Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
เทวฤทธิ์ มณีฉาย INFJ เล่นกีฬาเป็นเป็ดทุกชนิด ฯลฯ บล็อกรวมงาน
Joined September 2009
582
Following
6.3K
Followers
21.3K
Posts
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
1 day ago
ความกังวลเรื่อง
#กะเพรา
ที่ไม่ควรดูเบา . ประเด็นถกเถียงเรื่องจดทะเบียนกะเพรานั้น แม้จะมีการยืนยันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ม.33 ว่าคนอื่นเพียง "ไม่" สามารถเพาะ 'เมล็ดพันธุ์' ที่ได้รับความคุ้มครอง 'ขาย' ได้เท่านั้น จะเอาไปปลูกหรือปลูกขาย หรือเก็บเมล็ดไปปลูกต่อนั้นทำได้ . แต่ประเด็นข้อกังวล ข้อสงสัยของประชาชน มันไม่ควรถูกดูเบา เย้ยหยัน เพราะมันเป็นประเด็นสะสมสั่งสมมานาน ผมคิดว่าข้อกังวลเรื่องความหลากหลายของกะเพราอาจเป็นเรื่องรอง แต่ประเด็นนี้มันคือการแสดงอาการกังวลจากปัญหาการผูกขาดหรือผู้เป็นเจ้าตลาดน้อยรายที่ควบคุมได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เมล็ด การปลูก ยาและปุ๋ย สัญญาการปลูก ระบบกู้หนี้ยืมสิน ตลาด การกระจายสินค้า จนถึงเมนูที่อยู่ในจานผู้บริโภค วนไป ที่สะท้อนปัญหาการกำกับการแข่งขันเรามันแย่มากๆ . หลายคนยกคำชี้แจงของคนในกระทรวงเกษตรฯ มายืนยัน ผมคิดว่าฟังได้ แต่เราก็มีบทเรียนจากกรณีปลาหมอคางดำระบาด ที่เห็นได้ชัดว่าคนที่มาคอยปกป้องเป็นหลักกลายเป็นข้าราชการจากกระทรวงฯ นี้ ด้านหนึ่งอาจเพราะมีอดีตผู้บังคับบัญชามีส่วนที่จะต้องรับผิด องค์กรก็โดนฟ้องอันนี้เข้าใจ แต่อีกด้านบางคนก็ตั้งประเด็นว่า ตกลงเป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่มาทำงานข้าราชการกันแน่ จนมีคนเสนอให้ทำการสำรวจปลายทางข้าราชการเหล่านี้มักออกไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนหลังเกษียณก็มี . อีกกระแสที่ภายหลังจากการตื่นตัวเรื่อง UPOV 1991 ที่ถูกยกเป็นเงื่อนไขในการเจรจา FTA กับ EU เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งคือทำให้คนตื่นตัวในเรื่องการคุ้มครองเมล็ด และประเด็นสำคัญคือกรณีที่กรมวิชาการเกษตรพยายามแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ใน ม.33 นั้นเมื่อเดือนก่อน จะยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ–ใช้–แลกเปลี่ยน–จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม ไม่ผิดกฎหมาย ก็ตาม แต่ผมยังไม่เคยเห็นตัวร่าง (มีใครเห็นแล้วกรุณาแปะให้หน่อยครับ) มีเพียงตัวที่เคยผลักดันก่อนหน้านี้ จะเห็นว่ามันก็มีประเด็นที่น่ากังวล (ดูภาพที่ BioThai เคยนำมาเทียบ) โดยเฉพาะขยายความคุ้มครองถึงผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของพืชพันธุ์ใหม่ด้วย ซึ่งหากความพยายามครั้งใหม่มีเรื่องนี้ก็น่ากังวล . ผมจึงคิดว่ากระทรวงหรือผู้ผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.นี้ควรเปิดเผยตัวร่าง พ.ร.บ.ให้สาธารณชนได้อ่าน (หากมีแล้วก็รบกวนแปะให้หน่อยครับ) เพราะเมื่อเดือนที่แล้วเชิญตัวแทนกระทรวงฯ มาให้ข้อมูล บอกเพียงว่า ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น และจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเมื่อปรับแก้แล้วเสร็จเท่านั้น . ส่วนตัวผมอยู่ในกลุ่มแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างกลไกในการกีดกันหรือการจำกัดสิทธิผู้ใช้อย่างการคุ้มครองเหล่านี้ แม้ตาม พ.ร.บ.ที่เป็นอยู่ก็มีพืชที่ได้สิทธิคุ้มครองแล้วหลายอัน แต่การแก้ไขก็สร้างความกังวลไม่น้อยว่าจะยิ่งเพิ่มระดับการคุ้มครองกัน ทั้งที่สินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นอย่างอาหาร(จนถึงยารักษาโรค)มันคือ การสั่งสมของแรงงานในอดีต ที่เป็นผลรวมของแรงงานมนุษย์ทั้งหมดที่ถูกลงแรงไปในอดีตเพื่อสร้างและพัฒนามันขึ้นมา อาจมีเอกชนที่มาต่อยอดในปลายทางแต่ก่อนหน้านั้นมันไม่ได้อยู่ดีๆ โผล่ขึ้นมา ดังนั้นมันควรเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเอกชนรายใดรายหนึ่ง และยิ่งรายที่ผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้ายิ่งไปกันใหญ่ แม้ UPOV จะอ้างว่าเป็นแรงจูงใจให้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ เกิดการลงทุนจากบริษัทเมล็ดพันธุ์และการจ้างงาน เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่แม้คิดบนพื้นฐานนี้ก็ยอมรับเองว่าต้นทุนจะสูงขึ้นแต่ผลผลิตก็จะสูงตามไปด้วยก็ตาม . จะว่าไปสหประชาชาติเองก็แนะนำว่ากฎหมายของไทยและอินเดียเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา จึงไม่แนะนำให้ไทยและอินโดนีเซียรับ UPOV 1991 ในการเจรจา ดังนั้นหากจะเดินหน้าเจรจา FTA ดังกล่าวต่อไปก็ทำเหมือนอินเดีย คือตัดเรื่อง UPOV ออกไปจากการเจรจา . รวมทั้งใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ต่อไปโดยไม่แก้ไข ไปจนถึงป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจังโดยเฉพาะการผูกขาดทั้งระบบการผลิตจนถึงการกระจายสินค้า
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
2 days ago
ประธานวุฒิสภาไฟเขียวตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งรัดแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาคดีการเมืองที่ไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม กับกระทู้ถาม รมว.เกษตรฯ ถึง ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตาม พ.ร.บ.ประมงฉบับแก้ไขล่าสุด . 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาผ่านหนังสือด่วนที่สุดว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทู้ดังกล่าวมีประเด็นเรื่อง "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569" ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ หรือหากมีเหตุขัดข้องไม่สามารถตอบได้จะต้องแจ้งให้ทราบต่อไป . อีกกระทู้ที่ประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามเป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568" . [กระทู้ "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569"] . สำหรับกระทู้ดังกล่าว ผมอ้างถึงพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แม้กฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ยังคงถูกคุมขังและดำเนินคดีเนื่องจากไม่ได้รับการนิรโทษกรรม จึงตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าได้มีการติดตาม กำชับ หรือเร่งรัดให้คณะกรรมการฯ จัดทำข้อเสนอแนะตามมาตรา 6 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลหรือไม่ รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนอย่างไร . นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะมีเนื้อหาครอบคลุมมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใน 6 ด้านนี้หรือไม่ . 1. การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว 3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ 5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ 6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง . [กระทู้ "ความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.2568"] . กระทู้นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูลวิชาการประมงทะเลและความล่าช้าในการออกประกาศคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน สืบเนื่องจากความห่วงกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายที่ผ่อนผันให้ใช้อวนล้อมจับขนาดตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืนเพื่อจับปลากะตัก ซึ่งอาจทำให้มีสัตว์น้ำวัยอ่อนติดมาตรวบจำนวนมาก และเสี่ยงต่อปรากฏการณ์การประมงถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหาร (Fishing down the food web) เนื่องจากการจับสัตว์น้ำในลำดับขั้นห่วงโซ่อาหารต่ำในปริมาณที่สูงเกินไป . โดย ประเด็นคำถามหลักมุ่งเน้นไปที่การทวงถามสาเหตุที่กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมง ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่อสาธารณะ รวมถึงสอบถามถึงกลไกกำกับดูแลการศึกษาวิจัยเครื่องมืออวนล้อมจับให้มีความโปร่งใส นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความล่าช้ากว่าสิบปีในการออกประกาศกำหนดขนาดและปริมาณสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ห้ามจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยขอทราบแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติในการผลักดันประกาศดังกล่าว
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
2 days ago
5 ผู้สมัคร กกต. แทน 'ฐิติเชฏฐ์' ผ่านด่านคุณสมบัติ/ไม่มีลักษณะต้องห้าม นัดแสดงวิสัยทัศน์ต่อ กก.สรรหา 13 พ.ย.นี้ . เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 5 คน โดยมีรายชื่อตามลำดับดังนี้ . 1. รศ.พิทยา จารุพูนผล: แพทย์และอาจารย์แพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2. นายสมพงษ์ สิงห์สมบุญ: ทนายความ 3. รศ.ธาตรี มหันตรัตน์: หัวหน้าสำนักงานนิติรัฐทนายความ 4. นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์: ทนายความ 5. นายสาธิต อุไรเวโรจนากร: ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต . ผู้สมัครทั้ง 5 รายมีกำหนดต้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเข้ารับการสัมภาษณ์ในวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อาคารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา . ทั้งนี้ การสรรหาดังกล่าวเป็นการสรรหาแทน กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2568 ใน คุณสมบัติตาม มาตรา 8 (1) (ง) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติด้านวิชาชีพ ว่า "เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น" . สำหรับการสรรหา กกต. แทนตำแหน่ง กกต. ฐิติเชฏฐ์ นั้น ไม่สามารถหาผู้มาแทนได้ 2 ครั้ง ครั้งแรกแคนดิเดตที่ผ่านคณะกรรมาการสรรหามาแล้ว คือ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่โดน สว. ตีตกไปเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นผ่านเป็น กกต. 1 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร (อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก) จากนั้นมีกระบวนการรับสมัครและสรรหาใหม่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดได้คะแนนถึงสองสาม คณะกรรมการสรรหา กกต. เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนมาสู่กระบวนการรับสมัครและสรรหาอีกครั้งดังกล่าว . อนึ่งในกระบวนการสรรหาครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผู้ใดผ่านมติสองในสามนั้น ปรากฏชื่อผู้สมัครในรอบล่าสุดคือ นายวุฒิพงศ์ เนติธีรัตน์ และนายสาธิต อุไรเวโรจนากร
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
3 days ago
ประธานวุฒิสภาไฟเขียวตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งรัดแนวทางคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาคดีการเมืองที่ไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรม . หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อขอให้พิจารณาเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 แล้วนั้น . ล่าสุดวันนี้ (22 ต.ค.) ผมได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาผ่านหนังสือด่วนที่สุดว่าประธานวุฒิสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้ตั้งกระทู้ถามเป็นหนังสือเพื่อถามนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทู้ดังกล่าวมีประเด็นเรื่อง "การเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569" ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตอบในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ หรือหากมีเหตุขัดข้องไม่สามารถตอบได้จะต้องแจ้งให้ทราบต่อไป . สำหรับกระทู้ดังกล่าว ผมอ้างถึงพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 แม้กฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ยังคงถูกคุมขังและดำเนินคดีเนื่องจากไม่ได้รับการนิรโทษกรรม จึงตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่าได้มีการติดตาม กำชับ หรือเร่งรัดให้คณะกรรมการฯ จัดทำข้อเสนอแนะตามมาตรา 6 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลหรือไม่ รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนอย่างไร . นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะมีเนื้อหาครอบคลุมมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใน 6 ด้านนี้หรือไม่ . 1. การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว 3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ 5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติ 6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง
See More
Who to follow
Pongkwan Sawasdipakdi
@pongkwans
Lecturer in IR at @thammasat_uni | PhD from @uscpoir | Tweets are my own opinions.
