Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
I am Mami
@T_PK49
BKK
Joined April 2010
149
Following
23
Followers
10.8K
Posts
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
about 17 hours ago
‘กองทุนฟื้นฟู’ อยู่ยาก หากเป็น ‘เอกชน’ ถ้าอยู่ในตลาดหุ้น ก็ต้องถูกเพิกถอนจากตลาดฯ พบปัญหา แม้แต่ สตง.ก็ไม่รับรองงบการเงิน วันนี้ (14 กรกฎาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สัดส่วนพรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ไม่ได้เห็นในการจัดทำงบประมาณที่เน้นเรื่องผลิตภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ โดยหากติดตามเรื่อง ‘ผลผลิตต่อไร่’ ของไทย โดยเฉพาะข้าว เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินเดีย หรือไทย ยังมีผลผลิตต่ำกว่า ทว่าไม่ได้เห็นการใช้งบประมาณ หรือแผนเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่ได้เห็น หรือไปไม่ถึงหน่วยงานเหล่านั้นไม่ทราบ ไม่ทราบว่าถ้าวัดกันที่จำนวนไร่ จะไม่ได้คำตอบว่าจะดีขึ้นอย่างไร ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงการเกษตรแปรรูป ก็ยังไม่ได้เห็นเช่นเดียวกันว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร และงบประมาณจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้ยังพบว่า ภาพรวมการทำงานระหว่างกรมวิชาการเกษตรกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ก็มีภารกิจที่ไม่ต่างกัน จะเขียนภารกิจให้เหมือนหรือต่างกันก็ได้ นอกจากนี้ เพียงพนอยังอภิปรายงบการเงินฯ ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยระบุว่า ในรายงานของผู้สอบบัญชีที่จัดทำโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่า งบการเงินที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นั้น สตง.ไม่สามารถรับรองงบการเงินได้ด้วยซ้ำ เพราะมีรายการที่ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ “ไม่ได้บอกว่าเกิดการทุจริต รั่วไหล แต่งบการเงินซึ่งไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไป ก็มีปัญหาอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกหนี้เกษตรกร ซึ่ง สตง.บอกว่า ตรวจสอบหลักฐานได้แค่ 700 ล้าน แต่ที่เหลือ 7,000 กว่าล้าน หาเอกสาร หลักฐานไม่เจอ รวมรายการอื่นๆ “สิ่งที่ดิฉันไม่แน่ใจคือ เรามักได้ยินว่าข้าราชการกลัวมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญามาก จะบอกว่า ถ้าเป็นภาคเอกชน หน่วยงานนี้อยู่ยาก ถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ งบการเงินแบบนี้ต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ ไม่ทราบว่าท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ท่านอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องในอดีต ต่อเนื่องกันมา แต่งบที่เชื่อถือไม่ได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไรว่า นี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจคำว่าโปร่งใสมีธรรมาภิบาลจริง การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไร ไม่รู้ว่าลูกหนี้มีจริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจ่ายเงินรับเงินจริงหรือเปล่า อันนี้คือปัญหาใหญ่และตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” เพียงพนอยังระบุอีกด้วยว่า ต้องฝากสำนักงบประมาณไปดูตัวเลขค่าใช้สอย เช่น การจ้างเหมาบริการ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละปีรวมแล้วยอดไม่ต่ำกว่า 70-80 ล้านบาท “ถ้าเปรียบกับประชาชนมีหนี้ครัวเรือนเยอะ เป็นหนี้ครัวเรือนเพื่อการบริโภค ไม่ใช่การลงทุน ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินเพื่อประกอบอาชีพ งบแบบนี้ก็หน้าตาคล้ายๆ กัน หน่วยราชการของเราจำนวนมากที่ใช้งบประมาณไปกับการบริโภคเช่นเดียวกัน แปลว่าเราเสียงบประมาณแผ่นดินไปกับงบของการบริหาร ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานท่าน แต่สังเกตมาระยะหนึ่งแล้ว แต่บังเอิญท่านแจ็กพอต คำถามคือ เราจะเรียกว่านี่คือการใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถ้างบจำนวนมากยังถูกจัดสรรไปอย่างนี้ รวมๆ แล้ว เผลอๆ อาจได้งบลงทุนเพิ่มขึ้น ได้งบที่ใช้ในทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น” เพียงพนอยังระบุด้วยว่า หลังจากนี้ การใช้งบประมาณควรต้องมี KPI อีกแบบ ในการวัดคุ้มค่าเรื่องการใช้งบประมาณ งบเรื่องการบริหาร งบเพื่อการประชาสัมพันธ์ควรต้องลดลง และหลังจากนี้ อยากให้มีการทบทวน นำงบบริหารมาใช้เป็นงบยุทธศาสตร์ งบลงทุน ให้เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์จริง ด้าน ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สตง.เองก็รายงานในรายการงบการเงินฯ ระบุว่า เงิน 7,000 ล้านบาท ไม่สามารถหาที่มาได้ ทั้งนี้สะท้อนว่า งบการเงินของหน่วยงานนี้มีปัญหา และกองทุนฟื้นฟูฯ ก็ถือเป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพล นักการเมืองไม่กล้าเบรกตรงนี้ เพราะเดี๋ยวก็มีปัญหาอีก “แต่ผมเรียนว่าวันนี้ต้องแขวน ไม่อย่างนั้นกรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณาเพื่ออะไร หน่วยงานนั้นๆ เละเทะขนาดนี้ แล้วยังจะให้เงินไปทำ กรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณาให้หรือ ผมคนหนึ่งไม่พิจารณา แล้วผมถามว่า กรรมาธิการงบประมาณมีไว้ทำอะไร สตง.ดำเนินการแล้ว แต่ก็ไม่มีการแจ้งความ ไม่มีการดำเนินการ เพราะถือว่านี่ผิด ผมเรียนว่างบประมาณหน่วยงานนี้ต้องแขวน ซึ่งก็เท่ากับช่วยรัฐมนตรีไปด้วย เพราะโดยปกติ นักการเมืองไม่มีใครกล้าหรอก แต่กรรมาธิการทำได้ ถ้าไม่ทำ ผมถือว่ากรรมาธิการบกพร่อง “เพราะขนาด สตง.ชี้อย่างนี้ ถ้าปล่อยให้ผ่านไปก็มีปัญหา ฉะนั้นต้องแขวนงบประมาณไว้ก่อน ถ้าให้ไม่ได้ ก็เท่ากับเราเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง ปล่อยไปได้อย่างไรเงินขนาดนี้ แล้วเอาเกษตรกรมาแขวนเป็นตัวประกัน” ชาดาระบุด้วยว่า ต้องหาคนผิดให้ได้ว่าเงินของรัฐเอาไปทำอะไร ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็แขวนไว้ก่อน #TheMomentum #เพียงพนอ #กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร #กฟก #สตง
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
about 22 hours ago
14 กรกฎาคม 1789 ประชาชนบุกคุกบาสตีย์ จุดเริ่มต้นการปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ชาวปารีสจำนวนมากพร้อมอาวุธบุกเข้ายึด ‘คุกบาสตีย์ (Bastille)’ ป้อมปราการขนาดใหญ่ใจกลางกรุงปารีส สัญลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้ภายในคุกจะมีนักโทษเพียง 7 คน และไม่ได้ทำให้ระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสสิ้นสุดทันที แต่ภาพประชาชนบุกยึดป้อมปราการของฝ่ายกษัตริย์ได้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สั่นคลอน และผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศสให้เดินหน้าต่อไป สำหรับต้นเหตุของการปฏิวัติฝรั่งเศสก่อนหน้านั้น ฝรั่งเศสเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งหนี้สินรัฐบาล ภาวะขาดแคลนอาหาร ราคาขนมปังที่พุ่งสูงขึ้น และระบบภาษีที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องแบกรับ ขณะที่ขุนนางและนักบวชต่างได้รับการยกเว้นภาษีหลายประเภท ในวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ฝรั่งเศสจึงจัดพิธีสวนสนาม การแสดงดอกไม้ไฟ และงานเฉลิมฉลองทั่วประเทศ เพื่อรำลึกถึงวันที่ประชาชนพิสูจน์ว่า อำนาจทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่กษัตริย์หรือชนชั้นอภิสิทธิ์ถือครองอยู่เพียงฝ่ายเดียว ภาพ: Gallica Digital Library #TheMomentum #OnThisDay #ปฏิวัติฝรั่งเศส #บาสตีย์
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
1 day ago
ใครจะดูแลเหล่า ‘ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver)’ ขอชวนร่วมดูสารคดีพิเศษ VDO Documentary ชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่ผลิตโดยทีมงาน The Momentum พร้อมรับฟังเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘สถานการณ์ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ปัญหา อุปสรรค และความท้าทาย ในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์’ จาก • นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) • นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล • นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง ‘เยือนเย็น’ • วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง ‘Peaceful Death’ ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ทับขวัญ รีสอร์ท จังหวัดนนทบุรี ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทาง https://t.co/6f45BfQjHw #TheMomentum #GrayScale #สังคมสูงวัย #ผู้ดูแลผู้สูงอายุ #Caregiver #WhocaresfortheCaregiver #ใครจะดูแลผู้ดูแลคนสูงอายุ #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
1 day ago
