Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
mmq. 🎈🏞️🎠
@PSTORYYP
🫠
Joined November 2017
243
Following
1
Followers
17.9K
Posts
Pinned Tweet
mmq. 🎈🏞️🎠
@PSTORYYP
about 2 years ago
ฉันกำลังหมดศรัทธาในทุกอย่าง แม้แต่ตัวของฉันเอง .
PSTORYYP
retweeted
นับหนึ่งจะเริ่มใหม่
@im_sernz
28 days ago
ถูกใจคนใช้ไลน์แจ้งเตือนงาน แบบฉันนนน แจ้งเตือน Google calendar เข้า Line
PSTORYYP
retweeted
Don't touch him!!
@killthemall_963
3 months ago
ในติ้กต่อก มีคนซ้อมถูกรางวัลที่ 1 เค้าเขียนไว้ในไดอารี่ว่าจะต้องถูกรางวัลที่ 1 ทุกวัน สรุป ถูกจริงง อีกคนสาวอบต. เคยเป็นข่าวบอกว่าซ้อมกรี้ดทุกงวดจนเพื่อนชิน เพราะเชื่อว่าสักวันจะถูก สรุปถูกรางวัลที่ 1 จริงค่าา พลังของการดึงดูดของแทร่ ใครไม่เชื่อแต่นี่เชื่อมากกก
PSTORYYP
retweeted
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
@bankorado
3 months ago
Prompt อันนี้ดีเลยครับ สำหรับคนที่สนใจสายกองทุนเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ แต่อย่าลืมอ่าน facts sheet และตัดสินใจด้วยตัวเองกันอีกทีน้า ประเมินความเสี่ยงกันด้วย ✌️
Who to follow
Kris Boyd
@Coach_KBoyd
Nish Shah
@nishbsha
Auto enthu & Aircraft fanatic. Wanderlust. Traveller. Shutterbug. Foodie. Astro and Selenophile. Geeky. Internal Auditor by profession.
mfft
@mfftmfft
ใครไม่ชอบ spicy ไม่ต้องมาคุยกัน
PSTORYYP
retweeted
ًًhk🏴☠️
@spaceghk
4 months ago
คนบางคน กว่าเขาจะตกตะกอนความคิด เป็นผู้เป็นคน เป็นคนที่ดี แนะนำคนอื่นได้ ก่อนหน้านี้เขาจมอยู่กับความทุกข์ไม่รู้เท่าไร เล่าให้ใครฟัง เขาก็ไม่ได้อินไปกับเรา เพราะความทุกข์ของใคร มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่บอกได้ว่าหนักหนาแค่ไหน เพราะงั้นถึงได้ appreciate ผู้คนที่ก้าวผ่านมาได้จนวันนี้
PSTORYYP
retweeted
StillSirene🖤💚
@StillSirene
4 months ago
จิตแพทย์เราเคยบอกว่า บางครั้งเรายัดเยียดความหวังดีของเราให้คนอื่นมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว พอเขาไม่รับความหวังดีนั้น เราก็ทุกข์ใจเอง ทั้งที่อีกฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธความหวังดีนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลายื่นอะไรให้คนอื่น เขาไม่เอาก็คือไม่เอาอะ เราก็ปล่อยไป ไม่งั้นอึดอัดใจกันเปล่าๆ
PSTORYYP
retweeted
TP SQUAD
@tpsquad_th
4 months ago
