Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
Investor/Financial Consultant เปิดทุกความลับแห่งโลกการเงิน เพราะ เรื่องการเงิน "ไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องเป็น" ฝากติดตามด้วยครับ
Joined May 2022
86
Following
44
Followers
370
Posts
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
38 minutes ago
ไม่มีแล้ว Artificial Intelligence มีแต่ Super Intelligence เท่านั้น 😂
Elon Musk
@elonmusk
1 day ago
No more AI SI It’s better
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
about 1 hour ago
เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก ถ้าคนที่ไปไล่ซื้อโดนไม่ดูอย่างอื่นเลย ดูแค่กระแสอย่างเดียว
Leshka.eth ⛩
@leshka_eth
1 day ago
Anthropic valuation - $2 trillion Samsung valuation - $1.35 trillion Anthropic 2025 revenue - $4.6 billion Samsung 2025 revenue - $236 billion
leshka_eth's tweet video.
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
about 3 hours ago
น้ำท่วมรอบนี้ ความเสียหายที่เห็นทันทีประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท 🌧️ แต่พอนับทั้งห่วงโซ่ ตัวเลขพุ่งไปถึง 6.9 หมื่นล้าน และส่วนที่ไม่มีใครพูดถึง คือส่วนที่เราทุกคนต้องจ่ายเอง!! ภาพที่เราเห็นในข่าวคือ บ้านจมน้ำ ถนนตัดขาด แต่ความเสียหายจริงๆ กระจายไปไกลกว่านั้นมากครับ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินความเสียหายทั้ง Supply Chain ภาคเกษตรไว้ที่ 69,103 ล้านบาท หรือประมาณ 0.36% ของ GDP ทั้งประเทศ ซึ่งความเสียหายที่ซ่อนอยู่มีทั้งหมด 4 ชั้น 1. โรงงานไม่ได้จม แต่ก็ต้องหยุด Toyota ต้องหยุด 4 โรงงาน ไม่ใช่เพราะน้ำเข้าโรงงาน แต่เพราะน้ำตัดถนนระหว่างโรงงานกับ Supplier ชิ้นส่วนมาไม่ได้ สายการผลิตก็หยุดทั้งเส้น สภาอุตสาหกรรมรายงาน ธุรกิจได้รับผลกระทบแล้ว 4,216 ราย และ 95% บอกว่าต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน 2. เราจ่ายค่าเสียหาย ผ่านราคาอาหารและบริการ ในตัวเลข 6.9 หมื่นล้าน มีถึง 13,402 ล้านบาทที่เป็นภาระของผู้บริโภค ผ่านค่าครองชีพที่แพงขึ้นจากอาหารขาดตลาด 😱 ข้าว ผัก หมู ไข่ ที่เราซื้อทุกวัน กำลังจะแพงขึ้นเงียบๆ และคาดว่าเงินเฟ้ออาจขยับขึ้นอีก 0.3-0.5% 3. หนี้ครัวเรือนที่ไม่มีกันชน หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 86.7% ของ GDP คนจำนวนมากไม่มีเงินสำรองอยู่แล้ว พอรายได้รายวันหายไปหลายวัน บวกค่าซ่อมบ้านซ่อมรถ ทางเลือกเดียวคือก่อหนี้เพิ่ม ในขณะที่เงินช่วยเหลือที่เสนอกันอยู่คือ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน 4. ประกันที่คิดว่ามี แต่จริงๆแล้ว “ไม่มี” สิ่งที่ผมเจอบ่อยในฐานะที่ปรึกษาการเงิน คือ หลายคนคิดว่าประกันอัคคีภัยบ้านคุ้มครองน้ำท่วมด้วย ความจริงคือ ส่วนใหญ่ไม่คุ้มครอง ต้องซื้อเพิ่มเป็น add-on และเพดานคุ้มครองมักอยู่ที่แค่ 20,000-50,000 บาท ในขณะที่ค่าซ่อมบ้านหลังน้ำลดอาจสูงถึงหลักแสน คำถามสำคัญคือ แล้วเศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไงต่อ? GDP ไตรมาส 3 อาจหายไปราว 0.5% และทั้งปีอาจโตได้แค่ราว 2.1% ที่น่าห่วงคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ถือดอกเบี้ยไว้ที่ 1% อยู่แล้ว ห้องในการช่วยเหลือแทบไม่เหลือ ยิ่งเงินเฟ้อจากราคาอาหารเริ่มขยับ ยิ่งลดดอกเบี้ยยาก แต่ในฝั่งข่าวดีคือ รอบนี้ยังห่างไกลจากปี 2011 มาก ตอนนั้น World Bank ประเมินความเสียหายไว้ 1.425 ล้านล้านบาท โรงงานจมน้ำราว 930 แห่ง ท่วมนาน 175 วัน แต่ฝนยังไม่หยุด และความเสียหายที่ซ่อนอยู่ จะค่อยๆ โผล่มาในบิลค่าครองชีพของเราในอีกหลายเดือนข้างหน้า น้ำลดไม่ได้แปลว่าความเสียหายจบ มันแค่ย้ายจากถนน มาอยู่ในกระเป๋าเงินเราครับ แล้วเพื่อนๆ ใครมีประกัน เคยเช็คหรือยังว่าประกันบ้านของตัวเองคุ้มครองน้ำท่วมไหม? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ลงทุน #น้ำท่วม #เศรษฐกิจไทย
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
about 6 hours ago
กองทุนที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 66% ต่อปี ติดต่อกันกว่า 30 ปี ไม่ได้ใช้วิธีเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงเลย 🔥 แต่ใช้กลยุทธ์ที่ Hedge fund ระดับโลกเรียกว่า "ราชาของกลยุทธ์" แล้วมันคืออะไรกัน? วันนี้ผมจะมาพูดถึงการ “Arbitrage” กลยุทธ์เบอร์ 1 ของโลกการลงทุนครับ Arbitrage คือ การหากำไรจาก "ส่วนต่างราคา" ของสิ่งเดียวกันที่ขายอยู่ต่างที่ ต่างเวลา หรือต่างรูปแบบ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าสินค้าชิ้นเดียวกันขายที่ตลาด A ราคา 100 แต่ตลาด B มีคนรับซื้อที่ 102 ถ้าเราซื้อที่ A แล้วขายที่ B พร้อมกันทันที จะได้กำไร 2 บาทต่อหน่วย โดยไม่สนเลยว่าหลังจากนั้นราคาจะขึ้นหรือลง และความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ ในโลกการเงินจริง ส่วนต่างแบบนี้เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะราคา ETF เทียบกับมูลค่าสินทรัพย์จริงข้างใน, ราคา Futures เทียบกับราคาปัจจุบัน, หุ้นที่กำลังจะถูกควบรวมกิจการ หรือแม้แต่ราคาสินทรัพย์ตัวเดียวกันในคนละตลาด แล้วทำไมมันถึงเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่นักลงทุนสถาบันยอมรับ? เพราะกำไรไม่ได้มาจากการเดาทิศทาง แต่มาจากความไม่สมดุลที่ต้องกลับมาบรรจบกัน ความเสี่ยงต่อรอบจึงต่ำกว่าการเก็งทิศทางมาก ทำซ้ำได้เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง แล้วผลตอบแทนเล็กๆ ก็ทบต้นกลายเป็นก้อนใหญ่ได้ ลองมาดูกองทุน Hedge fund ตัวจริงที่ใช้กลยุทธ์นี้กันครับ Renaissance Technologies กองทุน Medallion ใช้ Statistical arbitrage ด้วยโมเดลคณิตศาสตร์ ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 66% ต่อปีก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือราว 39% หลังหัก ตั้งแต่ปี 1988 ดีจนปิดรับเงินคนนอกไปตั้งแต่ปี 1993 Citadel ของ Ken Griffin เริ่มจากทำ Convertible arbitrage ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ Harvard เปิดกองแรกปี 1987 ด้วยเงินแค่ $265K ก่อนจะตั้ง Citadel ในปี 1990 และกลายเป็นหนึ่งในบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ Arbitrage ก็มีด้านมืดเช่นกัน LTCM กองทุนที่มีเจ้าของรางวัลโนเบลถึง 2 คน ใช้ Convergence arbitrage แต่ใช้ Leverage เกิน 25 เท่า แล้วขาดทุน $4.6B ในไม่ถึง 4 เดือนเมื่อปี 1998 จนธนาคาร 14 แห่งต้องเข้าไปอุ้ม 🥶 แม้กำไรต่อรอบเล็กแค่ไหน ถ้าใส่ Leverage หนักเกินไป ความผิดพลาดครั้งเดียวก็ลบทุกอย่างได้เช่นกัน คำถามคนทั่วไปทำได้ไหม? คำตอบคือได้ “แต่ยากมากครับผม” เพราะความเร็วเป็นจุดตัดสำคัญ ส่วนต่างราคาในตลาดใหญ่ถูกปิดในเสี้ยววินาทีโดยคอมพิวเตอร์ของสถาบัน ต้นทุน ค่าธรรมเนียม ค่า Spread ภาษี อาจกินส่วนต่างเล็กๆ จนไม่เหลือกำไร อีกทั้งสัดส่วนทุน กำไรต่อหน่วยเล็กมาก ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ถึงจะคุ้ม และการเข้าถึง บางกลยุทธ์ต้องขายชอร์ตหรือยืมหุ้นได้ ซึ่งนักลงทุนรายย่อยทำได้อย่างจำกัด แต่ปัญหาใหญ่สุดคือ Execution risk การทำจริง ถ้าซื้อได้ขาหนึ่ง แต่อีกขาหนึ่งทำไม่ทัน สิ่งที่คิดว่าไม่มีความเสี่ยงก็กลายเป็นการเก็งกำไรทันที เพราะของติดมือ แต่ขายออกไม่ทันนั่นเอง มุมมองส่วนตัวของผมในฐานะนักลงทุน พูดกันตรงๆ ผมกับเพื่อนอีกหลายคนก็ทำ Arbitrage อยู่เหมือนกัน แต่ขอบอกตรงๆ ว่ามันไม่ใช่เงินฟรี และเป็นการ Arbitrage อย่างง่ายที่กำไรไม่ได้สูงมาก ต้องเน้นเข้าใจกลไกของสิ่งที่เทรดอย่างลึกซึ้ง และต้องช่างสังเกต เพราะโอกาสแบบนี้มักซ่อนอยู่ในมุมที่คนส่วนใหญ่มองข้ามครับผม Upside ในฝั่งกำไรถือว่าดีมากถ้าเทียบกับความเสี่ยง แต่ก็มีเพดานจำกัดในตัว เพราะส่วนต่างมีจำกัด และพอคนรู้มากขึ้น ทำมากขึ้น ช่องว่างก็จะแคบลงจนหายไปเองครับ ในขณะที่คนส่วนใหญ่พยายามทายว่าตลาดจะไปทางไหน แต่นักลงทุนบางกลุ่มหาเงินจากช่องว่างที่ตลาดยังมองไม่เห็น แบบแทบจะไร้ความเสี่ยงแบบชิลๆ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากรู้ว่ากลยุทธ์ Arbitrage ที่ผมทำอยู่จริงๆ คืออะไร คอมเม้นคำว่า "arbitrage" ไว้ด้านล่าง แล้วผมจะทำโพสต์เล่าให้ฟังแบบละเอียดครับ 👇 #Arbitrage #HedgeFund #ลงทุน #การเงิน
See More
Who to follow
BenjiMayneee
@beeyuun
🌺ᛑᛗᛛ𓅟🪷 it cant rain all the time 🐦⬛
Janice Hickey
@Hickey2023
Restless traveler. Curious. Questioning. Suspicious.