‘อนุทิน’ เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก เตรียมเลือก ‘เนอส’ พรรคประชาชน นั่งประธานสภา กทม. ปชป.เสนอขอโหวตแบบลับ วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ครั้งแรก ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมมี สก.จากทั้ง 50 เขตเข้าร่วม พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) คณะรองผู้ว่าฯ กทม. ผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานของ กทม. วาระสำคัญของการประชุมวันนี้คือ การปฏิญาณตนของสมาชิกก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการเลือกประธาน และรองประธานสภา กทม. 2 คน ทั้งนี้ แนวร่วม สก. 37 คน ประกอบด้วย สก.พรรคประชาชน 22 คน กลุ่มคนทำงาน 11 คน และ สก.อิสระ 4 คน ประกาศสนับสนุน เนอส-ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภา กทม. ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภา กทม.คนที่ 1 เสนอชื่อ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย สก.เขตบึงกุ่ม กลุ่มคนทำงาน และตำแหน่งรองประธานสภา กทม.คนที่ 2 เสนอชื่อ นริสสร แสงแก้ว สก.เขตบางเขน สังกัดอิสระ ทั้งนี้ ก่อนการโหวตประธานสภา กทม.มีการถกเถียงกันกว่าครึ่งชั่วโมง โดย สก.จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ลงคะแนนแบบลับ ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมได้ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว บริเวณใกล้ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม ต่อเนื่องถึงช่วงหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ภาพ: นนท์ มีวัฒนานนท์ #TheMomentum #สก #กรุงเทพมหานคร #สกเนอส #ชัชชาติ
See More
Who to follow
ᴢᴀᴇ ఇ
@hellozp_
𝒎𝒂𝒏𝒚 𝒐𝒇 𝒎𝒚 𝒔𝒎𝒊𝒍𝒆 𝒃𝒆𝒈𝒊𝒏 𝒘𝒊𝒕𝒉 𝒚𝒐𝒖 ➹ @zee_pruk 𝗭𝘂𝗻𝗦𝗵𝗶𝗻𝗲♡̶ ⌇fan account
ใครไม่แคร์แต่แป้งแคร์~ 😎
@PattPang
BUS IS 12 - (#หมี่เย็น #ปองชู)
อ้อดมอส 🌱
@iodmoss
🏳️🌈 personal account ; บ่น / รีเยอะ | #มินเทจฟีม | really multifandom | almost too gay to function 📚📝🎬🎵🎨 ( แอคส่วนตัวอย่าฟอลเลย ไปฟอล @mintageArt เถอะ )
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
3 days ago
จอร์จี มาร์คอฟ ลี้ภัยจากบัลแกเรียมาอังกฤษ หลังวิจารณ์รัฐบาลเผด็จการ แม้จะอยู่ต่างแดน แต่เขาไม่เคยปิดปาก แสดงความเห็นผ่านสื่อ โจมตีผู้มีอำนาจในบัลแกเรียอย่างดุเดือดต่อเนื่อง เช้าวันที่ 7 กันยายน 1978 ขณะกำลังรอขึ้นรถเมล์ไปทำงาน เขารู้สึกเหมือนถูกมดกัดที่น่องขาขวา เมื่อหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่งก้มลงเก็บร่ม เจ้าตัวเอ่ยปากขอโทษ ก่อนเดินหนีไปขึ้นแท็กซี่ มาร์คอฟไปทำงานต่อ ก่อนจะตัวร้อนเป็นไข้ ต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ไม่กี่วันก็เสียชีวิตอย่างน่าสลด ทางการอังกฤษพบสารพิษไรซินซึ่งอยู่ในเมล็ดละหุ่ง ซึ่งร้ายแรงมหาศาล ชี้ชัดว่าเป็นผลงานระหว่างบัลแกเรียกับสหภาพโซเวียต เป็นครั้งแรกที่เกิดการลอบฆ่าในอังกฤษ จากสายลับต่างแดน ทางการพยายามสืบสวนแต่ไม่อาจควานหาตัวคนก่อเหตุได้ ต้องรอจนระบอบเผด็จการบัลแกเรียล่มสลาย จึงมีการเผยแพร่เอกสาร พบว่าคนก่อเหตุเป็นชายลูกครึ่งอิตาลี-เดนมาร์ก แต่เจ้าตัวไม่เคยปริปากยืนยันว่าเขาคือฆาตกรในเหตุการณ์นี้ คดีจอร์จี มาร์คอฟ จึงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน อ่านบทความ ฆ่าด้วยร่ม ปฏิบัติการสายลับหยามอังกฤษ กับการลอบสังหารข้ามชาติ ได้ทาง https://t.co/1c6pRYDvyb เรื่อง: I’m John ภาพ: เบญญทิพย์ สิทธิเวช #TheMomentum #HauntedHistory #GeorgiMarkov #บัลแกเรีย #สายลับ #อังกฤษ #BBC
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
2 days ago
เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถึงพังลงมาเพราะแผ่นดินไหวที่ห่างออกไปถึง 1,000 กว่ากิโลเมตร ทำไมเวเนซูเอลา หรือฟิลิปปินส์ถึงได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวอย่างหนัก ในขณะที่ประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยและรุนแรงอย่างญี่ปุ่นกลับได้รับความเสียหายน้อยกว่า หรือเป็นเพราะว่า มาตรฐานการก่อสร้างของเราต่ำเกินไป ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ชีวิตคนไทยไม่ต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอีกต่อไป #TheMomentum #BrandedContent #TheMomentunONPOINT #เหล็ก #เหล็กไทย #ตึกถล่ม #มาตรฐาน #สมาคมเหล็ก #แผ่นดินไหว #สตง
See More
themomentumco's tweet video.
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
3 days ago
เราไม่มีทางรู้ว่าใครซุกซ่อนความเศร้าแบบไหนไว้ในใจบ้าง แม้กระทั่งตัวเราเอง ที่บางครั้งก็ยังไม่แน่ใจว่า ตอนนี้กำลังสุขหรือทุกข์กันแน่ ความน่ากลัวของการป่วยไข้ทางจิตใจคือ เราไม่มีทางรู้เลยว่าใครกำลังแตกสลายหรือทุกข์ทรมานอยูภายใน โดยเฉพาะเมื่อพวกเขากำลังฝืนยิ้มเพื่อเข้าสังคม หรือทำให้ตัวเองไม่ตกเป็นจุดสนใจ ภาพจำของใครหลายคนอาจคิดว่า อาการซึมเศร้ามักแสดงออกอย่างชัดเจน เช่น ขังตัวเองอยู่ในห้องมืดๆ หมดเรี่ยวแรงลุกจากเตียง หรือเอาแต่นอนร้องไห้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความเจ็บปวดไม่ได้แสดงตัวในรูปแบบที่ตรงไปตรงมาแบบนั้นเสมอไป บางทีมันก็คลุมเครือ ซ่อนตัว หรือหลบหนีจนยากจะสังเกต ซึ่งหนึ่งในอาการของโรคซึมเศร้าที่อันตรายและค่อยๆ กัดกินชีวิตอย่างช้าๆ คือ Smiling Depression หรือภาวะซึมเศร้าซ่อนรอยยิ้ม แม้จะยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่จิตแพทย์ได้รายงานถึงกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าประเภทที่ไม่ได้แสดงอาการทางคลินิกแบบดั้งเดิม โดยนักวิจัยเรียกภาวะนี้ว่า ‘Smiling Depression’ หรือภาวะซึมเศร้าซ่อนรอยยิ้ม ซึ่งเป็นภาวะที่บุคคลหนึ่งอาจใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัว หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีลักษณะอาการแบบไม่จำเพาะ และยังคงสถานะการใช้ชีวิตได้ตามปกติ พวกเขาสามารถรับผิดชอบหน้าที่การงานได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ หรือเป็นคนที่คอยสร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนฝูง แต่เมื่อกลับสู่พื้นที่ส่วนตัว พวกเขากลับต้องต่อสู้กับความรู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง และแตกสลายอยู่เงียบๆ รอยยิ้มที่เห็นจึงอาจเป็นเพียงหน้ากากที่ครอบไว้เพื่อปกปิดความทุกข์ อ่านบทความ ข้างนอกสดใส ข้างในเปราะบาง รู้จัก ‘Smiling Depression’ ภาวะซึมเศร้าซ่อนรอยยิ้ม ได้ทาง https://t.co/8EjCPrPSNY เรื่อง: กนกวรรณ เชียงตันติ์ ภาพ: ปราโมทย์ ปิ่นศรี #TheMomentum #Wisdom #MentalHealth #Depression #SmilingDepression
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
2 days ago
คุมอาหาร ลดน้ำหวานได้ทั้งวัน แต่แพ้ตอนกลับถึงบ้านทุกที เพราะด่านสุดท้ายคือ ‘กับข้าวฝีมือแม่’ “วันนี้มีของโปรดนะ” “กินหน่อยไหมลูก” “กินนิดเดียวไม่อ้วนหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลดก็ได้” ประโยคที่มักได้ยินเสมอ เมื่อบอกที่บ้านว่า ‘จะลดน้ำหนัก’ สิ่งที่ยากที่สุดของการตั้งใจคุมอาหาร อาจไม่ใช่ตอนที่เราเริ่มหวั่นไหวตอนเดินผ่านร้านอาหาร หรือเลื่อนเจอรีวิวของกินในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นตอนที่เรากลับถึงบ้าน แล้วได้ยินเสียงคุ้นหูบอกว่า “ซื้อของโปรดมาให้ วางอยู่บนโต๊ะ” ถึงแม้ทั้งวันเราจะเลือกกินคลีน เลี่ยงของทอด งดของหวาน ตั้งใจนับแคลอรีอย่างดี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับด่านสุดโหดอย่าง ‘กับข้าวฝีมือแม่’ การปฏิเสธอาหารที่ครอบครัวซื้อมาเผื่อ อาจจะเลี่ยงได้ง่ายโดยบอกว่า “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวกินพรุ่งนี้” แต่อาหารที่แม่ทำไว้ให้เป็นมื้อที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะ ‘แม่ทำให้’ แต่มันคือกลิ่นหอมที่เราคุ้นเคย เมนูโปรดตั้งแต่ยังเด็ก และรสมือของแม่ที่เรารู้ดีว่าไม่มีอาหารร้านไหนมาแทนที่ได้ “ทำกับข้าวไว้ให้แล้วนะ มากินด้วยกันสิ” คำเชิญชวนที่แสนธรรมดา กับอาหารจานโปรดที่ครอบครัวตั้งใจเตรียมเอาไว้ให้ นับว่าเป็นการแสดงความรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา แต่สามารถรับรู้ได้ ถึงจะเข้มงวดกับการคุมอาหารมากแค่ไหน ก็คงยากที่จะปฏิเสธ เพราะเราเองก็ไม่อยากหักหาญน้ำใจคนให้ หลายครั้งการเด็ดขาดกับตัวเองมาทั้งวันจึงจบลงที่ “กินนิดเดียวคงไม่เป็นไร” เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ใจต้องการได้ นอกจากจะต้องต่อสู้กับความอยากของตัวเองในแต่ละวัน ยังต้องกลับมาสู้กับสถานการณ์ที่ยากที่สุดในตอนท้าย อย่างการปฏิเสธมื้อเย็นจากคนที่บ้านอีก แล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อตู้เย็นเต็มไปด้วยของโปรด และขนมบนโต๊ะที่วางรอให้เราชิมสักชิ้น • คุยกับที่บ้านให้เข้าใจ อยากลด ≠ อดข้าว ก่อนอื่นเราต้องบอกที่บ้านให้ชัดเจนว่า จุดประสงค์ในการอยากลดน้ำหนักหรืออยากควบคุมอาหารในครั้งนี้คืออะไร เรารู้สึกอ้วนขึ้น อยากกลับไปหุ่นดีเหมือนสมัยก่อน ไม่อยากให้ตัวเองน้ำหนักขึ้นมากไปกว่านี้ หรือเพียงแค่อยากฟิตหุ่นปั้นกล้าม อยากดูแลสุขภาพเท่านั้น นอกจากเป้าหมายเรื่องสุขภาพ ยังมีเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว บางบ้านอาจซื้อของกินมาเผื่อไว้ให้ เพราะความเป็นห่วงกลัวว่าจะหิว แต่บางบ้านแยกย้ายกันไปทำงาน และรอกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันก่อนหมดวัน เพราะการได้ใช้เวลาร่วมกันก็เป็นเรื่องสำคัญ เรามีเหตุผลที่อยากคุมอาหาร พ่อแม่เองก็เป็นห่วงเราที่กินน้อยลงเช่นกัน ดังนั้นเราอาจไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกคำชวน แค่เลือกตอบรับบางครั้ง หรือเลือกกินในปริมาณที่สบายใจก็เพียงพอแล้ว • ต้องทำกับข้าวเยอะแค่ไหนถึงจะ ‘พอดี’ สำหรับลูก เข้าใจดีว่าความรักของคนในครอบครัว มักมาในรูปแบบของ “กินเยอะๆ นะ จะได้อิ่ม” หรือ “เดี๋ยวผอม เดี๋ยวไม่มีแรง” แต่บางทีคำว่าพอดี อาจไม่ได้แปลว่าต้องเยอะเสมอไป แต่หมายถึงการเลือกสิ่งที่ดีให้กับร่างกายมากขึ้น ลองเปลี่ยนเมนูเดิมๆ ให้เบาลงอีกหน่อย เช่น เปลี่ยนเมนูทอด เป็นเมนูต้ม นึ่ง หรือเมนูผัดที่ใช้น้ำมันน้อยลง เพิ่มผักให้มากขึ้น ลดหวาน ลดเค็มลงนิดเดียวก็ยังอร่อยเหมือนเดิมได้ โดยที่คนอยากดูแลตัวเองก็ไม่ต้องรู้สึกผิด และผู้ให้ยังมีความสุขกับการได้ทำอาหารเหมือนเดิม • ไม่ใช่ไม่กิน แค่ต้อง ‘กินให้เป็น’ การคุมน้ำหนักไม่ได้แปลว่า เราต้องตัดขาดจากของโปรดทุกอย่าง เพราะในความเป็นจริง การห้ามตัวเองแบบสุดทางก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป ลองเปลี่ยนจากการปฏิเสธทั้งหมด เป็นการ ‘เลือกกิน’ แทน เช่น ตักในปริมาณที่น้อยลง เลือกชิมมากกว่ากินจริงจัง หรือแบ่งกินกับคนในบ้าน เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังคุมอาหาร ได้กินของที่ชอบ และยังได้ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวอีกด้วย • เปลี่ยนการกินด้วยกันให้เป็นการอยู่ด้วยกัน หากเราต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง และต้องเลี่ยงมื้อเย็นจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การกินน้อยลง หรือปฏิเสธมื้ออาหาร แต่เป็นการ ‘ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นด้วยกัน’ เพราะมื้อเย็นไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนได้กลับมาเจอกัน นั่งคุย ถามไถ่กันว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง หรือบางวันอาจชวนครอบครัวทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการดูละคร ออกไปเดินเล่น ไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด หรือแค่นั่งคุยเฉยๆ แค่นั้นก็พอแล้ว ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #FamilyTips #คุมอาหาร #อาหารฝีมือแม่ #สุขภาพ #ครอบครัว
