Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
นายมนตรี บุญจรัส ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ | กรรมการบริหาร พรรคประชาชาติ | รองโฆษก พรรคประชาชาติ @thaigreenagro
Bangkok Thailand
Joined August 2009
286
Following
202
Followers
1.8K
Posts
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
about 1 month ago
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
about 1 month ago
🌱⛽ "พลังงานจากพืช"...อาจเป็นคำตอบที่ช่วยทั้งเกษตรกร เศรษฐกิจ และประเทศ ในวันที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน หลายฝ่ายเริ่มมองว่า การพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกระยะยาว หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใ�� คือ "ไบโอดีเซล" เชื้อเพลิงที่ผลิตจากพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามารถนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล 🌾 ไบโอดีเซล...เชื่อมโยงกับเกษตรกรอย่างไร? เมื่อมีการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบทางการเกษตรก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลดีต่อหลายภาคส่วน ได้แก่ ✅ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและพืชพลังงาน มีโอกาสสร้างรายได้จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ✅ โรงงานสกัดน้ำมันและผู้ผลิตไบโอดีเซล มีวัตถุดิบเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน ✅ ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมพลังงาน มีทางเลือกด้านเชื้อเพลิงที่ผลิตได้ภายในประเทศ 🇹🇭 ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างไร? การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลอย่างเหมาะสม อาจช่วยให้ประเทศได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น • ลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ • ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้น • เสริมความมั่นคงด้าน���ลังงาน • เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร • ลดความเสี่ยง��ากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก 🌍 สิ่งแวดล้อมก็ได้รับประโยชน์ หากมีการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ไบโอดีเซลยังเป็นอีกทางเลือกที่ช่วย 🌿 ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล 🌿 สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน 🌿 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมเพียงอย่างเดียว 💡 สิ่งสำคัญที่ควรเดินหน้าควบคู่กัน การส่งเสริมไบโอดีเซลจะเ��ิดประโยชน์สูงสุด เมื่อดำเนินควบคู่กับ • การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร • การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า • การรักษาสมดุลระหว่างพืชพลังงานกับความมั่นคงทางอาหาร • การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ 📌 บทสรุป ไบโอดีเซลไม่ใช่เพียง "เชื้อเพลิงทางเลือก" แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกที่เชื่อมโยง ภาคเกษตร ภาคอุตสา��กรรม และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หากมีการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยให้ 🌱 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 🏭 ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโต 🇹🇭 ประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก้าวสู่การใช้พลังงาน��ี่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต 📣 ติดตามเรา เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ด้านเกษตรปลอดภัย พลังงานชีวภาพ และนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย บทความโดย : THAI GREEN AGRO #พลังงานทางเลือก #เชื้อเพลิงชีวภาพ #Biofuels #คาร์บอนเครดิต #เกษตรปลอดสารพิษ #เกษตรปลอดภัย #เกษตรอินทรีย์ #หินแร่ภูเขาไฟ #ปุ๋ยอินทรีย์ #5เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ #ชีวภัณฑ์ #ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ThaiGreenAgro #ไ��ยกรีนอะโกร #เกษตรปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม #CarbonNeutral #เศรษฐกิจสีเขียว #BioEconomy #เกษตรยั่งยืน #พลังงานชีวภาพ
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
about 2 months ago
@thaigreenagro
🌾 “ข้าวขาว” ไม่ใช่อุปสรรคของการลดความอ้วน หลายปีที่ผ่านมา ข้าวขาวมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในเมนูลดน้ำหนัก หลายคนเลือกงดข้าว หันไปกินอาหารชนิดอื่นแทน เพราะเชื่อว่าข้าวคือสาเหตุของความอ้วน แต่ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ✅ ข้าวขาวเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติที่ร่างกายนำไปใช้ได้ง่าย ✅ มีไขมันต่ำ ✅ ช่วยให้อิ่มและเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลักที่คนไทยบริโภคมา��ย่างยาวนาน สิ่งที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวจริง ๆ มักไม่ได้เกิดจาก “ข้าวขาว” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปริมาณอาหารทั้งหมดที่รับประทาน การเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม 🍚 กินข้าวขาวอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ? • รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม • เพิ่มผักหลากหลายชนิดในมื้ออาหาร • เลือกโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ หรือถั่วต่าง ๆ • ลดอาหารหว��นจัด มันจัด และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรและผู้บริโภค การมองอาหารอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรตัดสินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” เพียงเพราะกระแสความเชื่อในช่วงเวลานั้น 🌱 ข้าวไม่ใช่ศัตรูของสุขภาพ แต่การเลือกรับประทานอย่างสมดุลต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี เพราะสุขภาพที่ดี ไม่ได้เกิดจากการงดอาหารเพี���งชนิดเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจและการเลือกบริโภคอย่างมีความรู้ 📚 ติดตามสาระด้านอาหารปลอดภัย เกษตรปลอดภัย และสุขภาพดีจากธรรมชาติได้ที่เพจของเรา เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการบริโภคอย่างรู้เท่าทันไปด้วยกัน ที่มา: Sanook Health (อ้างอิงข้อมูลสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพ) บทความโดย : THAI GREEN AGRO #ข้าวปลอดสารพิษ #เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล #เกษตรปลอดสารพิษ #เกษตรอินทรีย์ #หินแร่ภูเขาไฟ #ปุ๋ยอินทรีย์ #5เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ #ชีวภัณฑ์ #ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #Thai Green Agro #ไทยกรีนอะโกร #เกษตรปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม #CarbonNeutral #เศรษฐกิจสีเขียว #BioEconomy #เกษตรยั่งยืน #พลังงานชีวภาพ
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ลองดูวิดีโอของ thaigreenshop สิ!
#TikTok
https://t.co/pQgQRbkg3W
Who to follow
อนิรุธ สาเลยยกานนท์
@aniruth57
Montree_Boon
retweeted
Voice TV
@VoiceTVOfficial
over 1 year ago
📌จ่อออกหมายจับ ‘หม่องชิตตู’ เอี่ยวค้ามนุษย์ . พ.ต.อ.ทวี เผย DIS เตรียมนำหลักฐานคดีค้ามนุษย์เข้าพบอัยการหารือการออกหมายจับ ผู้นำกองกำลัง BGF 🔴พ.อ.ซอชิตตู (พ.อ.หม่องชิตตู) 🔴พ.ท.โมเต โธน 🔴พ.ต.ทิน วิน . ซึ่งเป็นคดีเก่าที่คนไทยโดนกักตัวในประเทศเพื่อนบ้าน และมีการสอบสวนพบว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ เตรียมใช้ช่องทาง ‘อาเซียน-จีน’ ส่งผู้รายข้ามแดน เนื่องจากเป็น ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ คงไม่มีประเทศใดช่วยเหลือผู้กระทำผิด #ทวีสอดส่อง #DSI #หม่องชิตตู #ค้ามนุษย์ #ผู้นำกองกำลังBGF #อาชญากรรมข้ามชาติ
See More
VoiceTVOfficial's tweet video.