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
1 day ago
พอร์ตที่ไม่เคย Rebalance คือ พอร์ตที่เปลี่ยนนิสัยไปเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ⚖️ สมมุติเราตั้งใจรับความเสี่ยงระดับหนึ่ง แต่ผ่านไป 3 ปี พอร์ตอาจกลายเป็นคนละตัวกับที่เราออกแบบไว้เลย!! เริ่มจาก Rebalancing คืออะไร? Rebalancing คือ การปรับสัดส่วนพอร์ตกลับไปที่เป้าหมายเดิม ขายส่วนที่โตเกินมา แล้วเติมส่วนที่ลดลง ลองดูตัวอย่างครับ พอร์ต 1 ล้านบาท แบ่งหุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ปีที่ 1 หุ้นขึ้น 30% ตราสารหนี้ขึ้น 2% พอร์ตโตเป็น 1,188,000 บาท แต่สัดส่วนหุ้นขยับเป็น 66% โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ถ้า Rebalance คือ ขายหุ้นออก 67,200 บาท ไปซื้อตราสารหนี้ ให้กลับมาเป็น 60/40 เท่าเดิม ปีที่ 2 ตลาดพลิก หุ้นร่วง 30% ตราสารหนี้ขึ้น 4% คนที่ไม่ Rebalance เหลือ 970,320 บาท คนที่ Rebalance เหลือ 993,168 บาท ต่างกัน 22,848 บาท จากแค่การทำสิ่งน่าเบื่อนี้ปีละครั้งเอง และถ้าตลาดกระทิงยาวๆ 3 ปีติด หุ้นขึ้นปีละ 20% พอร์ต 60/40 จะกลายเป็นหุ้น 71% แบบเงียบๆ พอวันที่ตลาดร่วงมาถึง เราจะเจ็บหนักกว่าที่ตัวเองเคยตั้งใจไว้ ซึ่งการ Rebalance ช่วยแก้สิ่งนี้ และทำให้เราแบ่งเก็บกำไรไปในตัวด้วย โดยกลยุทธ์การ Rebalance มี 3 แบบหลักๆ ครับ 1. Time-based ปรับตามรอบเวลา เช่นทุก 6 เดือนหรือปีละครั้ง ง่ายที่สุด เหมาะกับมือใหม่ 2. Threshold-based ปรับเมื่อสัดส่วนหลุดจากเป้าเกินเกณฑ์ เช่นเกิน +/- 5% ตอบสนองตลาดได้ดีกว่า แต่ต้องคอยเช็คตลอด 3. Event-based ปรับสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยน หรือเมื่อชีวิตเปลี่ยน เช่น แต่งงาน มีลูก ได้เงินก้อน หรือเข้าใกล้เกษียณ อันนี้คือการปรับ "เป้าหมาย" ไม่ใช่แค่ปรับสัดส่วนการลงทุน ทำไมถึงสำคัญมากๆ ในการลงทุนระยะยาว? เพราะ Rebalance บังคับให้เรา "ขายของแพง ซื้อของถูก" แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สมองมนุษย์ทำได้ยากที่สุด ตอนหุ้นขึ้นเราอยากถือต่อ ตอนหุ้นลงเราไม่กล้าซื้อ ระบบนี้ช่วยตัดอารมณ์ออกไป แต่ต้องบอกตรงๆ ให้ว่า Rebalance ไม่ได้ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดเสมอไป ถ้าตลาดขึ้นยาวต่อเนื่อง คนที่ไม่ Rebalance อาจได้มากกว่า เป้าหมายจริงของมันคือ "คุมความเสี่ยง" ให้พอร์ตอยู่รอดในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ ในประสบการณ์การทำงานผม มีข้อผิดพลาดที่หลายคนมักกันเจอบ่อย 1. ปรับบ่อยเกินไป ค่าธรรมเนียมและภาษีกินผลตอบแทนหมด 2. ปล่อยให้อารมณ์ชนะ ถึงเวลาต้องขายตัวที่กำลังขึ้นแต่ไม่ยอมขาย เพราะ "เดี๋ยวมันขึ้นอีก" 3. ย้ายเป้าหมายตามตลาด หุ้นขึ้นก็เปลี่ยนเป้าเป็น 80/20 แทนที่จะ Rebalance กลับ 4. ดูแค่บางบัญชีลงทุน ลืมนับ PVD, RMF, ThaiESG หรือเงินฝากรวมเข้าไปในภาพเดียวกัน 5. ไม่ใช้เงินลงทุนใหม่ที่ได้จากกำไรช่วย ทั้งที่การเติมเงินเข้าส่วนที่ต่ำกว่าเป้า คือ วิธี Rebalance ที่ประหยัดต้นทุนที่สุดแล้ว ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน สิ่งที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือ หลายคน "รู้" ว่าควร Rebalance แต่มีน้อยคนมากที่ "ทำจริง" เพราะมันอยู่แค่ในหัว ไม่ได้อยู่ในระบบ ผมอยากฝากให้ลองสร้างระบบให้มันทำงานแทนความตั้งใจของคุณดู เริ่มจากเขียนสัดส่วนเป้าหมายไว้ให้ชัด -> ตั้งปฏิทินเตือนวันที่จะเช็คพอร์ต -> กำหนดกฎว่าหลุดกี่ % ถึงต้องปรับ -> ตั้ง DCA ให้เงินใหม่ไหลเข้าส่วนที่ต่ำกว่าเป้าอัตโนมัติ ผมกล้าพูดว่า “ระบบที่อยู่ในหัวไม่เคยช่วยใคร” มีแต่ “ระบบที่ลงมือทำจริงเท่านั้นที่ช่วยให้พอร์ตคุณรอด” แล้วเพื่อนๆ Rebalance พอร์ตครั้งล่าสุดเมื่อไหร่? หรือยังไม่เคยทำเลย คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #Rebalance #ลงทุน #วางแผนการเงิน #การเงิน #ลงทุน101
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
1 day ago
ผ่อนบ้าน 30 ปี คุณอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารเกือบเท่าราคาบ้านทั้งหลัง 🏠 ต่อจากโพสเรื่องการซื้อบ้าน วันนี้ผมจะพามาดู 2 กลยุทธ์ที่ทำให้การซื้อบ้านคุ้มมากขึ้นได้กัน 2 กลยุทธ์ระหว่าง "โปะให้หมดไวที่สุด" กับ "ผ่อนปกติแล้วเอาเงินส่วนต่างไปลงทุน" แบบไหนชนะเกมนี้กันแน่? บ้านคือการซื้อระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนส่วนใหญ่ เลยเป็นคำถามที่ลูกค้าถามผมบ่อยมาก ตอนทำแผนการเงิน วันนี้ผมจะพามาดูตัวเลขจริงกันครับ สมมุติกู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 4% ต่อปี (Refinance ทุก 3 ปีเพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยลอยตัวสูง) และทั้งสองแบบมีเงินงบเหลือเท่ากันทุกเดือน คือ เดือนละ 30,374 บาท แบบ A โปะให้หมดใน 10 ปี ใช้งบเงินเหลือทั้งหมด 30,374 บาทผ่อนบ้าน หมดหนี้ภายใน 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยรวมแค่ราว 0.64 ล้าน จากนั้นอีก 20 ปีเอาเงินก้อนเดิมไปลงทุนทุกเดือน แบบ B ผ่อนปกติ 30 ปี แล้วลงทุนส่วนต่าง ผ่อนขั้นต่ำเดือนละ 14,322 บาท ตามที่แบงค์กำหนด ซึ่งรวมจ่ายดอกเบี้ยรวมราว 2.16 ล้าน แต่ๆ เอาเงินส่วนต่างที่เหลือ 16,051 บาทไปลงทุนทุกเดือนตั้งแต่วันแรก พูดง่ายๆ คือ ให้พอร์ตลงทุน "จ่ายค่าบ้านแทนเรา" ผลเมื่อครบ 30 ปี ฝั่งที่ชนะหรือแพ้ ขึ้นอยู่กับว่าลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าไหร่? ได้ 2% ต่อปี A ชนะ B ราว 1.0 ล้าน ได้ 4% ต่อปี (เท่าดอกเบี้ยบ้าน) เสมอกันพอดี ได้ 7% ต่อปี B ชนะ A ราว 3.8 ล้าน ได้ 10% ต่อปี B ชนะ A ถึงราว 13.2 ล้าน 🤯 หัวใจของเกมนี้มีข้อเดียวครับ คือ ผลตอบแทนการลงทุนต้องชนะดอกเบี้ยบ้าน ถ้าคุณสามารถชนะได้ต่อเนื่อง เวลา 30 ปีจะทำให้ส่วนต่างทบต้นจนห่างกันมหาศาล แต่ถ้าคุณชนะไม่ได้หรือไม่มั่นใจความสามารถในการลงทุนตัวเอง การโปะบ้านคือ ทางออกที่แน่นอนที่สุดที่เราหาได้ แต่ต้องบอกก่อนนะครับ ในชีวิตจริงไม่ได้ง่ายเหมือนดูในกราฟ ผลตอบแทน 7% ไม่ได้มาเรียบๆ ทุกปี ต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลัก และต้องทนได้กับปีที่พอร์ตติดลบ 20 - 30% ทั้งที่ยังมีหนี้บ้านอยู่ด้วย (เตรียมเงินสำรอง) และที่สำคัญ ต้องมีวินัยจริงๆ เงิน 16,051 บาทต้องถูกลงทุนทุกเดือน ไม่ใช่ไหลไปเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไหนจะต้องขยัน Refinance ถ้าปล่อยให้ดอกเบี้ยลอยตัวไปอยู่แถว 6 - 7% โจทย์ที่ต้องชนะจะยากขึ้นทันที และธนาคารมักมีค่าปรับถ้าไถ่ถอนภายใน 3 ปีแรกด้วย ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผมมองว่าทั้งสองแบบดีต่างกัน แค่ตอบโจทย์คนละเป้าหมาย แบบ A เหมาะกับคนที่มองบ้านเป็น "ที่อยู่สุดท้ายของชีวิต" อยากหมดหนี้ไว นอนหลับสบาย ไม่อยากเอาบ้านไปผูกกับความผันผวนของตลาด ความสงบใจแบบนี้มีมูลค่าจริงที่ตัวเลขวัดไม่ได้ แบบ B เหมาะกับคนที่อยากใช้เงินให้มีประสิทธิภาพที่สุด สร้างความมั่งคั่งในอนาคต แต่ต้องมีความรู้เรื่องการลงทุน มีวินัย และรับความผันผวนได้ Upside ในการสร้างความมั่งคั่งสูงกว่ามาก แต่ต้องใช้ทักษะและความอดทนเข้าแลก และเราไม่จำเป็นต้องเลือกขั้วใดขั้วหนึ่งเสมอไป หลายคนแบ่งครึ่ง โปะบางส่วน ลงทุนบางส่วน ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ก็ได้เหมือนกันครับ ความเป็นจริงอาจไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด มีแต่คำตอบที่ถูกต้องกับเป้าหมายของเรามากที่สุดแน่นอน ลองกลับไปคิดกันนะครับ ส่วนตัวผมทีมเอาเงินลงทุน ให้เงินจ่ายค่าบ้านแทนครับ เพราะผมติดตามการลงทุนตลอด รับความเสี่ยงได้ และการได้บ้านฟรี มันโคตรจะดีสุดๆ ไปเลย! แต่ผมไม่แนะนำให้ทำตามถ้าไม่เข้าใจกลยุทธ์นะครับ นี่เป็นแค่เพียงมุมมองของผมเท่านั้น แล้วเพื่อนๆ เป็นทีมโปะไว หรือทีมลงทุนให้เงินจ่ายตัวเอง? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ผ่อนบ้าน #วางแผนการเงิน #ลงทุน #การเงิน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