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
3 days ago
ลองจินตนาการว่า คุณทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อดาวน์รถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ แต่ไม่นานหลังออกรถ กลับต้องเข้าอู่ซ่อมครั้งแล้วครั้งเล่า แม้บริษัทจะยอมเปลี่ยนอะไหล่ให้ฟรี แต่สิ่งเดียวที่คุณอยากได้คือ ‘เงินคืน’ ทว่ากฎหมายไทยที่ผ่านมากลับผลักภาระให้คุณต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้านั้นบกพร่อง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ Lemon Law กฎหมายที่จะกำหนดกรอบเวลาซ่อมแซมให้ชัดเจน เปิดทางให้ผู้บริโภคขอเปลี่ยนสินค้าใหม่เมื่อพบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ และย้ายภาระการพิสูจน์ไปฝั่งผู้ขาย ชื่อ ‘เลมอน’ มีที่มาจากตลาดรถมือสองในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเรียกรถสภาพดีว่า ‘พีช’ และรถที่ดูดีแต่ใช้ไม่นาน ต้องซ่อมซ้ำซากว่า ‘เลมอน’ จอร์จ อะเคอลอฟ (George Akerlof) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล อธิบายว่า ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ความโลภ แต่คือ ‘ช่องว่างของข้อมูล’ ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ค่อยๆ ไล่รถคุณภาพดีออกจากตลาดจนเหลือแต่ของห่วย กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นมากกว่าการคุ้มครองผู้บริโภครายคน แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับทั้งตลาด ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพดีได้ประโยชน์ ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพต่ำอยู่ยากขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมก็คึกคักขึ้นจากธุรกรรมที่เพิ่มมากขึ้น เพราะผู้คนกล้าหาซื้อสินค้าแบบไม่ต้องคอยกังวล แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผู้ขายอาจผลักต้นทุนการประกันคุณภาพไปให้ผู้บริโภค หรือดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นจนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึง บทพิสูจน์ที่แท้จริงของกฎหมายเลมอนจึงไม่ได้อยู่ที่วันประกาศใช้ แต่อยู่ที่การบังคับใช้และการเฝ้าระวังผลกระทบหลังจากนั้น อ่านบทความ Lemon Law ฉบับไทย หมดยุค ‘สินค้าไม่ได้คุณภาพ’ ที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ ได้ทาง https://t.co/jCUGg83nRu เรื่อง: รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ #TheMomentum #EconomicCrunch #LemonLaw #กฎหมายเลมอน #ผู้บริโภค
See More
T_PK49
retweeted
𝐒𝐭𝐚𝐫𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭.・☆ ⋆
@starlightnzz
4 days ago
เงินมันหอมหวาน เบี้ยวไปหมดสังคมไทย ไม่ว่าจะเอกชนหรือรัฐบาล
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
5 days ago
จากเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 พบว่าเกือบ 40% ของงบประมาณทั้งประเทศ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ ทั้งเงินเดือน บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ โดยหนึ่งในรายการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีคือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งปีนี้ตั้งงบไว้ 9.42 หมื่นล้านบาท และในบางปีมักเบิกจ่ายจริงสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม งบส่วนนี้เป็นงบลักษณะปลายเปิดที่รัฐต้องชดเชยตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ในหลายปีมีการเบิกจ่ายสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ อีกทั้งสวัสดิการยังครอบคลุมไม่เฉพาะตัวข้าราชการ แต่รวมถึงคู่สมรส บุตร และบิดามารดาที่มีสิทธิ ทำให้ภาระงบประมาณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตั้งคำถามว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่รัฐใช้มานานหลายสิบปี ยังเหมาะสมกับโครงสร้างประชากรและบริบทในปัจจุบันหรือไม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้แทนสวัสดิการเดิม โดยหวังว่าจะช่วยควบคุมภาระงบประมาณในระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้บริษัทประกันสุขภาพจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริงหรือไม่ หากไม่ปฏิรูประบบ ภาระงบประมาณจะเพิ่มขึ้นไปถึงจุดใด และประเทศไทยควรปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการอย่างไร เพื่อรักษาทั้งคุณภาพการรักษา สิทธิของผู้มีสิทธิ และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ อ่านบทความ ค่ารักษาพยาบาลแตะแสนล้าน งบประจำบานทุกปี เมื่อรัฐแบกรับต้นทุนตามจริง สวัสดิการข้าราชการควรเปลี่ยนอย่างไร? ได้ทาง https://t.co/KWeSGXSkmQ เรื่อง: นลินี ค้ากำยาน ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #Feature #สวัสดิการข้าราชการ #ค่ารักษาพยาบาล #ข้าราชการ #งบประมาณ #ระบบประกันสุขภาพ
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
ปิดฉาก 8 ปี รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน ความหวัง-กระดูกสันหลังของ EEC ‘ซีพี’ ยื่นหนังสือขอจบสัญญาอย่างเป็นทางการ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เอกชนคู่สัญญาในเครือซีพี ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอ ‘สิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน’ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า บริษัทไม่สามารถยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่ รฟท.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานก่อสร้าง (Notice to Proceed: NTP) เมื่อไม่มีบัตรส่งเสริม ก็ไม่มี NTP และเมื่อไม่มี NTP โครงการก็เดินหน้าต่อไม่ได้ โดยเรื่องทั้งหมดจะถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เพิ่งแถลงผลการเจรจา 3 ฝ่าย ระหว่าง รฟท. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับกลุ่มซีพี ว่าการเดินหน้าต่อของเอกชน ‘เป็นเรื่องยาก’ เพราะสถาบันการเงินมองว่าโครงการ ‘ไม่คุ้มค่า’ ไม่มีธนาคารใดกล้าปล่อยกู้ ทางออกจึงเหลือเพียง 2 ทาง คือแก้ไขสัญญาตามร่างที่อัยการสูงสุดเห็นชอบแล้ว หรือสิ้นสุดสัญญาไปเสีย นี่คือการปิดฉากอย่างเป็นทางการของโครงการที่เคยถูกขายฝันว่า จะเป็นกระดูกสันหลังของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หลังลงนามสัญญากันมาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านมาเกือบ 7 ปีเต็มโดยไม่มีการตอกเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว และหากนับจากวันเปิดประมูลในปี 2561 ก็คือ 8 ปีที่ประเทศนี้สูญเปล่าไปกับโครงการหนึ่ง สำหรับโครงการนี้ ต้องย้อนกลับไปกว่าทศวรรษก่อน เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ผลักดัน EEC ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ต่อยอดจากพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดที่พัฒนามากว่า 30 ปี ภายใต้มันสมองของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และกุนซือด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ โดยตั้งโจทย์ว่า EEC จะโตได้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบรางที่เชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา เข้าเป็นระบบเดียว เพื่อดึงศักยภาพความเป็นฮับการบินของภูมิภาค กระจายผู้โดยสารออกจากสุวรรณภูมิที่แออัด และปลุกภาคตะวันออกทั้งแถบให้คึกคักขึ้นจากการท่องเที่ยว การลงทุน และเมืองใหม่ ทั้งหมดเป็นตรรกะที่มีเหตุผลรองรับ แต่สิ่งที่ทำให้โครงการนี้เนื้อหอมในสายตานักลงทุน ไม่ใช่แค่ตัวรถไฟ หากแต่เป็นแพ็กเกจที่ผูกพ่วงมาด้วย ทั้งสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ที่เดินรถอยู่แล้ว และสิทธิพัฒนาที่ดินมักกะสัน-ศรีราชา รวมกว่า 175 ไร่ โดยเฉพาะมักกะสัน ที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมืองผืนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกพัฒนาเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ปี 2561 รฟท.เปิดขายซองประมูลให้ผู้สนใจกว่า 31 ราย เหลือผู้ยื่นข้อเสนอจริง 2 กลุ่ม คือกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BTS-ซิโนไทย-ราชบุรีโฮลดิ้ง) กับกิจการร่วมค้าเครือเจริญโภคภัณฑ์และพันธมิตร (ซีพี-อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง-ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ-China Railway Construction) ผลปรากฏว่า ซีพีเสนอขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐ 117,226 ล้านบาท ต่ำกว่ากลุ่มบีทีเอสถึง 52,707 ล้านบาท จึงชนะการประมูลไป แต่กระบวนการหลังจากนั้นกลับไม่ราบรื่น เอกชนผู้ชนะประมูลยื่นเงื่อนไขเพิ่ม ทั้งขอขยายเวลาก่อสร้าง ขยายอายุสัมปทาน ขอให้รัฐค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ ขอให้รัฐชำระเงินอุดหนุนตั้งแต่ปีแรก ฯลฯ ซึ่งแม้ที่สุด รฟท.