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ชมรมเกษตรปลอดส��รพิษแห่งประเทศไทย: ผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ในปัจจุบัน ปัญหาสารเคมีทางการเกษตรได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การใช้สารเคมีเกินความจำเป็นหรืออย่างไม่เหมาะสมก่อให้เกิดผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนในดิน น้ำ อากาศ หรือผลผลิตทางการเกษตร การลดการพึ่งพาสารพิษจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่าง “ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรณรงค์และผลักดันให้เกษตรกรไทยหันมาใช้วิธีการเกษตรที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากขึ้น บทบาทของชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 เพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นในการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ท่ามกลางความนิยมการใช้สารเคมีและสารพิษทางการเกษตรอย่างบ้าคลั่ง โดยมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ได้แก่: 1. การให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ ชมรมฯ ดำเนินกิจกรรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้สารเคมีและข้อดีของการเกษตรปลอดสารพิษ ผ่านการอบรม สัมมนา แ���ะการลงพื้นที่ในชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์และสิ่งพิมพ์เพื่อกระจายข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น 2. การส่งเสริมและสนับสนุนการเกษตรปลอดภัยมุ่งไปสู่เกษตรอินทรีย์ ชมรมฯ สนับสนุนเกษตรกรในการ��รับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากการใช้สารเคมีสู่การเกษตรแบบอินทรีย์ โดยจัดหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และวิธีการปราบศัตรูพืชโดยไม่พึ่งสารเคมี รวมถึงสนับสนุนการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด 3. การสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดสารพิษ ชมรมฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเกษตรกรที่มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากร เช่น เมล็ดพันธุ์อินทรีย์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ 4. การรณรงค์และผลักดันนโยบายสาธารณะ ชมรมฯ ร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในการรณรงค์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และผลักดันนโยบายที่สนับสนุนการเกษตรปลอดสารพิษ เช่น การควบคุมการนำเข้าสารเคมี การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนก���รผลิต และการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตหรือจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษ 5. การวิจัยและพัฒนา ชมรมฯ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืน เช่น การผลิตปุ๋ยชีวภาพและสารกำจัดศัตรูพืชจากธรรมชาติ เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสำหรับเกษตรกร ผลกระทบเชิงบวกจากการดำเนินงานของชมรมฯ ด��วยความมุ่งมั่นและการดำเนินงานของชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย ผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นคือ: • เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษในตลาดที่มีมูลค่าสูง • ผู้บริโภคได้รับสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น • สิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟูจากการลดการปนเปื้อนของสารเคมีในดิน น้ำ และอากาศ • เศ���ษฐกิจท้องถิ่นเติบโตจากการพัฒนาเกษตรอินทรีย์และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน ข้อท้าทายและแนวทางแก้ไข แม้จะมีผลลัพธ์ที่ดี แต่การลดการใช้สารพิษในภาคเกษตรยังคงเผชิญกับความท้าทาย เช่น ความเคยชินของเกษตรกรที่พึ่งพาสารเคมี ความต้องการแรงสนับสนุนทางการเงิน และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ชมรมฯ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มแข็งในการทำงานร่วมก���บภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคธุรกิจ เพื่อให้การรณรงค์มีประสิทธิภาพและเกิดผลกระทบในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยรวม “ชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย” มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรไทยให้ปลอดภัยและยั่งยืน ด้วยบทบาทในการให้ความรู้ สร้างเครือข่าย ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ และผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้อง ชมรมฯ จึงเป็นแรงผลักดัน��ำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป ��ร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์: ตัวช่วยสำคัญสำหรับการปลูกพืชในหน้าแล้งยาวนาน ภัยแล้งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง การขาดแคลนน้ำส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ปัจจุบันมี สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ (Super Absorbent Polymer) ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์คืออะไร? สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ หรือ SAP คือ โพลิเมอร์ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติในการดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณมาก โดยสามารถดูดซับน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า ช่วยรัสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ดูดซับน้ำ จะพองตัวกลายเป็นเจล ซึ่งจะค่อยๆ ปลดปล่อยน้ำออกมาให้พืชดูดซึมไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง คุณสมบัติเด่นของสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ สามารถดู��ซับน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวเอง 200-400 เท่าและค่อยๆปลดปล่อยน้ำได้อย่างช้าๆ ช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยใช้งานง่าย สามารถผสมกับดินได้โดยตรง หรือใช้โรยรอบๆ โคนต้น ที่สำคัญสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ยังมีความปลอดภัยสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อดินและพืช ประโยชน์ของสารอุ้มน้ำโพลิเมอ��์ต่อการปลูกพืชในหน้าแล้งยาวนาน ลดความถี่ในการรดน้ำ: SAP ช่วยกักเก็บน้ำไว้ในดิน ทำให้ลดความจำเป็นในการรดน้ำบ่อยๆ ประหยัดเวลาและแรงงาน เพิ่มอัตราการรอดตายของพืช โดยเฉพาะพืชที่เพิ่งปลูกใหม่ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์จะช่วยให้ราก���ด้รับความชื้นอย่างเพียงพอ เพิ่มโอกาสในการตั้งตัว ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาวะขาดแคลนน้ำ พืชยังคงได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง อีกหน้าที่ที่สำคัญคือลดการสูญเสียน้ำ ลดการระเหยของน้ำ ทำให้สามารถใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า เหมาะสำหรับพื้นที่แห้งแล้ง สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย อา��าศถ่ายเทได้ดี รากพืชเจริญเติบโตได้ง่าย การใช้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ในการเกษตร สามารถใช้ได้ทั้ง ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลองกอง มังคุด ลำใย ลองกอง เงาะ ฯลฯ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ โดยผสมลงในดินก่อนปลูก หรือโรยรอบๆ โคนต้น การผสมดินปลูกอาจจะใช้ชนิดละเอียดจะเหมาะสมมากกว่าชนิดเม็ด ลงในดินตอนปลูก หรือใช้โรยรอบๆ บริเวณทรงพุ่ม การใ��้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ในไม้ดอกไม้ประดับ จะช่วยยืดอายุการบานของดอกไม้ และลดความถี่ในการรดน้ำ ถ้าใชใชาสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ในการปลูกหญ้า จะช่วยให้หญ้าเขียวขจี แม้ในช่วงหน้าแล้งช่วยวยสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและสารเคมีช่วยลดการสูญเสียปุ๋ยที่ละลายน้ำ เนื่องจากน้ำจะถูกก��กไว้ในดินนานขึ้น ทำให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุยมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการดูดซับน้ำ แม้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การใช้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ ยังช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง ช่วยให้พืชสามารถต้านทานสภาพอากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ดียิ่งขึ้น สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้งยาวนาน สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ ช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูง เป็นทางเลือกที่ยั่งยืน ช่วยประหยัดน้ำ และลดต้นทุนในการผลิต เกษตรกรยุคใหม่ควรศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปล��กต่อไป ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ซิลิคอน (H4SiO4): เกราะป้องกันธรรมชาติ เสริมแกร่งพืชผล สู่เกษตรก��รมยั่งยืน ในโลกที่การเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งโรคระบาด ศัตรูพืช และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เกษตรกรจึงมองหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตร หนึ่งในนั้นคือการใช้ประโยชน์จาก ซิลิคอน (H4SiO4) หรือ กรดออร์โธซิลิซิก ธาตุอาหารพืชที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและภูมิต้านทานโรคให้กับพืช ซิลิคอน (H4SiO4) ทำงานอย่างไร? เมื่อพืชดูดซึมซิลิคอน (H4SiO4) เข้าไป จะเกิดการสะ���มเป็นชั้นซิลิกา (SiO2) ภายในผนังเซลล์พืช ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน เสริมสร้างโครงสร้างให้แข็งแรง ทนทานต่อแรงกด ลดการสูญเสียน้ำ และป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช ประโยชน์ของซิลิคอน (H4SiO4) ต่อภาคเกษตร ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์พืช ชั้นซิลิกาในผนังเซลล์ ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง ใบตั้งตรง ลดการหักล้ม ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน เช่น ลมแร�� ฝนตกหนัก หรือแสงแดดจัด, ซิลิคอนช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ชั้นซิลิกาในเซลล์พืชจะเป็นปราการป้องกันเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และแมลงศัตรูพืช ลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคใบไหม้ โรครากเน่า โรคกาบใบแห้ง การทำให้พืชมีภูมิต้านทาน มีเซลล์ที่แ��็งแกร่งจากซิลิคอน ช่วยลดการใช้สารเคมีหรือใช้ในปริมาณที่ลดน้อยลงมา เมื่อพืชแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค เกษตรกรก็สามารถลดการใช้สารเคมีกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม นอกจากซิลิคอนมีบทบาทที่โดดเด่นในด้านการสร้างภูมิต้านทานเสริมความแข็งแกร่งให้กับเซลล์พืชแล้ว ซิลิคอนยังมีบทบาทในด้านการเพิ่มผลผลิต พืชที่แข็��แรง มีอัตราการสังเคราะห์แสงที่ดี เจริญเติบโตได้เต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ เก็บเกี่ยวได้นาน และที่สำคัญองค์ประกอบที่ซิลิคอนเป็นส่วนหนึ่งของหินแร่ภูเขาไฟหรือซีโอไลท์จึงมีบทบาทที่สำคัญอีกด้านคือการปรับปรุงคุณภาพดิน ซิลิคซิลิคอนลิคอนในรูปของหินภูเขาไฟที่ละลายน้ำได้แตกต่างจากซิลิคอนที่มาจากหิน ดิน หรือทรายจะช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เพิ่มกา��ระบายน้ำ และช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ตัวอย่างพืชที่ได้รับประโยชน์จากซิลิคอน เช่น ข้าวันนี้ จะมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เมล็ดเต่งตึง เพิ่มผลผลิต, พืชผัก เช่น มะเขือเทศ แตงกวา พริก ลดการเกิดโรคใบจุด โรคราน้ำค้าง ผลผลิตมีคุณภาพดี, ไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย แข็งแรง ทนทานต่อโรค ผลใหญ่ รสชาติดี, ยางพารา: เพิ่มผลผลิตน้ำยาง ป้องกันโรคหน้ายางตายนิ่ง Silicon (H4SiO4) เป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเกษตรยุคใหม่ ด้วยความสามารถในการเสริมสร้างความแข็งแรงของพืช เพิ่มภูมิต้านทานโรคและศัตรูพืช และช่วยลดการใช้สารเคมี ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสนับสนุนความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม Silicon จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรให้��ีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยว���ับสารเคมีภาคการเกษตร ในชีวิตประจำวัน เราสัมผัสกับสารเคมีมากมาย ตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือน ยา อาหาร ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หลายคนอาจเข้าใจว่า สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงเหมือนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่ความจริงแล้ว สารเคมีทุกชนิดล้วนมีโอกาสก่อให้เกิดอ��นตรายได้ หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือมีการสะสมในปริมาณมากเกินไป สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู แม้จะผ่านการทดสอบความปลอดภัยแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ เช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ในสบู่ แชมพู อาจทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง สารกันเสีย พาราเบน ในเครื่องสำอาง อาจรบกวนระบบฮอร์โมน น้ำหอมสังเคราะห์ ในผลิตภัณฑ��ต่างๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มผลผลิต แต่ก็สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง สารเคมีที่ปลอดภัย และ สารเคมีที่มีพิษตกค้าง จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไป เบื้องต้นจึงขอกล่าวถึง สารเคมีที่ปลอดภัย เช่น ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยน้ำ และอาหารเสริมพืช มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเปรียบได้กับผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือแชมพูสระผม ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม โดยมีจุดเด่น คือ ไม่มีพิษตกค้างร้ายแรง สารเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายสิ่งมีชีวิต เช่น แมลงหรือวัชพืช จึงมีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเมื่อใช้อย่างถูกวิธี เป็นประโยชน์ต่อพืช คือ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มความแข็งแรงของพืช และเสริมธาตุอาหารที่พืชต้องการ ยกตัวอย่างปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดิน เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม, อาหารเสริมพืชหรือกลุ่มจุลธาตุต่าง ๆ เสริมธาตุอาหารรองและจุลธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โบรอน นิกเกิ้ลและสังกะสี, ปุ๋ยน้ำ ใช้ฉีดพ่นหรือผสมในระบบน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม ลำดับถัดมา คือ สารเคมีที่มีพิษตกค้าง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เช่น สารกำจัดโรคพืช ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมหรือกำจัดสิ่งมีชีวิตที่เป็นภัยต่อพืช อย่างไรก็ตาม สารเหล่านี้มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษ��์หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง พิษตกค้างในธรรมชาติ สารบางชนิดมีอายุการสลายนานและสามารถสะสมในดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยการสัมผัสหรือบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหา��ใจ โรคมะเร็ง หรือความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น การลดลงของประชากรแมลงที่เป็นประโยชน์ ข้อควรระวังในการใช้สารเคมี เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีพิษตกค้าง ควรเลือกชนิดที่มีอัตราการสลายตัวเร็วและใช้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่���วข้องควรส่งเสริมการใช้เช่นหินแร่ภูเขาไฟที่มีส่วนประกอบซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ทำให้พืชแข็งแรงเหมือนนักมวยไก่ชนทานต่อต่อไวรัสหรือหวัดนกในอดีต ส่งเสริมการใช้สารชีวภาพ เช่น การใช้สารสกัดจากธรรมชาติหรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์แทนสารเคมีที่มีพิษตกค้าง ให้ความรู้ความเข้าใจในการสร้างสมดุลในระบบการเกษตร ลดการใช้สารเคมีที่เกินความจำเป็นและส่งเสริมกา��เกษตรแบบยั่งยืน สารเคมีที่ปลอดภัย เช่น ปุ๋ยและอาหารเสริมพืช มีลักษณะเหมือนผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลตัวเองที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยส่งเสริมสุขภาพพืชโดยไม่มีผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในทางตรงกันข้าม สารเคมีที่มีพิษตกค้าง เช่น ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหากใช้อย่างไม่เหมาะสม การเลือกใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและส���งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดผลกระทบต่อโลกและผู้บริโภคในระยะยาว ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ภัยเงียบจากสาร��คมี: เมื่อผืนดิน สายน้ำ และชีวิต ถูกกัดกร่อน ในอดีต แม่น้ำลำธารที่ใสสะอาดเคยเป็นแหล่งน้ำดื่มและแหล่งอาหารธรรมชาติที่สำคัญของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย แต่ในยุคปัจจุบัน การพัฒนาทางการเกษตรที่มุ่งเน้นผลผลิตสูงสุดด้วยการใช้สารเคมีจำนวนมหาศาลกลับส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง สารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงทำลายดินและน้ำ แต่ยังสร้า���ผลกระทบระยะยาวที่ยากจะแก้ไข ภาพฝันของแม่น้ำใสสะอาด ปลาแหวกว่ายเต็มท้องทุ่งนา คงเป็นภาพชินตาของใครหลายคน แต่ปัจจุบัน ภาพเหล่านั้นกลับเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำเน่าเสีย สัตว์น้ำลอยตาย และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลพวงจาก "สารเคมีทางการเกษตร" ที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ สารเคมีที่เกษตรกรใช้เพื่อกำจัดโรค แมลงศัตรูพืช และวัชพืชนั้น แม้จะช่วยเพิ่มผลผลิตในระยะสั้น แต่กลับส่งผลร้ายแรงในระยะยาว สารพิษเหล่านี้ตกค้างอยู่ในดิน ซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ปนเปื้อนไปกับแม่น้ำลำคลอง ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ส่���ผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรง บางชนิดสูญพันธุ์ไป บางชนิดสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน้ำ สารพิษยังคงวนเวียนอยู่ในระบบนิเวศ ปนเปื้อนในพืชผักที่เรารับประทาน สัตว์ที่เรานำมาบริโภค และแม้กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ ภัยเงียบนี้ค่อยๆ กัดกร่อนสุขภาพของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง�� มากมาย ที่น่าตกใจคือ แม้แต่มนุษย์เองก็ไม่สามารถดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป เราต้องพึ่งพาน้ำดื่มบรรจุขวด ซื้อน้ำจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะหันมาตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันรณรงค์ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีทางการเกษตร? ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร 1. การทำลายสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่ถูกใช้ในไร่นาส่วนใหญ่มักซึมลงไปในดินและไหลลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ทำให้แม่น้ำลำธารกลายเป็นแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนพิษ ส่งผลให��มนุษย์และสัตว์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเหล่านี้ได้เหมือนในอดีต 2. การทำลายระบบนิเวศ พิษจากสารเคมีในน้ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งเคยเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของคนไทย บางชนิดเริ่มสูญพันธุ์หรือจำนวนลดลงอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านที่เคยพึ่งพาธรรมชาติต้องหันมาซื้อวัตถุดิบจากร้านค้าในราคาที่สูงขึ้น 3. ต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น น้ำที่เคยดื่มได้โดยตรงจากธรรมชาติกลับไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป ผู้คนจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำสำหรับใช้ในครัวเรือนจากร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ การหาซื้ออาหารทะเลหรืออาหารสดที่มีคุณภาพก็ยากขึ้นเพราะแหล่งอาหารธรรมชาติถูกทำลาย 4. ผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ การบริโภคอาหารหรือใช้น้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น ���รคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ แนวทางการแก้ไขและการรณรงค์ 1. ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยช่วยลดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศกลับคืนมา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเพาะปลูกแบบยั่งยืน 2. การให้ความรู้แก่เกษตรกร การให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีและการนำเสนอทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สมุนไพรหรือการปลูกพืชหมุนเวียน จะช่วยให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง 3. มาตรการทางกฎหมาย การควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นพิษอย่างเข้มงวด รวมถึงการออกกฎหมายที่ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมี จะช่วยลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. การมีส่���นร่วมของชุมชน การสร้างความร่วมมือในชุมชนเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน เช่น การตั้งกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ การจัดกิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการแบ่งปันความรู้ เป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ การมุ่งไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน การลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการรักษาวิถีชีวิตที่สมดุลของมนุษย์และธรรมชาติ ความร่วมมือระหว���างเกษตรกร หน่วยงาน��าครัฐ และประชาชนทั่วไปคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่ซึ่งผืนดิน ผืนน้ำ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและยั่งยืน. ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่��ใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
หินแร่ภูเขาไฟและยิปซั่ม: วัสดุธรรมชาติที่ช่วยปรับปรุงดินเพื่อการเกษตร การเกษตรที่ยั่งยืนต้องอาศัยดินที่มีคุณภาพดี ทั้งในด้านโครงสร้างและคุณสมบัติทางเคมี เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดี องค์ประกอบของดินที่ดีคือ มีอินทรีย์วัตถุ 5% น้ำ 25% อากาศ 25% และอินทรีย์หินแร่ 45% แต่หากว่าการเพาะปลูกที่ยาวนานผ่านรุ่นสู่รุ่น การนำผลผลิตออกจากแปลงกับอาหารที่เติมเข้าไปไม่สมดุลทำให้ดินเสื่อม ดินจืด หนึ่งในวิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก คือการใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง หินแร่ภูเขาไฟ และ ยิปซั่ม ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยเสริมความโปร่งฟู ร่ว��ซุย และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายถ่ายเทน้ำและอากาศในดิน หินแร่ภูเขาไฟ (Volcanic Rock Minerals) เกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงหลังการปะทุของภูเขาไฟ โดยมีแร่ธาตุหลากหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม ฯลฯ และที่โดดเด่นมีมากถึงกว่า 70% คือ ซิลิกา (Silica) ซึ่งแร่ธาตุสารอาหารทั้งหมดนี้มีผลต่อการปรับปรุงดินในระยะยางแ��บยั่งยืน เช่น 1. เพิ่มความโปร่งและร่วนซุยของดิน หินแร่ภูเขาไฟมีโครงสร้างเป็นรูพรุน ทำให้ดินสามารถระบายถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี ลดปัญหาดินแน่นและการเกิดน้ำขัง 2. ปลดปล่อยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพืช หินแร่ภูเขาไฟมีแร่ธาตุที่สามารถปลดปล่อยออกมาในดินอย่างช้า ๆ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ช่วยบำรุงพืชและกระตุ้นการเจริญเติบโต 3. เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน รูพร���นในหินแร่ภูเขาไฟเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินและส่งเสริมสุขภาพของระบบราก ยิปซั่ม (Gypsum) เป็นแร่ธรรมชาติที่มีองค์ประกอบหลักคือแคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเกษตรในหลากหลายด้าน ได้แก่: 1. ปรับปรุงโครงสร้างดิน ยิปซั่มช่วยลดการจับตัวเป็นก้อนของดินเหนียว ทำให้ดินมีความโปร่งและร่วนซุยขึ้น พืชสามารถชอนไชรากได้ง่าย 2. เพิ่มการระบายและการถ่ายเทน้ำ ยิปซั่มช่วยปรับสมดุลการระบายถ่ายเทน้ำในดิน โดยเฉพาะในดินที่มีปัญหาน้ำขังหรือน้ำซึมผ่านได้ยาก 3. เพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน แคลเซียมในยิปซั่มช่วยเสริมสร้างโครงสร้างของเซลล์พืช ขณะที่ซัลเฟอร์��่วยในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของพืช 4. ลดความเป็นพิษของดินเค็ม ยิปซั่มสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดินเค็มหรือดินที่มีโซเดียมสูง โดยทำปฏิกิริยากับโซเดียมและช่วยให้โซเดียมถูกชะล้างออกจากดินได้ง่าย ประโยชน์ของการใช้หินแร่ภูเขาไฟและยิปซั่มหรือชื่อในทางการค้า เช่น ภูไมท์ซัลเฟต , พูมิชซัลเฟอร์ ในการปรับปรุงดินทางเกษตรกรรมช่วยเสริมสร้างโครงสร้างดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช ดังนี้: 1. เพิ่มความสมดุลระหว่างการอุ้มน้ำและการระบายน้ำ ดินที่ผ่านการปรับปรุงจะสามารถอุ้มน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่ไม่เกิดน้ำขัง 2. ลดการพังทลายของดิน ดินที่มีความร่วนซุยจากหินแร่ภูเขาไฟและโครงสร้างที่ดีจากยิปซั่มจะลดการสูญเสียดินและธาตุอาหารไปกับน้ำฝน 3. เพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน วัสดุ��ั้งสองชนิดช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างธาตุอาหารให้พืช การมีดินที่เหมาะสมเป็นพื้นฐานสำคัญของการเพาะปลูกพืช ดินที่ดีควรมีโครงสร้างที่โปร่ง ฟู ร่วนซุย เพื่อให้รากพืชสามารถชอนไชหาอาหารและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยในการระบายน้ำและอากาศ ป้องกันปัญหารากเน่าและโรคพืชต่างๆ การใช้หินแร่ภูเข��ไฟและยิปซั่มเป็นวัสดุปรับปรุงดิน เป็นวิธีการธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความโปร่งฟู ร่วนซุย และปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้กับดิน ลดปัญหาดินแน่นและดินเค็ม การใช้วัสดุเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร.มนตร��� บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ปลูกป่าสร้างน้ำฟื้นฟูระบบนิเวศเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่า พอดีได้มีโอกาสเดิ���ทางไปยังจังหวัดจันทบุรี ไปเยี่ยม มิ่งรุจิราลัยฟาร์มแลน ของท่านอาจารย์นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ซึ่งมีพื้นที่โดยประมาณ 400 ไร่ ที่นี่มีการรับเลี้ยงสัตว์จากการถูกเชือด ถูกฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์ มีวัวควาย หมูป่า รวมกันหลายร้อยตัว ซึ่งก็มีข้อจำกัดในเรื่องอาหารการกินที่จะดูแลให้อิ่มหนำสำราญได้ตลอดทั้งปี จึงมีแนวคิดเรื่องการปลูกป่าเพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า เป็นแนวทางหนึ่งที่คิดว่าการช่วยฟื้นฟูธร��มชาติและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสัตว์ป่า เช่น ช้าง หมูป่า วัว และควาย การปลูกป่าที่ประกอบด้วยพืชหลายชนิด เช่น กล้วย ไม้ผล และไม้พี่เลี้ยงอย่างต้นมะเดื่อและต้นทองหลาง ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม แต่ยังสร้างแหล่งอาหาร น้ำ และความชุ่มชื้นที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าอีกด้วย การออกแบบการปลูกป่าเพื่อสัตว��ป่า 1. พืชตระกูลมะเดื่อ พบว่าในป่าแถว 3 จังหวัดภาคใต้ พบว่าแหล่งอาหารหลักของสัตว์ป่า มะเดื่อเป็นพืชที่มีผลให้สัตว์ป่ากินได้ตลอดทั้งปี เช่น ช้าง หมูป่า และนกหลายชนิด ผล��องมะเดื่ออุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ อีกทั้งยังมีระบบรากลึกที่ช่วยอุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นในดิน เหมาะต่อการเป็นพืชพี่เลี้ยงที่ปลูกแซมกับไม้ผลอื่นๆ 2.ต้นทองหลาง ไม้พี่เลี้ยงเพื่อการเจริญเติบโตของพืชอื่น ทองหลางมีคุณสมบัติพิเศษในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และใบของมันที่ร่วงหล่นลงมาสามารถย่อยส���ายกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติให้แก่พืชชนิดอื่น รวมถึงช่วยสร้างร่มเงาเพื่อปกป้องพืชที่ยังเล็ก เช่น กล้วยและไม้ผลต่าง ๆ พบว่าทางภาคใต้เกษตรกรมักปลูกแซมกับสวนทุเรียน มังคุด ทำให้สวนมีความยั่งยืน ทนแล้ง ทนฝน ได้เป็นอย่างดี 3.กล้วย พืชที่ให้ทั้งอาหารและความชุ่มชื้น กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และมีผลเป็นอาหารของสัตว์ป่า เช่น ช้างและหมูป่า นอกจากนี้ ลำต้นของกล้���ยยังสามารถกักเก็บน้ำได้ดี ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ ซึ่งคิดว่ากล้วย นี้น่าจะเป็นพืชหลักๆ ในการปลูกเพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ได้มีกินได้เกือบตลอดทั้งปี 4. ไม้ผล เสริมความหลากหลายของอาหาร ไม้ผล เช่น มะม่วง ขนุน มะขามป้อม ฝรั่ง ชมพุ่ ละมุด และลำไย เป็นแหล่งอาหารเพิ่มเติมที่ช่วยให้สัตว์ป่ามีอาหารหลากหลายตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง การสร้างระบบนิเวศที่สมดุล ระบบนิเวศป่าที่ออกแบบให้พืชและสัตว์พึ่งพาอาศัยกันเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ป่าสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน เช่น ใบของต้นทองหลางที่ร่วงหล่นช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและเป็นปุ๋ยให้กับพืชอ��่น ผลมะเดื่อและผลไม้จากต้นอื่นๆ ถูกสัตว์ป่ากินและกระจายเมล็ดผ่านมูลสัตว์ ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ลำต้นและใบกล้วยช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ขนาดเล็ก การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน 1. การปลูกป่าแบบผสมผสาน การปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันช่วยลดปัญหาการแย่งทรัพยากรในดินและเพิ่มความหลา��หลายของระบบนิเวศ 2. การใช้น้ำหมุนเวียนและการจัดการปุ๋ยธรรมชาติ การสร้างระบบเก็บกักน้ำ เช่น บ่อพักน้ำหรือการปลูกพืชที่ช่วยอุ้มน้ำ ช่วยลดความแห้งแล้งในพื้นที่ ส่วนใบไม้ที่ร่วงหล่นสามารถเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี 3. การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า รวมถึงการใช้ป่าเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อบูรณาการไปยังสัตว์สัตว์ป่าที่มักเป็นข่าวกับชตลอดปีด้วย เช่น ช้าง หรือในพื้นที่เป้าหมาย คือ หมูป่า วัว และควาย ให้มีอาหารและน้ำเพียงพอตลอดปี สร้างระบบนิเวศมีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น ชุมชนได้รับประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า การปลูกป่าโดยอิงหลักการพึ่งพาและ���าศัยกันระหว่างพืชและสัตว์ เป็นการสร้างสมดุลที่ดีระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบจากการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลดลงของแหล่งอาหารในธรรมชาติ ถือเป็นแนวทางที่ส่งเสริมทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่านใดสนใจที่จะบริจาคหรือแนะนำแหล่งพันธุ์กล้วย ทองหลาง มะเดื่อ หรือพืชไม้ผลที่จำเป็น ติดต่อนะนำมาได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิ���แห่งประเทศไทย https://t.co/bJ7ZqSO9Sm หรือโทร.02 9861680 ถึง 2 นะครับ ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
คุณสมบัติของดินไม่ดี ใส่ปุ๋ยไม่งาม ดินเปรียบเสมือนบ้านของพืช หากบ้านไม่ดี พืชก็ย่อมไม่อาจเติบโตได้อย่างเต็มที่ "ความอุดมสมบูรณ์ของดิน" จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากธาตุอาหารแล้ว "สภาพความเป็นกรด-ด่าง" ของดินก็เป็นอีกปัจจัยสำ��ัญที่กำหนดชะตาชีวิตของพืชเช่นกัน ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากเป็นแหล่งธาตุอาหาร น้ำ และที่ยึดเกาะของรากพืช อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของดินที่ไม่เหมาะสม เช่น ดินที่มีความเป็นกรดจัด ด่างจัด หรือเค็มมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อพืชโดยตรง ทั้งในด้านการดูดซึมสารอาหารและการเจริญเติบโตโดยรวม นอกจากนี้ยังทำให้ต้องสิ้นเปล��องปุ๋ยโดยไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บทความนี้จะกล่าวถึงคุณสมบัติของดินที่ไม่เหมาะสมและผลกระทบที่ตามมาอย่างละเอียด 1. ดินเปรี้ยว (กรดจัด) เกิดจากการสะสมของไฮโดรเจนไอออน (H+) ในดินมากเกินไป มักพบในพื้นที่ฝนตกชุก ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ต่ำกว่า 5.5 ถูกจัดว่าเป็นดินกรดจัด ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การสะสมของกรดอินทรีย์ในดิน การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นเวลานาน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ดินเปรี้ยวส่งผลกระทบต่อพืช คือทำให้การละลายของธาตุอาหารบางชนิด เช่น อลูมิเนียม (Al) และเหล็ก (Fe) จะเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อรากพืชและการ��จริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็น เช่น แคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) ถูกชะล้างออกจากดิน ทำให้พืชขาดธาตุอาหารที่สำคัญการดูดซึมฟอสฟอรัส (P) ของพืชลดลง เนื่องจากฟอสฟอรัสจะเกิดปฏิกิริยากับธาตุเหล็กหรืออลูมิเนียมจนตกตะกอน ดินกรดจัดนี้จะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุอาหารที่จำเป็นของพืช โดยเฉพาะฟอสฟอรัส ทำให้รากพืชถูกทำลาย แม้ใส่ปุ๋ยมากแค่ไหน พืชก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่า��เต็มประสิทธิภาพ 2. ดินที่มีความเป็นด่างจัด ดินด่าง เกิดจากการสะสมของแคลเซียมคาร์บอเนตและแมกนีเซียมคาร์บอเนต ดินชนิดนี้จะทำให้ธาตุอาหารบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ละลายน้ำยาก พืชจึงไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ แม้ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุเหล่านี้ พืชก็จะแสดงอาการขาดธาตุอาหารอยู่ดี ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) สูงกว่า 8.0 ถือว่าเป็นดินด่างจัด ซึ่งมักเกิดในพื้นที่ที่มีการสะสมของเกลือและโซเดียมในดิน หรือในพื้นที่ที่มีการระเหยน้ำสูง ส่งผลกระทบต่อพืช ทำให้ธาตุอาหารบางชนิด เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) และสังกะสี (Zn) จะตกตะกอนหรืออยู่ในรูปที่พืชดูดซึมไม่ได้ ส่งผลให้พืชขาดธาตุอาหาร โครงสร้างของดินในสภาพด่างจัดมักเป็นดินที่แน่นแข็ง ทำให้รากพืชไม่สามารถเจริญเติบโตและแผ่ขยายได้ดี พืชที่ปลูกในดินด่างมักแสดงอาการใบเหลืองและแคระแกร็นเนื่องจากการขาดธาตุอาหาร 3. ดินเค็ม เกิดจากการสะสมของเกลือในดินในปริมาณสูง ซึ่งมักพบในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล พื้นที่แห้งแล้ง น้ำทะเลหนุนสูง หรือมีการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป สาเหตุสำคัญของดินเค็มคือการระเหยของน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง และการใช้น้ำชลประทานที่มีความเค็มสูง ความเค็มในดินจะทำใ��้พืชสูญเสียน้ำ รากพืชดูดน้ำได้ยาก ส่งผลให้พืชเหี่ยวเฉา แม้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ดินเค็มส่งผลกระทบต่อพืช คือ เกลือในดินขัดขวางการดูดน้ำของรากพืช ส่งผลให้พืชเกิดภาวะเครียดน้ำ แม้ดินจะมีน้ำเพียงพอ เกลือที่สะสมในรากพืชอาจเป็นพิษต่อพืชโดยตรง ทำให้การเจริญเติบโตลดลง การดูดซึมธาตุอาหาร เช่น โพแทสเซียม (K) ลดลง เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยโซเดียม (Na) ในดิน ในดินที่ม���คุณสมบัติไม่ดี ดังที่ได้กล่าวมา��ั้งหมด ส่งผลให้การใส่ปุ๋ยมักไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง เนื่องจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปอาจ ไม่ละลายหรือถูกดินตรึงไว้ ทำให้พืชดูดซึมไม่ได้ ถูกชะล้างออกจากดินอย่างรวดเร็วในกรณีของดินกรดจัดหรือดินทราย สูญเสียคุณค่าในดินเค็มและดินด่างเนื่องจากปฏิกิริยากับเกลือหรือแร่ธาตุอื่นๆ ผลที่ตามมาคือเกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณมากขึ้นเพื่อชดเชยการสูญเสีย ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผ���ิตโดยไม่เพิ่มผลผลิตตามที่ต้องการ แนวทางแก้ไข - ดินกรดจัด ปรับปรุงดินด้วยการใส่กลุ่มวัสดุปูน เช่น ปูนมาร์ล ปูนขาว ปูนโดโลไมต์ ปูนฟอสเฟต เป็นต้น เพื่อเพิ่มค่า pH และเติมธาตุอาหารที่ขาดv - ดินด่างจัด: ปรับปรุงดินด้วยสารปรับปรุงดิน เช่น กำมะถัน ยิปซั่ม ภูไมท์ซัลเฟตถุงสีแดงใส่วัสดุอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยปรับโครงสร้างดิน - ดินเค็ม: ใช้หินแร่ภูเขาไฟเพื่อให���สร้างความต้านทาน การใช้น้ำชลประทานคุณภาพดีล้างเกลือออกจากดิน และเลือกปลูกพืชที่ทนเค็มได้ เช่น ข้าวบาร์เลย์หรือถั่วชนิดต่างๆ - เลือกใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม: เลือกปุ๋ยให้ตรงกับชนิดของพืชและสภาพของดิน - ใช้วิ��ีการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ: เช่น ระบบน้ำหยด เพื่อลดการสูญเสียน้ำและปุ๋ย สรุปคือ ดินที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เช่น ดินกรดจัด ด่างจัด และเค็ม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เพราะทำให้พืชดูดซึมธาตุอาหารไม่ได้ ส่งผลให้พืชไม่สมบูรณ์และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้น การปรับปรุงดินจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ด���ขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
อ่างทอง ครัวกรุงเทพฯแห่งความยั่งยืน? จังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ราบลุ่มและมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสายย่อยต่างๆ ทำให้จังหวัดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการทำการเกษตร นอกจากนี้ การอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและมีประชากรหนาแน่น ยังส่งเสริมให้อ่างทองมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญที่ป้อนพลเมืองชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของจังหวัดอ่างทองในฐานะ “ครัวกรุงเทพฯ” 1. การผลิตข้าวและธัญพืช อ่างทองเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวคุณภาพสูงของประเทศ ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำที่เพียงพอตลอดทั้งปี การผลิตข้าวในอ���างทองไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการในท้องถิ่น แต่ยังสามารถส่งต่อไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งมีความต้องการข้าวจำนวนมากเพื่อรองรับประชากรในพื้นที่ 2. การปลูกผักและผลไม้ เกษตรกรในอ่างทองมีการปลูกผักและผลไม้หลากหลายชนิด เช่น ผักกาด คะน้า แตงโม และมะม่วง ผลผลิตเหล่านี้มีความสดใหม่และสามารถส่งตรงสู่ตลาดในกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากระยะทางระหว่างสองพื้นที่ไม���ไกลนัก 3. การเลี้ยงสัตว์และการผลิตอาหารแปรรูป อ่างทองยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด และสุกร รวมถึงการผลิตอาหารแปรรูป เช่น กุนเชียง ไส้กรอก และปลาร้า ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการยอม��ับในเรื่องคุณภาพและรสชาติ และเป็นที่ต้องการในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง 4. การประมงน้ำจืด ด้วยลำน้ำที่หลากหลาย อ่างทองมีการประมงน้ำจืดที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของวัตถุดิบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นปลาสด ปลาร้า หรือปลาย่าง ที่สามารถส่งตรงไปยังกรุงเทพฯ ได้ ความเหมาะสมของจังหวัดอ่างทองในการทำหน้าที่เป็น “ครัวกรุงเทพฯ” 1. ทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการขนส่ง จังหวัดอ่างท��งตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ โดยมีระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ระบบถนนและการคมนาคมที่เชื่อมโยงระหว่างสองพื้นที่นี้ทำให้การขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารทำได้รวดเร็ว ลดต้นทุนและรักษาความสดใหม่ของสินค้า 2. ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ของอ่างทองเหมาะสมต่อการทำการเกษตร ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถผลิตอาหารได้ตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยใ���้เกิดความต่อเนื่องในการป้อนผลผลิตสู่ตลาด 3. ชุมชนเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนของอ่างทองมีความเชี่ยวชาญในการทำเกษตรและการแปรรูปอาหารที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์และเครือข่ายเกษตรกรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการจัดจำหน่าย 4. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ภาครัฐให้การสนับสนุนด้านการ��ัฒนาการเกษตรในอ่างทอง ทั้งในรูปแบบเงินทุน เทคโนโลยี และการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีศักยภาพมากขึ้นในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความท้าทายและแนวทางพัฒนา แม้ว่าอ่างทองจะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความท้าทาย เช่น การจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งหรือการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรในตลาดระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการ��ัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร การสร้างเครือข่ายตลาดที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะของเกษตรกรจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในบทบาทของอ่างทองในฐานะ “ครัวกรุงเทพฯ” ภาพรวมจังหวัดอ่างทองถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญในการป้อนอาหารให้กับกรุงเทพมหานคร ด้วยทำเลที่ตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ และความเข้มแข็งของชุมชน อ่างทองสามารถทำหน้าที่เป็น “ครัวกรุงเทพฯ” ได้อย่างสมบูรณ์ หากได้รับการสนับสนุนและการพัฒนาอย่างเหมาะสม อ่างทองจะไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังสามารถขยายบทบาทสู่ตลาดระดับประเทศและระดับโลกได้ในอนาคต ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
#วันรัฐธรรม��ู
ญ ๑๐ ธันวาคม . วันที่ระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศแก่ประชาชนชาวไทย
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