1 day ago
เขาคือคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ 🚀 แต่เงินไม่ใช่เป้าหมายของเขาเลย เพราะ Elon Musk กำลังพยายามทำสิ่งที่ใหญ่กว่าที่เราจินตนาการได้!! เมื่อ 12 มิ.ย. 2026 หลัง SpaceX เข้าตลาดหุ้น Musk กลายเป็นคนแรกที่มีทรัพย์สินเกิน $1T ตามการประเมินของ Bloomberg และตอนนี้ยังอยู่แถว $895B ถือหุ้น SpaceX ราว 48% และ The Boring Company ราว 90% แต่เชื่อไหมครับ ถ้าย้อนกลับไปปี 2008 เขาเกือบไม่เหลืออะไรเลย เริ่มจากปี 1999 เขาขายบริษัทแรก Zip2 ให้ Compaq ได้ส่วนแบ่งราว $22M จากนั้นปี 2002 ขาย PayPal ให้ eBay ได้อีกราว $180M คนส่วนใหญ่ถ้าได้เงินขนาดนี้ตอนอายุ 31 คงเกษียณสบายๆ แต่ Musk เอาเงินเกือบทั้งหมดลงไปใน 2 ธุรกิจที่ใครๆ ก็บอกว่าบ้า คือ บริษัทจรวดกับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครกล้าทำจริงจังด้วยซ้ำ ผลคือ ช่วงปี 2006 - 2008 จรวด Falcon 1 ของ SpaceX ระเบิดติดต่อกัน 3 ครั้ง Tesla ก็เงินใกล้หมด ทั้งสองบริษัทเกือบล้มพร้อมกันในปีเดียว 😱 แต่ทุกอย่างมาพลิกตอน ก.ย. 2008 การยิงครั้งที่ 4 สำเร็จ ถ้าพลาดอีกครั้ง SpaceX อาจไม่มีเงินพอจะยิงครั้งต่อไปและอาจต้องปิดตัว ปลายปีเดียวกันได้สัญญาจาก NASA และ Tesla ระดมทุนรอบใหม่ได้ทันก่อนเงินหมด แล้วเป้าหมายจริงๆ ของ Elon Musk ที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นคืออะไร? Musk พูดมาตลอดว่าเป้าหมายของเขาคือ ทำให้มนุษย์เป็น "Multiplanetary species" หรืออยู่ได้มากกว่าหนึ่งดาวเคราะห์ และตั้งเป้าสร้างเมืองบนดาวอังคาร ถ้าเราเชื่อและมองแบบนั้นจริงๆ บริษัทที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลยจะเริ่มต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ ที่อาจทำให้เกิดเป้านั้นได้ SpaceX ทำจรวดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อให้ค่าเดินทางไปอวกาศถูกลงมาก Starlink อินเทอร์เน็ตดาวเทียม เป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดที่หล่อเลี้ยงโปรเจกต์ใหญ่ และเป็นระบบสื่อสารในอวกาศ Tesla พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบนดาวอังคารไม่มีน้ำมันให้ใช้ The Boring Company เทคโนโลยีขุดอุโมงค์ ที่ Musk เคยพูดว่าอาจใช้สร้างที่อยู่ใต้ดินบนดาวอังคารได้ ทุกธุรกิจทำเงินบนโลกได้ด้วยตัวเอง แต่ในมุมของ Musk มันคือชิ้นส่วนของภาพที่ใหญ่กว่านั้นมาก และความบ้าแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเป้าของเขาคือแค่เงิน สรุปบทเรียนที่เราเรียนรู้จากชีวิตเขาได้ 1. เป้าหมายใหญ่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เมื่อรู้ว่าปลายทางคืออะไร ทุกธุรกิจก็ถูกเลือกเพื่อพาไปถึงตรงนั้น คิดแบบ First principles แทนที่จะยอมรับว่าจรวดต้องแพง เขาถามว่าวัตถุดิบจริงราคาเท่าไหร่ แล้วหาทางทำให้ถูกลง 2. ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ ถ้ายังไม่หมดตัว ระเบิด 3 ครั้งไม่ได้หยุดเขาเลยสักนิด แต่ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผมอยากเตือนอีกด้านด้วย ความมั่งคั่งของ Musk กระจุกอยู่ในไม่กี่บริษัท ช่วง มิ.ย. - ส.ค. ปีนี้หุ้น SpaceX ลงจาก $185 เหลือ $110 ทรัพย์สินเขาหายไปหลายแสนล้านในไม่กี่เดือน และเขาเกือบหมดตัวมาแล้วในปี 2008 สิ่งที่ควรเลียนแบบคือ วิธีคิดและความอึด ไม่ใช่การเดิมพันหมดหน้าตัก เพราะคนที่ All-in แล้วรอดจนเป็นข่าวมีไม่กี่คน แต่คนที่ All-in แล้วหายไปมีเยอะกว่ามาก คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่บริษัทที่เขาสร้าง แต่ Musk มองเห็นเป้าหมายก่อน แล้วสร้างบริษัทขึ้นมาเป็นทางไปถึงมันต่างหาก แล้วเพื่อนๆ คิดว่ามนุษย์จะได้ไปอยู่ดาวอังคารจริงไหม ในช่วงชีวิตเรา? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ElonMusk #ลงทุน #เรื่องเล่า #หุ้น
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
2 days ago
กองทุน 2 กอง ไส้ในเหมือนกันทุกอย่าง แต่ตัวเลขผลตอบแทนต่างกันเกือบ 3 เท่า 🧐 ตัวเลขสวยๆ ในหน้าโฆษณากองทุน บางครั้งไม่ได้มาจากฝีมือ แต่มาจาก "การที่คนในเลือกว่าจะให้คุณเห็นอะไร"!! ในฐานะที่ปรึกษาการเงินที่อยู่ในวงการนี้ ผมอยากเปิดเรื่องที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ เพราะมันไม่เคยถูกเขียนไว้บนโบรชัวร์หรือ Fund fact sheet ครับ อย่างแรกคือ การเลือกวันเปิดกองทุน ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ กองทุน A กับกองทุน B ลงทุนใน S&P 500 เหมือนกันเป๊ะ ต่างกันแค่วันเปิดกอง กองทุน A เปิดวันที่ 3 ม.ค. 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดอยู่จุดสูงสุด หลังจากนั้นตลาดร่วงไปกว่า 25% ถึงสิ้นปี 2024 ผลตอบแทนสะสมอยู่ที่ +22.6% หรือเฉลี่ยแค่ราว 7% ต่อปี กองทุน B เปิดวันที่ 12 ต.ค. 2022 ตรงกับช่วงก้นเหวพอดี ถึงสิ้นปี 2024 ผลตอบแทนสะสมพุ่งไป +64.4% หรือเฉลี่ยราว 25% ต่อปี ผู้จัดการคนเดียวกัน หุ้นชุดเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่จะเลือกกองทุน B เพราะ "ตัวเลขดูดีกว่า" ในขณะที่กองทุน A ที่เปิดผิดจังหวะ ถูกนักลงทุนมองข้ามไปอีกหลายปี ทั้งที่ไม่ได้แย่กว่ากันเลยสักนิด อย่างที่สองคือ ปิดกองเก่า เปิดกองชื่อใหม่ กองที่ผลงานแย่ติดต่อกันหลายปี ตัวเลขย้อนหลังจะดูไม่ดีในทุกตาราง 1 ในทางออกที่เจอบ่อย คือ ปิดกองนั้นแล้วเปิดกองใหม่ ชื่อใหม่ ธีมใหม่ ทั้งที่ไส้ใน กลยุทธ์ หรือทีมผู้จัดการแทบเหมือนเดิม ประวัติเก่าหายไป เริ่มนับ 0 ใหม่แบบสะอาดๆ แต่คนส่วนมากไม่รู้ อย่างที่สาม คือ การควบรวมกอง เป็นอีกวิธีที่เอากองที่ผลงานแย่ไปรวมกับกองที่ผลงานดี กองที่แย่จะหายไปจากตารางจัดอันดับ เหลือแต่ประวัติของกองที่ดีให้เห็นเท่านั้น อย่างสุดท้ายและสำคัญมาก! คือ เลือกช่วงเวลาโฆษณา ปีไหนตัวเลข 1 ปีสวย ก็โชว์ 1 ปี ปีไหน 5 ปีสวย ก็โชว์ 5 ปี ตัวเลขทุกตัวเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่ถูก "เลือก" มาให้เราเห็น ดูให้ครบจริงๆ ก่อนลงทุน ความลับพวกนี้คนทั่วไปไม่รู้แน่นอนครับ งั้นแล้วเราจะป้องกันตัวเองยังไงได้บ้าง? 1. ดูผลตอบแทนแบบ "รายปีปฏิทิน" เทียบกับ Benchmark ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขตั้งแต่จัดตั้งกอง 2. เช็ควันเปิดกองว่าตรงกับช่วงไหนของรอบตลาด 3. ดูว่ากลยุทธ์และผู้จัดการคนนี้เคยบริหารกองไหนมาก่อน ผลงานเป็นยังไง 4. อ่าน Fund factsheet ให้ครบ เผื่อมีประวัติการควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อ จากใจคนทำงานในวงการบอกเลยครับว่า “สิ่งที่คุณเห็น” ไม่ได้แปลว่าเป็นทั้งหมดที่มีอยู่จริงเสมอไป “บางครั้งมันถูกออกแบบมาให้คุณเห็นและเชื่อแบบนั้น” ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ถ้าอยากรู้ความลับแบบนี้อีก กดติดตามไว้ได้เลยครับ รับรองรอบหน้าไม่ผิดหวัง 🙌 #กองทุน #ลงทุน #เปิดความลับการเงิน #ความลับการลงทุน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