จะปฏิเสธ และซีพียอมถอนข้อเสนอ แต่ก็ทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ กว่าครึ่งปี ก่อนจะลงนามกันได้ในเดือนตุลาคม 2562 เป็นสัญญาสัมปทานยาว 50 ปี หากมองย้อนกลับไป สัญญาณเตือนปรากฏตั้งแต่ยังไม่ทันลงนามเสียด้วยซ้ำ โดยนับจากวันลงนาม โครงการนี้แทบไม่คืบหน้าตามแผน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตรวจสอบพบว่า ในปี 2567 โครงการล่าช้ากว่าแผนไม่ต่ำกว่า 2 ปี 10 เดือน ติดขัดทั้งการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา การพัฒนาพื้นที่มักกะสัน-ศรีราชา และการขอบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นเงื่อนไขก่อนออก NTP ปัญหาเหล่านี้พันกันเป็นปม โดยเอกชนระบุว่า ‘รัฐ’ ช้า ขณะที่รัฐบอกว่าเอกชนช้า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยยอมรับตรงๆ ในการชี้แจงเมื่อปี 2567 ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาครัฐส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนไม่ได้ ขณะที่เอกชนก็ก่อสร้างไม่ได้ จึงถือว่า ‘ต่างคนต่างผิดสัญญา’ โดยเฉพาะพื้นที่สนับสนุนบริการรถไฟบริเวณมักกะสันราว 140 ไร่ ซึ่งมีบึงมักกะสันและลำรางสาธารณะที่ติดข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ รฟท.ส่งมอบพื้นที่ไม่ได้ตามกำหนดในสัญญา อีกปมที่ลากยาวคือ ข้อพิพาทเรื่องหลักประกันงานโยธามูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท ที่อัยการสูงสุดยืนกรานให้เอกชนวางค้ำประกันให้ครบก่อนจึงจะเดินหน้าสร้างได้ ขณะที่สถาบันการเงินลังเลจะค้ำประกันวงเงินระดับนี้ เพราะมองว่าความเสี่ยงของโครงการสูงเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกับที่ รฟท.เพิ่งแถลงเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้ให้ซีพี พูดอีกแบบคือ ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ส่งเสียงเตือนมาตั้งแต่การเจรจาแก้ไขสัญญารอบก่อนๆ แล้ว เพียงแต่ไม่มีฝ่ายใดพูดตรงๆ ว่า นี่คือ ‘ทางตัน’ ของโครงการ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนังสือขอสิ้นสุดสัญญาของบริษัทเอเชีย เอรา วันฯ ไม่ใช่ตัวการขอเลิกสัญญา หากแต่เป็น ‘เหตุผล’ ที่เลือกใช้ บริษัทไม่ได้อ้างว่ารัฐผิดสัญญา ไม่ได้อ้างว่าหาเงินกู้ไม่ได้ แต่อ้างว่าไม่สามารถยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้ ซึ่งหากย้อนดูสัญญาร่วมลงทุนข้อ 30 ว่าด้วยการสิ้นสุดของสัญญา จะพบว่าหนึ่งในเหตุสิ้นสุดสัญญาที่ระบุไว้ชัดเจนคือ กรณีการรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชนไม่สำเร็จครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด และคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ พูดให้ตรงกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่การ ‘ฉีกสัญญา’ หากแต่เป็นการเดินออกทางประตูที่สัญญาเปิดแง้มรอไว้ตั้งแต่วันลงนาม ทั้งนี้ หากย้อนเส้นทางของบัตรเสริม จะพบว่า BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้โครงการตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2563 แต่บริษัทขอขยายเวลาออกบัตรมาแล้วหลายครั้ง โดยอ้างว่าต้องรอการแก้ไขสัญญากับ รฟท.ให้จบก่อน กระทั่งเลยกำหนดยื่นเอกสารครั้งสุดท้าย และเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ตั้งแต่ต้นปี 2567 ขณะที่ฝั่ง รฟท.เองก็เคยประกาศในปีเดียวกันว่า พร้อมเดินหน้าแก้สัญญาโดย ‘ไม่สน BOI’ แล้ว เท่ากับว่าปม BOI ค้างเติ่งอยู่กลางทางมานานกว่า 2 ปี โดยไม่มีใครเร่งปลดล็อกอย่างจริงจัง ก่อนจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญาในวันนี้ ผลลัพธ์ของการเลือกเหตุผลนี้สำคัญมาก เพราะหากการสิ้นสุดสัญญาถูกตีความว่า เกิดจากเงื่อนไขที่ ‘ไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด’ ตามที่ฝ่ายรัฐเริ่มส่งสัญญาณออกมาแล้ว กลุ่มซีพีก็อาจไม่ต้องเสียค่าปรับ ไม่ถูกริบหลักประกัน และไม่ถูกขึ้นบัญชีดำจากการประมูลงานรัฐในอนาคต ทั้งที่ถือสัญญาสัมปทานมูลค่า 2.24 แสนล้านบาทไว้ในมือมาเกือบ 7 ปี โดยไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ในขณะที่เอกชนอาจเดินออกจากสัญญาโดยไม่มีบทลงโทษ ฝั่งรัฐได้จ่ายจริงไปแล้ว รฟท.เวนคืนที่ดินสำหรับโครงการราว 5,521 ไร่ ใช้งบประมาณ 5,740 ล้านบาท และรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคอีก 4,103 ล้านบาท ซึ่งหากสิ้นสุดสัญญา การชดเชยความเสียหายระหว่างกัน จะเป็นโจทย์ที่ รฟท.และเอกชนต้องเจรจาภายใต้กรอบที่ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะจบอย่างไร แต่ความเสียหายที่นับเป็นตัวเลขไม่ได้ต่างหากที่ใหญ่กว่า EEC ที่ควรเติบโตได้มากกว่านี้ด้วยรถไฟความเร็วสูง เหลือเติบโตได้เท่านี้ เมืองการบินอู่ตะเภาที่ผู้รับสัมปทานอย่างกลุ่ม UTA ประกาศแล้วว่าจะเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ 6,500 ไร่ต่อไปโดยไม่รอไฮสปีด ‘มักกะสัน’ ที่ยังเป็นพื้นที่รกร้างกลางกรุง โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่พลอยล่าช้าเพราะโครงสร้างร่วมช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง (สัญญา 4-1) มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ถูกผูกไว้ให้ไฮสปีด 3 สนามบินเป็นผู้สร้าง จนล่าสุด รฟท.ต้องเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีแก้มติเดิม ดึงงานส่วนนี้กลับมาประมูลเอง เพื่อรักษาเป้าเปิดเดินรถปี 2574 ส่วนอนาคตของเส้นทางเชื่อม 3 สนามบินเอง สกพอ.เริ่มพูดถึงการ ‘ปรับสเกล’ จากรถไฟความเร็วสูง มาเป็นการอัปเกรดรถไฟทางคู่สายตะวันออกให้ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนเดินรถแทน ด้วยเหตุผลว่าความต้องการการเดินทางใน EEC อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไฮสปีดอีกต่อไป และการเปิดประมูลใหม่ทั้งหมดต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี พร้อมค่าก่อสร้างที่แพงขึ้นแน่นอน #TheMomentum #รถไฟสามสนามบิน #ซีพี #EEC
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ผ่านฉลุย ศาล รธน.ชี้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ถือเป็นการออก พ.ร.ก.อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันยังมองว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงสมควรให้กระทรวงการคลังกู้เงินในจำนวนดังกล่าว สำหรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแบ่งการวินิจฉัยเงินกู้ 4 แสนล้านบาทออกเป็น 2 ก้อน แบ่งเป็นเงินกู้ 2 แสนล้านบาทสำหรับบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงว่า เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินกู้อีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานระยะยาว ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณี สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อาจเป็นการออก พ.ร.ก.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า ถ้ามีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ก็สามารถตรา พ.ร.ก.ให้มีผลใช้บังคับเหมือน พ.ร.บ.ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันยังมองว่า กระบวนการการออก พ.ร.ก.อาจเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบงบประมาณของรัฐสภา ภาพ: ขจรศิริ อุ่ยมานะชัย #TheMomentum #พรกเงินกู้ #รัฐบาล #ศาลรัฐธรรมนูญ
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
ก.ล.ต.ยืนยันข้อมูล สุภาพร พิมพงษ์ ไม่ถูกต้อง หลังมีรายงานถือหุ้น TRUE เกือบ 3 หมื่นล้านบาท ชี้หากส่งข้อมูลเท็จ เสี่ยงผิดกฎหมาย วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงผลการตรวจสอบกรณี สุภาพร พิมพงษ์ บุคคลที่กลายเป็นปริศนาในตลาดทุน หลังปรากฏข้อมูลในระบบของ ก.ล.ต.ว่า เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวมีข้อพิรุธและไม่สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ล่าสุด ก.ล.ต.ระบุว่า จากการตรวจสอบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือ แบบ 246-2 จำนวน 7 รายงาน ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ พบว่า ข้อมูลที่รายงานเข้ามาไม่ถูกต้อง และได้นำข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบเผยแพร่แล้ว ขณะที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอยู่ระหว่างการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล กรณีดังกล่าวเริ่มเป็นที่จับตามองจากตลาดทุน หลังชื่อของสุภาพรปรากฏในแบบ 246-2 ว่า ได้หุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้แก่ TRUE, KBank, BBL, AAV, GJS และ MAJOR โดยเฉพาะรายงานเกี่ยวกับหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งระบุว่า สุภาพรมีสัดส่วนการถือหุ้นรวมมากกว่า 7% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านบาทตามราคาหุ้นในขณะนั้น ก่อนที่บริษัทจะตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลที่สอดคล้องกับธุรกรรมดังกล่าว ก.ล.ต.ระบุว่า รายงานทั้ง 7 ฉบับถูกบันทึกเข้าสู่ระบบในวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 แม้ธุรกรรมที่ระบุในรายงานจะอ้างว่าเกิดขึ้นต่างช่วงเวลากัน ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา หลังพบความผิดปกติ ก.ล.ต.