Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
Supachat
@Supachat
นักข่าว
Bang Khen, Bangkok
Joined September 2009
1.1K
Following
380
Followers
3.3K
Posts
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
3 days ago
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 ผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เวลา 20.00 น. นำห่างอันดับที่ 2 อย่าง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข และคะแนนขึ้นเป็นอันดับ 1 ทุกเขต โดยคาดว่าชัชชาติจะได้คะแนนเสียงมากกว่าการเลือกตั้ง 22 พฤษภาคม 2565 ที่ชัชชาติได้รับเลือกรอบแรก และได้คะแนนราว 53% #TheMomentum #WeDeserveBetter #เลือกตั้งกทม2569 #ผู้ว่ากทม #ชัชชาติ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
6 days ago
SKY/ NANI เตรียมพบกับบทสัมภาษณ์ของ 2 นักแสดง สกาย-วงศ์รวี นทีธร และนานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ที่ The Momentum เร็วๆ นี้
#TheMomentum
#SkyNanixTheMomentum
#SkyNani
#สกายนานิ
#WUTheSeries
#GMMTV
themomentumco's tweet video.
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
8 days ago
เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ แวะเยี่ยมห้องเช่ากลางกรุงปารีส ที่คนหนุ่ม 7 คนตกลงเปลี่ยนสยาม จากสถานีรถไฟใต้ดิน Cluny-La Sorbonne สาย 10 เพียงก้าวขึ้นบันไดมาสู่พื้นถนน เราก็อยู่ใจกลางย่านที่ฝรั่งเศสเรียกขานว่า Latin Quarter มากว่า 700 ปี ที่ได้ชื่อนี้ เพราะครั้งหนึ่งนักศึกษาที่นี่พูดภาษาละตินกันทั้งย่าน เป็นหัวใจทางปัญญาของกรุงปารีสนับแต่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 13 ถนนซอมเมอราร์ (Rue du Sommerard) เป็นถนนสายสั้นๆ ที่หลายคนเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต ปลายด้านหนึ่งบรรจบกับบูเลอวาร์ แซ็ง-มีแชล (Boulevard Saint-Michel) ถนนสายใหญ่ที่นักศึกษาเคยลุกฮือกันเมื่อพฤษภาคม 1968 อีกด้านพาไปสู่ลานปอล แป็ง-เลอเว (Place Paul-Painlevé) และตัวอาคารเก่าของซอร์บอนน์บนถนนเส้นเดียวกันนี้เอง ที่เลขที่ 28 คือ ‘พิพิธภัณฑ์คลูนี’ (Musée de Cluny) คฤหาสน์กอทิกที่สร้างทับซากโรงอาบน้ำโรมันอายุเกือบ 2,000 ปี วันที่เราเดินทางไปเยือน ปารีสกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แดดอ่อนๆ ทอดผ่านแนวอาคารหินทรายสีครีมแบบโอสมานน์ นักท่องเที่ยวยืนต่อแถวเข้าพิพิธภัณฑ์ นักศึกษาซอร์บอนน์เดินขวักไขว่ถือแฟ้มเอกสาร ร้านหนังสือเก่าเปิดประตูรับลม เป็นภาพของย่านมหาวิทยาลัยที่ดูแทบไม่ต่างจากเมื่อร้อยปีก่อน แต่ตรงเลขที่ 9 ของถนนสายนี้ บนผนังอาคารมีเพียงตัวเลขกำกับ ไม่มีแผ่นจารึก ไม่มีสัญลักษณ์ใดบอกผู้สัญจรว่า ครั้งหนึ่งในห้องเช่าหลังหนึ่งของอาคารนี้ ชายหนุ่ม 7 คนจากสยาม เคยนั่งล้อมวงกัน แล้วตกลงปลงใจกันว่า จะเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองบ้านเกิดของพวกเขามาหลายร้อยปี • ห้องใหญ่ที่เช่าไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 ตามปฏิทินไทยขณะนั้นยังเป็นเดือนท้ายของ พ.ศ. 2469 เพราะสยามยังขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ทำให้บางครั้งเอกสารระบุว่าเป็นต้นปี 2470 กลุ่มนักเรียนไทยและข้าราชการสยามในยุโรปกลุ่มเล็กๆ นัดประชุมกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ปรีดี พนมยงค์ บันทึกไว้ภายหลังว่า พวกเขาเช่า ‘ห้องใหญ่’ ในหอพักย่านถนนซอมเมอราร์ไว้เฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนี้ ห้องที่อยู่ใกล้กับที่พักของปรีดีและ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ เพื่อนนักเรียนทหารผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม จนสมาชิกเรียกกันติดปากว่า ‘กัปตัน’ การประชุมกินเวลาหลายวัน สำนวนเล่าขานต่างกันไป บ้างว่า 5 วัน 4 คืน ขณะที่บันทึกของปรีดีระบุว่าใช้เวลา 3 วัน เพราะมีเรื่องที่ต้องถกกันจนได้ข้อยุติเป็นเอกฉันท์ โดยนัดกันในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2469 เพราะต้องรอให้ ตั้ว ลพานุกรม สมาชิกที่เรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ลอบเดินทางเข้าปารีสมาให้ถึงเสียก่อน ณ เวลานั้น สถานทูตสยามมีระเบียบว่า นักเรียนที่อยู่นอกปารีสจะเข้ากรุงได้ต้องขออนุญาตก่อน การมาประชุมจึงต้องทำกันอย่างเงียบเชียบ ที่เลือกย่านนี้เป็นที่ประชุมก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะตัวแกนนำพักอาศัยอยู่แถบนี้กันเองอยู่แล้ว ปรีดีเล่าไว้ว่า ตัวเขาเช่าห้องอยู่ในอาคารหมายเลข 10 ถนนเด การ์ม (Rue des Carmes) ถนนข้างเคียงที่อยู่ห่างจากซอมเมอราร์เพียงไม่กี่ก้าวในย่านเดียวกัน ครั้งหนึ่ง ร้อยโทแปลกซึ่งไม่พอใจเจ้าของบ้านฝรั่งเศสที่ตนเช่าอยู่ มาขอให้ปรีดีช่วยหาห้องใหม่ใกล้ๆ กัน ปรีดีจึงบอกว่ามีห้องว่างติดกับห้องของตนพอดี แปลกจึงย้ายเข้ามาเช่าห้องนั้น ทำให้ว่าที่จอมพลกับว่าที่รัฐบุรุษกลายเป็นเพื่อนบ้านที่นอนอยู่ห้องติดกัน บทสนทนาเรื่องอนาคตของสยามจำนวนมากจึงเริ่มต้นจากผนังห้องที่แทบจะเอียงหูฟังกันได้ ก่อนจะขยับมาลงเอยที่ห้องเช่าใหญ่ริมถนนซอมเมอราร์ในเดือนกุมภาพันธ์นั้น หากมีใครสักคนเดินเข้าไปในห้องประชุมนั้น สิ่งแรกที่น่าจะสะดุดตาคือ ‘ความหนุ่ม’ ของคนทั้งวง นี่ไม่ใช่ที่ประชุมของขุนนางผมหงอกหรือนายพลแก่ๆ แต่เป็นวงสนทนาของคนวัย 20 กลางๆ ถึงต้น 30 ถึงความฝันที่จะเปลี่ยนประเทศ ปรีดี พนมยงค์ ลูกชาวนาจากอยุธยา นักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรมที่กำลังจะคว้าดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากฝรั่งเศส ในวันนั้นเขาอายุเพียง 26 ปี คือผู้ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ร่างหลักการและโครงการของระบอบใหม่ อีก 5 ปีต่อมา เขาจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม และอีกหลายปีถัดไปจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมคือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส วัย 29 ปี ชายคนเดียวกับที่อีกราว 10 ปีต่อมา จะกลายเป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำเผด็จการทหารและคู่ขัดแย้งคนสำคัญของปรีดีเอง แต่ในห้องเช่าที่ปารีสคืนนั้น เขายังเป็นเพียง ‘กัปตัน’ หนุ่มที่เพื่อนๆ ไว้ใจให้คุมวง คนที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มคือ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุนผู้ไปเรียนรัฐศาสตร์ และเป็น ‘ตัวเชื่อม’ คนสำคัญ เพราะบทสนทนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งต้นจากที่เขากับปรีดีถกกันในร้านอาหารย่านนี้เองตั้งแต่ปี 2467 ที่น่าทึ่งคือ วันประชุม 5 กุมภาพันธ์ บังเอิญตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเขาพอดี เขาจึงมีอายุครบ 30 ปีในวันนั้น แม้ภายหลังประยูรจะเล่าทำนองว่า เลือกวันนี้เพราะเป็น ‘ฤกษ์มงคล’ ตามวันเกิดของตน แต่ปรีดีแย้งไว้ในบันทึกว่า ที่จริงเป็นเพียงเรื่องจังหวะการเดินทางของตั้วเท่านั้น ที่เหลือล้วนยังหนุ่มแน่นทั้งสิ้น ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส ลูกพระยานรินทรราชเสนี ผู้ได้ชื่อว่าใจร้อนและรักเพื่อนพ้อง อายุ 26 ปี, ตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เคยถูกเยอรมนีจับเป็นเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสมัครเป็นทหารอาสา อายุ 28 