2 days ago
ถ้าตื่นเช้ามา เปิดแอปโบรกเกอร์ไม่ได้ ข่าวขึ้นว่า ก.ล.ต. สั่งระงับธุรกิจ 🚨 คำถามแล้วหุ้นที่เราสะสมมาหลายปี กับเงินสดที่พักไว้ในพอร์ต ตอนนี้ยังเป็นของเราอยู่ไหม? ผมอยากให้ลองนึกภาพตามทีละขั้นครับ วันที่ 1 โบรกเกอร์ถูกสั่งหยุดทำธุรกรรม เราซื้อขายไม่ได้ชั่วคราว ความตกใจเกิดขึ้นตรงนี้ แต่ความจริงคือ หุ้นไทยของเราไม่ได้เก็บอยู่ในโบรกเกอร์ หุ้นทั้งหมดฝากอยู่ที่ TSD (ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์) ในบัญชีที่แยกเป็นของลูกค้า ไม่นับรวมกับทรัพย์สินของโบรก โบรกเกอร์เป็นแค่ "ตัวกลาง" ที่ส่งคำสั่งให้เรา ขั้นต่อมาหุ้นจะถูกโอนย้ายไปยังโบรกเกอร์รายใหม่ อาจต้องรอขั้นตอนและเอกสารบ้าง แต่ตัวหุ้นยังเป็นของเราครบ ส่วนที่ต้องระวังจริงๆ คือ "เงินสด" 😰 ตามกฎ เงินลูกค้าต้องแยกไว้ในบัญชีธนาคาร "เพื่อลูกค้า" ห้ามโบรกเอาไปใช้ แต่ถ้าโบรกทำผิดกฎแอบเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ เงินอาจขาดหายได้จริง ถ้าเกิดขึ้น ยังมี SIPF (กองทุนคุ้มครองผู้ลงทุนในหลักทรัพย์) ชดเชยให้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคนต่อโบรกเกอร์ แต่ต้องเป็นโบรกที่เป็นสมาชิก และต้องเข้าเงื่อนไข เช่น โบรกถูกศาลสั่งล้มละลาย ส่วนที่เกินจากนั้นต้องไปว่ากันต่อในชั้นศาล ยกตัวอย่างเคสจริงที่เกิดขึ้นแล้วบ้างครับ บล.เอเชีย เวลท์ (ไทย) ปลายปี 2565 ก.ล.ต. ตรวจพบว่าบริษัทย้ายเงินลูกค้า 154 ล้านบาทไปชำระค่าหุ้น MORE โดยลูกค้าไม่ได้อนุญาติ สุดท้ายถูกเพิกถอนใบอนุญาตในปี 2566 จุดที่พังคือ เงินสดของลูกค้า MF Global (สหรัฐฯ) ล้มละลายปี 2011 เงินลูกค้าหายไปราว $1.6B เพราะถูกนำไปใช้ปนกับเงินบริษัท ลูกค้าได้เงินคืนเกือบทั้งหมดในท้ายที่สุด แต่ต้องรอหลายปี FTX (Crypto exchange) ล่มปี 2022 เงินลูกค้าถูกโยกไปใช้ในบริษัทในเครือ และ Crypto ไม่มีระบบคุ้มครองแบบ SIPF รองรับ ลูกค้าจำนวนมากติดค้างอยู่นานหลายปี ซึ่งผมก็เป็น 1 ในผู้เสียหายในเหตุการณ์จริงด้วย ในฐานะเพื่อนนักลงทุน นี่คือสิ่งที่ควรเช็คก่อนเลือกโบรกเกอร์ 1. ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. จริงไหม เช็คได้บนเว็บไซต์ ก.ล.ต. เป็นสมาชิก SET และ SIPF หรือเปล่า อย่าพักเงินสดก้อนใหญ่ทิ้งไว้ในพอร์ตนานๆ ถ้ายังไม่ใช้ ให้ถอนกลับบัญชีตัวเองจะเซฟสุด 2. รู้ว่าบัญชีของเราเป็นแบบไหน บัญชี Cash balance กับ Credit balance (Margin) ต่างกัน ในบัญชี Margin หุ้นของเราถูกใช้เป็นหลักประกันด้วย 3. พยายามตรวจยอดหุ้นกับ TSD โดยตรงเป็นระยะ อย่าเชื่อแค่ตัวเลขในแอป ส่วนถ้าลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่านแอป ให้เช็คว่าหุ้นฝากไว้ที่ Custodian ไหน ประเทศอะไร และคุ้มครองแบบไหน เพราะไม่อยู่ใต้ SIPF ของไทย ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผมมองว่าหลายคนใช้เวลาหลายชั่วโมงเลือกหุ้น แต่ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีเลือก "ที่เก็บหุ้น" ทั้งที่ความเสี่ยงของตัวกลาง (Counterparty risk) เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ง่ายที่สุดและเกิดขึ้นได้จริง หุ้นเลือกผิดยังแก้ได้ แต่ที่เก็บเงินเลือกผิด บางครั้งแก้ไม่ได้เลยนะครับจากประสบการณ์จริง แล้วเพื่อนๆ เคยเช็คไหมว่าโบรกที่ใช้เก็บหุ้นและเงินสดของคุณไว้ที่ไหน? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ลงทุน #หุ้น #โบรกเกอร์ #การเงิน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
2 days ago
โรงหนังไม่ได้รวยจากตั๋วหนัง แต่รวยจากป๊อปคอร์นในมือคุณ 🍿 เชื่อไหมครับ ตั๋ว 1 ใบ โรงหนังเก็บกำไรไว้ได้แค่ครึ่งเดียว แต่ป๊อปคอร์น 1 ถัง เก็บได้เกือบทั้งถัง แล้วธุรกิจนี้ออกแบบมายังไง? ผมอยากให้ลองดูตัวเลขจริงจาก AMC หนึ่งในเครือโรงหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปี 2025 ลูกค้า 1 คนจ่ายค่าตั๋วเฉลี่ย $12.09 แต่ต้องส่งเป็นค่าฉายให้ค่ายหนังไปถึง 48% เหลือให้โรงหนังแค่ราว $6.29 ส่วนค่าป๊อปคอร์นกับน้ำ ลูกค้าจ่ายเฉลี่ย $7.62 ต้นทุนวัตถุดิบแค่ราว $1.49 โรงหนังเก็บไว้ได้ $6.13 ลูกค้าจ่ายค่าป๊อปคอร์นน้อยกว่าค่าตั๋วเกือบ 40% แต่โรงหนังได้กำไรขั้นต้นจากสองอย่างนี้แทบเท่ากัน 😱 ทั้งปีอาหารและเครื่องดื่มคิดเป็นแค่ 34% ของรายได้ AMC แต่สร้างกำไรขั้นต้นได้ถึงราว 49% ในไทยก็คล้ายกันครับ ข้อมูลปี 2565 ของ Major Cineplex (MAJOR) รายได้ป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มคิดเป็นราว 25% ของรายได้ทั้งหมด ด้วย Gross margin ราว 55 - 60% จนต่อยอดไปทำป๊อปคอร์นแบบซองขายนอกโรงด้วย แล้วทำไมโมเดลธุรกิจแบบนี้ถึงได้ผล? เพราะธุรกิจใช้ตั๋วเป็น "ตัวดึงคน" ไม่ใช่ตัวทำเงิน ราคาตั๋วถูกกำหนดโดยการแบ่งรายได้กับค่ายหนัง ยิ่งหนังฟอร์มยักษ์ ช่วงสัปดาห์แรกๆ ค่ายหนังยิ่งเอาส่วนแบ่งไปเยอะ โรงหนังคุมตรงนี้ได้น้อยมาก ลูกค้าอยู่ในสนามของโรงหนัง ห้ามนำอาหารจากข้างนอกเข้า เราเลยมีตัวเลือกเดียวในวันนั้น นี่คือ Captive market แบบคลาสสิก ต้นทุนต่ำมาก เมล็ดข้าวโพด น้ำมัน น้ำตาล แก้วน้ำ ต้นทุนแค่ส่วนเล็กๆ ของราคาขาย จิตวิทยาราคา ถังเล็กกับถังใหญ่ราคาต่างกันไม่มาก เพื่อให้เรารู้สึกว่าซื้อใหญ่ "คุ้มกว่า" หรือชุด Combo ที่ทำให้เราจ่ายเพิ่มโดยแทบไม่รู้ตัว บทเรียนสำหรับนักลงทุน คือ "รายได้" ไม่เท่ากับ "กำไร" เสมอไปนะครับ เพราะธุรกิจขายดีก็เจ๊งได้ (ซึ่งผมเคยทำโพสไปแล้ว) ในฝั่งลงทุน สิ่งนี้ทำให้เข้าใจหุ้นของธุรกิจมากขึ้น เพราะเวลาดูหุ้นสักตัว อย่าหยุดแค่ว่าบริษัทขายอะไรได้เยอะที่สุดครับ ให้ตั้งคำถามต่อว่าเงินกำไรจริงมาจากตรงไหน โมเดลแบบนี้มีอยู่ทั่วไป เครื่องปริ้นท์ที่ขายถูกแต่หมึกแพง มีดโกนที่ด้ามถูกแต่ใบมีดแพง หรือ Costco ที่กำไรส่วนใหญ่มาจากค่าสมาชิก และในฐานะที่ปรึกษาการเงิน อีกมุมที่ผมชอบบอกลูกค้าคือ ในชีวิตเราก็มี "ป๊อปคอร์น" ซ่อนอยู่เหมือนกัน ค่าส่วนเสริมเล็กๆ ที่ดูไม่เยอะ แต่เป็นตัวทำกำไรหลักให้ธุรกิจอื่น และเป็นตัวที่กินเงินเก็บเราเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว ของที่ขายแพงที่สุด ไม่ใช่ของที่คุณตั้งใจมาซื้อ แต่เป็นของที่คุณซื้อเพิ่มตอนอยู่ในร้านต่างหาก แล้วเพื่อนๆ อยากฟังผมเจาะลึกธุรกิจอะไรอีก คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ธุรกิจ #ลงทุน #การเงิน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
3 days ago