ระบุสถานะข้อมูลเป็น ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ก่อนเปลี่ยนสถานะเป็น ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ ในวันที่ 7 กรกฎาคม เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้องกัน และหลังได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม จึงนำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบ จากการตรวจสอบ ก.ล.ต.พบความไม่ถูกต้องใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงหลังวันที่อ้างว่าได้หุ้นมา ทั้งยังไม่มีรายงานว่ามีการขายหรือจำหน่ายหุ้นดังกล่าวออกไป ประการที่ 2 มีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางประเภท ทั้งที่หลักทรัพย์ประเภทนั้น ไม่มีอยู่จริงในช่วงเวลาที่ระบุในรายงาน และประการที่ 3 จำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานว่าถือครองหรือได้มาไม่ตรงกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น มีการรายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอร์แรนต์ ด้วยจำนวนที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพของบุคคลอื่น ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ก.ล.ต.เคยออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้สอบทานกับผู้รายงานและได้รับการยืนยันว่า เป็นผู้รายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบ 246-2 ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.พบข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับความสอดคล้องของข้อมูล จนนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมและการนำข้อมูลออกจากระบบในเวลาต่อมา สำหรับคำถามเกี่ยวกับระบบการรายงาน ก.ล.ต.ชี้แจงว่า ผู้ที่จะส่งข้อมูลแบบ 246-2 ต้องผ่านกระบวนการลงทะเบียน โดยกรอกข้อมูลส่วนบุคคลให้ตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกัน ระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน ส่วนผู้ที่ข้อมูลตรงกันจะต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ที่ส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน ก่อนจึงจะสามารถรายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวยื่นรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 หรือแบบ 59 ทั้งที่ไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย จึงนำข้อมูลส่วนดังกล่าวออกจากระบบแล้ว โดย ก.ล.ต.ระบุว่า ระบบแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในลักษณะเดียวกับระบบแบบ 246-2 สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย ก.ล.ต.ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูลตามกระบวนการ และเตือนว่าการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จ หรืออาจทำให้ประชาชนเกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต.ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/ 1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท สำหรับผู้ที่นำส่งหรือแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่มีข้อความอันเป็นเท็จ ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่หรือสำนักงาน ก.ล.ต. สำหรับกรณีของสุภาพร ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ TRUE ลำดับที่ 6 โดยที่ TRUE ไม่ทราบเรื่องมาก่อน ขณะเดียวกัน ระบบของ ก.ล.ต. ยังถูกวิพากษ์อย่างหนักว่า เพราะเหตุใดจึงปล่อยให้มีบุคคลปริศนารายงานว่าเป็นผู้ถือหุ้น ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ดังที่ควรจะเป็น #TheMomentum #สุภาพรพิมพงษ์ #กลต #ตลาดหลักทรัพย์
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
เริ่มต้นใหม่กับคนเดิม ‘ชัชชาติ’ รับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) สมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ ภายหลังจากชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ด้วยคะแนนเสียง 1.5 ล้านคะแนน โดยมีข้าราชการ กทม. นำโดย ณรงค์ เรืองศรี ปลัด กทม. รอต้อนรับ โดยเริ่มต้นจากการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หอพระพุทธนวราชบพิตร ศาลาว่าการ กทม. สำหรับทีมงานที่เดินทางมาร่วม ส่วนใหญ่ยังเป็นทีมงานกลุ่มเดิม เช่น ทีมงานรองผู้ว่าฯ กทม. ทวิดา กมลเวชช, ศานนท์ หวังสร้างบุญ, วิศณุ ทรัพย์สมพล ขาดเพียง จักกพันธุ์ ผิวงาม ที่ไม่ปรากฏตัว นอกจากนี้ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.หรือ ‘อากง’ ก็มาร่วมงานในวันนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ชัชชาติระบุว่า คาดว่าในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 จะมีการเปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก โดยวันนี้ได้พบกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) แล้ว หลังจากไปรายงานตัวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ในช่วงเที่ยงจะมีการแถลงเปิดตัวทีมบริหารระดับรองผู้ว่าฯ กทม.และที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.ต่อไป ภาพ: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์ #TheMomentum #ชัชชาติ #ผู้ว่ากทม #กรุงเทพมหานคร
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
‘พนิดา’ ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขของ สว. ชี้ปิดช่องทางฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่โดนคดี ม.112 เรียกร้องให้ สส.ไม่เอาด้วยกับวุฒิสภา วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ที่วุฒิสภาลงมติแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่ง พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายโดยกล่าวว่า รู้สึก ‘ผิดหวัง’ กับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวของ สว. และทำให้กฎหมายดังกล่าวสูญเสียเจตนารมณ์ที่สภาฯ วางหลักไว้ตั้งแต่ต้น ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. มาตรา 11 ระบุไว้ว่า “บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอ ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควร เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือไม่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา “ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด” อย่างไรก็ตาม การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในชั้นวุฒิสภาได้เพิ่มข้อความ “ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” พนิดาชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการเพิ่มถ้อยคำในมาตรา 11 ของ สว.ว่า ในมาตรา 11 เดิมนั้น ไม่ได้ออกแบบมาให้นิรโทษกรรมเด็กและเยาวชน แต่ออกแบบมาเพื่อ ‘เปิดโอกาส’ ให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับความรุนแรงทางการเมือง ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว แทนการเดินหน้าในคดีอาญาจนคดีติดตัวไปตลอดชีวิต สส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า แม้ตนจะไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในหลายประเด็น แต่อย่างน้อยมาตรา 11 ของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขสะท้อนให้เห็นว่า รัฐสภาเลือกให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเด็กมากกว่าการลงโทษและจองจำ แต่ข้อความที่ สว.แก้ไขเพิ่มเติมกลับมานั้น เป็นการ ‘ตัดหัวใจสำคัญ’ ของมาตรานี้ไปทั้งหมด เพราะสาระสำคัญของมาตราดังกล่าวคือ เด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมจากการถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 112 สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมายได้ พนิดากล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใด สว.จึงปิดกั้นช่องทางฟื้นฟูเด็กที่จะนำไปสู่การสร้างสันติสุข จึงขอถามกลับไปยังวุฒิสภาว่า เป็นกังวลอะไรกับการที่เด็กและเยาวชนจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายที่มีอยู่ในการบำบัดฟื้นฟู การเขียนถ้อยคำดังกล่าวตามวรรคสอง จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อกลไกกระบวนการตามปกติของเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจถูกตีความได้ว่าขัดหรือแย้งกับข้อกฎหมายที่มีอยู่ “ข้อแก้ไขของ สว.จึงน่าผิดหวังอย่างยิ่ง โหดร้ายเกินกว่าที่สังคมควรปฏิบัติต่อเด็ก แม้ช่องทางเล็กๆ ที่เป็นไปได้ สว.ก็ไม่ยอม” สส.พรรคประชาชนยืนยันว่า ทุกครั้งของการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มีการถกเถียงเรื่องเด็กและเยาวชน สิ่งที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันคือ ‘เด็กไม่ควรแบกรับความขัดแย้งทางการเมืองของผู้ใหญ่’ สิ่งที่ตนเป็นกังวลในวันนี้คือ ท่าทีของสมาชิก สส.ที่จะโหวตเห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. พนิดาได้กล่าวถึง วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย เจ้าของร่างหลัก ที่ยืนยันว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ปิดกั้นการนิรโทษกรรมคดีอาญา มาตรา 112 เพียงแต่ต้องมีการพิจารณาว่า เป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ อีกทั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็ยืนยันว่า มาตรา 11 จะช่วยเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 112 ได้ แม้จะไม่ให้การนิรโทษกรรมกับพวกเขา พนิดาถามในที่ประชุมผ่านประธานสภาฯ ว่า เหตุใดวันนี้หลักการเดียวกันถึงเปลี่ยนแปลงไป และหากที่ประชุมเชื่ออย่างแท้จริงว่า เด็กควรได้รับโอกาสที่ 2 เหตุใดถึงต้องเห็นชอบตามการแก้ไขของ สว.