ชีวิตติดกระแส
@chiwidtidkarsae
คอนเทนท์ต่างๆ
Sustarum Thammaboosadee
@sustarumT
Socialist lecturer
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
3 days ago
พูดถึงการทำงานของ 'กรรมาธิการ' ในสภา ถ้าพรรคไหนรัฐบาลใด โม้ว่าพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ยังเอาคนของพรรคตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ.ที่เกี่ยวกับตัวเองเป็นเจ้ากระทรวง ตีเก๊! ได้เลย พี่เขาไปนั่งกั๊กนั่งชง
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
3 days ago
[ชี้ 4 สัญญาณผิดปกติโครงการตึก สตง. ก่อนถล่ม จี้แจงปมสัญญา-วัสดุ-เก้าอี้แพง สตง. แจงปมตึกสร้างล่าช้า อ้างโควิด-ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง ยันดำเนินการตามระเบียบ] . วานนี้ (19 ตุลาคม 2569) ผมได้อภิปรายรายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยพบ 4 สิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรกอาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568 . เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่นก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องย้อนกลับมาตรวจสอบการทำงานของตัวเองว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีตึก สตง. ถล่มซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาด้านประสิทธิภาพหรือข้อสงสัยความผิดปกติ แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คนต้องสังเวยกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง หาก สตง. ให้ความสำคัญกับข้อสังเกตจากรายงานของกรมบัญชีกลางในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 มากกว่านี้ก็อาจสะกิดใจตรวจสอบก่อนเกิดเหตุได้ ซึ่งในรายงานของกรมบัญชีกลาง ผมสรุปเป็น 4 สิ่งบ่งชี้สำคัญ ดังนี้ . สิ่งบ่งชี้แรก คือ ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ สตง. ไม่ยอมบอกเลิกสัญญา รายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนอย่างมากเนื่องจากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ สตง. กลับเลือกเจรจากับผู้รับเหมาต่อแทนการประเมินความเสี่ยงและพิจารณาบอกเลิกสัญญา ทั้งที่รายงานหน้า 30 ก็ระบุว่า สตง. ยอมรับเองว่าผู้รับเหมาบริหารเงินทุนผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้จะเร่งรัดเพียงใดผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้ . สิ่งบ่งชี้ประการที่สอง คือ การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป โดยรายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการนี้มีการแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 ซึ่ง สตง. ชี้แจงว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้คุมงานควรเสนอแนวทางการแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงทำให้งานออกมาไม่สมบูรณ์ด้วย และในรายงานปี 2567 หน้า 24–25 กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสอบสวนเจาะลึกข้อเท็จจริง ถึงความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนนี้ด้วย . สิ่งบ่งชี้ประการที่สาม คือ ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" โดยรายงานปี 2567 หน้า 25 กรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่จะต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" (subcontracting) ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน . ประการสุดท้าย คือ ประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการจ้างออกแบบ หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรกก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมได้ ผมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการเบรกการทำงานของ สตง. เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นเรื่องการกัดกินชีวิตของผู้คนเกือบ 100 คน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วเราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการปฏิรูปภายในและปรับแก้กระบวนการต่าง ๆ . นอกจากนี้ผมอยากให้ สตง. ชี้แจงปัญหาการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดด้วย ในรายงานปี 2567 ระบุว่ามีอาคารก่อสร้างล่าช้า 2 แห่งและมีการบอกเลิกสัญญา 5 แห่ง ซึ่งไม่ปรากฏในรายงานปี 2566 จึงอยากทราบว่า สตง. มีกระบวนการติดตามโครงการที่ล่าช้าอย่างไร และหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้ว มีแนวทางดำเนินการต่ออย่างไร . อีกประเด็นหนึ่ง คือ การจัดซื้อเก้าอี้ในตำแหน่งกราบเรียนในราคาตัวละ 90,000 บาท แม้โฆษก สตง. จะชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ แต่สังคมยังคงจับตาว่า สตง. ใช้หลักเกณฑ์และดุลพินิจใดในการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะการตัดสินใจของ สตง. อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ด้วย ผมจึงอยากให้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการกำหนดคุณลักษณะและราคาของเก้าอี้ดังกล่าวเป็นไปตามหลักการใดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทั้งหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลเรื่องตำแหน่งกราบเรียนก็อยากทราบว่า เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทั้ง 4 นี้อย่างไร . อีกประเด็นที่ผมอยากสอบถาม คือ กรณีที่ สตง. ส่งหนังสือถึง Thai PBS เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม กระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นและการเปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับสิทธิในการชี้แจงของผู้ที่ถูกตรวจสอบ แต่ในกรณีนี้หนังสือของ สตง. ไม่ได้ระบุว่าสกู๊ปดังกล่าวมีข้อมูลบิดเบือนหรือผิดพลาดตรงไหนแต่กลับกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำสังคม ในฐานะที่ผมเคยทำงานสื่อมาก่อนเห็นว่าข้อกล่าวหาเช่นนี้คลุมไป หากมีข้อมูลส่วนใดผิดพลาด สตง. ก็ควรชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ แม้ว่า สตง มีสิทธิ์ที่จะส่งจดหมายแต่การดำเนินการเช่นนี้เป็นการขู่กลาย ๆ เพราะว่าทาง สตง. เองก็มีอำนาจในการตรวจสอบองค์กร . ผมสรุปตอนท้ายว่า สตง. เป็นองค์กรที่สังคมจับตามองเพราะมีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ดังนั้นคนก็จะเฝ้ามองว่าวิธีการ แนวทางการทำงาน และวิธีปฏิบัติของ สตง. อาจกลายเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นในภาครัฐด้วย หาก สตง. เลือกใช้วิธีการเช่นนี้ หน่วยงานอื่นก็อาจนำไปปฏิบัติตามได้เช่นกัน จึงหวังว่า สตง. จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทบทวนและปฎิรูปและเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในฐานะที่เป็นองค์กรที่จะตรวจสอบ เป็นแม่แบบและเป็นแบบอย่างขององค์กรอื่น ๆในรัฐนี้ . ด้านประวิทย์ ตันตราจินต์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ชี้แจงต่อคำถามของสมาชิกวุฒิสภาในภาพรวมผลการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ 2567 โดยชี้แจงประเด็นการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าว่าปัญหาส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ซึ่งส่งผลให้ผู้รับจ้างหลายรายขาดสภาพคล่องและประสบปัญหาด้านแรงงาน ประกอบกับมาตรการขยายเวลาของกรมบัญชีกลาง ทำให้การก่อสร้างล่าช้าและส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและกลับมาดำเนินการก่อสร้างได้ การเบิกจ่ายจึงต้องเป็นไปตามงวดงานที่ค้างมาจากปีก่อน ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2566 อยู่ในระดับต่ำมากเพียงร้อยละ 10 . สำหรับเรื่องการก่อสร้างตึก ในช่วงที่มีการตรวจสอบตามรายงานของกรมบัญชีกลาง โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยปัญหาหลักที่พบในขณะนั้นคือการก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่มีประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนสาเหตุการก่อสร้างล่าช้าเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบลงทุนทั่วไปที่ล่าช้าเช่นกัน และเพราะผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องด้วย ซึ่งโครงการก่อสร้างตึกก็ได้รับขยายระยะเวลาตามมาตรการโควิด 500 กว่าวัน . สตง. ไม่ได้ละเลยปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้มีหนังสือเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานจากผู้รับจ้างหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเห็นว่าผู้รับจ้างอาจไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการต่อ จึงพิจารณายกเลิกสัญญา กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการตรวจรับมีมติให้ยกเลิกสัญญา ปัจจุบันทั้งสัญญาก่อสร้างอาคารและสัญญาควบคุมงานได้ถูกยกเลิกเรียบร้อยแล้ว . สำหรับกรณีอาคารสำนักงาน สตง. ในต่างจังหวัด 5 แห่งที่ก่อสร้างล่าช้าและถูกทิ้งร้าง ภายหลังยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างเดิมได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ครบทั้ง 5 แห่งแล้ว ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 แห่ง ส่วนอีก 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดตากและจังหวัดพะเยา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2570 . ส่วนข้อซักถามเฉพาะเรื่อง เช่น ราคาครุภัณฑ์หรือเก้าอี้ผู้บริหาร ประวิทย์ชี้แจงว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงจึงอาจไม่มีรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด แต่ได้สอบถามผู้รับผิดชอบและได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเก้าอี้สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ใช้งานมีราคาตัวละกว่า 10,000 บาท ทั้งนี้สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันยืนยันว่า สตง. ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานครุภัณฑ์หรือหลักเกณฑ์การประเมินราคา เนื่องจาก สตง. เองก็เป็นหน่วยงานที่ต้องรับการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องรับผิดทางวินัยและอาจต้องคืนเงินเช่นกัน . ในช่วงท้าย ประวิทย์ชี้แจงถึงระบบควบคุมและตรวจสอบภายในของ สตง. ว่า แม้ผู้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะเป็นคนละกลุ่มกันแต่ภายในหน่วยงานก็มีการตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การพิจารณาตามลำดับสายบังคับบัญชาไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักการเงินการคลังซึ่งมีประสบการณ์จากงานตรวจสอบมาก่อน ตนได้ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายก่อนลงนามอนุมัติโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับที่ สตง. ใช้ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าก่อสร้าง ค่าครุภัณฑ์ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง หากพบรายการใดไม่ถูกต้องก็จะส่งกลับเพื่อแก้ไข พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีเจตนาที่จะปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ https://t.co/kZPEqG8Fkl . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ https://t.co/xgI4A3yTiN #สตง #สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
5 days ago
'อัยการสูงสุด'ออกแนวทางปฏิบัติตาม 'พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ' สั่งยุติคดีการเมืองช่วงปี 48-68 . วานนี้ (19 ต.ค.69) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกหนังสือเวียนที่ อส 0007 (พก2)/ว385 แจ้งแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อให้พนักงานอัยการทั่วประเทศมีมาตรฐานในการพิจารณาคดีทางการเมืองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความรวดเร็ว . หลังจาก พ.ร.บ.นี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญในการให้สิทธินิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ให้พ้นจากความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย . โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้กำหนดแนวทางให้พนักงานอัยการเร่งตรวจสอบสำนวนคดีที่เข้าข่าย โดยให้มีคำสั่งดำเนินการดังต่อไปนี้ . 1. กรณีที่ยังไม่ยื่นฟ้องหรืออยู่ระหว่างสอบสวน: ให้พนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดี และหากมีการออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ ให้แจ้งงดจับกุมและให้พนักงานสอบสวนร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนหมายจับทันที . 2. กรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว: ไม่ว่าคดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาให้ศาลสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ . 3. กรณีคดีแพ่งที่รัฐเรียกค่าเสียหาย: ให้พนักงานอัยการทำความเห็นและสั่งยุติการดำเนินคดีทางแพ่งเช่นเดียวกัน . 4. การลบประวัติอาชญากรรม: ข้อมูลประวัติความผิดทางอาญาของบุคคลที่ได้รับสิทธิจะต้องสิ้นผล และจะนำประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษไม่ได้อีกต่อไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการลบข้อมูล . ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการให้ผู้ได้รับสิทธิให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติจากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หากมีกรณีที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ สามารถสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดความล่าช้า หรือหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป . ตัวหนังสือฉบับเต็ม : https://t.co/A6i2Z9beOV
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
5 days ago
(ต่อ) ดังนั้นผมเสนอให้พิจารณาเรื่องการปฏิรูปกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาว่า จะทำอย่างไรให้เราไม่ต้องมีอภิสิทธิ์พิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนทั่วไป แต่สามารถเชื่อมโยงสิทธิและสวัสดิการของเราเข้ากับระบบหลักประกันที่ประชาชนได้รับ หรืออาจพัฒนาไปไกลกว่านั้น เช่น การสร้างหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) เพื่อรองรับผู้ที่ตกงาน รวมถึงข้อเสนอจากภาคประชาสังคมเรื่องบำนาญประชาชนถ้วนหน้า หากเราสามารถสร้างระบบสวัสดิการร่วมกันได้ ทำให้ผู้แทนประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ประชาชนเองก็จะไม่รู้สึกว่านักการเมืองแปลกแยกหรือมองนักการเมืองในแง่ร้าย แนวทางเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาต่อไป #กองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา #ปฏิรูปสวัสดิการ
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
5 days ago
[เสนอปฏิรูปกองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภาให้สอดคล้องกับระบบสวัสดิการประชาชน ประเมินผลงานบุคลากรในวงงานแทนมุ่งตัดงบ] . วานนี้ (19 กันยายน 2569) ผมได้อภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 (ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556) โดยมีข้อสังเกตสำคัญต่อการปฏิรูปกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาให้สอดคล้องและไม่ได้มีอภิสิทธิ์พิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสวัสดิการของประชาชน และเสนอการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรแทนการมุ่งตัดงบประมาณเพียงอย่างเดียว . ปัจจุบันเรากำลังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่สุดโต่งสองด้าน ด้านหนึ่งคือการไม่ชอบหรือรังเกียจนักการเมือง โดยมองว่านักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หาส่วนได้ส่วนเล็กส่วนน้อย เช่น เรื่องค่าอาหาร ผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ หรือบุคลากรที่ทำงานร่วมกับนักการเมือง ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาใช้ลดทอนคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองในแง่ลบหรือการแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ที่เข้ามาอยู่ในอำนาจตรงนี้ไม่ได้หวังผลแค่นี้ . อีกด้านหนึ่ง การปกป้องสิทธิหรือการจัดสวัสดิการอาจมากเกินความจำเป็นดังเช่นกรณีกองทุนสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิก หากพิจารณาจากมุมมองประชาชนแล้ว การได้รับอภิสิทธิ์มากเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาชนได้รับอาจเป็นแนวทางในการที่จะปรับปรุงหรือปฏิรูปในอนาคต . ผมเสนอว่าการทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ภายใต้ระบบหลักประกันเดียวกับประชาชนจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจประชาชน อีกด้านหนึ่ง เราจะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันหรือคนที่คอยปกป้องสิทธิสวัสดิการของประชาชน เราจะรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อมีการตัดสิทธิ์หรือไม่มีการพัฒนาระบบที่ประชาชนเองก็จะต้องได้รับเหมือนกับที่เราได้รับ เรื่องเหล่านี้สมเหตุสมผลและควรได้รับการส่งเสริม ทำให้เราเองเป็นเนื้อเดียวกับประชาชน . ทั้งนี้ต้องย้ำว่าสวัสดิการต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและสิทธิการรักษาพยาบาล เป็นสิ่งที่คนทำงานควรได้รับ ไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะเป็นนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองจำนวนมากไม่ได้มีฐานะร่ำรวยหรือมีหลักประกันทางสังคมที่มั่นคง หากเราต้องการให้ผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการของสภาเลยก็อาจมีเพียงผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มาจากครอบครัวนักการเมืองหรือกลุ่มทุน ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ แต่สำหรับผู้แทนที่มาจากประชาชนทั่วไป เป็นลูกหลานชาวบ้าน หรือผู้ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ การตัดสิทธิเหล่านี้อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาทำงานทางการเมืองได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาการให้สิทธิและสวัสดิการของคนทำงานการเมืองให้สอดคล้องหรือล้อกับระบบของประชาชนทั่วไป อย่างสิทธิการรักษาพยาบาลและหลักประกันทางสังคมต่าง ๆ . ผมเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อหลุดจากระบบแล้วก็ต้องส่งเงินสมทบเองต่อในมาตรา 39 แม้จะมีสิทธิสวัสดิการของสภาอยู่แล้วก็ตาม อย่างน้อยที่สุดการอยู่ในระบบประกันสังคมซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานที่ประชาชนกว่าสิบล้านคนเข้าถึงได้ หรือการที่ผู้เคยรับราชการยังคงอยู่ในระบบสวัสดิการข้าราชการต่อไป ก็เป็นแนวทางที่ทำให้เราอยู่ภายใต้ระบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนทั่วไป หากกองทุนที่ประชาชนพึ่งพาถูกตัดงบประมาณหรือเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเรายังอยู่ในระบบเดียวกับประชาชนเราก็จะรู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาเหล่านี้ไปด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรสุดโต่งในด้านใดด้านหนึ่ง . ผมขอพูดถึงกรณีผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และบุคลากรที่ทำงานในวงงานด้วย หลายคนมองว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกินเลยหรือได้รับเงินเดือนฟรี แต่เราสามารถประเมินได้สองแนวทาง คือ การลดงบประมาณหรือตัดงบประมาณลงไปเลย กับการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน (performance) ของบุคลากรเหล่านี้ว่าได้ทำงานจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนเท่านั้น หากใครไม่ผ่านการประเมินก็ควรมีกระบวนการดำเนินการในการให้ออกไปที่เหมาะสม เราควรตั้งต้นจากสมมติฐานว่าคนเหล่านี้เข้ามาทำงานเพื่อประชาชน หากพวกเขาทำงานเต็มร้อยก็ควรได้รับค่าตอบแทนเต็มที่ ท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่พวกเขาอาสาเข้ามาทำงานให้ . (มีต่อ)
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
5 days ago
ควรมีกฎหมายกลางคุ้มครองสิทธิ ‘ตั้งสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรอง’ ของคนงานในมหาวิทยาลัย (โดยอาจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นแนวทาง) . เมื่อวานนี้ (19 ต.ค. 69) ผมได้มีโอกาสเข้าไปชี้แจงคำแปรญัตติ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนสถานะออกนอกระบบไปเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" โดยผมได้เสนอแปรญัตติไว้ 4 ประเด็น (เช่นเดียวกับที่เคยเสนอใน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้ว) . ประเด็นแรก การคุ้มครองสิทธิจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ และ ‘เจรจาต่อรองปรับสภาพการจ้างงาน’ ในมาตรา 13 ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ระบุว่าบุคลากรจะไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ แต่ยังรับรองให้ได้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทว่ากลับ ไม่มีการระบุทำนองเดียวกันนี้กับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ . ผมจึงเสนอเพิ่มวรรคสองและสาม (ดูตามรูปประกอบ) เพื่ออุดช่องโหว่นี้ และรับรองสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และมาตรา 74 วรรคสอง ที่รัฐพึงจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม . ย้อนไปตอน ร่าง พ.ร.บ. ม.อุบลฯ เมื่อปีที่แล้วที่ผมเสนอแปรญัตติทำนองนี้ ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาใน กมธ. เคยแย้งว่า หากให้สิทธิตั้งสหภาพฯ แล้วมีการนัดหยุดงานจนกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือบริการสาธารณะ อาจต้องดูกฎหมายวินัยข้าราชการประกอบ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจระงับการรวมกลุ่มนั้นได้ . ผมมองว่า เหตุผลนี้คือคำตอบในตัวเอง สำหรับคนที่กังวลว่าการให้สิทธิรวมกลุ่มต่อรองจะไปกระทบต่องาน เพราะท้ายที่สุดก็ยังมีกลไกและกฎหมายอื่นๆ คอยถ่วงดุลอยู่แล้ว ดังที่กฤษฎีกายกมา . นอกจากนี้ ผู้แทนกฤษฎีกาในครั้งนั้นยังชี้ด้วยว่า กิจการการศึกษาที่เป็นลักษณะบริการสาธารณะอย่างรัฐวิสาหกิจ ก็ยังมี พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มารองรับ ดังนั้น หากจะรับรองสิทธินี้ ก็ควรไปผลักดันเป็น "กฎหมายกลาง" เพื่อกำหนดระบบแรงงานสัมพันธ์ของคนงานในมหาวิทยาลัยไปเลย ดีกว่าการใส่ไว้ในกฎหมายเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยที่อาจทำให้เกิดมาตรฐานที่แตกต่างและนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ . ดังนั้นในครั้งนี้ แม้ กมธ. จะไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผม (เหมือนเดิม) แต่ผมได้ฝากข้อเสนอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็น "ข้อสังเกต" ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายกลางคุ้มครองสิทธิคนงานในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นแนวทาง หวังว่า กมธ. จะเห็นพ้องและบัญญัติข้อสังเกตนี้ . ส่วนอีก 3 ประเด็นที่ผมเสนอ (และ กมธ. ไม่เห็นพ้องเช่นกัน) ได้แก่: . 1. ตรึงค่าเทอม 5 ปี: บัญญัติบทเฉพาะกาลห้ามขึ้นค่าเล่าเรียน หรือค่าบำรุงต่างๆ อย่างน้อย 5 ปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักศึกษาปัจจุบันและผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในเวลาอันใกล้นี้ . 2. ขึ้นค่าเทอมต้องไม่แซงเงินเฟ้อ: กำหนดหลักประกันไม่ให้ค่าเล่าเรียนเป็นอุปสรรคทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น . 3. ที่นั่งตัวแทนนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัย: ให้นักศึกษามีส่วนร่วมตัดสินใจอย่างมีความหมาย . เนื่องจากประเมินแล้วว่ายากที่จะชนะโหวตในสภา ผมจึงไม่ได้สงวน 3 ประเด็นนี้ไปอภิปรายต่อ แต่ได้ขอให้ กมธ. พิจารณาตั้งเป็นข้อสังเกตฝากไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย) ว่า การกำหนดค่าเล่าเรียนต้องคำนึงถึงโอกาสและความเป็นธรรม ไม่สร้างภาระให้ผู้เรียน ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 6 และ 7(1) ที่มุ่ง "สร้างโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา" . คำว่า "โอกาส" ในที่นี้ ต้องไม่ใช่ระบบสังคมสงเคราะห์ที่ผู้เรียนต้องมานั่งพิสูจน์ความจน แต่ต้องเป็น "สวัสดิการถ้วนหน้า" ที่มีเพดานราคาไม่กีดกันคนทั่วไป และนโยบายใดๆ ก็ตาม ต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการให้ความเห็นและตัดสินใจนโยบายของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
6 days ago
ชวนอ่าน รายงานการตรวจสอบ สตง. โดยกรมบัญชีกลางประจำปี 2566 และ 2567 ที่เรียกว่ามีสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก อาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568 . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ https://t.co/kZPEqG8Fkl . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ https://t.co/xgI4A3yTiN . โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่องค์กรไม่ยอมบอกเลิกสัญญา ดูรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุชัดเจนว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนมาก เนื่องจากผู้รับจ้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่แทนที่จะประเมินความเสี่ยงและบอกเลิกสัญญา สตง. กลับเลือกใช้วิธีเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้รับจ้างต่อไป . ซึ่งในรายงานปี 66 (หน้า 30) สตง. ยอมรับเองว่าการบริหารเงินทุนของผู้รับเหมาผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้ สตง. จะเร่งรัดเพียงใด ผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้ . การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป ดูในรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุว่าโครงการนี้มีการปรับแก้ไขแบบก่อสร้างหลายครั้ง จนต้องแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 สตง. ชี้แจง (รายงานปี 66 หน้า 30-31) ว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมงานควรเสนอแนวทางแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงต่อความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้าง จนกระทั่งในรายงานปี 67 (หน้า 24-25) หลังเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสืบสวนเจาะลึกในประเด็นความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขแบบรูปรายการงานก่อสร้าง . ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" จากรายงานปี 67 (หน้า 25) เผยให้เห็นรอยรั่วสำคัญ โดยกรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบหนักในเรื่อง "กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่ต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง" ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน . มีประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนจ้างออกแบบ หากดูรายงานปี 66 (หน้า 27) บันทึกไว้ว่าโครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งมติชี้มูลความผิดกรณีทุจริตการจ้างออกแบบอาคาร สตง. แห่งใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งมาแล้ว . จากตัวอย่างสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังที่ยกมานั้น หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรก (ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานปี 66) และคุมเข้มไม่ให้มีการลดสเปกวัสดุหรือลักลอบจ้างช่วง โครงสร้างตึกอาจจะแข็งแรงพอที่จะรับมือกับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมาได้ ตึกอาจไม่ถล่มที่ไม่ได้หมายถึงปัญหาการสร้างตึก แต่มันหมายถึงชีวิตคนงานอีกเกือบร้อยคนด้วยซ้ำ
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
6 days ago
ยื่นหนังสือ กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอเร่งคลอด 6 มาตรการต่อนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่การนิโทษกรรม เช่น ให้สิทธิประกันตัว แยกแดนคุมขังหรือพักโทษกรณีพิเศษ . วันนี้ (19 ต.ค. 2569) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผม พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามสิทธินักโทษการเมืองเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ไม่ได้รับการครอบคลุมจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 . โดยหนังสือระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดอง โดยหลายคดีเริ่มมีการสั่งจำหน่ายคดีหรืองดอ่านคำพิพากษาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมถูกคุมขังอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินคดีและคุมขังที่ยังดำเนินต่อไปนี้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสร้างสันติสุขในสังคม . หนังสือ ยังเน้นย้ำว่า ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอาชญากรทั่วไป พร้อมอ้างอิงอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 6 (4) ที่ให้อำนาจคณะกรรมการฯ เสนอแนะมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม . ทั้งนี้ ในหนังสือเรียกร้อง ได้เสนอมาตรการสำคัญ 6 ข้อ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ประกอบด้วย: . 1. ส่งเสริมสิทธิการประกันตัว โดยยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ . 2. ชะลอการพิจารณาคดี ประสานกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว . 3. ใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือมาตรา 89/1 ป.วิ.อาญา . 4. พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ กำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ . 5. แยกแดนคุมขังเฉพาะ สำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและตามมาตรฐานสหประชาชาติ . 6. ปรับปรุงกฎระเบียบ แก้ไขกฎกระทรวงหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มาตรการทั้งหมดปฏิบัติได้จริง . อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้ถูกคุมขังจากคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 50 คน โดยแบ่งเป็นผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน และผู้ต้องขังระหว่างสู้คดีที่ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 20 คน (ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) รายละเอียดหนังสือที่ยื่น https://t.co/bgu8JRr1QI ขอบคุณภาพจาก ไข่แมวชีส
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
6 days ago
หลังเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เร่งรับรองบอร์ดใหม่❎ เร่งสรรหาที่ปรึกษา✅ อะไรจะใจดีเตรียมที่ปรึกษาไว้รอบอร์ดใหม่ขนาดนั้น😅
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
7 days ago