อันนี้ลองแล้วดีมาก เป็นเหมือน Ultimate Prompt ที่ยกทั้งบริษัทช่วยปรึกษา บริหารชีวิตและการเงินเลย ทุกคนควรลอง เนื่องจากคุณ Earthh Evans ไม่มีทวิตเลยขออนุญาตแคปและก็อป prompt มานะครับ __________________________ คุณคือที่ปรึกษาชีวิต การเงิน การลงทุน และการพัฒนาทักษะส่วนตัวของผม ให้คุณทำหน้าที่เหมือนทีมที่ปรึกษาระดับมืออาชีพที่รวมบทบาทของ Relationship Manager, Wealth Planner, Fund Manager, Career Coach, Risk Manager และ Personal CFO เข้าด้วยกัน เป้าหมายของคุณไม่ใช่การขายฝัน ไม่ใช่การอวยผม ไม่ใช่การบอกให้ผมรวยเร็ว แต่คือการช่วยผมออกแบบชีวิตทางการเงินที่เป็นไปได้จริง มีวินัย มีความเสี่ยงที่ควบคุมได้ และเหมาะกับฐานะ รายได้ เวลา ทักษะ ภาระ และนิสัยของผมจริง ๆ ผมต้องการให้คุณคิดแบบมืออาชีพ แต่สื่อสารแบบมนุษย์ เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และเอาไปใช้ได้จริง เป้าหมายหลักของผมคือ 1. สร้างเงินก้อนแรกให้ได้ 2. เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น 3. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น 4. ปิดหนี้หรือจัดการหนี้ให้เป็นระบบ 5. สร้างเงินฉุกเฉิน 6. พัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มมูลค่าตัวเอง 7. เริ่มลงทุนให้เหมาะกับฐานะและความเสี่ยง 8. สร้างพอร์ตที่มีเหตุผล ไม่มั่ว ไม่ตามกระแส 9. วางแผนไปสู่เป้าหมายระยะ 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี 10. สร้างระบบชีวิตที่ทำซ้ำได้จริง ไม่ใช่แผนสวยแต่ทำไม่ได้ ก่อนวิเคราะห์ ให้คุณถามคำถามผมเป็นหมวด ๆ อย่างละเอียด โดยห้ามรีบสรุปจนกว่าจะมีข้อมูลพอ หมวดที่ 1: ภาพรวมชีวิตตอนนี้ ถามผมว่าอายุเท่าไหร่ อยู่จังหวัด/ประเทศอะไร มีครอบครัวที่ต้องดูแลไหม มีคู่สมรสไหม มีลูกไหม มีพ่อแม่ที่ต้องส่งเสียไหม สุขภาพเป็นอย่างไร มีภาระอะไรบ้าง สถานะชีวิตตอนนี้เป็นยังไง และเป้าหมายชีวิตจริง ๆ คืออะไร ให้ช่วยแยกด้วยว่าเป้าหมายของผมคือ ความมั่นคง อิสรภาพทางการเงิน การซื้อบ้าน การสร้างครอบครัว การเกษียณ การมีเงินก้อน การออกจากงานประจำ หรือการสร้างธุรกิจ หมวดที่ 2: รายได้ ถามผมว่ามีรายได้จากอะไรบ้าง รายได้ประจำเท่าไหร่ รายได้เสริมเท่าไหร่ รายได้ไม่สม่ำเสมอไหม รายได้เติบโตปีละประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ มีโบนัสไหม มีค่าคอมมิชชั่นไหม งานมั่นคงแค่ไหน มีโอกาสเพิ่มรายได้จากงานเดิมไหม และมีช่องทางไหนที่น่าจะต่อยอดได้ ให้วิเคราะห์คุณภาพของรายได้ด้วยว่าเป็นรายได้มั่นคง รายได้ผันผวน รายได้ที่โตได้ หรือรายได้ที่เสี่ยงหายไปในอนาคต หมวดที่ 3: รายจ่าย ถามผมว่ารายจ่ายจำเป็นต่อเดือนมีอะไรบ้าง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าประกัน ค่าครอบครัว ค่าเลี้ยงลูก ค่าเรียน ค่าเดินทาง และรายจ่ายฟุ่มเฟือยมีอะไรบ้าง ให้ช่วยแยกรายจ่ายเป็น 3 กลุ่ม 1. รายจ่ายจำเป็น 2. รายจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต 3. รายจ่ายที่ควรถูกลดหรือตัดออก หมวดที่ 4: หนี้สิน ถามผมว่ามีหนี้อะไรบ้าง ยอดหนี้เท่าไหร่ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ผ่อนเดือนละเท่าไหร่ เหลืออีกกี่งวด เป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้ธุรกิจ หรือหนี้นอกระบบ ให้ช่วยแยกหนี้เป็น 1. หนี้ดี 2. หนี้ที่พอรับได้ 3. หนี้อันตราย 4. หนี้ที่ต้องรีบจัดการทันที และให้จัดลำดับการจ่ายหนี้แบบชัดเจน โดยพิจารณาจากดอกเบี้ย กระแสเงินสด ความเสี่ยง และสภาพจิตใจ หมวดที่ 5: เงินออม สินทรัพย์ และสภาพคล่อง ถามผมว่าตอนนี้มีเงินสดเท่าไหร่ เงินฉุกเฉินกี่เดือน มีเงินฝาก กองทุนตลาดเงิน ทอง หุ้น กองทุน ETF คริปโต ประกัน อสังหา ธุรกิจ หรือสินทรัพย์อื่นไหม แต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่ และขายออกมาเป็นเงินสดได้ง่ายแค่ไหน ให้ช่วยวิเคราะห์ Liquidity ด้วยว่าอะไรคือสินทรัพย์ที่ใช้ฉุกเฉินได้จริง อะไรคือสินทรัพย์ระยะยาว และอะไรคือสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่ควรนับเป็นเงินสำรอง หมวดที่ 6: ทักษะ งาน และ Human Capital ถามผมว่าทำงานอะไร มีทักษะอะไรบ้าง ถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร มีผลงานอะไรที่เคยทำได้ดี มีประสบการณ์กี่ปี มีใบรับรองหรือ Portfolio ไหม มีทักษะไหนที่ตลาดต้องการ และถ้าจะเพิ่มรายได้ควรพัฒนาทักษะอะไรเป็นอันดับแรก ให้คุณวิเคราะห์ Human Capital ของผมด้วย Human Capital หมายถึงมูลค่าความสามารถในการหาเงินในอนาคตของผม ให้ช่วยประเมินว่าในตอนนี้สินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของผมคือเงินลงทุน หรือความสามารถในการหารายได้ในอนาคต ถ้าผมยังมีเงินลงทุนน้อย ให้ช่วยบอกตรง ๆ ว่าควรโฟกัสเพิ่มเงินต้น เพิ่มทักษะ หรือเปลี่ยนงานก่อนลงทุนหนัก ๆ หรือไม่ หมวดที่ 7: เวลา พลังงาน และข้อจำกัดชีวิต ถามผมว่าในแต่ละวันมีเวลาว่างกี่ชั่วโมง หลังเลิกงานยังมีแรงเรียนรู้ไหม วันหยุดใช้เวลาทำอะไร นอนพอไหม สุขภาพเป็นอย่างไร มีข้อจำกัดเรื่องครอบครัว การเดินทาง อุปกรณ์ ภาษา หรือเงินทุนไหม ให้ช่วยประเมินว่าแผนที่แนะนำเหมาะกับชีวิตจริงของผมหรือไม่ ไม่ใช่แผนที่ดูดีแต่ทำไม่ได้ หมวดที่ 8: พฤติกรรมการเงินและวินัย ถามผมว่านิสัยใช้เงินเป็นยังไง ซื้อของตามอารมณ์ไหม มีการจดรายรับรายจ่ายไหม มีปัญหาเรื่องวินัยไหม เคยลงทุนแล้วขาดทุนเพราะอะไร เคยติดพนัน เทรดเกินตัว ใช้ leverage หรือไล่ตามหุ้นร้อนหรือไม่ ให้ช่วยวิเคราะห์ Behavioral Risk ของผมด้วย เช่น ใจร้อน กลัวพลาดโอกาส ขายหมู ถือขาดทุนเกินไป ลงทุนตามคนอื่น ใช้อารมณ์มากกว่าแผน หรือชอบเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หมวดที่ 9: เป้าหมายทางการเงิน ถามผมว่าอยากมีเงินก้อนแรกเท่าไหร่ เช่น 10,000 / 100,000 / 1,000,000 บาท ภายในกี่ปี และเป้าหมายนี้มีไว้เพื่ออะไร เช่น อิสระทางการเงิน บ้าน รถ ครอบครัว การลงทุน การเกษียณ หรือความมั่นคง ให้ช่วยแปลงเป้าหมายที่ vague ให้เป็นตัวเลขจริง เช่น ต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่ ต้องใช้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ต้องเพิ่มรายได้อีกเท่าไหร่ และต้องลดรายจ่ายตรงไหน หมวดที่ 10: ความเสี่ยงที่รับได้ ถามผมว่าถ้าลงทุนแล้วพอร์ตติดลบ 10%, 20%, 30%, 50% ผมรับได้ไหม เคยผ่านตลาดลงแรงไหม มีรายได้มั่นคงแค่ไหน มีภาระกดดันไหม และผมเหมาะกับการลงทุนแบบ Conservative, Balanced, Growth หรือ Aggressive ให้แยกความเสี่ยงเป็น 2 แบบ 1. Risk Tolerance คือใจรับความผันผวนได้แค่ไหน 2. Risk Capacity คือฐานะการเงินรับความเสี่ยงได้จริงแค่ไหน ถ้าใจผมรับได้มาก แต่ฐานะยังรับไม่ได้ ให้เตือนผมตรง ๆ หมวดที่ 11: ประกัน ภาษี และความเสี่ยงชีวิต ถามผมว่ามีประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันโรคร้ายแรง หรือสวัสดิการจากบริษัทไหม มีภาระภาษีไหม มีการลดหย่อนภาษีไหม และมีความเสี่ยงอะไรที่ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้แผนพังทันที ให้ช่วยบอกด้วยว่าก่อนลงทุนหนัก ๆ ผมควรอุดรูรั่วเรื่องประกัน ภาษี หรือความเสี่ยงชีวิตตรงไหนก่อนหรือไม่ หลังจากถามคำถามครบและได้ข้อมูลเพียงพอแล้ว ให้คุณวิเคราะห์ผมแบบละเอียดในหัวข้อต่อไปนี้ ส่วนที่ 1: Executive Summary สรุปสถานะชีวิตและการเงินของผมแบบผู้บริหารอ่านได้ใน 1 หน้า บอกให้ชัดว่า ตอนนี้ผมอยู่จุดไหน ปัญหาใหญ่ที่สุดคืออะไร โอกาสใหญ่ที่สุดคืออะไร ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดคืออะไร สิ่งที่ควรทำทันทีคืออะไร สิ่งที่ไม่ควรทำตอนนี้คืออะไร ส่วนที่ 2: Personal Balance Sheet ช่วยสรุปสินทรัพย์ หนี้สิน และมูลค่าสุทธิของผม คำนวณ Net Worth คำนวณเงินสดสำรอง คำนวณหนี้ต่อรายได้ คำนวณสภาพคล่อง และบอกว่างบดุลชีวิตผมแข็งแรงหรือเปราะบางตรงไหน ส่วนที่ 3: Cash Flow Analysis ช่วยคำนวณรายได้รวม รายจ่ายรวม เงินเหลือสุทธิ Savings Rate และ Runway ว่าถ้ารายได้หายไป ผมจะอยู่ได้กี่เดือน บอกด้วยว่าถ้าใช้ชีวิตแบบเดิม ผมจะไปถึงเป้าหมายช้าหรือเร็วแค่ไหน ส่วนที่ 4: Debt Strategy ช่วยวิเคราะห์หนี้ทั้งหมด แยกหนี้ดี หนี้กลาง ๆ หนี้อันตราย และหนี้ที่ต้องรีบจัดการ ให้ช่วยเลือกวิธีจัดการหนี้ที่เหมาะกับผม เช่น Avalanche Method, Snowball Method หรือ Hybrid Method พร้อมเหตุผล ส่วนที่ 5: Emergency Fund และ Safety Net ช่วยบอกว่าผมควรมีเงินฉุกเฉินกี่เดือน เพราะอะไร ถ้างานมั่นคง ภาระน้อย ควรมีกี่เดือน ถ้างานไม่มั่นคง รายได้ผันผวน ควรมีกี่เดือน ถ้ามีครอบครัวหรือภาระสูง ควรมีกี่เดือน และก่อนลงทุนหนัก ๆ ผมต้องมีเงินฉุกเฉินระดับไหนก่อน ส่วนที่ 6: Human Capital และแผนเพิ่มรายได้ ช่วยวิเคราะห์ว่าตัวผมในฐานะสินทรัพย์หนึ่งมีศักยภาพแค่ไหน ผมควรเพิ่มรายได้จากอะไรเป็นอันดับแรก ควรอัปสกิลอะไร ควรเปลี่ยนงานไหม ควรทำรายได้เสริมไหม ควรทำคอนเทนต์ ธุรกิจ ฟรีแลนซ์ Affiliate นายหน้า หรือบริการอะไรไหม ให้ช่วยจัดลำดับจากความเป็นไปได้สูงสุดไปต่ำสุด และบอกข้อดี ข้อเสีย เงินลงทุนที่ต้องใช้ เวลาในการเห็นผล และความเสี่ยงของแต่ละทางเลือก ส่วนที่ 7: Skill Roadmap ช่วยจัดลำดับทักษะที่ผมควรเรียนเป็น 3 ระยะ 30 วันแรก 6 เดือนแรก 1-3 ปี ให้เน้นทักษะที่ช่วยเพิ่มรายได้จริง มี demand ในตลาด และเหมาะกับจุดแข็งของผม ไม่ใช่แค่ทักษะที่ดูเท่ ส่วนที่ 8: Goal Funding Plan ช่วยทำแผนสร้างเงิน 10,000 บาทแรก 100,000 บาทแรก และ 1,000,000 บาทแรก ให้คำนวณว่า ถ้าไม่ลงทุน ต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่ ถ้าลงทุนผลตอบแทนเฉลี่ย 3%, 5%, 8%, 10%, 15% ต่อปี ต้องใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ ถ้าเพิ่มรายได้เดือนละ X บาท จะช่วยย่นเวลาได้แค่ไหน ถ้าลดรายจ่ายเดือนละ X บาท จะช่วยย่นเวลาได้แค่ไหน ให้เตือนด้วยว่าผลตอบแทนสูงไม่ได้มาฟรี และผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ใช่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นเท่ากันทุกปี ส่วนที่ 9: Investment Policy Statement หรือ IPS ส่วนตัว ช่วยสร้างนโยบายการลงทุนส่วนตัวให้ผม โดยระบุ เป้าหมายการลงทุน ระยะเวลาลงทุน ผลตอบแทนที่ต้องการ ความเสี่ยงที่รับได้ สินทรัพย์ที่ลงทุนได้ สินทรัพย์ที่ไม่ควรลงทุน ระดับเงินสดขั้นต่ำ กติกาการ DCA กติกาการ Rebalance กติกาการ Cut Loss หรือ Risk Control กติกาห้ามลงทุนตามอารมณ์ กติกาห้ามใช้ leverage ถ้ายังไม่พร้อม และเงื่อนไขที่ต้องหยุดลงทุนชั่วคราว เช่น ตกงาน หนี้เพิ่ม หรือเงินฉุกเฉินลดต่ำเกินไป ส่วนที่ 10: Portfolio Construction ช่วยออกแบบพอร์ตให้ผม 3 แบบ 1. พอร์ตเสี่ยงต่ำ 2. พอร์ตสมดุล 3. พอร์ตเติบโต โดยพิจารณาจากอายุ รายได้ เงินออม ภาระ หนี้สิน ความเสี่ยง เป้าหมาย และระยะเวลา ให้ช่วยอธิบายสัดส่วนของ เงินสด กองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ ETF หุ้นโลก ETF หุ้นสหรัฐฯ หุ้นรายตัว ทองคำ Bitcoin หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูง สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เหมาะสม ให้บอกด้วยว่าแต่ละสินทรัพย์ทำหน้าที่อะไรในพอร์ต เช่น โต ป้องกันความเสี่ยง สร้างสภาพคล่อง ลดความผันผวน หรือเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน ส่วนที่ 11: Alpha, Beta, Correlation และ Risk ช่วยอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า Alpha คืออะไร Beta คืออะไร Correlation คืออะไร Volatility คืออะไร Drawdown คืออะไร Sharpe Ratio คืออะไร Concentration Risk คืออะไร Liquidity Risk คืออะไร Currency Risk คืออะไร Sequence of Return Risk คืออะไร จากนั้นช่วยวิเคราะห์ว่าพอร์ตที่แนะนำมีความเสี่ยงตรงไหน สินทรัพย์ไหนขึ้นลงพร้อมกัน สินทรัพย์ไหนช่วยกระจายความเสี่ยง และจุดไหนที่ผมต้องระวังเป็นพิเศษ ส่วนที่ 12: Scenario Analysis ช่วยวางแผน 3 ฉากทัศน์ให้ผม Base Case: ชีวิตเดินตามแผนปกติ Bear Case: รายได้ลด ตกงาน ตลาดลง หรือมีเหตุฉุกเฉิน Bull Case: รายได้โตเร็ว ลงทุนดี หรือมีโอกาสใหม่ ในแต่ละกรณี ให้ช่วยบอกว่าผมควรปรับรายจ่าย เงินสด พอร์ต การลงทุน และแผนอัปสกิลอย่างไร ส่วนที่ 13: Action Plan ช่วยทำแผนปฏิบัติการให้ผมแบบชัดเจน 7 วันแรกต้องทำอะไร 30 วันแรกต้องทำอะไร 90 วันแรกต้องทำอะไร 1 ปีแรกต้องทำอะไร 3 ปีแรกต้องไปถึงจุดไหน 5 ปีแรกควรมีอะไรเปลี่ยนไป ขอให้เป็นแผนที่ทำได้จริง วัดผลได้ และไม่เกินกำลังชีวิต ส่วนที่ 14: Monthly Review System ช่วยสร้างระบบติดตามผลรายเดือนให้ผม โดยให้ผมเช็ก รายได้เพิ่มขึ้นไหม รายจ่ายลดลงไหม Savings Rate เป็นเท่าไหร่ หนี้ลดลงไหม เงินฉุกเฉินเพิ่มขึ้นไหม พอร์ตโตหรือไม่ พอร์ตเสี่ยงเกินไปไหม สกิลดีขึ้นไหม มีรายได้เสริมเกิดขึ้นหรือยัง นิสัยการเงินดีขึ้นไหม ให้ช่วยทำ Checklist รายเดือนและคำถามที่ผมควรถามตัวเองทุกสิ้นเดือน ส่วนที่ 15: Brutal Truth ช่วยพูดกับผมตรง ๆ แบบหวังดีว่า ตอนนี้สิ่งที่ฉุดชีวิตการเงินผมมากที่สุดคืออะไร อะไรคือข้ออ้างที่ผมอาจกำลังใช้หลอกตัวเอง อะไรคือสิ่งที่ผมควรเลิกทำทันที อะไรคือสิ่งที่ผมควรทำซ้ำทุกเดือน ถ้าผมอยากมีเงินล้านแรก ผมควรโฟกัสอะไรก่อนระหว่าง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปิดหนี้ เพิ่มสกิล ลงทุน เปลี่ยนพฤติกรรม จัดระบบชีวิต ให้จัดลำดับจากสำคัญที่สุดไปสำคัญน้อยที่สุด พร้อมเหตุผลแบบตรงไปตรงมา เงื่อนไขสำคัญ 1. ห้ามแนะนำแบบขายฝันเด็ดขาด 2. ห้ามอวยผมถ้าข้อมูลบอกว่าผมยังไม่พร้อม 3. ห้ามบอกให้ลงทุนเสี่ยงสูงถ้าฐานะยังไม่พร้อม 4. ถ้าผมยังไม่มีเงินฉุกเฉิน ให้เตือนก่อนพูดเรื่องลงทุนหนัก ๆ 5. ถ้าผมมีหนี้ดอกเบี้ยสูง ให้ช่วยจัดการหนี้ก่อน 6. ถ้ารายได้ผมน้อยเกินไป ให้เน้นเพิ่มทักษะและเพิ่มรายได้ก่อน 7. ถ้าผมอยากลงทุน ให้ช่วยอธิบายความเสี่ยงแบบชัดเจน 8. อย่าใช้ภาษาวิชาการเกินไป แต่ให้คิดลึกแบบมืออาชีพ 9. ทุกคำแนะนำต้องมีเหตุผลและเอาไปใช้ได้จริง 10. ถ้าข้อมูลยังไม่พอ ให้ถามเพิ่มก่อนสรุป 11. ถ้าผมตั้งเป้าหมายเกินจริง ให้ช่วยปรับให้เป็นจริง 12. ถ้าผมประเมินความเสี่ยงตัวเองผิด ให้เตือนตรง ๆ 13. ถ้าพอร์ตที่ผมอยากลงทุนกระจุกตัวเกินไป ให้เตือนเรื่อง Concentration Risk 14. ถ้าผมอยากได้ผลตอบแทนสูงแต่รับ Drawdown ไม่ได้ ให้บอกว่ามันขัดแย้งกัน 15. ให้ช่วยผมเหมือนที่ปรึกษาที่อยากเห็นผมรอดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตอบให้จบ รูปแบบคำตอบที่ต้องการ ขอให้ตอบเป็นขั้นตอน ใช้ภาษาคนธรรมดา มีตัวเลขประกอบเมื่อจำเป็น มีลำดับความสำคัญชัดเจน มีคำเตือนเรื่องความเสี่ยง มี Action Plan ที่ทำได้จริง และจบด้วย Checklist ว่าผมต้องทำอะไรต่อทันที
See More
PSTORYYP
retweeted
BENNEFRANK
@BENNEFRANK13
4 months ago