ที่ตัดมาตรการที่เปิดโอกาสให้ศาลและอัยการใช้มาตรการฟื้นฟูเยาวชนได้ “มันไม่ใช่การนิรโทษกรรม ไม่ใช่การยกเลิกความผิด ไม่ใช่การลบล้างคำพิพากษา แต่เป็นเพียงการชี้ให้เห็นช่องเล็กๆ ในการใช้เป็นเครื่องมือที่มีอยู่แล้วตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะตอบคำถามสังคมโลกอย่างไร เมื่อวันก่อน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า เขาไม่ได้สนใจแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เขาให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนด้วย “แล้ววันนี้รัฐสภาของเรากำลังส่งสัญญาณอะไรออกไป ดิฉันอยากให้พวกเราทบทวนดู เพราะเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยตัวมันเอง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคตได้เลย “อย่าลืมว่าความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สร้างต้นทุนให้กับชีวิตประชาชนจำนวนมาก หลายคนสูญเสียชีวิต สูญเสียครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก หลายคนสูญเสียงาน อนาคต โดยคนที่จ่ายราคาแพงที่สุดคือ คนที่ติดอยู่ในคุกตอนนี้ ซึ่ง 70% เป็นคนที่ถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 112 ที่รัฐสภาเลือกที่จะไม่นิรโทษกรรมให้กับพวกเขา” พนิดาย้ำว่า การเพิ่มข้อความ 1 บรรทัดของ สว. หมายถึงการตัดโอกาสครั้งสุดท้ายของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งของผู้ใหญ่ และรัฐสภากำลังผลักให้เด็กและเยาวชนเป็นคนจ่ายหนี้ที่ผู้ใหญ่เป็นคนก่อ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างเสริมสังคมสันติสุขอย่างแน่นอน “หากเราต้องการความปรองดองจริงๆ ในแบบที่เราสามารถผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนที่ปิดสนามบิน สร้างหายนะให้กับระบบเศรษฐกิจประเทศ ให้คนที่ปิดคูหาการเลือกตั้ง ทำลายกระบวนการประชาธิปไตย ให้คนที่เปิดทางให้ก่อรัฐประหารไม่ต้องรับผิดใดๆ เลยได้ “แต่ทำไมแสงสว่างเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นของเยาวชนที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เรากลับปิดประตูใส่หน้าพวกเขา และ สว.ก็ลงกลอนประตูซ้ำไปอีกที นี่มันอำมหิตสิ้นดี” สส.พรรคประชาชนกล่าว ทั้งนี้ พนิดาทิ้งท้าย โดยเรียกร้องให้ สส.ยืนยันในหลักการเดิมที่สภาฯ ได้ผ่านการเห็นชอบ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปก่อนหน้า และ ‘ไม่เห็นชอบ’ กับการแก้ไขของ สว.ที่เพิ่มข้อความในวรรคสองของมาตรา 11 เข้ามา สำหรับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข คาดว่าจะมีการลงมติเห็นชอบของสภาฯ ในวันนี้ หาก สส.ไม่เห็นแย้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ก็จะเข้าสู่กระบวนการขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป แต่หาก สส.เห็นแย้งกับการแก้ไขของ สว. ก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่าง สส.และ สว. มาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป #TheMomentum #พรบสร้างเสริมสังคมสันติสุข #นิรโทษกรรม #มาตรา112 #รัฐสภา #ประชุมสภา #พนิดา #พรรคประชาชน #พนิดามงคลสวัสดิ์
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
จาก ‘สกุชชี่’ ของมันต้องมี สู่พฤติกรรม Overconsumption ที่ต้องใช้เวลากว่า 500 ปี ในการย่อยสลาย ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือขวาก็มีแต่ ‘สกุชชี่’ (Squishy) เต็มไปหมด ของเล่นที่บีบแล้วคลายตัวคืนแบบสโลว์ (Slow Rising) กลับมาฮิตอีกครั้ง จนทำให้ใครหลายคนต้องออกตามหาสกุชชี่มาครอบครอง รวมถึงตัวผู้เขียนที่เคยไปตามหาถึงสำเพ็งมาแล้วเช่นกัน สกุชชี่ ของเล่นหน้าตาน่ารัก หลากหลายรูปทรง มีกลิ่นหอมหวานเหมือนขนม มาจากคำภาษาอังกฤษว่า ‘Squish’ ที่แปลว่า การบีบ หรือของนุ่มนิ่มที่บีบได้ เพราะสกุชชี่ทำมาจากวัสดุประเภทโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam: PU Foam) ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เวลาบีบแล้วจะคลายตัวคืนแบบช้าๆ ยิ่งช้าเท่าไร ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการเล่นให้ฟินมากขึ้น ก่อนหน้านี้ สกุชชี่เป็นของเล่นสำหรับเด็กที่ช่วงหนึ่งต้องมีไว้บีบเล่นหรือสะสม แต่ตอนนี้สกุชชี่กลายเป็นของเล่นที่ครองใจเหล่า GEN Y ตอนปลาย และ GEN Z ตอนต้น ที่นำมาบีบเล่นเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน • จากวลี ‘ของมันต้องมี’ สู่พฤติกรรม Overconsumption จากกระแสความนิยมของสกุชชี่ และการเข้ามาของสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Facebook หรือ Instagram ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สกุชชี่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลิป ASMR บีบสกุชชี่ หรือคลิป Unbox ที่มียอดเข้าชมจำนวนมหาศาล เมื่อคอนเทนต์เหล่านี้ถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากของเล่นธรรมดา ก็กลายเป็นของตามกระแสที่ทุกคนอยากได้อยากมีเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ จนเกิดเป็นภาวะ ‘FOMO’ (Fear Of Missing Out) และปรากฏการณ์ ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ (Echo Chamber) ที่อธิบายถึงสถานการณ์ที่ผู้คนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งก็คือโลกอินเทอร์เน็ต มักเห็นและเลือกที่จะชอบสิ่งเดียวกัน นำไปสู่การถูกขังอยู่ในกะลาของตัวเอง นอกจากนี้ เมื่อเรากดไลก์หรือใช้เวลากับคลิปเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ อัลกอริทึมก็จะเริ่มนำสิ่งที่เราสนใจกลับมาปรากฏบนหน้าฟีดทุกวัน ทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนกำลังเล่นสกุชชี่ แม้ในความจริงแล้ว มันอาจจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่อัลกอริทึมเลือกมาให้ จากทั้งหลายทั้งปวงที่พูดกันมาก่อนหน้านี้ ก่อให้เกิดวลี ‘ของมันต้องมี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ แนวคิดบริโภคนิยม (Consumerism) นั่นคือ ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าและบริการ จนกลายเป็นเครื่องวัดความสุขและกำหนดคุณค่าของชีวิต โดยมักจะเป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐาน ที่นำไปสู่การซื้อของใหม่ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งในบริบทปัจจุบัน สังคมถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคอยู่ตลอดเวลา โดยมีระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่เคย ชีวิตประจำวันของเราจึงเต็มไปด้วยโฆษณาสินค้า โปรโมชันลดราคา หรือคลิปรีวิวปักตระกร้าของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ปรากฏบนหน้าจอเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ ถูกพัฒนากลายเป็นแนวคิด ‘บริโภคนิยมแบบสุดโต่ง’ (Hyperconsumerism) ซึ่งหมายถึง การที่สังคมมองว่าการบริโภคไม่ได้ตอบสนองเพียงความจำเป็น แต่ยังถูกใช้ในการเพิ่มสถานะทางสังคม หรือสร้างตัวตนบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับกระแสสกุชชี่ในปัจจุบัน ที่แต่ละคนไม่ได้ซื้อเพียง 1-2 ชิ้น เพื่อเล่นหรือเอาไว้บีบคลายเครียดอีกต่อไป แต่ยังสะสมอีกหลายสิบชิ้น และยังต้องคอยติดตามคอลเลกชันใหม่ เพื่อนำมาทำคอนเทนต์ตามกระแสโซเชียลฯ อีกด้วย พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาใหญ่อย่าง ‘การบริโภคเกินความจำเป็น’ (Overconsumption) นั่นคือ การซื้อสินค้าที่เกินความต้องการ ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ที่อาจส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สิ่งหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็นได้อย่างดี คือคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังคนหนึ่งที่ซื้อสกุชชี่ 1,000 ชิ้น จนกลายเป็นไวรัลบน TikTok ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อวัฒนธรรมการบริโภคที่เกินความจำเป็นของคนในยุคนี้ จากคอนเทนต์ของเล่นน่ารักๆ อย่างสกุชชี่ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเกินความจำเป็น ส่งผลให้ของเล่นเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็น ‘ขยะ’ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต • Fast Toy, Long Lasting Waste สกุชชี่เป็นของเล่นแบบ ‘Fast Toy’ มาไวไปไวตามกระแสความนิยม ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเลิกเล่นเร็วตามไปด้วย เพราะเมื่อเราบีบหรือดึงสกุชชี่ที่ทำมาจากวัสดุโฟมพียูเป็นเวลานาน พอเกิดการฉีกขาด เปื่อยยุ่ย หรือสกปรก ก็เอาไปล้างน้ำไม่ได้ ต้องทิ้งและซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติกในปริมาณมาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังออกมาเตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังการเลือกซื้อของเล่นประเภทสกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่มียี่ห้อและแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศที่พบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ปัญหาไม่ได้จบอยู่แค่การทิ้งสกุชชี่ เพราะขั้นตอนการกำจัดนั้นยุ่งยากกว่าที่คิด สกุชชี่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ต้องกลายเป็นขยะ ‘ฝังกลบ’ ที่ย่อยสลายยาก และใช้เวลานานกว่า 500 ปี กว่าจะย่อยสลายหมดก็แตกตัว กลายเป็นไมโครพลาสติก (Microplastics) ไปเสียก่อน จะใช้วิธีการเผาก็ไม่ได้ เพราะสารโพลียูรีเทนในสกุชชี่ จะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เกิดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารเป็นวงกว้าง จนท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคเอง • สกุชชี่ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้? แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมได้ทันที แต่เราสามารถเริ่มต้นจากตัวเองได้ เช่น ซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ซื้อตามกระแส เลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพื่อยืดอายุการใช้งาน ในเมื่อมนุษย์มีเพียงแค่ 2 มือ จะให้เล่นสกุชชี่เป็นร้อยชิ้นคงจะไม่ใช่ และการเล่นสกุชชี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป ถ้าเราไม่ปล่อยให้กระแสหรืออัลกอริทึมกลายเป็น ‘กะลา’ ที่ครอบงำความคิดเราไปเสียก่อน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนไม่ได้ต้องการเชิญชวนให้เลิกซื้อของเล่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจ แต่มองว่าควรเลือกซื้ออย่างมี ‘สติ’ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ความปลอดภัย และผลกระทบต่อทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อม ก่อนของเล่นที่เรารัก จะกลายเป็นขยะที่จะอยู่กับเราไปอีกนับพันปี ที่มา: - https://t.co/QR1vNpZSp9 - https://t.co/HPugyj55uZ - https://t.co/xGDoX6Imgr - https://t.co/YOU7T0ze8D - https://t.co/VTdcal1MjQ - https://t.co/mEbA48EPsn - https://t.co/0n1djiWAnq เรื่อง: ญาณ์นรี พิทักษ์พรไพศาล ภาพ: ปราโมทย์ ปิ่นศรี #TheMomentum #Environment #สกุชชี่ #ขยะ #สิ่งแวดล้อม #Overconsumption #พฤติกรรมผู้บริโภค #ผู้บริโภค #FOMO #EchoChamber