สารชีวภัณฑ์ไทย: ทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย ขยายเชื้อได้ ใช้ง่ายประสิทธิภาพสูง ปัจจุบันเกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน และผลกระทบจากการใช้สารเคมีในระยะยาวต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การนำ สารชีวภัณฑ์ มา���ช้ในภาคเกษตรกรรมจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและตอบโจทย์การทำเกษตรยุคใหม่ สารชีวภัณฑ์คืออะไร? สารชีวภัณฑ์ (Biological Products) คือผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น แบคทีเรีย รา และไวรัส ที่มีประโยชน์ต่อพืชและดิน ซึ่งใช้ในการควบคุมโรคพืช ศัตรูพืช หรือช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ตัวอย่างเช่น บิวเวอร์เรีย ที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช หรือ ไตรโคเด��ร์มา ที่ช่วยควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืช ทางเลือกในการใช้สารชีวภัณฑ์ ไม่จำเป็นต้องใช้แบบสำเร็จรูปเสมอไป แม้ว่าสารชีวภัณฑ์สำเร็จรูปที่จำหน่ายในตลาดจะสะดวกและพร้อมใช้งาน แต่ราคาของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรายย่อยหรือผู้ที่ต้องการลดต้นทุนการผลิต วิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้คือ การขยายเชื้อเอง การขยายเชื้อสารชีวภัณฑ์ เกษตรกรสามารถซื้อหัวเชื้อหรือแม่พันธุ์ในปริมาณน้อยและนำมาขยายในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ถ้าจะหมัก��ุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์ในกลุ่มเชื้อรา ก็อาจจะใช้หัวเชื้อ 1 กิโลกรัม ผสมกับรำละเอียด 10 กิโลกรัม และคลุกผสมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อีก 40 กิโลกรัม พรมน้ำพอชื้นหมักทิ้งไว้ 7-15 วัน ก็สามารถนำไปโรยใต้ทรงพุ่มโคนต้นกับพืชไร่ไม้ผลได้เกือบทุกชนิด อีกวิธีหนึ่งคือนำแป้งข้าวโพดครึ่งกิโลกรัมต้มในน้ำเดือด 20 ลิตร แล้วค่อยโรยแป้งลงไปทีละน้อยเพื่อป้องกันการจั���ตัวเป็นก้อน เมื่อกวนจนเหมือนน้ำราดหน้าแล้ว เทใส่ถาด คลุมด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้พออุ่น โรยหัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มเชื้อราอย่างใดอย่างหนึ่งเพียง 100 กรัม ให้ทั่ว แล้วบ่มไว้ประมาณ 7-10 วัน กวนให้เข้ากันนำไปผสมน้ำ 100 ซี.ซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร ประหยัดได้สูงสุดถึง 4,000 ลิตร ส่วนชีวภัณฑ์ในกลุ่มแบคทีเรีย อย่างเช่น บีที , บาซิลลัส ซับธิลิส ให้นำหัวเชื้อเพียง 5 กรัมหมักกับน้ำมะพร้าวอ่อ��� 1 ผล หรือ นมยูเฮชที นมถั่วเหลือง 1 กล่อง (200 ซี.ซี.) หมักทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง นำไปผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปิ๊ป) ฉีดพ่อให้เปียกชุ่มโชกเหมือนฝนตก ดีที่สุดคือในช่วงเย็นแดดอ่อนๆ การขยายเชื้อไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังสามารถปรับปริมาณการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละฤดูปลูก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในแปลงเกษตร ข้อดีของการใช้สารชีวภัณฑ์ขยายเอง 1. ลดต้นทุนการผลิต: การขยายเชื้อเองมีต้นทุนต่ำกว่าก��รซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป 2. ลดการใช้สารเคมี: ลดผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม 3. เพิ่มคุณภาพผลผลิต: พืชแข็งแรงและมีความต้านทานโรคดีกว่า 4. สนับสนุนเกษตรยั่งยืน: สารชีวภัณฑ์ช่วยปรับปรุงคุณภาพดินในระยะยาว ตัวอย่างสารชีวภัณฑ์ยอดนิยมในไทย 1. ไตรโคเดอร์มา ใช้ควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคโคนเน่า โรครากเน่า โดยเชื้อราจะเข้าไปแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของเชื้อราโรคพืช 2. บาซิลลัส ซับทิลิส: ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและควบคุมเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช 3. บิวเวอร์เรีย พาซิลโลมัยซีท และ เมทาไรเซียม ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก โดยเชื้อราจะเข้าทำลายแมลง ทำให้��มลงตายในที่สุด 4. บีที (Bacillus thuringiensis): เป็นแบคทีเรียที่สร้างสารพิษ ใช้ควบคุมหนอนผีเสื้อ โดยหนอนที่กินแบคทีเรียเข้าไปจะตาย 5. ไรโซเบียม: ช่วยตรึงไนโตรเจนในดินสำหรับพืชตระกูลถั่ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นสารชีวภัณฑ์ มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องมีข้อควรระวังในการขยายเชื้อสารชีวภัณฑ์ คือ ควรปฏิบัติตามวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเช��้อโรคอื่น เลือกวัตถุดิบที่สะอาดและปราศจากสารเคมีตกค้าง เก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพ สารชีวภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเกษตรกรไทยลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนในการเกษตร ด้วยการขยายเชื้อเอง เกษตรกรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและผลิตสารชีวภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการในพื้นที่ของตนเอง อีกทั้งยังช่วยลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมสุขภาพข��งดินและผลผลิตในระยะยาว การใช้สารชีวภัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์อนาคตของเกษตรไทยอย่างแท้จริง ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่งประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #���ทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
๗ ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา . ทรงพระเจริญ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ประธานกรรมการ บริษัทไทยกรีนอะโกร จำกัด /ประธานชมรมเกษตร���ลอดสารพิษเเห่งประเทศไทย
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
กะหล่ำปลีปลูกยังไงให้สวย วันนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับการปลูกกะหล่ำปลียังไงให้สวยกันนะคะ ปลูกให้สวยในที่นี้หมายถึง ลูกใหญ่ ใบเขียวเข้ม และไม่มีตัวหนอนในตัวกะหล่ำ โดยกะหล่ำปลีเป็นไม้ล้มลุกที่จัดอยู่ในวงศ์เดียว���ับผักกาด มีลักษณะใบที่ห่อซ้อนกันเป็นชั้นๆ ส่วนใหญ่ที่เราจะเห็นกันมักจะมีสีเขียว แต่ก็จะมีสีอื่นเช่นกัน เช่น สีม่วง สีขาว หรือสีแดง โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกคือ 1. T-523 พันธุ์นี้จะทนโรค ทนฝน ปลูกได้ทุกพื้นที่ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือสามารถเก็บแขนงได้และยังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยทั่วไป 2. T-530 พันธุ์นี้จะห่อหัวแน่น ทนขนส่ง สามารถปลูกได้ทุกฤดู ทนโรคและทนฝน 3. Passion เป็นพันธุ์ที่ปลูกได้ง่าย ทนโรคและหัวใหญ่ พันธุ์นี้จะโดดเด่นในเรื่องงรสชาติเพราะหวาน กรอบ และ อร่อย ซึ่งประโยชน์ของกะหล่ำปลีนั้นจะช่วยในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยวิตามินไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีวิตามินเค และวิตามินเอ มีใยอาหารสูง มีแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียมที่จำเป็นต่อร่างกาย เรามักจะนำกะหล่ำปลีไปประกอบอาหารที่หลากหลาย เช่น ผัด ต��มจืด ซุป การนำกะหล่ำปลีไปดอง หรือการรับประทานแบบสด แต่การรับประทานแบบสดนั้น��าจจะต้องระวังเพราะว่าตัวกะหล่ำปลีนั้นมีสารพิษที่ชื่อว่า กอยโตรเจน ซึ่งจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดโรคคอหอยแต่ก็มีคำแนะนำว่าการเกิดโรคจากสารพิษขนิดนี้นั้นเกิดขึ้นได้ยากเพราะต้องรับประทาบแบบสดในปริมาณที่มากและต่อเนื่องเป็นประจำนั้นเอง กะหล่ำปลีกนั้นสามารถขึ้นกับดินแทบทุกชนิด แต่ดินนั้นต้องโปร่ง และอุณห๓มิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตโดยประมาณคือ 22-25 องศาเซลเซียส มีสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินอยู่ในช่วง 6-6.5 ดินมีความชื้นในดินพอสมควรและโดนแดดตลอดทั้งวัน โดยการเตรียมลงปลูกนั้นจะแนะนำให้ใส่ตัวภูไมท์ผสมลงไปด้วยในอัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ในช่วงการไถพรวนดิน เนื่องจากตัวภูไมท์นั้นจะช่วยให้ดินร่วนซุยอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่พืชที่ทำการเพาะปลูก เมื่อนำต้นกะหล่ำลงปลูกแล้วแนะนำให้ฉีดพ่นด้วยตัวอ���นดิวเซอร์ซึ่งเป็นตัวป้องกันและกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อราโดยอัตราการใช้ จะใช้ 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดในช่วงเช้าแดด��่อนหรือช่วงเย็น นอกจากนี้ต้นกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียมสูง เพื่อใช้ในการสร้างการเจริญเติบโตของต้นพืช โดยปุ๋ยที่จะแนะนำให้ใช้คือ โพแทสเซียมฮิวเมทและทีจีเอ อะมิโน ทั้งสองตัวนี้จะช่วยในเรื่องของการดูดซึมธาตุอาหารละนำพาไปยังส่วนต่างๆของพืช เพิ่มอัตราการหายใจเพิ่มการสังเคราะห์แสงช่วยให้กะหล่ำปลีและการเข้าสีของต้นกะหล่ำปลี โดยอัตราการใช้แพสเซียมฮิวเมท 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และ ทีจีเอ อะมิโน 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมกันแล้วฉัดพ่นให้ทั่วใบ หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถกดไปที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ https://t.co/UxL3imOjYW ธารหทัย จารุเกษตรพร (ตำแหน่ง นักวิชาการ บริษัทไทยกรีนอะโกร จำกัด) #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