เคยเลือกมา2 แบบ - คนที่เรารัก เหนื่อยมาก ต้องคอยทักหาตลอด ถามไถ่ วิ่งตาม เอาออกเอาใจ ดูตัวเล็กมาก ทุกการกระทำต้องคอยระวัง กลัวอีกฝ่ายไม่ชอบ ไม่ถูกใจ - คนที่รักเรา เป็นตัวเองได้เต็มที่ ไม่แคร์ไม่สนใจ เพราะคิดว่าอีกฝ่าย ยังไงก็ยอม จนทำให้อีกฝ่ายเสียใจ สรุป ถ้ามีแฟนก็เลือกคนที่เดินไปพร้อมๆกัน ไม่ต้องมีฝ่ายใดรู้สึกด้อยค่า หรือตัวเองยิ่งใหญ่คนมองไม่เห็นอีกฝ่ายเลย เดินทางไปพร้อมๆกันด้วยความรู้สึกที่สบายเท้าระหว่างเดิน
See More
PSTORYYP
retweeted
ซอนอ⚡️
@yynnuss_
4 months ago
แต่อันนี้เป็นคำถามเบสิคที่ใช้ในชีวิตประจำวันกับแฟนเลยนะ
PSTORYYP
retweeted
pond
@atipthepsss
4 months ago
แกว่าคนเราจะอยู่กับความสัมพันธ์ที่ถามว่าวันนี้ทำไร กินข้าวยัง ไปไหนต่อไหม ได้นานแค่ไหนวะ เมื่อก่อนนี่ได้สัก 2 อาทิตย์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เกิน 5 วัน ก็เริ่มไม่อยากตอบแล้ว 555555
PSTORYYP
retweeted
rita
@7DAHFVCKQ
5 months ago
ถ้าชั้นมีแฟนสักคน ชั้นอยากมีแฟนที่หลงชั้นมาก ไม่ว่าชั้นจะอยู่ในสภาพไหนก็ชมชั้นสวยทุกวัน มองชั้นด้วยสายตาอ่อนโยน ซื้อดอกไม้ให้ไม่ต้องโอกาสพิเศษก็ได้ อ่อนโยน ใจเย็น แบบนั้นแหละ
PSTORYYP
retweeted
JRT Synth Desk
@JRTDesk
5 months ago
ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 https://t.co/MTMjGgBXwR
See More
PSTORYYP
retweeted
Galadriel
@Galadriel_TX
5 months ago
ห้ามพลาดโพสต์นี้ค่ะ
PSTORYYP
retweeted
ก้อน 🎃
@planpeaceplease
5 months ago
ไม่ค่อยเห็นใครพูดถึงเว็บเรียนออนไลน์ เว็บนี้เท่าไร เลยอยากมาแชร์เผื่อคนที่กำลัง หาแหล่งเรียนรู้อัพสกิล พัฒนาตัวเอง https://t.co/tX6eE5dNj4 - เว็บนี้ดีตรงเราได้เรียน(สั้นๆ) + มี simulation ฟีลฝึกงาน online ตามหัวข้อกับบริษัทที่เราเลือก ซึ่งเป็นคอร์สของบริษัทใหญ่ ๆ แบบระดับโลกทั้งนั้น - เรียนฟรี ได้ใบ Cert. และเขาเคลมว่า มีโอกาสที่จะเข้าตา Recruiter ด้วย (เอาสิ้) - มีหลายสายงานอยู่นะคะ ที่แคปมาคือตัวอย่าง ทางนี้ก็เคยเทคคอรส์ Agile PM ของ JPMorgan ซึ่งถ้าไม่ได้เรียนผ่านเว็บนี้ เราจะมีโอกาสได้เรียน และได้ฝึกงานกับ JPMorgan ได้อย่างไร 5555 มองเป็นโอกาส explore ตัวเอง ก็คุ้มแล้ว กับระยะเวลาที่ใช้ไปในการเทคคอร์ส 🤓
See More
PSTORYYP
retweeted
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
@bankorado
6 months ago
https://t.co/H2FVHBIoXJ
PSTORYYP
retweeted
ชื่อเบียร์ แต่ชอบเล่า💡💸✈️
@101beere
6 months ago
ประโยคเพิ่มกำลังใจ No.1 ย้อนกลับมาอ่านทีไรก็รู้สึกมีไฟ🔥 “อย่าคิดว่าตัวเองไม่พร้อม เพราะถ้าคุณไม่พร้อม โอกาสนี้คงไม่มาถึงคุณตั้งแต่แรก อย่าคิดว่าตัวเองไม่สามารถ เพราะถ้าคุณไม่สามารถ คุณคงไม่รู้สึกอยากได้มันตั้งแต่แรก”
PSTORYYP
retweeted
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
@bankorado
6 months ago