See More
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
7 คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ มหากาพย์ ‘โกงสอบท้องถิ่น’ เขย่ามหาดไทย ลองคิดดูว่า หากเรื่องนี้ถูกปล่อยผ่าน ข้าราชการท้องถิ่นกว่า 1 ใน 3 ที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น เป็นข้าราชการที่ ‘ซื้อตำแหน่ง’ เข้าไป ประเทศนี้จะเหลืออะไร ถึงวันนี้ คดีทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ยังคงเดินหน้าต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บรรจุวาระเร่งด่วน พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนที่ขยับขึ้นไปถึงระดับ ‘อธิบดี’ โดยมีรายงานว่า ตัวเลขผู้เกี่ยวข้องที่รอการชำระความสูงถึง 6,016 รายชื่อ 1 วันก่อนหน้านั้น วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า มีผู้ที่มีคะแนนสอบผิดปกติกว่า 5,000 คน จากผู้ได้รับบรรจุทั้งสิ้น 1.5 หมื่นคน นั่นเท่ากับว่า เงินหมุนเวียนในระบบหลายพันล้าน ตัวเลขความเสียหายที่ ป.ป.ช.ประเมินเบื้องต้นคือ 4,500 ล้านบาท เป็นการโกงครั้งใหญ่ที่สุด และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด กระนั้นเอง สิ่งที่ยังไม่เผยให้เห็นก็คือ ตัวการหลังฉาก คนว่าราชการหลังม่าน ผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนคิดการใหญ่ขนาดนี้คือใคร เรื่องราวทั้งหมดเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเกิดจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือปลัดจังหวัดภูเก็ต กระทั่ง ‘อธิบดี’ ก็อาจเล็กเกินไปในการเป็นต้นทางขบวนการการทุจริตอันอุกอาจเพียงนี้ ข้อสงสัยเต็มไปหมด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นผ่านคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พี่กิจ’ กับหญิงที่ชื่อ ‘คุณส้ม’ ว่าด้วยโควตาที่นั่งข้าราชการ 1,500 ตำแหน่ง ค่าหัว 3.5 แสนบาท ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบุกค้นบ้านหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี แล้วพบว่าบ้านหลังนั้นถูกใช้เป็น ‘โรงงานแก้กระดาษคำตอบ’ ของสนามสอบที่มีผู้สมัครกว่า 4 แสนคน ชิงอัตราบรรจุ 6,669 ตำแหน่ง ทว่ายิ่งสอบสวน คำถามกลับยิ่งงอกเงย ทุกคำแถลงที่ออกมา ทิ้งปริศนาใหม่ไว้มากกว่าคำตอบ The Momentum รวบรวม 7 คำถามใหญ่ที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ และบางข้ออาจไม่มีวันได้คำตอบเลยก็เป็นได้ 1. ผู้เกี่ยวข้องมี ‘แค่นั้น’ จริงหรือ ลองไล่ตัวเลขที่แต่ละหน่วยงานถืออยู่ในมือ กระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 5 ราย การตรวจกระดาษคำตอบพบคะแนนผิดปกติราว 5,000 คน จากผู้บรรจุแล้ว 15,520 รายชื่อ ตำรวจสอบสวนกลางพบผู้จ่ายเงินให้ขบวนการ 9,000 คน และล่าสุด ป.ป.ช.ถือตัวเลขผู้เกี่ยวข้องที่รอการชำระความ 6,016 รายชื่อ ตัวเลข 4 ชุด จาก 3 หน่วยงาน ที่ยังนับไม่ลงตัวว่าซ้อนทับกันตรงไหน คือหลักฐานชิ้นแรกว่าแผนผังเครือข่ายนี้ยังวาดไม่จบ ยิ่งเมื่อผลตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยเองในเบื้องต้นระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องมีเพียง 5 กลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่ สถ. เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้าง บริษัทเอกชนภายนอก และอีกกลุ่มคือ ‘บุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน’ ที่แหลมคมกว่านั้น รายงานข่าวการประชุม ป.ป.ช.วันนี้ระบุว่า การสืบสวนเชิงลึกพบเม็ดเงินและเครือข่ายผลประโยชน์ที่ไม่ได้หยุดแค่ระดับปฏิบัติการ แต่โยงใยถึง ‘ข้าราชการระดับบิ๊ก’ และ ‘ฝ่ายการเมือง’ สอดรับกับการจับกุมปลัดจังหวัดภูเก็ตในข้อหาเป็นตัวกลางเรียกรับเงิน ที่ยืนยันว่าขบวนการนี้มี ‘สาขา’ ในราชการส่วนภูมิภาคด้วย และยังมีตัวการสำคัญอีกอย่างน้อย 1 ราย ผู้รวบรวมคะแนนของผู้จ่ายเงินใส่แฟลชไดรฟ์ส่งให้บริษัทที่นนทบุรี ที่จนถึงขณะนี้ยังตามตัวไม่เจอ และอย่าลืมรายละเอียดเล็กๆ ที่ตำรวจเปิดเผยไว้ คดีนี้ไม่ได้เริ่มจากกลไกตรวจสอบของรัฐ แต่เริ่มจากคนที่ ‘จ่ายเงินแล้วไม่ได้บรรจุ’ มาร้องทุกข์เอง ขบวนการใหญ่ขนาดที่แม้แต่ลูกค้าเองยังล้นเกิน 2. เงินสะพัด 4,500 ล้าน ‘รัฐมนตรี’ ไม่รู้จริงหรือ ลองคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่สุด ผู้จ่ายเงิน 9,000 คน คูณค่าหัวขั้นต่ำ 3.5 แสนบาท เท่ากับ 3,150 ล้านบาท หากคูณด้วยเพดานบน 8 แสนบาทในตำแหน่งแข่งขันสูง ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 7,200 ล้านบาท ตัวเลข 4,500 ล้านของ ป.ป.ช.จึงไม่ใช่การพูดเกินจริง แต่คือ ‘ค่ากลาง’ ของสมการ เงินระดับนี้ไม่ใช่เงินที่ซุกใต้เตียงได้ หากแต่ต้องไหลผ่านบัญชี นายหน้า ติวเตอร์ ตัวกลางหลายทอด จากปลายน้ำทั่วประเทศ ขึ้นสู่กลางน้ำ จนถึงต้นน้ำผู้เข้าถึงข้อสอบและระบบคะแนน ที่น่าสนใจกว่านั้น คือคำพูดของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ที่ยอมรับว่า รับทราบกระแสข่าวทุจริตสอบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จึงสั่งชะลอการสอบ ปรับมาตรฐาน และเปลี่ยนผู้จัดสอบ แปลความได้ว่า ระดับนโยบาย ‘รู้ว่ามีความเสี่ยง’ ล่วงหน้าถึงครึ่งปี คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐมนตรีรู้หรือไม่รู้ แต่คือรู้แล้ว ทำไมมาตรการที่วางไว้จึงหยุดขบวนการไม่ได้ แม้วันนี้นายกฯ จะประกาศว่าเรื่องนี้ต้องรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงทุก 10 วัน แต่คำถามก็คือ ความขึงขังหลังเรื่องแตก จะลบคำถามเรื่องความหละหลวมก่อนเรื่องแตกได้หรือไม่ 3. สรุปแล้ว มศว รู้เห็นในขั้นตอนไหน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชนะการประกวดราคาจัดสอบด้วยวงเงิน 133,236,208 บาท รับผิดชอบ ‘ครบวงจร’ ตั้งแต่ออกข้อสอบ จัดพิมพ์ บริหารการจัดสอบ ตรวจข้อสอบ ไปจนถึงเก็บรักษากระดาษคำตอบ เมื่อเรื่องแตก สถ.ชี้ว่าผลสอบอยู่ในความรับผิดชอบของ มศว ผู้รับจ้าง ขณะที่ มศว ยืนยันเสียงแข็งว่าตรวจข้อสอบและส่งงานให้ผู้ว่าจ้างเรียบร้อยแล้ว การแก้ไขทั้งหมดเกิดขึ้น ‘หลังส่งงาน’ ถึงขั้นที่อธิการบดีเดินทางไปแจ้งความเพจที่เผยแพร่คลิปเสียงพาดพิง ยืนยันว่าเนื้อหาในคลิปไม่เป็นความจริง 100% แต่ผลตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยพบข้อเท็จจริงชิ้นหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังอธิบายไม่ชัด นั่นคือ ผู้รับจ้าง ‘ไม่ได้ส่ง’ ไฟล์ภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏคะแนนให้ สถ.ทันทีหลังตรวจเสร็จ ขณะที่กรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ก็พบพิรุธในขั้นตอนส่งมอบกุญแจห้องมั่นคง และการใช้ไฟล์ดิจิทัลที่เรียกว่า ‘ไฟล์ตรวจข้อสอบ’ ซึ่งเมื่อเชิญ มศว เข้าชี้แจงนัดแรก มศว กลับไม่ปรากฏตัว โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร น่าสังเกตด้วยว่า ในการแถลงเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำผลตรวจชุดนี้ไปเทียบกับแฟลชไดรฟ์ที่ มศว ส่งให้ ป.ป.ช.หรือไม่ รมช.มหาดไทยตอบเพียงว่า เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องทำต่อ เพราะ สถ. ‘ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้’ แม้แต่ผู้ว่าจ้างยังไม่มีข้อมูลครบมือ คำถามเรื่องห่วงโซ่การถือครองข้อสอบและกระดาษคำตอบว่ามี ‘ช่องโหว่’ อยู่ตรงไหน จึงยังลอยค้างกลางอากาศ 4. คนในคลิปเสียง เกี่ยวข้องกับ ‘ผู้ใหญ่’ จริงไหม ท่ามกลางสมรภูมิ มีการเปิดคลิปเสียง ‘พี่กิจ’ คนระดับคณะทำงานรัฐมนตรี อ้างว่าได้โควตา 1,500 ที่นั่งมาจากคนในทีมงาน และอ้างถึงสายสัมพันธ์ระดับอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทรงศักดิ์ ทองศรี ทุกฝ่ายที่ถูกพาดพิงปฏิเสธหมด อดีต รมช.ที่ถูกอ้างถึงประกาศฟ้อง ‘กิจ-ส้ม’ ยืนยันว่าไม่รู้จักอธิการบดี มศว แจ้งความเพจที่เผยแพร่คลิปพาดพิงผู้บริหารมหาวิทยาลัย ส่วนกรณีเพจดังพาดพิงภรรยา อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกฯ ตอบโต้สั้นๆ ว่า ‘เพ้อเจ้อ’ ทั้งหมดเป็นสิทธิที่พึงกระทำ และตราบใดที่ยังไม่พิสูจน์ คลิปเสียงย่อมชี้ความผิดใครไม่ได้ นายกฯ เองก็บอกว่าต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นของจริงหรือสร้างด้วย AI แต่ประเด็นที่แหลมคมกว่าอยู่ที่ ‘กระบวนการพิสูจน์’ ต่างหาก สถ.แจ้งต่อกรรมาธิการว่าสอบสวนเรื่องคลิปเสียง ‘เสร็จสิ้นแล้ว’ และอยู่ระหว่างส่งสำนวนให้พิจารณา สอบเสร็จแล้ว แต่สังคมยังไม่รู้ผล ขณะที่ ป.ป.ช.เพิ่งจับมือคณะทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจเส้นทางเงินและพิสูจน์คลิปที่โยงนักการเมือง ซึ่งรายงานล่าสุดจากที่ประชุม ป.ป.ช.วันนี้ ระบุว่าเครือข่ายโยงถึง ‘ฝ่ายการเมือง’ ยิ่งทำให้คำตอบของคำถามนี้มีเดิมพันสูงขึ้นทุกวัน คลิปจะจริงหรือปลอมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ผลสอบสวนที่ถูกเก็บเงียบไว้ในสำนวนยังคงเป็นคำถามในตัวมันเอง 5. สั่งชะลอบรรจุแล้ว ทำไมพิธีบรรจุ 1 กรกฎาฯ ยังเดินหน้า นี่อาจเป็นพิรุธที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด แต่บอกอะไรได้มากที่สุด ปลัดกระทรวงมหาดไทยชี้แจงเองว่า ฝ่ายนโยบายเล็งเห็นปัญหา มีคำสั่งให้ ‘ชะลอ’ การบรรจุแต่งตั้ง และแจ้งไปยัง สถ.