กองทุนหุ้นทุก 100 กอง ผ่านไป 20 ปี หายไปจากตลาดแล้วกว่า 63 กอง 😱 ทำไมการลงทุนและกองทุนที่คุณเห็น อาจไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริง? ย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ อยากเสริมเกราะเครื่องบินรบ เลยเก็บข้อมูลรอยกระสุนจากเครื่องบินที่บินกลับมา แล้วเห็นว่ารูกระสุนกระจุกอยู่ที่ปีกกับลำตัว ทุกคนเลยจะเสริมเกราะตรงนั้น นักสถิติชื่อ Abraham Wald บอกว่าผิดแล้ว ให้เสริมเกราะตรงที่ "ไม่มี" รูกระสุน เพราะเครื่องบินที่โดนยิงตรงเครื่องยนต์ไม่มีลำไหนได้บินกลับมาให้นับเลย นี่คือ Survivorship bias คือ การตัดสินใจจากสิ่งที่ "รอด" มาให้เราเห็น โดยลืมไปว่ายังมีอีกมากที่หายไประหว่างทาง ในโลกการลงทุนเรื่องนี้เกิดขึ้นทุกวันครับ S&P Dow Jones Indices เก็บข้อมูลกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ใน SPIVA Scorecard ล่าสุด ผลคือ กองทุนทุก 100 กอง ผ่านไป 20 ปี ราว 63 กอง ปิดตัวหรือถูกควบรวมหายไป ราว 32 กอง ยังอยู่รอด แต่ผลตอบแทนแพ้ดัชนี มีแค่ราว 5 กอง ที่ทั้งรอดและชนะดัชนีได้จริงๆ แต่ตารางจัดอันดับกองทุนที่เราเปิดดูวันนี้ มีแต่กองที่ยังอยู่ กองที่ปิดไปแล้วไม่ได้อยู่ในตารางให้เราเห็น ตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยเลยดูดีกว่าความจริงเสมอ และกองทุนที่ถูกเอามาโฆษณาให้ลงทุน ก็คือ 5 กองสีเขียวนั่นแหละครับ ยิ่งในยุค Social media ยิ่งขยายภาพนี้ให้หนักขึ้น 🤦♂️ ลองคิดภาพคนที่พอร์ตบวก 300% จะโพสต์ แต่คนที่พอร์ตแตกจะเงียบหายไป ฟีดเราเลยเต็มไปด้วยคนที่ "รอด" จนดูเหมือนการลงทุนเป็นเรื่องง่าย แค่ซื้อตามก็รวยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีงานวิจัยจากบราซิล ตามดูคนที่เทรดรายวันต่อเนื่องเกิน 300 วัน พบว่า 97% ขาดทุน และมีแค่ราว 1.1% ที่ทำเงินได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่เรื่องที่เราเห็นในฟีด มักมาจากกลุ่ม 1% นั้นแทบทั้งหมด นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็น จึงเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของภาพจริงทั้งหมด สิ่งที่เราไม่เห็นคือ การขาดทุน ความผิดพลาด ปีที่ต้องทน และคนอีกจำนวนมากที่เลิกไปก่อน ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน สิ่งที่ผมอยากฝากที่สุดคือ อย่าเชื่อใครแบบไม่ตั้งคำถาม และรวมถึงผมด้วย ทุกโพสต์ที่ผมเขียน คือมุมมองจากข้อมูลที่ผมศึกษา ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป ให้ใช้มันเป็นส่วนประกอบ แล้วไปศึกษาเพิ่ม ตั้งคำถามว่ามีอะไรที่เรายังไม่เห็น และสร้างมุมมองการลงทุนที่เป็นของตัวเองครับ เพราะวันที่ตลาดไม่เป็นใจ คนที่จะอยู่รอด คือ "คนที่รู้ว่าตัวเองถืออะไรอยู่และถือไปทำไม" ไม่ใช่คนที่ซื้อตามคนอื่น สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่เราไม่รู้ แต่คือ สิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่เห็น แล้วเพื่อนๆ เคยเห็นโพสต์ลงทุนที่กำไรเยอะๆ แล้วอยากทำตามไหมครับ? ครั้งต่อไปลองหยุดคิดอีกรอบก่อนตัดสินใจนะครับ #ลงทุน #กองทุน #การเงิน #การเงิน101
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
3 days ago
ของแพงขึ้น แต่งานเริ่มหาย คำที่นักลงทุนกลัวที่สุดกำลังกลับมา 🚨 Stagflation ไม่ได้มาพร้อมเสียงระเบิด แต่ค่อยๆ ซึมเข้ามาทีละตัวเลข แล้วตอนนี้ตัวเลขกำลังบอกอะไรเรา? เริ่มจากอะไรคือ Stagflation? Stagflation คือ ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจกับการจ้างงานโตช้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางไม่อยากเจอที่สุด เพราะทางแก้ที่ใช้แก้โรคหนึ่งจะไปซ้ำเติมอีกโรคหนึ่งเสมอ มาดูตัวเลขที่ค่อยๆ หมุนไปทางนั้นกับว่ามีอะไรบ้าง 1. เงินเฟ้อ CPI ของ US เดือน ส.ค. อยู่ที่ 3.4% แต่ Core CPI (ตัดอาหารกับพลังงานออก) อยู่แค่ 2.4% ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2021 แปลว่าตัวที่ดันเงินเฟ้อคือพลังงานล้วนๆ ค่าน้ำมันแพงขึ้น 27.4% จากปีก่อน ตราบใดที่ Hormuz ยังไม่เปิด แรงกดดันนี้ก็ยังไม่หายไป 2. การจ้างงาน ส.ค. ดูดีที่ +162K แต่ค่าเฉลี่ย 12 เดือนมีแค่ +31K เท่านั้น และเดือน ก.ย. ที่จะประกาศวันศุกร์นี้ ตลาดคาดว่าจะเหลือราว +85K หายไปเกือบครึ่ง 3. ต้นทุนธุรกิจ ตัวเลข Composite PMI เดือน ก.ย. ออกมา 58.4 ดีกว่าคาด แต่ไส้ในบอกว่าต้นทุนวัตถุดิบเร่งตัวขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกส่งต่อมาที่ราคาสินค้า และท้ายที่สุด FED ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วเมื่อ ก.ย. และตอนนี้ตลาดให้โอกาส 66.4% ว่าจะขึ้นอีกรอบในเดือน ต.ค. แล้วทำไมภาวะนี้ถึงกำลังกดราคาสินทรัพย์? ให้คิดง่ายๆ ว่าหุ้นมีมูลค่าจาก 2 อย่าง คือ กำไรในอนาคต และอัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดลดกำไรนั้นกลับมาเป็นมูลค่าวันนี้ (เพราะดอกเบี้ยสูง = ต้นทุนธุรกิจสูง) Stagflation ตีทั้งสองอย่างพร้อมกัน กำไรโตช้าลงเพราะคนใช้จ่ายน้อยลงและต้นทุนแพงขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยไม่ลงหรือยังขึ้นต่อเพราะเงินเฟ้อยังสูง 😱 และกลุ่มหุ้นที่โดนหนักที่สุดมักเป็นหุ้น Growth ที่ราคาสะท้อนกำไรในอนาคตไกลๆ อย่างหุ้นเทค ส่วนพันธบัตรก็ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนภาวะถดถอยปกติ เพราะเงินเฟ้อกดดันให้ Bond yield สูงขึ้น ล่าสุด US 10Y ขึ้นไปสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 มุมมองส่วนตัวของผมในช่วงนี้ ช่วงนี้ผมปรับพอร์ตให้ถือสินทรัพย์แบบนี้เพิ่มขึ้น 1. เงินสด (Money market) เป็นอันดับแรก ดอกเบี้ย FED อยู่ที่ 3.75 - 4.00% ฝั่ง USD ถือเงินสดก็ยังได้ผลตอบแทนระหว่างรอ 2. หุ้น Defensive อย่างกลุ่ม Energy ที่ได้ประโยชน์ตรงจากน้ำมันแพง และ Consumer staples สินค้าจำเป็นที่คนต้องซื้อไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง 3. หุ้นเทคที่มีศักยภาพและ Alternative assets ผมยังทยอยสะสมต่อ แต่ไม่ไล่ราคา และไม่ลงเงินก้อนใหญ่ในจังหวะนี้ จุดสำคัญในกลยุทธ์ของผมคือ เงินสดก้อนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหนีตลาด แต่มีไว้เป็น "กระสุน" สำหรับซื้อสินทรัพย์เสี่ยงในวันที่สถานการณ์เริ่มคลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Hormuz เปิด เงินเฟ้อลง หรือ FED เริ่มเปลี่ยนท่าที เพราะช่วงที่ของดีราคาถูกที่สุด มักเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเหลือจะซื้อแล้ว คนที่มีเงินสดในวันที่ตลาดกลัว คือ คนที่ได้เลือกก่อนเสมอ เพราะการลงทุนให้ได้กำไรมากกว่าตลาด ก็คือต้อง “ซื้อให้ถูกกว่าคนอื่น” นั่นเอง แล้วเพื่อนๆ ตอนนี้ถือเงินสดอยู่กี่ % ของพอร์ต? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ลงทุน #เศรษฐกิจ #หุ้น #การเงิน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
3 days ago
สรุปดีมาก และโคตรจะจริงเลย ขายทางแก้ ขายความอยากให้ถูกกลุ่ม เพราะทุกคนมีปัญหา ไม่ว่าจะรวย จะจน จะสวย จะไม่สวย เก่ง ไม่เก่ง ปัญหาไม่เคยหมดไป “มันแค่เปลี่ยนรูปแบบแค่นั้น”
ชื่อเบียร์ แต่ชอบเล่า | ✈️Token2049🇸🇬
@101beere
4 days ago
