้ว่าผิดตรงไหน แล้วไม่กลับมาผิดเรื่องเดิมอีก” ประโยคนั้นกลายเป็นคำสอนที่นรินจดจำมาตลอด เมื่อพบปัญหาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เธอสามารถเดิน��ข้าไปหานพได้เสมอ และไม่ว่าเขาจะยุ่งเพียงใด เขาก็มักเลื่อนเอกสารตรงหน้าออกแล้วถามเธอว่า “ติดตรงไหน เล่าม���” จากวันที่เธอเป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกของทีม นรินค่อย ๆ กลายเป็นคนที่นพไว้วางใจมากที่สุด เธอตรวจรายงานก่อนส่ง วางแผนงานร่วมกับเขา และคอยดูแลรายละเอียดภายในทีมแทบทุกอย่าง หากนพเป็นคนยืนอยู่ด้านหน้าเพื่อรับผิดชอบต่อผู้บริหาร นรินก็คือคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง คอยทำให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจะไปถึงมือเขา คนในแผนกจึงเรียกเธอเล่น ๆ ว่าเป็นมือขวาของนพ “มือขวาอะไรค���พี่ หนูมีสองมือก็ใช้ทำงานหมดทั้งสองข้างนั่นแหละ” นรินมักตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะ แต่ลึกลงไป เธอรู้ดีว่านั่นหมายถึงความไว้วางใจ และเธอก็ไม่เคยต้องการทำให้นพผิดหวัง เช้าวันนั้นเป็นวันประชุมบอร์ดประจำเดือน นพต้องนำเสนอผลการดำเนินงานต่อคณะผู้บริหาร รวมถึงกวิน ผู้บริหารหนุ่มที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและช่างสังเกต เขาอาจไม่ถามคำถามมากที่สุดในห้องปร��ชุม แต่ทุกคำถามที่ออกจากปากเขามักเป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบโดยไม่ได้เตรียมตัว นรินมาถึงสำนักงานตั้งแต่เช้า เธอตรวจรายงานฉบับเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ไล่ดูตั้งแต่ตัวเลขในหน้าสรุปไปจนถึงเอกสารประกอบหน้าสุดท้าย “พี่นพคะ ตัวเลขประมาณการในหน้าสิบสอง หนูแก้หมายเหตุเพิ่มไว้แล้วนะคะ ถ้าทางบอร์ดถามเรื่องส่วนต่าง ให้เปิดไฟล์นี้ค่ะ” เธอยื่นแท็บเล็ตให้นพดูข้อมูลที่เตรียมไว้ นพเลื่อนอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าด้วยความพอใจ “ดีมาก คำถามนี้ต้องมาแน่” “ถ้าไม่ถาม หนูจะเสียใจนะคะ อุตส่าห์นั���งเตรียมจนเกือบเที่ยงคืน” “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่บอกคุณกวินให้ช่วยถาม” “อย่านะคะพี่นพ หนูยังอยากมีชีวิตกลับบ้าน” เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่นพจะปิดแฟ้มแล้วเดินเข้าห้องประชุม นรินไม่ได้เข้าไปด้วย หน้าที่ของเธอสิ้นสุดลงที่ประตูกระจกบานนั้น ส่วนคนที่จะนำผลงานทั้งหมดไปรายงานต่อบอร์ดคือนพ เธอกลับมานั่งที่โต๊ะ แต่สายตากลับเผลอมองไปทางห้���งประชุมเป็นระยะ ผนังกระจกถูกปิดด้วยม่านเพียงครึ่งหนึ่ง ทำให้มองเห็นคนที่นั่งอยู่ด้านในได้ไม่��ัดนัก ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมองเห็นกวิน เขานั่งอยู่ทางด้านขวาของประธาน คิ้วขมวดเล็กน้อยขณะเปิดรายงานทีละหน้า ใบหน้าของเขาสงบนิ่งจนแทบไม่มีใครเดาได้ว่าเขากำลังพอใจหรือพบความผิดปกติบางอย่าง นรินพยายามบอกตัวเองว่า เธอเพียงต้องการดูว่านพนำเสนอไปถึงหน้าไหนแล้ว แต่ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้น สายตาของเธอกลับมองหาคนคนเดิมก่อนเสมอ ภายในห้องประชุม นพนำเสนอข้��มูลไปตามลำดับ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งกวินหยุดอยู่ที่หน้าสิบสอง “ตัวเลขประมาณการของไตรมาสหน้าเพิ่มขึ้นจากฉบับก่อน เพราะอะไรครับ” คำถามนั้นทำให้นพนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเปิดข้อมูลที่นรินเตรียมไว้ เขาอธิบายถึงสาเหตุของส่วนต่าง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางรองรับได้อย่างครบถ้วน กวินฟังโดยไม่ขัดจังหวะ เมื่อคำอธิบายจบลง เขาก็ก้มมองรายงานอีกครั้ง “รายละเอียดครบดีครับ” เป็นเพียงคำชมสั้น ๆ แต่เพียงพอให้นพยิ้มออกมาเล็กน้อย “นรินเป็นคนตรวจข้อมูลส่วนนี้ครับ เธอคิดว่าคุณกวินน่าจะถาม จึงเตรียมรายละเอียดเพิ่ม��ติมไว้ให้” ชื่อที่ได้ยินทำให้กวินชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าจากรายงาน มองผ่านช่องว่างของม่านกระจกออกไปยังโต๊ะทำงานด้านนอก ราวกับเป็นความบังเอิญ ในเวลาเดียวกันนั้น นรินก็กำลังมองเข้ามา สายตาของทั้งสองคนพบกันผ่านกระจกใส นรินตั้งใจจะหลบตา แต่บางอย่างในแววตาสงบนิ่งของกวินกลับทำให้เธอหยุดอยู่เช่นนั้น เขาไม่ได้ยิ้มและไม่ได้แสดงสีหน้าใดเป็นพิเศษ ทว่าเธอกลับรู้สึกเหมือนเขารับรู้ว่าเธอคือคนที่อยู่เบื้องหลังคำตอบเมื่อครู่ รอบตัวกวินเต็มไปด้วยคณะผู้บริหาร รอบตัวนรินเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงาน ระหว่างพวกเขามีทั้งผนังกระจก ตำแหน่งหน้าที่ และระยะทางเพียงไม่กี่เมตรกั้นอยู่ ไม่มีใครพูดอะไร แต่นรินกลับรู้สึกว่า การมองกันในครั้งนี้ยาวนานเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นเพียงความบังเอิญ “พี่นรินคะ ช่วยดูรายการนี้ให้��น่อยค่ะ” เสียงของพนักงานรุ่นน้องทำให้เธอรีบละสายตา นรินก้มลงมองเอกสารตรงหน้า ทั้งที่หัวใจยังเต้นผิดจังหวะอย่างไม่มีเหตุผล ภายในห้องประชุม กวินเองก็ลดสายตากลับมาที่รายงาน เขาเคยเห็นนรินหัวเราะ��ับคนในแผนก เคยเห็นเธอเดินถือเอกสารตามนพ และเคยเห็นเธอเป็นคนสุดท้ายที่ปิดไฟก่อนออกจากสำนักงาน แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่า หลายสิ่งที่นพนำเสนออย่างสมบูรณ์แบบ มีผู้หญิงคนนั้นอยู่เบื้องหลัง หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง ประตูห้องประชุมเปิดออก คณะผู้บริหารทยอยเดินออกมาทีละคน นรินลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นนพ เธออยากถามว่าการประชุมเป็นอย่างไร แต่กวินก���ลังเดินตามออกมาด้านหลัง นรินจึงทำได้เพียงยืนถือแฟ้มอยู่ข้างโต๊ะ กวินเดินผ่านเธอไปโดยไม่ได้หยุดและไม่ได้กล่าวอะไร แม้แต่คำเดียว แต่ก่อนจะผ่านพ้นโต๊ะของเธอ สายตาของเขาเลื่อนลงไปยังแฟ้มในมือของนริน บนปกแฟ้มมีลายมือของเธอเขียนกำกับไว้ว่า “ข้อมูลเพิ่มเติม—กรณีคุณกวินถาม” มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย เล็กน้อยจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นนริน เธอเงยหน้าขึ้น และพบว่าเขากำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาของทั้งคู่สบกันอีกครั้งในระยะที่ใกล้กว่าครั้งแรก ไม่มีผนังกระจกขวางกั้น ไม่มีม่านบดบัง มีเพียงผู้คนมากมายที่กำลังเดินผ่านไปมา กวินไม่ได้พูดขอบคุณ นรินไม่ได้กล่าวทักทาย เขาเพียงพยักหน้าให้เธอช้า ๆ ห��ึ่งครั้ง ก่อนเดินจากไป นรินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่งนพเดินมาหยุดข้าง ๆ “ทำได้ดีมาก มือขวาของพี่” เธอหันไปยิ้มให้นพ แล้วถามถึงผลการประชุมตามปกติ แต่ขณะที่ฟังเขาเล่า สายตาของเธอกลับเผลอมองตามแผ่นหลังของผู้บริหารหนุ่มที่กำลังเดินห่างออกไป นรินยังไม่รู้ว่า กวินจะหันกลับมามองเธออีกครั้งตรงหัวมุมทางเดิน และกวินก็ไม่รู้เช่นกันว่า ก่อนที่เขาจะหันกลับมา นรินได้มองตามเขาอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีใครเห็นสายตาของคนทั้งสอง ไม่มีคำพูด ไม่มีรอยยิ้ม และไม่มีคำสัญญาใดเกิดขึ้นในวันนั้น มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบงัน ใกล้กันเพียงไม่กี่ก้าว แต่ไกลเกินกว่าจะรู้ว่า วันหนึ่งหัวใจของพวกเขาจะเดินไปถึงกันได้หรือไม่ ฝากรีโพสให้ด้วยนะคะ #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory #AI #กวินนริน
See More
ilovecommic😍
@Aorsep
4 days ago
บทที่ 1 สายตาที่ไม่ควรหยุดมอง เสียงหัวเราะดังขึ้นจากมุมหนึ่งของแผนกบัญชีในเช้าวันจันทร์ วันที่ทุกคนควรจะนั่งหน้าตึงอยู่กับกองเอกสารและตัวเลขที่ยังไม่ลงตัว “ถ้าตัวเลขมันไม่ยอมตรงกัน เราก็ต้องคุยกับมันดี ๆ ค่ะ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์” นรินพูดกับพนักงานรุ่นน้องที่กำลังทำหน้าเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตก เพราะยอดในรายงานต่างกันอยู่สามบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์ “พี่นรินคะ หนูคุยกับมันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ แต่มันไม่เคยฟังหนูเลย” “งั้นเดี๋ยวพี่เรียกมันมาปรับทัศนคติเอง” คำตอบของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งโต๊ะ แม้แต่น้องคนที่ก��ลังเครียดก็ยังหลุดยิ้มออกมาได้ นรินเป็นแบบนั้นเสมอ เธอจริงจังกับงานทุกชิ้น ตรวจเอกสารทุกหน้า และไม่เคยปล่อยให้ความผิดพลาดเล็ก ๆ ผ่านสายตาไปง่าย ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เป็นคนที่ทำให้บรรยากาศอันเคร่งเครียดของแผนกผ่อนคลายลงได้อย่างประหลาด ไม่มีใครทันสังเกตว่าเสียงหัวเราะเมื่อครู่นั้น ทำให้ชายคนหนึ่งหยุดฝีเท้าอยู่หน้ากระจกใสของห้องประชุม กวินมอง��่านกระจกเข้ามาเพียงครู่เดียว ตามปกติ ผู้บริหารอย่างเขาแทบไม่เคยหยุดฟังเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เขาเป็นคนตรงต่อเวลา พูดน้อย และเข้มงวดกับรายละเอียดมากจนพนักงาน��ลายคนเผลอกลั้นหายใจเมื่อเขาเดินผ่าน แต่เช้าวันนี้ สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งนานกว่าปกติ นรินกำลังก้มตรวจเอกสาร สีหน้าที่เคยสดใสเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที ปลายปากกาของเธอไล่ไปตามตัวเลขทุกบรรทัด ก่อนจะวงบางอย่างไว้แล้วอธิบายให้พนักงานรุ่นน้องฟังอย่างใจเย็น กวินเคยเห็นเธอในที่ประชุมหลายครั้ง เขารู้ว่าเธอเป็นคนกล้าแสดงความคิดเห็น แต่ไม่เคยพูดเพื่อเอาชนะใคร รู้ว่าเธอหัวเราะง่าย แต่ไม่เคยเอาเรื่องงานมาทำเล่น ๆ และรู้ว่าในวันที่ทั้งแผนกกลับบ้านดึก คนสุดท้ายที่ยังเดินตรวจโต๊ะของทุกคนมักเป็นเธอ เขารู้รายละเอียดเหล่านั้นตั้งแต่เมื่อไรกัน กวินตอบตัวเองไม่ได้ “คุณกวินครับ ห้องประชุมพร้อมแล้วครับ” เสียงเลขานุการทำให้เขาถอนสายตากลับมา “ครับ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนเดินต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าในจังหวะที่เขาหันหลัง