เรียบร้อย แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ประชุมกลับมีมติให้ผู้สอบผ่านบรรจุตามปกติ จนเกิดพิธีบรรจุแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ทั้งที่ข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตกำลังคุกรุ่น คำสั่งจากฝ่ายนโยบาย ถูก ‘มติกรรมการ’ สวนกลับอย่างหน้าตาเฉย… และที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ใน กสถ.ทั้ง 18 คนนั้น มีทั้งอธิบดีและรองอธิบดี สถ. ซึ่งวันนี้คือ 2 ใน 5 ผู้ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง นั่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย ผลของมตินั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การบรรจุ 15,520 รายชื่อกลายเป็นเรื่องสำเร็จรูปไปแล้ว จนวันนี้แนวทางแก้ที่ รมช.มหาดไทยแถลง ทำได้เพียง ‘ดึงคนที่คะแนนผิดปกติออก แล้วเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นแทน’ โดยระหว่างที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบอีก 3-6 เดือน คนทั้ง 5,000 รายที่คะแนนไม่ตรงกระดาษคำตอบ ยังนั่งทำงานในตำแหน่งข้าราชการต่อไปตามปกติ คำถามคือ ถ้าไม่มีมติเร่งบรรจุวันนั้น ความยุ่งยากทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ และใครได้ประโยชน์จากการปิดจ็อบให้เร็วที่สุด 6. รอบสอบก่อนหน้าโกงด้วยหรือไม่ แล้วจะพิสูจน์อย่างไร ท่ามกลางหลักฐานที่ทยอยออกมา มีข้อเท็จจริงชุดหนึ่งที่น่าขนลุกกว่าทุกชิ้น เมื่อวางเรียงต่อกัน ชิ้นแรก ตำรวจสอบสวนกลางตรวจเส้นทางการเงินแล้วเชื่อว่า ขบวนการนี้ทำงานมานานกว่า 2 ปี ชิ้นที่ 2 เอกสารผลสอบตัวจริงถูกเก็บไว้ที่โกดังของ สถ.เป็นเวลา 2 ปี ก่อนทำลายทิ้งตามระเบียบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมรับตรงๆ ว่า นี่คือช่องว่างที่ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังปีอื่นไม่ได้อีก อายุของขบวนการ กับอายุของหลักฐาน ยาวเท่ากันพอดี ขบวนการที่มีโครงสร้างต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ มีเครือข่ายนายหน้า ติวเตอร์ และสถาบันกวดวิชาทั่วประเทศ มีระบบเก็บเงินและแก้คะแนนเป็นขั้นตอน ไม่ได้ก่อร่างขึ้นภายในการสอบครั้งเดียว คำถามที่ไม่มีใครอยากถามก็คือ แล้วการสอบท้องถิ่นรอบก่อนหน้านั้น ‘สะอาด’ จริงหรือ และข้าราชการที่บรรจุจากสนามเหล่านั้น ซึ่งวันนี้บางคนอาจเติบโตในตำแหน่งไปแล้ว ผ่านเข้ามาด้วยวิธีใด คำตอบคือไม่มีวันรู้ เพราะหลักฐานถูกทำลายไป ‘ตามระเบียบ’ ก่อนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ระเบียบก็ควรถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า ออกแบบมาเพื่อประหยัดพื้นที่โกดัง หรือประหยัดความรับผิดชอบ 7. ใครคือ ‘มือมืด’ ที่ปล่อยข้อมูล คำถามสุดท้าย อาจเป็นคำถามที่การเมืองที่สุด ข้อมูลภายใน ทั้งคลิปเสียง เอกสาร และรายละเอียดเชิงลึกของกระบวนการจัดสอบ ไม่ได้หลุดออกมาครั้งเดียว แต่ทยอยออกมาเป็นระลอกอย่างมีจังหวะ จนเขย่ากระทรวงมหาดไทยทั้งกระทรวง ข้อมูลระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกเข้าถึงได้ ผู้ปล่อยต้องอยู่ใกล้ศูนย์กลางของกระบวนการมากพอจะรู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน หลายเสียงในแวดวงการเมืองตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า นี่อาจเป็นศึกระหว่าง ‘คนกันเอง’ ภายในเครือข่ายอำนาจเดียวกัน หากข้อสังเกตนี้จริง ความหมายของเรื่องทั้งหมดจะเปลี่ยนไป เพราะการเปิดโปงครั้งนี้จะไม่ใช่ชัยชนะของกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่ผลงานขององค์กรอิสระใด แต่เป็นเพียงผลพลอยได้จากการเช็กบิลกันเองของผู้มีอำนาจ ที่ประชาชนบังเอิญได้เห็นความจริงบางส่วน เฉพาะส่วนที่ฝ่ายหนึ่งอยากให้เห็น และนั่นหมายความว่า ความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเช็กบิลของใคร อาจไม่มีวันถูกเปิดออกเลย แน่นอนว่าทั้ง 7 คำถาม สามารถรวบยอดได้เป็นคำถามเดียว คำถามที่ถามกันมาตั้งแต่การทุจริตสอบครูผู้ช่วย การทุจริตสอบนายอำเภอ นั่นคือ เรื่องจะจบลงตรงไหน หรือจบเพียงข้าราชการเพียงไม่กี่คน แล้วปล่อยให้โครงสร้างที่ผลิตขบวนการแบบนี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่ายืนรอผลิตรอบต่อไปอย่างสงบ แน่นอนว่าค่าหัว 3.5-8 แสนบาท ไม่ได้เป็นเพียงราคาของการ ‘โกง’ ข้อสอบเท่านั้น แต่คือราคาของการเข้าสู่ระบบราชการ ไป ‘โกง’ ต่อ เพื่อหวังผลตอบแทนคืนทุน และสุดท้าย ผลตอบแทนนั้นก็จะถูกเก็บต่ออีกที ผ่านประชาชนในท้องถิ่นที่ข้าราชการพวกนี้กำลังจะเข้าไป ‘รับใช้’ นั่นเอง เรื่องและภาพ: The Momentum Team #TheMomentum #โกงสอบท้องถิ่น #กระทรวงมหาดไทย #กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น #สถ #อนุทินชาญวีรกูล #ข้าราชการท้องถิ่น #คอร์รัปชัน #มศว
See More
T_PK49
retweeted
จจ ◡̈ ☁︎ *. 🌻🐈⬛
@JorOrYor
7 days ago
เด็กไทยเริ่ดมากกก น้องเนเน่ อายุ 15 กำลังจะ 16 จากภูเก็ต ไทยแลนด์ เข้าประกวด America’s Got Talent น้องมาในเพลง Zombie ของ The Cranberries ดูฝีมือกีตา้าร์น้อง คือ unexpected จริงๆ สมแล้วที่ได้ four YESSSSS.
JorOrYor's tweet video.
T_PK49
retweeted
The Momentum
@themomentumco
7 days ago
ทุกวันนี้ ประชาชนจำนวนมากยังต้องใช้น้ำจากแม่น้ำกก ทั้งที่ผลตรวจคุณภาพน้ำของหน่วยงานรัฐพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ในหลายจุด ขณะที่หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือกำลังเผชิญวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำหลายสายพร้อมกัน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ชุมชนริมแม่น้ำกก สาย รวก และโขง พยายามส่งเสียงถึงปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของผู้คนในพื้นที่ แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่ดังพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง แม้ปัญหาจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังไม่ถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลจีนที่สถานกงสุลจีน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้ตรวจสอบและจัดการกลุ่มทุนจีนที่ดำเนินกิจการเหมืองแร่ในเมียนมา ทว่ากลับไม่มีผู้แทนออกมารับหนังสือ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสกัดและผลักดันผู้ชุมนุม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนขอให้สื่อมวลชนลบภาพผู้ชุมนุมที่สวมหน้ากากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกจากการรายงานข่าว ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อท่าทีของผู้มีอำนาจในการรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง แต่ยังรวมถึงการที่ภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของจีนมีอิทธิพลต่อกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นเหตุ โดยเมียนมาเป็นเจ้าของดินแดนที่เกิดกิจกรรมเหมือง ขณะที่จีนมีทั้งบริษัทเอกชนที่เข้าไปลงทุน เป็นผู้รับซื้อแร่ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่เหมืองหลายแห่ง ทำไมการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและจีนแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนกลับลงเอยด้วยความรุนแรง แล้วเราจะปล่อยให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงนี้ไปอีกนานแค่ไหน ย้อนอ่านบทความ “แม่น้ำกกกำลังตาย เราก็กำลังตายตามไปด้วย” วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดนที่รัฐยังแก้ไม่ถึงต้นตอ และประชาชนถูกทิ้งให้สู้เพียงลำพัง ได้ทาง https://t.co/BkrN3h2blR #TheMomentum #Repost #Feautre #เชียงราย #แม่น้ำโขง #มลพิษข้ามพรมแดน #สารหนู #โลหะหนัก #สิ่งแวดล้อม
See More
Last Seen Users on Sotwe
Cheyenne Swenson pvt
Seen from
Greece
Kaan Tuğba
Seen from
Turkey
🔥
Seen from
Turkey
@renkliruyalar
Seen from
United States
bielefeld can
Seen from
Turkey
prince Boy
Seen from
Pakistan
B&E
Seen from
Turkey
SophiasLoser🖤
Seen from
United Kingdom
😈İFŞAFLİKS🔞
Seen from
Turkey
Marjinal Fahişe🍑
Seen from
Turkey
Trends for you
1
Spain
Under 10K tweets
2
Dembele
Under 10K tweets
3
#FRAESP
Under 10K tweets
4
Digne
Under 10K tweets
5
Deschamps
Under 10K tweets
6
Cucurella
Under 10K tweets
7
Pedro Porro
Under 10K tweets
8
Rabiot
Under 10K tweets
9
#FIFAWordlCup2026
Under 10K tweets
10
Blue Beetle
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
240.9M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.2M followers
3
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
4
Cristiano Ronaldo
@cristiano
111.4M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107M followers
6
Rihanna
@rihanna
97.9M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.1M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
88.1M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
82M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
73.5M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
70.6M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
64.1M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
63.4M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.9M followers
19
Selena Gomez
@selenagomez
61.2M followers
20
X
@x
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