อ่านเจอมา หนทางสู่ความรวยที่ง่ายที่สุด: 1. ขายความงาม ความดูดี ให้ผู้หญิง 2. ขายอารมณ์ทางเพศ ให้ผู้ชาย 3. ขายช่วงเวลาสงบ ไม่วุ่นวาย ให้พ่อแม่ 4. ขายความฝัน ให้เด็กๆ 5. ขายความปลอดภัย ให้คนรวย 6. ขายความหวังรวยเร็ว ให้คนจน 7. ขาย social status ให้คนหนุ่มสาว 8. ขายความหนุ่มสาว ให้คนแก่ 9. ขายความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ให้คนขี้เหงา 10. ขายปาฏิหาริย์ ให้คนป่วย 11. ขายความกลัว ให้คนสุขภาพดี 12. ขายทางลัด ให้คนฉลาด 13. ขายการได้รับการยอมรับ ให้คนโง่ 14. ขายความแน่นอน ให้คนศรัทธา 15. ขายการโต้แย้ง ให้คนไร้ศรัทธา 16. ขายเวลา ให้ทุกคน ถ้าคุณจับทางถูก คุณสามารถทำเงินมหาศาล ได้ตลอดกาล ลองข้อไหนก็ได้ คุณไม่มีทางพลาด มีคนที่พร้อมจะจ่ายเงินให้คุณอยู่แล้ว ปล. ผมอ่านเจอคอนเท้นนี้ในฟีดหลายทีละ แต่ก็ยังอยากแชร์ซ้ำ เพราะเห็นชัดเลยว่าพวกกิเลสความต้องการมันอยู่กับมนุษย์อย่างแนบเนียน ไม่สิ้นสุด ไม่จำกัดกาลเวลาจริงๆ ดั่งปัญญาสูงสุดที่บุดด้าแชร์ทิ้งไว้ให้ คือให้ฝึกละกิเลส แล้วจะมีความสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
3 days ago
ดอกเบี้ยเดือนแรกของการผ่อนคอนโด 3.5 ล้าน เกือบเท่าค่าเช่าห้องเดียวกันทั้งเดือน 🏠 และนี่คือความจริงในตลาดอสังหาไทย คอนโดใหม่ผุดขึ้นทุกหัวมุมถนน แต่ทำไมผลตอบแทนของคนที่ซื้อไว้กลับหดลงเรื่อยๆ? เริ่มจากภาพตลาดคอนโดกรุงเทพตอนนี้ คือ ของยังล้น SCB EIC ประเมินว่าที่อยู่อาศัยเหลือขายในกรุงเทพและปริมณฑลปีนี้มีราว 212,000 หน่วย ตลาดหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และความต้องการซื้อหาย เพราะหนี้ครัวเรือนสูง แถมธนาคารปล่อยกู้ยากขึ้น ส่วนราคาคอนโดทั้งปีขยับขึ้นแค่ราว 2% ต่ำกว่าเงินเฟ้อด้วยซ้ำ และที่ราคาไม่ร่วงให้เห็นชัดๆ ก็เพราะ Developer เลือกอัดโปรโมชั่น แถมเฟอร์นิเจอร์ ฟรีค่าส่วนกลาง แทนการลดราคาตรงๆ นั่นเอง ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผมมีลูกค้าหลายคนจากประสบการณ์ที่ปล่อยเช่าคอนโดมาหลายปี บางคนบอกผมว่าผลตอบแทนที่เคยได้ราว 6% ช่วงไม่กี่ปีหลังเหลือแค่ 3% เท่านั้น! ผมเคยโพสไปแล้วว่า ต้นทุนแฝงของการซื้อบ้านหรือคอนโด มีมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ยกตัวอย่างคอนโด 3.5 ล้าน ขนาด 35 ตร.ม. ดอกเบี้ย กู้ 90% ที่ดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ผ่อน 30 ปี จ่ายดอกเบี้ยรวมราว 2.94 ล้าน เกือบเท่าเงินต้นที่กู้มา กองทุนส่วนกลาง (Sinking fund) จ่ายครั้งเดียวราว 17,500 บาท ค่าส่วนกลาง ราว 1,750 บาทต่อเดือน หรือ 21,000 บาทต่อปี และมีแนวโน้มขึ้นตามอายุตึก เฟอร์นิเจอร์และตกแต่ง ถ้าจะปล่อยเช่าได้ราคา อาจต้องลงอีกหลักแสน ห้องว่าง ช่วงเปลี่ยนผู้เช่า 1 - 2 เดือนต่อปีคือรายได้ที่หายไปเฉยๆ ขายต่อ ถ้าขายภายใน 5 ปี มีภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% คิดเป็นราว 115,500 บาท บวกค่านายหน้าอีกราว 2-3% ส่วนค่าโอนกับค่าจดจำนอง ตอนนี้รัฐลดให้เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้าน ถึง 30 มิ.ย. 2570 ถ้าไม่มีมาตรการนี้ ปกติจะอยู่ที่ 2% กับ 1% พอรวมหักทุกอย่างแล้ว Gross yield 5% ที่เห็นในโบรชัวร์ จะเหลือ Net yield จริงแค่ราว 3.5% เท่านั้นเอง มุมมองส่วนตัวของผมที่ต้องทำแผนการเงิน รวมถึงแผนการซื้อบ้านหรือคอนโดประจำด้วย ถ้าเป้าหมายคุณคือ การสร้างความมั่งคั่งเพื่อเป้าหมายอื่นในชีวิต ผมเลือก "เช่า" ด้วย 3 เหตุผลครับ 1. Flexibility ความยืดหยุ่น ย้ายงาน ย้ายเมือง ขยายครอบครัว ก็ย้ายตามชีวิตได้ทันที ไม่ต้องแบกห้องที่ขายไม่ออกไว้ข้างหลัง 2. Opportunity cost เงินดาวน์ ค่าตกแต่ง และส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มราว 4,000 บาททุกเดือน ถ้าเอาไปลงทุนอย่างมีวินัย 30 ปีมีโอกาสโตได้มากกว่าห้องที่ราคาแทบไม่ขยับ 3. Demand กับ Supply ไม่สมดุล เมื่อห้องว่างล้นตลาด เจ้าของห้องต้องแข่งกันหาผู้เช่า ค่าเช่าเลยขึ้นยาก สุดท้ายคนซื้อต้องวิ่งตามราคาของคนเช่า ไม่ใช่คนเช่าวิ่งตามราคาของคนซื้อ แต่ก็ต้องบอกให้แฟร์ว่า การซื้อก็ยังเหมาะกับบางคนอยู่ เช่น คนที่รู้แน่ว่าจะอยู่ทำเลเดิม 10-20 ปีขึ้นไป รายได้มั่นคง หรือให้คุณค่ากับความรู้สึกว่าเป็น "บ้านของเรา" มากกว่าตัวเลข และเงินต้นที่ผ่อนไปก็เป็นส่วนของเราจริง ไม่ได้หายไปทั้งหมดเหมือนค่าเช่า บ้านและคอนโดคือที่อยู่ มันไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดของเราเสมอไป แต่สำหรับบางคนอาจเป็นกับดักที่ถูกมองข้ามไป แล้วเพื่อนๆ เห็นด้วยกับผมไหม ทีมเช่าหรือทีมซื้อ? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #คอนโด #บ้าน #อสังหา #วางแผนการเงิน #ลงทุน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
4 days ago
สัปดาห์ที่แล้ว เงินไหลเข้า Bitcoin ETF $2.4B มากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี 💸 แต่ราคา BTC ยังวนอยู่แถว $84K ต่ำกว่า ATH อยู่ราว 33% แล้วเงินก้อนนี้หายไปไหน? ตัวเลขจาก The Block บอกว่า Spot Bitcoin ETF มี Net inflow $2.4B ในสัปดาห์ 21 - 25 ก.ย. เฉพาะ BlackRock (IBIT) ตัวเดียวก็ $1.2B แล้ว และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ Flow ทั้งปีของ ETF เพิ่งพลิกกลับมาเป็นบวก จากที่เคยติดลบถึง -$5.8B เมื่อกลาง ก.ค. แต่ราคาทำได้แค่ขยับขึ้นไปแตะ $87K แล้วก็ไหลกลับลงมา ทำไมกัน? เหตุผลเพราะ แรงซื้อ "แผ่ว" ลงทุกวัน วันจันทร์เข้ามา $999M แต่พอถึงวันศุกร์เหลือแค่ $134M หายไปราว 87% ในสัปดาห์เดียว ตัวเลขรวมดูใหญ่ แต่โมเมนตัมไม่ได้ใหญ่ตาม ปัจจัย Macro ไม่เป็นใจ Bond yield 10 ปีของ US ขึ้นไปสูงสุดตั้งแต่ปี 2007 น้ำมันกลับมาเหนือ $100 ไหนจะตลาดที่เริ่มเดิมพันว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบ พอเป็นแบบนี้ สินทรัพย์เสี่ยงทุกตัวก็ถูกเทขายพร้อมกัน ETF เป็นแค่ประตูเดียว ถ้าฝั่งหนึ่งซื้อผ่าน ETF แต่อีกฝั่งมีคนที่ถือมานานทยอยขายทำกำไร ราคาก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นตามเงินที่ไหลเข้าเสมอไป พูดง่ายๆ คือ Flow การไหลของเงินกับ Price ราคาไม่ได้วิ่งไปพร้อมกันเสมอ บางครั้ง Flow มาก่อน แล้วราคาค่อยตามมาทีหลัง มุมมองส่วนตัวของผมนะครับ ผมยังให้น้ำหนักกับ Bitcoin อยู่ เพราะผมมองว่าเงื่อนไขที่เคยทำให้ราคาวิ่งรอบใหญ่กำลังค่อยๆ มาเรียงกันอีกครั้ง เลยอาจมีโอกาสให้เติมพอร์ตเพิ่ม Clarity Act เพิ่งถูกตีตกในสภาเมื่อ 15 ก.ย. ด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 ซึ่งเป็นข่าวร้ายระยะสั้นแน่นอน แต่ผมมองว่าความต้องการกฎหมายที่ชัดเจนยังอยู่ และถ้าวันหนึ่งผ่านได้จริง จะเป็นการปลดล็อกครั้งใหญ่ของตลาดนี้ เงินสถาบันยังรออยู่ข้างสนาม และ ETF flow ที่พลิกเป็นบวกคือ สัญญาณแรกที่เริ่มเห็นเป็นตัวเลขแล้ว ในประสบการณ์ของผม ตอนที่รายใหญ่เริ่มเก็บของก่อนที่คนส่วนใหญ่จะสนใจ มักเป็นจังหวะที่ควรเริ่ม "เตรียมตัว" มากกว่ารอให้ทุกคนพูดถึงแล้วค่อยวิ่งตาม แต่ต้องย้ำว่า Crypto คือ สินทรัพย์ที่ผันผวนสูงมาก ปีนี้ราคาเคยร่วงจาก ATH มาแล้วกว่า 30% กฎหมายก็ยังไม่แน่นอน ใครสนใจควรใช้เงินที่เสียได้ และกำหนด Position size ให้ชัดตั้งแต่ก่อนเข้า จำไว้นะครับ รายใหญ่ไม่ได้ซื้อตอนที่ทุกคนตื่นเต้น แต่ซื้อตอนที่ทุกคนยังลังเล และนี่อาจจะเป็น 1 ในสถานการณ์นั้น แล้วเพื่อนๆ คิดว่าเงินไหลที่เข้ามารอบนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของรอบใหม่ หรือแค่การเด้งระยะสั้นกัน? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 **โพสนี้เป็นเพียงการแชร์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน** #Bitcoin #คริปโต #ลงทุน
