อยากเป็นคนที่เปิดใจให้ใครได้ง่าย สนิทใจและรักใครง่ายกว่านี้เหมือนกัน ไม่อยากมี trust issues แบบนี้หรอก ไม่ว่าคนในชีวิตจะมีมากเท่าไร ก็แทบไม่สามารถรักและเชื่อใจใครได้หมดหัวใจเลย ไม่อยากเผลอผลักไสหรือทำร้ายใครโดยไม่รู้ตัว but my heart does not want to feel pain ever again
เป็นทริคนะ สำหรับคนที่อยากเรียนรู้วัฒนธรรมในการคุยกับฝรั่ง(ที่ใช้ได้ทั่วไป) เวลาเขามาคุย/ปรึกษา เอาลองปรับใช้ดูได้ แล้วสังเกต feedback ดู เพราะเขาไม่ค่อยชอบให้คนมาทำเหมือนเขาเป็นเด็กที่คิดเองไม่ได้หรือดู immature ที่ไม่ทำแบบนั้นแบบนี้อย่างคนอื่นๆ
1. ตามวัฒนธรรมที่เป็นแบบ individualism เขามักไม่ต้องการไปเป็นภาระใคร อยากจัดการด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการที่รู้สึกว่าตัวเองไม่โอเคทางอารมณ์/มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการ handle ปัญหาชีวิต และการจะ open talk กับใครได้ เขาจะเลือกคนที่คิดว่าไว้ใจได้และไม่ตัดสินเขา (แม้แต่คนในครอบครัวเองก็ต้องเลือกอีก) บางคนหาจิตแพทย์
2. ระวังการใช้ภาษาแปลตรง (คิดให้เป็นแบบภาษาเขามากกว่าภาษาเราเวลาแปล) เขาซีเรียสเรื่องการ interupt ในขณะที่คุย (ถือเป็น bad manner อย่างนึง) โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหา เขาต้องการให้เราฟังแบบ active listening โดยที่เราไม่ควรไปบอกว่า “อย่าคิดแบบนั้นสิ” หรือใช้คำว่า “อย่า..” เพราะเขาแค่ต้องการ “share” ความรู้สึก ยังไม่ได้ถึงส่วนที่เขาต้องการ **ถามความคิดเห็น** เราเลยต้องรอจนกว่าเขาจะถาม “What do you think?” ถ้าเขาไม่ถาม เราอาจจะแสดงคำปลอบใจ เช่น Sorry to hear that you’re not ok with your situation. หรือ เสนอความช่วยเหลือ (ถ้าสนิทกันมาก) เช่น If you need anything, just let me know. I’m here for you. หรือ Is there anything I can do for you to make you feel better?
3. ระวังเรื่องโทนภาษาที่อาจจะไปทำให้รู้สึกเหมือนออกคำสั่งตรงๆ (บ้านเราอาจไม่รู้สึกเพราะหลักภาษาไม่ได้ซับซ้อนมาก) เช่น Go to somewhere/Drink something/Rest etc. เพราะมันเป็นการทำให้ดูเหมือนเรา bossy แต่ให้พูดซอฟท์ลงโดยใช้คำที่แสดงความคิดเห็นแทนว่า
“ชั้นคิดว่า I think maybe…” หรือ “For my opinion/my view…if I were you, I would..”
เพื่อให้ดูว่าแค่ออกความคิดเห็น แต่ไม่ได้สั่งให้ไปทำ ซึ่งเขาจะเก็บไปคิดเอง (คล้ายๆ กับแค่อยากเทียบกับความคิดตัวเองกับของคนอื่น)
4. อย่ารำคาญโดยการบอกว่าเขาเยอะ เพราะนั่นคือเอาตัวเองเป็น center เหมือนกัน ถ้าใช้ภาษาไหน การเคารพภาษานั้นๆ หรือเข้าใจในบริบทเป็นเรื่องปกติ คนไทยหลายคนมักจะเอาบริบทไทยนำ เช่น “ภาษาไทยไม่ได้มาเรื่องเยอะแบบนี้” แต่อย่าลืมว่าคนที่คุยกับเราใช้ภาษาอะไรอยู่ Being a good communicator กับแค่ speaker ต่างกัน การมี empathy ต่อกันเวลาฟังเอง = learning each other ไปด้วย กำแพงวัฒนธรรมมันถึงต้องมีตรงกลางเพื่อให้เข้าใจไปใน direction เดียวกัน แล้วถึงจะคลิ้ก
และถ้าเขาแชร์เรื่องส่วนตัวกับเรา ไม่ว่าใครควรเคารพและขอบคุณที่คุยให้ฟัง ไม่ควรเอาไปป่าวประกาศถ้าไม่ได้ขอ consent เขา เพราะบางเรื่องมัน private สำหรับเขา