นรินได้เงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกบานเดียวกัน เธอมองแผ่นหลังสูงสง่าที่กำลังเดินห่างออกไป ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเมื่อพนักงานข้าง ๆ หันมาถาม “พี่นรินมองอะไรคะ” “ไม่ได้มองอะไร” เธอตอบเร็วเกินไป หญิงสาวพยายามจดจ่อกับเอกสารตรงหน้า แต่��ลับจำไม่ได้ว่าตนเองอ่านบรรทัดเดิมซ้ำไปแล้วกี่ครั้ง เธอไม่ได้ชอบกวิน อย่างน้อย นรินก็ยังเชื่อเช่นนั้น เธอเพียงสังเกตเห็นว่าเขาดูเหนื่อยกว่าปกติ เนกไทที่เคยอยู่ตรงกลางเบี้ยวไปเล็กน้อย และกาแฟในมือของเขายังเต็มแก้ว ทั้งที่ปกติเวลานี้มันควรจะหมดไปแล้ว มันก็เป็นเพียงการสังเกตของคนทำงานร่วมกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น นรินบอกตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่โทรศัพ��์บนโต๊ะจะสว่างขึ้น เผยให้เห็นภาพครอบครัวของเธอบนหน้าจอ ภาพนั้นทำให้เธอได้สติและรีบละสายตาจากกระจก ขณะเดียวกัน ภายในห้องประชุม กวินกำลังวางแฟ้มเอกสารลงบน โต๊ะและเริ่มทำงาน แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของนรินแว่วมาจากด้านนอก สายตาของเขาก็เผลอเคลื่อนไปยังกระจกอีกครั้ง โดยที่กวินยังไม่รู้ว่า การมองหาใครสักคนจนกลายเป็นความเคยชิน อ��จเป็นก้าวแรกของการเดินเข้าสู่ดงหนาม และเมื่อรู้ตัวว่าหนามเหล่านั้นทิ่มแทงลึกเพียงใด ทั้งสองคนอาจเดินมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับได้โดยไม่เจ็บปวด #นิยายรัก #รักที่ไม่ถูกต้อง #ความรักในออฟฟิศ #Romance #lovestory
See More
Last Seen Users on Sotwe
Salih
COCA COLA
Seen from
Thailand
garam larka
Seen from
United States
Turbanli ince corap sever
Seen from
Turkey
المهندس
MihaNika |NSFW|
Seen from
Russia
Murat
Seen from
Turkey
deepthroat lover
Seen from
Turkey
제티
Seen from
Korea
Alina Angel الينا انجل
Seen from
Germany
Trends for you
1
Netanyahu
Under 10K tweets
2
Cubs
Under 10K tweets
3
Bibi
Under 10K tweets
4
#OlandriaxRobertoCavalli
Under 10K tweets
5
#ADifferentWorld
Under 10K tweets
6
Pullover
Under 10K tweets
7
Bitget
Under 10K tweets
8
Bob Pettit
Under 10K tweets
9
#FlyTheW
Under 10K tweets
10
Nick Chubb
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.7M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.4M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.9M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.2M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.4M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
90M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
83.9M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.4M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.3M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.9M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.3M followers
16
Bill Gates
@billgates
65.1M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.3M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