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
4 days ago
ภาษีคือเงินที่เราจ่ายไป โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักบาท 💸 และนี่คือเหตุผลที่ Q4 ทุกปี ผมบอกลูกค้าทุกคนว่าอย่าปล่อยสิทธิ์ลดหย่อนหลุดมือ เพราะความต่างระหว่างผลตอบแทน 0 กับ 1 คือ "ไม่มีที่สิ้นสุด"! ลองคิดแบบนี้นะครับ คนที่อยู่ฐานภาษี 20% ถ้าซื้อกองทุนลดหย่อน 100,000 บาท จะได้ภาษีคืน 20,000 บาท เท่ากับได้ผลตอบแทน 20% ทันที 🤯 ซึ่งได้ก่อนที่กองทุนจะขยับแม้แต่บาทเดียว ถ้าไม่ซื้อ เงิน 20,000 นั้นก็หายไปเป็นภาษีแบบไม่มีอะไรกลับมาเลย ปีนี้ตัวหลักที่ยังใช้ได้มี 2 ตัว คือ RMF กับ ThaiESG RMF (กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพและการเกษียณ) เงื่อนไข: 1. ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท แต่เพดานนี้ต้องรวมกับ PVD, กบข., ประกันบำนาญ ต้องถือครบ 5 ปี และอายุ 55 ปีขึ้นไปถึงจะขายได้ 2. ต้องซื้อต่อเนื่อง ห้ามเว้นเกิน 1 ปีติดกัน 3. ลงทุนได้หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ ทอง ThaiESG (กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน) เงื่อนไข: 1. ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ สูงสุด 300,000 บาท และเป็นวงเงินแยก ไม่นับรวมในเพดาน 500,000 ถือครบ 5 ปีแบบนับวันชนวัน ไม่มีเงื่อนไขอายุ 2. ไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง ปีไหนจะซื้อก็ได้ 3. ลงทุนได้แค่หุ้นและตราสารหนี้ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG อีกเรื่องที่ต้องรู้เพิ่ม คือ เงื่อนไข ThaiESG แบบปัจจุบัน (300,000 บาท ถือ 5 ปี) ครอบคลุมการซื้อถึงสิ้นปี 2569 เท่านั้น หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีการต่ออายุหรือปรับเงื่อนไขอีกไหม แปลว่าปีนี้คือโอกาสสุดท้ายสำหรับเงื่อนไขนี้! แต่ถ้าแค่บอกก็จะไม่ใช่ช่องผม เพราะฉะนั้นก่อนเลือกกองทุน ผมอยากให้เช็ค 4 เรื่องนี้เสมอครับ 1. นโยบายการลงทุนตรงกับความเสี่ยงที่รับได้ไหม หุ้นล้วน ผสม หรือตราสารหนี้ 2. ค่าธรรมเนียม ดูที่ TER (ค่าใช้จ่ายรวม) เพราะต้องถืออย่างน้อย 5 ปี ค่าธรรมเนียมที่ต่างกันแค่ 1% ต่อปี กินผลตอบแทนไปได้เยอะกว่าที่คิด ผลงานย้อนหลังเทียบ Benchmark อย่างน้อย 5 ปี ไม่ใช่ดูแค่ปีล่าสุดที่ร้อนแรง 3. อย่าซื้อเกินสิทธิ์ ส่วนที่เกิน 30% ของรายได้เอาไปลดหย่อนไม่ได้ แต่เงินก็ยังติดเงื่อนไขอยู่ดี และจุดสำคัญคือ ถ้าขายผิดเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อนพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน กำไรที่ได้ก็ต้องเสียภาษีด้วย 😱 ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน สิ่งที่ผมย้ำกับลูกค้าเสมอ คือ ทุกการลงทุนต้องสะท้อน "เป้าหมาย" ของเรา ไม่ใช่แค่ลดหย่อนให้ครบแล้วจบครับ ถ้าเป็นเงินเพื่อเกษียณ RMF ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเงื่อนไขอายุ 55 บังคับให้เราไม่เอาเงินก้อนนี้ออกมาใช้ก่อนเวลา แต่ถ้าอยากได้สภาพคล่องที่เร็วกว่า เพื่อเป้าหมายอื่นอย่างดาวน์บ้าน ทุนการศึกษาลูก หรือเงินก้อนตั้งตัว ThaiESG ที่ถือแค่ 5 ปีโดยไม่มีเงื่อนไขอายุจะยืดหยุ่นกว่ามาก ลดหย่อนภาษีคือโบนัส แต่เป้าหมายคือ สิ่งที่ต้องมาก่อนเสมอ และระวังอย่ารอซื้อวันสุดท้ายของปีนะครับ กองทุนส่วนใหญ่ปิดรับคำสั่งซื้อก่อนสิ้นเดือน ธ.ค. หลายวัน คนส่วนใหญ่ชอบพลาดตรงจุดนี้เพราะคิดว่า “เดี๋ยวค่อยทำ” แล้วเพื่อนๆ ปีนี้วางแผนลดหย่อนไว้ยังไงบ้าง? หรือใครมีคำถามเรื่องภาษี คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #ลดหย่อนภาษี #RMF #ThaiESG #ภาษี #การเงิน #Finance101 #ภาษี101
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
4 days ago
OpenAI เพิ่งยกเลิกเปิดตัว AI ของตัวเอง เพราะมันเริ่ม "โกหก" ผู้ใช้ 🚨 ฟังดูเหมือนข่าวเทค แต่จริงๆ แล้วนี่คือ ข่าวที่เงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ต้องคิดใหม่!! เมื่อ 28 ก.ย. OpenAI ประกาศยกเลิกการเปิดตัว GPT-6.1 Astra ที่ตั้งใจจะปล่อยในเดือน ต.ค. เหตุผลคือ ระหว่างทดสอบภายใน โมเดลตัวนี้มีพฤติกรรม Deception หรือหลอกลวงสูงขึ้น คือ พร้อมจะบิดเรื่องราว เพื่อให้สิ่งที่ตัวเองทำ ทำให้ผู้ใช้ฟังตาม และยังชอบทำงานเกินขอบเขตที่ได้รับคำสั่งโดยไม่ถามก่อนด้วย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ก่อนหน้านั้นไม่นาน OpenAI เพิ่งยอมรับว่า AI Agent ของตัวเองเข้าไปยุ่งกับเว็บไซต์ของ SEC, Census Bureau และกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ แบบที่ไม่ควรเกิดเลย และไม่ใช่แค่ OpenAI ฝั่ง Anthropic เองก็ใช้พื้นที่ราว 80 จาก 261 หน้าใน S-1 อธิบาย Risk factors รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจขัดขืนการถูกปิดระบบด้วย พูดง่ายๆ คือ AI Lab ใหญ่ที่สุดของโลกกำลังส่งสัญญาณเดียวกันว่า ขอเหยียบเบรกบ้าง เพราะความปลอดภัยยังไม่มากพอ แล้วทำไมนักลงทุนต้องสนใจเรื่องนี้ด้วย? คำตอบก็เพราะทั้ง AI Capex chain ตั้งแต่ Chips อย่าง NVDA, AMD ไปจนถึง Cloud อย่าง MSFT, ORCL ถูกตั้งราคาอยู่บนสมมติฐานเดียว คือ จะมีโมเดลใหม่ที่เก่งขึ้นออกมาเรื่อยๆ และทุกคนต้องแข่งกันซื้อ Compute เพิ่มไม่หยุด กลับกัน ถ้าจังหวะการปล่อยโมเดลช้าลง สมมติฐานนั้นก็เริ่มสั่น และมีรายงานว่าประมาณการภายในของ OpenAI เองชี้ว่าจะมี Free cash flow ติดลบสะสมราว $278B ช่วงปี 2026 - 2030 ยิ่งต้องแบกต้นทุนนานขึ้น ความกดดันก็ยิ่งสูง ราคาอาจร่วงระยะสั้นได้ ซึ่งในตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ ขณะเดียวกันเงินก็เริ่มย้ายที่ให้เห็นแล้ว หลังบทความที่เรียกร้องให้ชะลอ AI ช่วงกลางเดือน CrowdStrike (CRWD) ขึ้น 14% และ Palo Alto (PANW) ขึ้น 13% เพราะตลาดมองว่า ยิ่ง AI น่ากลัว บริษัทก็ยิ่งต้องจ่ายเงินเรื่อง Security มากขึ้น 🤦♂️ แต่ต้องระวังอย่าเข้าใจผิดข่าวนี้ว่า "AI จบแล้ว" เพราะไม่ใช่ Demand ยังอยู่ คำถามจริงๆ คือ เรื่อง "ความเร็ว" กับ "ต้นทุน" ว่าจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังไว้หรือเปล่า ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน สิ่งที่ผมย้ำกับลูกค้าเสมอ คือ ถ้าพอร์ตผูกกับธีมเดียวหนักเกินไป ข่าวเดียวก็สะเทือนได้ทั้งพอร์ต ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่จะกลับไปเช็คว่าเราถือ AI อยู่เท่าไหร่จริงๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่าน ETF ธีมที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้แปลว่าไม่มีวันสะดุด และการสะดุดของมันอาจกระทบวงกว้างกว่าที่หลายคนคิด #AI #ลงทุน #หุ้นเทค #หุ้น
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
4 days ago
แข่งเทรดโดยใช้ 🦶และโอกาสลงพอดี ได้กำไร $40,000 จากเหรียญ Near เป็นมีมแน่นอนสภาพนี้ 5555
DEGEN NEWS
@DegenerateNews
5 days ago
NEW: TRADER JADOODOO CELEBRATES AFTER LOCKING IN ~$40K P&L LONGING $NEAR DURING
@joinfrontier
PERPS TRADING COMPETITION SEMIFINAL IN SOUTH KOREA
DegenerateNews's tweet video.