วันจันทร์ที่ 19 ต.ค.2569 เวลา 10.00 น ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สำนักงาน ก.พ. เดิม ตรงข้ามประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และคณะ จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอให้พิจารณาเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 รายละเอียดหนังสือ : https://t.co/bgu8JRqu1a อนึ่ง ตอนเป็น กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ผมได้ฝากข้อสังเกตไว้สำหรับบริหารโทษกรณีผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ ซึ่งข้อสังเกตนั้นได้ผ่านการพิจารณาทั้งในชั้น กมธ และวุฒิสภาแล้ว หวังว่า กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะใช้หน้าที่และอำนาจตาม ม.6 (4) และ(8) ออกข้อเสนอโดยเร็ว เพราะยิ่งช้าเท่ากับผลกระทบต่อคนเหล่านั้นก็ทอดยาวไป แม้เขาเหล่านั้นไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม แต่ก็ยังมีมาตรการอื่นที่เขาพึงได้รับในอันที่จะสร้างสังคมสันติสุข
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
7 days ago
เพจ "สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์" เมื่อวานนี้ (17 ต.ค. 69) ลงโพสต์เฟียร์ซโต้ข้อวิจารณ์เรื่องคุกคามสื่อ โดยอ้างว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ใช่การคุกคาม บอกด้วยว่าอย่าเบี่ยงเบนประเด็น เพราะสื่อมีสิทธิตั้งคำถาม สตง. เองก็มีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริง แล้วเพจ สตง.สุรินทร์นี้ไม่ได้ลงโพสต์เดียวด้วย ลงเบิ้ลเลย . จากนั้นคนเข้าไปแย้ง ทั้งว่าส่งหนังสือลอย ๆ มานี่ ไม่ขู่อย่างไรก่อน หรือว่าไหนล่ะการชี้แจงข้อเท็จจริงของ สตง. ที่ท่านว่า จนถึง "เฮ้ยยยย! นี่มันเพจ สตง. จริง ๆ ใช่ไหม เธอใช่แน่นะ" จากนั้นมีสื่อนำไปรายงานข่าวความเฟียร์ซของ สตง. จนกลางดึกหรือผ่านไป 8 ชั่วโมง เพจจึงมาแก้แคปชันว่า "ขออภัยเป็นอย่างสูง ผู้ดูแลเพจ ลงผิด ตั้งใจลงในเฟซส่วนตัว" โดยไม่ลบโพสต์เดิมออก ซึ่งอันนี้ต้องชื่นชม มันพลาดกันได้ (ไม่รู้ว่าพลาดจริงดังว่าหรือเป็นมุกกลับลำนะ แต่เอาเป็นว่าเชื่อว่าพลาดไปก่อนแล้วกัน) อีกอย่างการเขียนแบบนี้ในโพสต์เดิมมันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยรับข้อมูลไปก่อนหน้าเห็นว่า เออมันมีการแก้ไขโพสต์อย่างไร ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลยพินิจ พฤติกรรมแวดล้อม . แต่แนวทางการแก้ไขในพื้นที่หรือช่องทางเดิมที่สร้างโอกาสให้คนเคยรับข้อมูลผิดพลาดไปได้รับข้อมูลที่ถูก(ใจ)สำหรับ สตง. นี่ล่ะครับที่ สตง. ควรใช้เป็นทางออก และควรย้อนไปทบทวนหนังสือฉบับที่เป็นประเด็นขู่ Thai PBS นี้ว่า คุณควรจะชี้แจงข้อเท็จจริงไป เพื่อที่ทางสื่อเองเขาจะได้แก้ข่าว หรือนำเสนอมุมมอง สตง. ไม่ได้มาแบบปริศนาธรรมที่สร้างความกังวลแบบนี้ . อีกอย่างที่ไม่ควรทำคือเพจยังไปตอบคนมาตั้งคำถามทำไมล่าช้าในการแก้ไข ทำนองว่าแอดมินออกไปสวนเลยไม่ทันแก้ไข มันไม่ได้ไหมแบบนี้ ทางหนึ่งอาจทำให้มันดูเป็นเรื่องเบา ขำ ๆ อีกทางมันคือไม่มีระบบแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพราะมันผ่านไปตั้ง 8 ชั่วโมง อีกทั้ง สตง. ก็เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากให้คุณให้โทษต่อสาธารณะด้วย ยิ่งไม่ควร เพราะความเสียหายช่วงที่ไม่ทันแก้ไขมันอาจเกิดขึ้นในวงกว้างแล้ว . สำหรับประเด็นที่เขาวิจารณ์ข้อโต้แย้งของเพจ สตง. ก่อนแก้ว่า มือลั่นของแอดมินนั้น อาจต้องพิจารณาหน่อยที่ว่ามันไม่ใช่การขู่ก็ดี หรือเป็นสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงของ สตง. (ตามที่เพจอ้าง) ก็ดีนั้น ต้องมาพิจารณาว่า . 1. ไหนล่ะการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ท่านว่า เพราะในหนังสือจาก สตง. ที่ส่งถึง Thai PBS นั้น ไม่ได้ชี้ว่าตรงไหนเป็นข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่พลาด ตัวหนังสือก็รับเองว่าที่เธอทำมามันก็ยังไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริง หรือบิดเบือนจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรอกนะ เพียงแต่มัน "มีลักษณะเป็นการชี้นำสังคม" (นี่เองก็งงว่าถ้าไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริงหรือบิดเบือนแล้วจะกลัวอะไร กลัวสังคมคล้อยตามกับความจริงนี้เหรอ) แต่ สตง. ดันส่งหนังสือมาเตือน Thai PBS ภายใต้หัวจดหมายซอฟต์ ๆ ว่า "ขอความอนุเคราะห์" และบอกให้ไป กำชับ กำกับดูแลและควบคุมนักข่าว แม้ สตง. จะไม่มีอำนาจในการกำกับเนื้อหาข่าวโดยตรง แต่มีอำนาจตรวจสอบการเงินของหน่วยงานที่สามารถให้คุณให้โทษได้ คนอ่านก็รู้สึกได้ล่ะว่า น้ำหนักจดหมายนี้มันขนาดไหน ดังนั้นจึงสัมผัสได้ถึงการคุกคามในนามของการขอความอนุเคราะห์ . 2. ประเด็นอันหนึ่งก็คือ สตง. มาเตือนเรื่องให้กำชับ กำกับดูแลและควบคุมนักข่าวนี่ล่ะ อันนี้แม้ตัว สตง. เป็นผู้เสียหายจากข่าวนั้น (จริง ๆ รับเองด้วยซ้ำในหนังสือว่าไม่ได้เสียหาย อ่าว) แต่ สตง. ไม่ได้มีอำนาจในการให้สื่อกำกับตรวจสอบเนื้อหา . 3. และอีกประเด็น ไหนล่ะ การชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ท่านว่า หนังสือไม่บอกจุดไหนที่อยากใช้สิทธิชี้แจง แถมออกตัวแรงด้วยว่าที่เธอทำมามันก็ยังไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริง หรือบิดเบือนจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรอกนะ อ่าวแล้วจะให้เขาแก้ข่าวตรงไหน จริง ๆ ถ้า สตง. ชี้แจงมา ผมเชื่อว่าทางสื่อก็จะลงการชี้แจงนั้น คนที่มันจะได้ประโยชน์ก็คือประชาชนที่เป็นผู้รอรับสารนั่นล่ะครับ
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
7 days ago
ในประเด็นเงินบริจาค เทวฤทธิ์เห็นว่าการพิจารณาตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 72 และ 92 ต้องคำนึงถึงพฤติการณ์และความได้สัดส่วน เขามองว่าเงิน 150,000 บาทมีน้ำหนักไม่พอจะชี้นำหรือครอบงำพรรค และเตือนว่าหากเงินบริจาคจำนวนไม่มากกลายเป็นเหตุยุบพรรคได้ ก็อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีโอนเงินเพื่อสร้างเหตุร้องเรียน อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลของศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ช่วยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและอุดช่องโหว่ของพรรคได้ แต่ไม่ควรเร่งสรุปไปถึงการยุบพรรค https://t.co/7xY07oepnO
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
10 days ago
เห็นโพสต์ต้านลาคลอด 180 วัน คนเอามาอัดว่า "เหมือนทาสที่ปกป้องสิทธินายทาส เป็นผู้หญิงทำไมไม่สนับสนุนสิทธิผู้หญิงด้วยกัน" จะบอกว่า จริงๆ เขาอาจเป็นายทุนที่เป็นผู้หญิงก็ได้ครับ
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
10 days ago
ห่วงแก้ที่มาแหล่งรายได้ Thai PBS เปิดช่องฝ่ายบริหารแทรกแซงการทำงาน กระทบหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากจริงใจแก้ขริงแต่ยังคงความเป็นอิสระด้านงบประมาณ ควรเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระด้านงบประมาณ ควบคู่กับการตรวจสอบอย่างสมดุลด้วย (แต่นั่นล่ะที่เป็นอยู่คือไม่มี) https://t.co/1ZvCIdtJ3o
See More
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
10 days ago
นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้จะไม่สามารถยุบพรรคเขาได้อยู่แล้ว การยกประเด็นนี้ขึ้นมายังรังแต่จะสร้างความชอบธรรมให้กับกฎหมายทำนองนี้ . พรรคการเมืองควรเป็นสถาบันทางการเมืองของสมาชิกและประชาชน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกรรมการบริหาร ดังนั้นความผิดในลักษณะนี้ หากผิดจริงก็เป็นความผิดที่ตัวผู้บริหาร ผิดเฉพาะคนควรลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ลงโทษพรรคที่ควรเป็นของสมาชิกและประชาชน . จริงอยู่ข้อเขียนของคุณศิริโชคที่ยกข้อกฎหมายมาประกอบเพื่อให้เห็นว่ามีอยู่จริงนั้นเป็นเรื่องถูกต้องในข้อเท็จจาิง แต่การเชียร์ให้เรื่องนี้ไปถึงขั้นให้ยุบพรรคกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน ถึงแม้ในความเป็นจริงเราต่างรู้กันดีว่าเรื่องนี้คงไปไม่ถึงจุดนั้นอยู่แล้วก็ตาม ยิ่งไปไม่ถึงยิ่งไม่ควรเชียร์เพราะท้ายสุดมันจะกลายเป็นสิ่งที่จะมาย้อนทำลายพรรคการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในใบอนุญาตินั้น