ดร.มนตรี บุญจรัส - Dr.Montree Boonjarat
@Montree_Boon
over 1 year ago
ซีโอไลท์และไบโอชาร์ ปรับปรุงดินอย่างไหนจะดีกว่ากัน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม โครงการ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรกรรมเพื่อการฟื้นฟูและความยั่งยืนในพื้นที่สูง (ADB TA-9993) ซึ่งได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อระดมความคิดเห็น ประเด็น “การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในเกษตรกรรมอัจฉริยะด้านภูมิอากาศ (CSA) ในพื้นที่สูง ความท้าทาย���ละโอกาส" โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนญี่ปุ่น (JFPR) และดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย (MOAC) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (OAE)เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก จัดประชุม ณ สำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครการดังนี้ • ลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่สูง • ���พิ่มความสามารถในการปรับตัวของชุมชนและระบบนิเวศในพื้นที่สูง • สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและการจ้างงานในชนบท เป้าหมาย: • พัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่สูงให้มีความสามารถแข่งขัน • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำ CSA มาใช้ ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ทดลองในจังหวัดน่าน ก็จะมี การจัดการน้ำอัจฉริยะ (Keyline Technology, Solar Irrigation) ,การจัดการดินเพื่อกักเก็บคาร์บอน,เศรษฐกิจหมุนเวียน (Bio-Circular-Green Economy) , ระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในการเสวนามีการพูดถึงการใช้ ไบโอชาร์ นำมาปรับปรุงคุณภาพดิน ให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง กักเก็บความชุ่มชื้น และมีการเปรียบเทียบระหว่าง ไบโอชาร์กับซีโอไลท์หรือหินแร่ภูเขาไฟ วันนี้จึงอยากจะนำมาขยายให้ท่านผู้อ่านได้รับข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการนำไปประยุกต์ในงานเกษตรกรรม ไบโอชาร์ (Biochar) และ ซีโอไลท์ (Zeolite) ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการอาจจะมองดูว่าคล้าย ๆ กัน ตรงที่ช่วยกักเก็บดูดซับความชุ่มชื้น หรือบางคนอาจจะคิดเลยเถิดว่าสามารถนำมาทดแทนซีโอไลท์หรือหินแร่ภูเขาไฟได้ ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้อง บนพื้นที่ราบสูง ชายเขา ความลาดเอียงทำให้อินทรีย์วัตถุ ปุ๋ยแร่ธาตุสารอาหารและเนื้อดินถูกพัดพาชะล้างให้สูญเสียโดยง่าย การมีตัวช่วยทำให้โครงสร้างดินแข็งแรงเหมาะสม จึงเป็นสิ่ง��ำคัญ ไบโอชาร์ (Biochar) คุณสมบัติเด่น คือ กักเก็บคาร์บอน มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนในดิน ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มอินทรียวัตถุและสารอาหารในดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ โครงสร้างที่มีรูพรุนช่วยกักเก็บน้ำและสารอาหารในดินได้ดี ช่วยให้จุลินทรีย์ในดินเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับ ดินที่มีความเสื่อมโทรมและขาดอินทรียวัตถุ เกษตรกรรมอินทรีย์หรือพื้นที่ที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัด ผลลัพธ์อาจใช้เวลานานกว่าจะแสดงผลชัดเจน (เป็นการปรับปรุงระยะยาว) ต้องใช้ปริมาณมากเพื่อให้เกิดผลที่ชัดเจนในพื้นที่ขนาดใหญ่ ซีโอไลท์หรือหินแร่ภูเขาไฟ (Zeolite) คุณสมบัติเด่น ���ครงสร้างคล้ายรังผึ้ง มีความสามารถดูดซับและปลดปล่อยสารอาหาร เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุรอง ธาตุเสริม และซิลิก้าต่าง ๆ ออกมาเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศอย่างจุลินทรีย์และพืช ฯลฯ ซีโอไลทืหรือหินแร่ภูเขาไฟ ช่วยควบคุมความเป็นกรด-ด่าง (pH) ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างในดิน ลดการชะล้างปุ๋ย รักษาปุ๋ยในดินได้นานขึ้น ลดการสูญเสียสารอาหารจากน้ำฝนหรือน้ำชลประทาน เพิ่มการแลกเปลี่ยนไอออน (CEC): ช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนไอออนในดิน เหมาะสำหรับดินที่มีความเค็มหรือเป็นกรกรดรดเพราะช่วยบาลานซ์ปรับสมดุลไม่ให้ดินเป็นกรดหรือด่างอย่างรวดเร็วเกินไป พื้นที่ที่ต้องการลดการสูญเสียปุ๋ยหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย เหมาะสำหรับดินทรายดินร่วนหรือแทบจะเรียกได้ว่า เราสามารถใช้ซีโอไลท์หรือหินแร่ภูเขาไฟเพื่อปรับปรุงสภาพดิ���ได้เกือบทุกชนิด แม้กระทั่งดินที่อุดมสมบูรณ์ เพราะทำงานสอดคล้องกันช่วยทำให้ดินที่งามปุ๋ยปลดปล่อยปุ๋ยทีละน้อยๆ หรือเรียกว่าปุ๋ยละลายช้า ควบคุมการดูดกินไนโตรเจนทำให้พืชไม่เฝือใบงามใบ และเสริมแร่ธาตุซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ ทำให้เซลล์พืชแข็งแกร่งต้านทานต่อโรค แมลง เพลี้ย หนอน รา ไร ได้ดีเยี่ยม ข้อข้อจำกัดก็มีอยู่บ้าง เช่น ไม่เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน (เป็นสารอนินทรีย์) อาจมีราคาสูงเมื่อใช้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ สรุปไบโอชาร์หรือซีโอไลท์ ดีกว่ากัน? หากต้องการ ปรับปรุงดินในระยะยาว โดยเฉพาะดินที่เสื่อมโทรมมากหรือขาดอินทรียวัตถุ ควรเลือก ไบโอชาร์ หากต้องการ ผลลัพธ์ในระยะสั้น เช่น ลดการสูญเสียปุ๋ยหรือแก้ปัญหาความเค็มของดิน ควรเลือก ซีโอไลท์ ทั้งนี้ การใช้ร่วมกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในหลายกรณี โดยใช้ ไบโอชาร์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และ ซีโอไลท์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและการกักเก็บน้ำในระยะสั้น การเลือกใช้งานจะขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน ความต้องการเฉพาะ และเป้าหมายการปรับปรุงดินของผู้ใช้งาน ดร.มนตรี บุญจรัส ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษแห่���ประเทศไทย #ผู้ติดตาม #เกษตรอินทรีย์ #เกษตรปลอดภัย #สารชีวภัณฑ์ #ป้องกันแมลง #เกษตรพอเเพียง #เกษตรปลอดสาร #เกษตรกร #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรผสมผสาน #ไทยกรีนอะโกร #ไทยกรีนอะโกรชมรมเกษตรปลอดสารพิษ #อย่าปิดกันการมองเห็น
See More
Last Seen Users on Sotwe
Cuckold Hard Sex
Seen from
Turkey
Actresshddd
Seen from
India
سوداني سوداني
belajar nakal
Seen from
Indonesia
big clit energy
Seen from
South Africa
Angeliuxxx12
Seen from
France
Lindsey Pelas
Seen from
United Kingdom
Bagets
Seen from
Philippines
blackecho
Seen from
Turkey
futbolsampiyonhaber
Seen from
Turkey
Trends for you
1
Perez Hilton
Under 10K tweets
2
Good Wednesday
Under 10K tweets
3
Michigan
Under 10K tweets
4
#YEONJUNonGMA
Under 10K tweets
5
Hump Day
Under 10K tweets
6
#HyperLuckyMove1
Under 10K tweets
7
Cori Bush
Under 10K tweets
8
Happy Hump
Under 10K tweets
9
Lombard
Under 10K tweets
10
Red Cross
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.2M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.1M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
112.6M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.2M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.4M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
88.9M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
82.8M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
74.3M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
71.7M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.4M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
64.6M followers
16
Bill Gates
@billgates
64.5M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
Selena Gomez
@selenagomez
61.9M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