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
5 days ago
ต้นปีผมคิดว่าสงครามนี้จะจบเร็ว และผมคิดผิดครับ 😅 Hormuz ปิดมากว่า 200 วันแล้ว น้ำมันกลับมายืนเหนือ $100 อีกรอบ คำถามคือ เรายังจะมองข้ามมันได้อีกนานแค่ไหน? ย้อน Timeline สั้นๆ สงครามเริ่ม 28 ก.พ. จากนั้นไม่กี่วัน Strait of Hormuz ก็ถูกปิด Brent crude พุ่งจาก $72.5 ขึ้นไปพีคที่ $126 เมื่อ 30 เม.ย. พอเดือน มิ.ย. มีข้อตกลงหยุดยิง เรือเริ่มกลับมาวิ่ง น้ำมันร่วงลงไปถึง $73.7 ตอนนั้นตลาดแทบทั้งหมดเชื่อว่าจบแล้ว รวมถึงผมด้วย แต่ข้อตกลงนั้นหมดอายุไปเมื่อ 18 ส.ค. โดยไม่มีการต่อ และสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Trump เพิ่งปฏิเสธแผนเปิด Hormuz ของ Iran ตอนนี้ Brent กลับมาอยู่แถว $105 สูงกว่าก่อนสงครามราว 45% แล้วมันกระทบคนไทยยังไงบ้าง? ดีเซลที่เราเติมอยู่ ราคาตรึงไว้ที่ ฿40.69 แต่ราคาจริงอยู่ที่ ฿54.19 ส่วนต่างเกือบ ฿13.5 ต่อลิตรคือ ตอนนี้กองทุนน้ำมันจ่ายแทนเราอยู่ ซึ่งตอนนี้กองทุนติดลบไปแล้วราว ฿92,000 ล้าน และยังไหลออกวันละ ฿700 ล้าน 😱 พูดง่ายๆ คือ ราคาที่เห็นหน้าปั๊มวันนี้ยังไม่ใช่ราคาจริง และกองทุนอุ้มแบบนี้ได้อีกไม่นานครับ ฝั่งตลาดโลกก็โดนหนัก น้ำมันแพงทำให้เงินเฟ้อไม่ยอมลง ตลาดเริ่มเดิมพันว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบในเดือน ต.ค. Bond yield พุ่ง หุ้นเทคก็โดนแรงเทขาย ในขณะที่หุ้นกลุ่ม Energy เป็น Sector ที่นำตลาดมาทั้งปี มุมมองส่วนตัวของผมจากใจคนที่ลงทุนมาหลายปี ต้นปีผมมองว่าเรื่องนี้เป็นแค่ Noise ระยะสั้นๆ แต่ 7 เดือนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าผมประเมินผิด ตอนนี้ผมเลยเปลี่ยนวิธีคิดและปรับพอร์ต ผมให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Energy มากขึ้นจากที่เดิมทีมีน้อยมาก เพราะตราบใดที่ Hormuz ยังไม่เปิดจริง Supply ของโลกก็ยังตึง และเพิ่มเติม ช่วงหลังผมเริ่มสนใจลงทุนในน้ำมันโดยตรงด้วย แต่ขอพูดตรงๆ ว่าส่วนนี้คือการเกร็งกำไร ไม่ใช่การลงทุนระยะยาว จึงใช้เงินแค่ส่วนน้อยในพอร์ตเท่านั้น ผมมองว่าอย่างน้อยจนถึงต้นปี 2027 ยังไม่ใช่เวลาที่ควรจะละสายตาจากสินทรัพย์กลุ่มนี้ครับ แต่ต้องย้ำว่าสถานการณ์เปลี่ยนได้เร็วมาก ดูจากเดือน มิ.ย. ที่น้ำมันร่วงจาก $111 เหลือ $73.7 ในเวลาแค่ราวหนึ่งเดือน แค่ข่าวเจรจาสำเร็จข่าวเดียวก็พลิกได้ทั้งกระดาน ใครจะเข้าตามต้องวางแผนทางออกไว้ก่อนเสมอ บางครั้งการยอมรับว่าตัวเองคิดผิด ก็มีราคาถูกกว่าการดื้อจนพอร์ตพัง แล้วเพื่อนๆ คิดว่า Hormuz จะเปิดได้ก่อนสิ้นปีไหม หรือเราต้องอยู่กับน้ำมัน $100 ไปอีกนาน? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 #น้ำมัน #ลงทุน #เศรษฐกิจ #หุ้น
See More
Cy ₿ er 💸🤫
@Cyber__trader
5 days ago
ส่งออกไทยเดือน ส.ค. พุ่ง 24.3% แรงสุดในรอบ 56 เดือน เกิดอะไรขึ้น?🔥 8 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าไปแล้ว $37.8B แต่ส่งออกโตขนาดนี้ ทำไมเงินยังไหลออก? มาดูกันครับ เริ่มจากตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ เดือน ส.ค. ไทยส่งออกได้ $34.6B ตัวที่ดันขึ้นมาคือ Electronics ที่เกี่ยวกับ AI ล้วนๆ ทั้ง Printed circuits โต 126.8%, โทรศัพท์และอุปกรณ์ 151.2%, Computers และชิ้นส่วน 42.1% ตลาดที่ซื้อเยอะที่สุดคือ US โตถึง 48.7% ฟังดูดีมากครับ จนมาดูอีกฝั่ง คือการนำเข้าช่วง 8 เดือนโต 36.1% เกือบเท่าตัวของการส่งออกที่โต 18.9% ภาพที่เกิดขึ้นจริงคือ ไทยกำลังเป็น "โรงประกอบ" ของห่วงโซ่ AI (นับเป็นเรื่องดี) ซึ่งส่วนที่นำเข้าหลักจะเป็น Circuit boards, Machinery, อุปกรณ์ Telecom จากจีน จนขาดดุลกับจีน $62.7B นำมาประกอบในโรงงานที่ไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุนต่างชาติ ส่งออกไป US จนเกินดุลกับ US $45.5B ตัวเลขส่งออกเลยใหญ่มาก แต่ส่วนที่เป็น Value added ที่เหลือติดอยู่ในประเทศจริงๆ บางกว่าที่หัวข่าวบอกเยอะ 🤦♂️ นี่คือเหตุผลที่ส่งออกโตสองหลัก แต่ GDP ไทยทั้งปียังถูกคาดว่าโตแค่ราว 2% เพราะไทยซื้อของนำเข้าเยอะพอกันนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมดนะครับ ข้อดีที่เห็นจริงๆ คือ เม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอ BOI ครึ่งปีแรกพุ่ง 37% เป็น $43.6B สร้างงาน สร้างฐานอุตสาหกรรม และมีรายงานว่าผู้ผลิต HDD อย่าง Western Digital กับ Seagate ขายกำลังผลิตทั้งปี 2026 ล่วงหน้าไปหมดแล้ว แปลว่า Demand ไม่ได้มาแค่วูบเดียว แต่จะไหลเข้าเรื่อยๆ ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ผมเห็นมี 3 เรื่องครับ 1. Concentration risk การส่งออกที่กระจุกตัว ส่งออกไป US คิดเป็นราว 1 ใน 4 ของทั้งหมด ถ้านโยบายภาษีเปลี่ยน กระทบทันที 2. ตัวเลขผูกกับรอบ AI Capex ถ้า Big Tech ชะลอการลงทุน ออเดอร์หายทั้งห่วงโซ่ ตัวเลขอาจลดลงได้ 3. เราเป็นแค่ทางผ่าน ถ้าคนไทยเป็นแค่ทางผ่านของชิ้นส่วน ความมั่งคั่งจะไปไม่ถึงกระเป๋าคนทั่วไป แต่มีแค่นายทุนและธุรกิจไม่กี่คนที่ได้ประโยชน์ สำหรับนักลงทุน หุ้นกลุ่ม Electronics ในตลาดไทยอย่าง DELTA, HANA, KCE ได้อานิสงส์ตรงจากกระแสนี้ แต่ก็ผูกชะตากับรอบ AI แบบเต็มๆ เหมือนกัน ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผมอยากให้อย่าดูแค่ตัวเลขพาดหัว ให้ดูว่าเงินไหลไปอยู่ในกระเป๋าใครด้วยครับ ”ส่งออกโต ≠ คนไทยรวยขึ้นเสมอไป“ นี่คือความจริงที่เจ็บปวดสำหรับหลายๆ คน แล้วเพื่อนๆ คิดว่าสิ่งนี้จะช่วยให้หุ้นไทยกลับมาคึกคักไหมครับ? คอมเม้นบอกกันได้นะครับ 👇 ถ้าชอบโพสแบบนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ #เศรษฐกิจไทย #หุ้น #ลงทุน #AI
See More
Last Seen Users on Sotwe
#TOTO
Seen from
South Africa
Friendship with Uncles
Seen from
India
N
Seen from
United Arab Emirates
DJ Harris
Seen from
United States
Brandon Belcher | VA🎙️
Seen from
United Kingdom
Noat thich out
Seen from
Vietnam
TEK ERKEK ANKARA
Seen from
Turkey
Mr fun..
Seen from
South Africa
Amirdp
Seen from
United States
goth sissy slut
Seen from
United States
Trends for you
1
Good Monday
Under 10K tweets
2
#Lanterns
Under 10K tweets
3
Raiders
Under 10K tweets
4
Lions
Under 10K tweets
5
Lula
Under 10K tweets
6
Victory Monday
Under 10K tweets
7
Brewers
Under 10K tweets
8
Rollie
Under 10K tweets
9
#SUPERAGENTPP
Under 10K tweets
10
Lucki
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.8M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.6M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.9M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.2M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.4M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
90.1M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
84M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.5M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.5M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.9M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.5M followers
16
Bill Gates
@billgates
65.3M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63.1M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.3M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