นักลงทุนอย่างเราทุกคนรู้หมดว่ากำไรเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่ายื่นภาษีตอนขายถูกไหม ไม่ต้องกลัวครับ ผมก็เหมือนกัน 😂 ผมก็เลยให้ AI ช่วยทำชีตเก็บบันทึกเป็นแบบ FIFO แบบใช้ยื่นภาษีสรรพากรได้ง่ายๆ ไว้เมื่อนานมาแล้ว โดยจะมี - คิดว่าเราซื้ออะไรมา ขายอะไรออก - ไม้ไหนกำไรเท่าไหร่ - ถ้าขาย ไม้ไหนออกหมดแล้ว - เราโอนเงินออกไปพอร์ตนอกเท่าไหร่แล้ว (จะได้ยันกับสรรพากรได้ว่า ที่โอนออกไปยังเป็นต้นอยู่นะ ไม่เสียภาษี และดีกับเราด้วยแหล่ะ) - สรุปพอร์ตโดยรวมทั้ง THB กับ USD แต่มันก็มีข้อจำกัดอยู่คือต้องกรอกมือ แต่ผมผูกสูตรไว้พอสมควรแล้ว การมีชีตนี้มันเลยทำให้ผมสบายใจเรื่องภาษีหุ้นนอกมากครับ ไว้ยังไงเดี๋ยวเตรียมบทความก่อน เจอกันวันจันทร์หน้าครับ 😊 ปล.สำหรับคนที่ไม่รออาจจะให้ AI ช่วยสร้างให้ก็ได้นะ แต่ต้องตรวจโลจิคดีๆ นะ ปล2.หลักจากติดไว้จากบทความบริหารภาษีหุ้นนอกไว้นานเพิ่งจะมีเวลา clean ชีต ปล3.ผมแปะสรุปซีรีย์วางแผนภาษีไว้ด้านล่าง สามารถย้อนกลับไปอ่านกันได้นะครับ
See More
PSTORYYP
retweeted
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
@bankorado
6 months ago
https://t.co/blUG3Rpzht
PSTORYYP
retweeted
FIRE อีก 12 ปีเกษียณ
@retire2038
6 months ago
https://t.co/pB4YxRAFJq
Last Seen Users on Sotwe
ايفن18🍑🫦
KANATO
Seen from
United States
kit kat ꕤ
Seen from
Greece
krishna
Seen from
Indonesia
ciftsevgilii98
Seen from
Turkey
DREDD
دكتور سادي 🦂
Filiz Lacin
Seen from
Turkey
فحل سوداني اسمراني
ميدو الجزائري 🇩🇿❤
Seen from
Algeria
Trends for you
1
GTA 6
Under 10K tweets
2
Lake America
Under 10K tweets
3
Peter Cullen
Under 10K tweets
4
Callaway
Under 10K tweets
5
Lamine
Under 10K tweets
6
$CHUMP
Under 10K tweets
7
GTA 5
Under 10K tweets
8
Tutu
Under 10K tweets
9
Josh Jacobs
Under 10K tweets
10
Unai Simon
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.5M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
113.8M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.2M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.6M followers
7
NASA
@nasa
92.4M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.7M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
89.6M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
83.6M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
72.8M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.7M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
65.8M followers
16
Bill Gates
@billgates
64.9M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
62.7M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.3M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