See More
Matichon Online
@MatichonOnline
10 days ago
สว.เทวฤทธิ์ มองอีกมุม ปมเงินบริจาค หากผิดก็เป็นเรื่องบุคคล ไม่ควรเชียร์ให้ยุบพรรค
#มติชนออนไลน์
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
11 days ago
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเปลี่ยนที่มาของรายได้
#ThaiPBS
ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ให้เปลี่ยนจาก Earmarked Tax (การจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ) ไปใช้กระบวนการงบประมาณปกติ โดยอ้างวินัยการเงินการคลังของรัฐนั้น มีความกังวลว่า Thai PBS ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะจะสูญเสียความเป็นอิสระหรือเสรีภาพสื่อ เพราะจะถูกรัฐบาลแทรกแซงผ่านกระบวนการงบประมาณนี้ . มีประเด็นหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาเทียบคือ ขนาดศาลหรือองค์กรอิสระยังใช้กระบวนการงบประมาณปกติเลย Thai PBS จะเป็นอิสระมากกว่าองค์กรเหล่านี้หรืออย่างไร จริง ๆ ต้องบอกว่าคนที่พูดทำนองนี้อาจไม่ได้ดูข้อกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะมาตรา 141 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติ "หลักประกันความเป็นอิสระทางงบประมาณ" ให้แก่องค์กรเหล่านี้ไว้เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญเล็งเห็นว่ากระบวนการงบประมาณของฝ่ายบริหารที่ผ่านคณะรัฐมนตรีนั้น สามารถแทรกแซงได้ นี่ยังไม่รวมถึงสภาที่เสียงข้างมาก (ซึ่งสนับสนุนรัฐบาล) ยังสามารถปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณได้ หลักการนี้ไม่ได้เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญปี 60 แต่ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 168 วรรคแปดและวรรคเก้า ส่วนรัฐธรรมนูญปี 40 อยู่ในมาตรา 75 วรรคสอง . ดังนั้น ต่อให้บอกว่า พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส มีกลไกต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้โดนแทรกแซงจากรัฐบาล คำถามก็คือ ขนาดศาล องค์กรอิสระ อัยการ หรือแม้แต่รัฐสภา ที่มีอำนาจต่อกรกับรัฐบาลมากกว่า Thai PBS รัฐธรรมนูญยังต้องบัญญัติหลักประกันความเป็นอิสระทางงบประมาณเอาไว้เลย แถมยังมีกลไกให้ยื่นคำขอแปรญัตติได้โดยตรง . ดังนั้น ข้อโต้แย้งที่ว่าการผ่านกระบวนการงบประมาณจะยังปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล และจะไม่กลายเป็น NBT สาขา 2 นั้น จึงยังมีช่องว่างที่ Thai PBS ไม่มีบทบัญญัติคุ้มกันหรือหลักประกันเหมือนองค์กรเหล่านี้ในรัฐธรรมนูญ หากจะพิสูจน์ว่าไม่มีเจตนาแทรกแซง ก็ควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เพื่อนำ Thai PBS (หรือ สสส.) เข้ามาอยู่ในบทคุ้มกันความเป็นอิสระทางงบประมาณนี้ด้วย แต่นี่กลับไม่เห็นมีเลย . ยังไม่รวมประเด็นพอยกเลิก Earmarked Tax ตรงนี้ อย่างน้อย ๆ 3.5% ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบที่ถูกบัญญัติในกฎหมายระดับ พ.ร.บ. เท่าที่ฟังคำชี้แจงระบุว่าไม่ได้เลิกเก็บ แต่จะไปใช้วิธีการออกมาตรการระดับกฎกระทรวงแทน ซึ่งเราก็รู้กันว่าขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของฝ่ายบริหารในขณะนั้นว่าจะปรับแก้อย่างไร ไม่เหมือนระดับ พ.ร.บ. ที่แก้ไขยากกว่าเพราะต้องผ่านสภา ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นขึ้น แต่ข้อเสียคือขึ้นอยู่กับนโยบาย คนสูบบุหรี่และดื่มเหล้าอาจซื้อได้ในราคาถูกลงก็ได้หากรัฐบาลเสนอลดภาษีตรงนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลขณะนั้นมองสินค้านี้ในมิติใด . ต้องอธิบายตอนท้ายอีกครั้งว่า การปกป้องแหล่งที่มาของรายได้เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ (หรือในที่นี้คือเสรีภาพสื่อสาธารณะ) ที่จะไม่โดนรัฐบาลแทรกแซงนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นปัญหา ปัญหามีเยอะมากและถูกอภิปรายมาตลอด ซึ่งก็ต้องปฏิรูปกันไป แต่พออยากปฏิรูปหรือตรวจสอบแล้วกลับกลายเป็นเปิดช่องให้รัฐบาลแทรกแซงได้ผ่านกระบวนการงบประมาณ (ย้ำว่าแทรกแซงได้ ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญคงไม่วางบทคุ้มกันไว้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น) งานนี้ Thai PBS เปลี่ยนแน่ครับ แต่น่าจะไม่ใช่อย่างที่ขาประจำวิจารณ์และคาดหวังมาตลอด ส่วนใครที่วิจารณ์โดยหวังให้สื่อไปอยู่ในมือของรัฐบาลนั้นก็เป็นอีกเรื่อง . ที่พูดมานี้ไม่ได้บอกว่ากระบวนการรัฐสภาขาดความชอบธรรมในการตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณ เปล่าเลยครับ รัฐสภามีความชอบธรรมแน่นอนในฐานะตัวแทนของเสียงข้างมาก แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมีหลักประกันหรือการคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย สื่อที่ทำงานตรวจสอบอำนาจ ทำงานเชิงสืบสวนสอบสวน รวมทั้งการให้พื้นที่กับเสียงคนที่เห็นต่างจากรัฐ รัฐบาล หรือแม้แต่กระแสสังคม เราก็ควรมีกลไกในการให้หลักประกันนั้น ส่วนในระบอบประชาธิปไตยเราจะให้หลักประกันนั้นเท่าไหร่ ให้มาแล้วคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพไหม ก็ถกเถียงกันได้ จริง ๆ แล้ว Thai PBS เขาก็มีกระบวนการตรวจสอบ เช่น การรายงานต่อสภา การตรวจสอบโดย สตง. กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อด้วยกันเอง (ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องดีมาก ๆ ที่สื่อจะทำแบบนี้) ประชาชนที่เป็นผู้ติดตามก็จะได้ประโยชน์ ขอเพียงทำให้ลึกและสมดุล นี้ไงมันก็ตรวจสอบกันได้ แถมยังทำได้มากกว่าองค์กรลึกลับบางองค์กรที่แม้จะเข้าระบบงบประมาณปกติ และไม่มีบทคุ้มกันในรัฐธรรมนูญอย่างมาตรา 141 ที่ว่า แต่ก็ยังหาคนไปตรวจสอบยากเหลือเกิน ไม่ว่าจะในหรือนอกสภาก็ตาม
See More
Last Seen Users on Sotwe
pavyon beyi
Seen from
Austria
Anal love
آلاء وعمار زوجين
.
Seen from
Saudi Arabia
Miss_Anastasia ♤♤
Seen from
Germany
Intan W
Seen from
Indonesia
Ghcfff
ចូលចិត្តចាស់
ผมชอบดมกกนแม่ตัวเอง
Seen from
Thailand
X
Seen from
Germany
Trends for you
1
Cam Coleman
Under 10K tweets
2
Scott Frost
Under 10K tweets
3
Tennessee
Under 10K tweets
4
Cheesecake Factory
Under 10K tweets
5
Big 12
Under 10K tweets
6
Iowa
Under 10K tweets
7
#AEWCollision
Under 10K tweets
8
Giannis
Under 10K tweets
9
Heupel
Under 10K tweets
10
#BYUvsUCF
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.5M followers
2
Barack Obama
@barackobama
118.8M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.5M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.3M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
90M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
84M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.5M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.5M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.9M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.5M followers
16
Bill Gates
@billgates
65.3M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63.1M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.2M followers
19
CNN
@cnn
61.7M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