ปี, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามประจำปารีส อดีตนายสิบตรีกองทหารอาสา และเป็นสมาชิกคนเดียวที่เป็น ‘คนใน’ ของระบบราชการ อายุ 28 ปี และคนสุดท้าย แนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตจากอังกฤษ หลานของพระยาพหลพลพยุหเสนา อายุ 26 ปี รวมทั้งสิ้น 7 คน อายุน้อยที่สุด 26 ปี มากที่สุด 30 ปี เฉลี่ยแล้วไม่ถึง 28 ปี วัยที่คนรุ่นเดียวกันในปัจจุบันกำลังหาทางตั้งตัว ยังลังเลกับงานแรก ไม่กล้าตัดสินใจเรื่องใหญ่ในชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ แต่ในห้องเช่าหลังนั้น พวกเขากำลังตัดสินใจเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พลเมืองสยามจะตัดสินใจได้ นั่นคือ จะเปลี่ยนเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ สิ่งที่พวกเขาตกลงกันในห้องนั้นคือ พวกเขาตกลงกันว่าจะเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม จากระบอบที่กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ไปสู่ระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พวกเขาตกลงกันว่าจะยึดอำนาจโดยฉับพลัน หลีกเลี่ยงการนองเลือดให้ได้มากที่สุด โดยถอดบทเรียนจากการปฏิวัติฝรั่งเศสที่พวกเขาเห็นร่องรอยอยู่รอบตัวในเมืองนี้ ทั้งยังต้องทำให้เร็วและเรียบร้อย เพื่อไม่เปิดช่องให้มหาอำนาจเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่ล้อมสยามอยู่ ฉวยโอกาสเข้าแทรกแซง ขณะเดียวกัน พวกเขาตั้งชื่อกลุ่มของตนว่า ‘คณะราษฎร’ ชื่อที่ตั้งใจให้สื่อว่าเป็น ‘กองหน้า’ ของราษฎร เป็นคณะที่ทำเพื่อราษฎร และวางโครงสร้างองค์กรแบบลับ ให้กรรมการกลางแต่ละคนเป็นหัวหน้าสาย คอยคัดเลือกผู้ที่ไว้ใจได้มาเป็นสมาชิกเพิ่มทีละน้อย สายละ 2 คนก่อน แล้วจึงแตกกิ่งก้านออกไป เป็นระบบเซลล์ที่รัดกุมจนทำให้แผนการนี้ดำเนินไปได้เงียบๆ ถึง 5 ปีโดยไม่ถูกจับได้ สุดท้าย หลัก 6 ประการโดยคณะราษฎรว่าด้วยเอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ สิทธิเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา ซึ่งกลายเป็นถ้อยแถลงต่อสาธารณชนในอีก 5 ปีถัดมา ก็เกิดขึ้นในห้องเช่าเล็กๆ ริมถนนซอมเมอราร์นี้เอง • จากห้องเล็กในปารีส สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อนักเรียนทั้งเจ็ดทยอยกลับสยาม พวกเขาขยายแนวร่วมไปสู่นายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ในช่วงปี 2472-2473 ดึงเอาพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และคนอื่นๆ ที่ไม่พอใจการบริหารบ้านเมืองของชนชั้นนำเดิมเข้าร่วม จนในที่สุด เช้าย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แผนที่ร่างกันในห้องเช่าริมถนนซอมเมอราร์ก็ถูกลงมือจริง และสำเร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยแทบไม่เสียเลือดเนื้อ 90 กว่าปีให้หลัง มรดกของคณะราษฎรในแผ่นดินเกิดกลับค่อยๆ ถูกทำให้เลือนหาย หมุดคณะราษฎรหายไปจากลานพระราชวังดุสิตอย่างไร้ร่องรอย อนุสรณ์หลายแห่งถูกรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย สถานที่ที่เกี่ยวพันกับการอภิวัฒน์สยามถูกช่วงชิงไปจากการรับรู้ของคนรุ่นหลังทีละนิด แต่ที่ปารีส บนถนนสายสั้นๆ กลางย่านนักศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป อาคารเลขที่ 9 ยังตั้งอยู่เงียบๆ ไร้ป้าย ไร้คำอธิบาย ทุกวันนี้ ที่อยู่เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ คือที่ตั้งของโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อ ‘Hôtel Jardin de Cluny’ โรงแรมระดับ 3 ดาว 40 ห้องในเครือ Best Western ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแวะเข้าพักกันคืนละหลายราย ด้วยทำเลที่ขนาบระหว่างน็อทร์-ดามกับซอร์บอนน์ หน้าโรงแรมเป็นถนนคนเดินไร้รถยนต์ มีแนวต้นไม้เขียวคั่นกลาง บรรยากาศสงบเงียบอย่างที่ปรากฏในรีวิวชื่นชมของนักเดินทาง ทว่าคนไทยหลายคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ของ ‘ราษฎร’ มักเดินไปชื่นชมโรงแรมแห่งนี้อยู่เนืองๆ รีเซปชันของโรงแรมหลายคนคุ้นเคยกับคนไทย และให้การต้อนรับคนไทยที่ผ่านเข้าไปในล็อบบีเป็นอย่างดี บางที การที่จุดกำเนิดของคณะราษฎรอยู่กลางย่านละติน อาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่คิด เพราะนี่คือย่านของนักศึกษา ย่านของการตั้งคำถามต่ออำนาจ ย่านที่คนหนุ่มสาวรุ่นแล้วรุ่นเล่าออกมาท้าทายระเบียบเดิมบนท้องถนน และในวันหนึ่งของปี 2470 ในห้องเช่าหลังเล็กๆ ที่นี่ คนหนุ่ม 7 คนที่อายุยังไม่ถึง 30 ก็ได้ทำสิ่งที่คนหนุ่มในย่านนี้ทำกันมาตลอด นั่นคือ กล้าจินตนาการว่าโลกที่ดีกว่าเป็นไปได้ แล้วลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริง เรื่อง: The Momentum Team ภาพ: สมฤดี ยะสุกิม #TheMomentum #คณะราษฎร #วันอภิวัฒน์สยาม #24มิถุนายน #ปรีดีพนมยงค์
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
8 days ago
วันนี้เมื่อ 94 ปีก่อน เช้าย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนสยามให้กลายเป็นประเทศที่อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร แต่เกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง ร่องรอยของคนเหล่านั้นในแผ่นดินเกิดกลับค่อยๆ ถูกทำให้เลือนหาย หมุดบนลานพระบรมรูปทรงม้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย อนุสรณ์หลายแห่งถูกรื้อย้าย จนบางครั้งดูเหมือนว่า หากอยากตามหาที่ทางของชายผู้ริเริ่มการอภิวัฒน์สยาม เราต้องเดินทางออกไปไกลถึงอีกซีกโลก ห่างจากใจกลางมหานครแห่งแฟชั่นราว 10 กิโลเมตร ในย่านชานเมืองเงียบสงบ ปรากฏที่ตั้งของ ‘อองโตนี’ (Antony) บ้านสีขาว 2 ชั้นหลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่กลางแมกไม้ ดอกไม้ในรั้วยังผลัดกันผลิบานแม้ไร้คนอยู่มานานปี บ้านหลังนี้คือที่พำนักสุดท้ายของ ปรีดี พนมยงค์ ชายที่ ดุษฎี พนมยงค์ ผู้เป็นลูกสาว เคยเขียนถึงว่า ‘สองรักของคุณพ่อ คือแผ่นดินเกิดของท่านและปารีส’ ที่ซึ่งเขาใช้เวลาบั้นปลายชีวิตอยู่กับโต๊ะทำงาน เครื่องพิมพ์ดีด และชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน จนสิ้นลมในเช้าวันหนึ่งของปี 1983 ก่อนวันเกิดครบ 83 ปี เพียงไม่กี่วัน ในวาระ 94 ปี อภิวัฒน์สยาม The Momentum ชวนเดินทางไปเยือนบ้านที่ไม่มีป้ายใดบอกว่าเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ แต่ยังตั้งอยู่เป็นประจักษ์พยานเงียบๆ ของชายผู้แนะนำให้คนไทยรู้จักคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ย้อนอ่านบทความ ‘บ้านอองโตนี’ ชานกรุงปารีส ที่พำนักสุดท้ายของชายผู้อภิวัฒน์สยาม ได้ทาง https://t.co/AdTNP63D8f ภาพ: สมฤดี ยะสุกิม #TheMomentum #Repost #Feature #บ้านอองโตนี #ปรีดีพนมยงค์ #ฝรั่งเศส #ปารีส #อภิวัฒน์สยาม #94ปีอภิวัฒน์สยาม #เปลี่ยนแปลงการปกครอง #คณะราษฎร #ปฏิวัติ2475 #24มิถุนาวันประชาชน
See More
Who to follow
บก.ลายจุด
@nuling
สูง ขาว พุงโต
KASAM.A
@kamlamz
tanatpong_news
@tanatpong_news
สื่อมวลชนสายการเมือง โลกข่าวไม่เคยหยุดหมุน จะอุทิศความตั้งใจวิชาชีพสื่อแห่งนี้ coys
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
7 days ago
จากซีรีส์เกย์ฮิปปี้ ถึงวายคณะราษฎร เมื่อบทละครทำให้คนสนใจประวัติศาสตร์ การเมืองไทยก่อน-หลังปฏิวัติ สังเกตไหมว่าช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ซีรีส์วายจำนวนไม่น้อยใช้อดีตเป็นฉากหลัง แต่ซีรีส์เหล่านี้ไม่ใช่ซีรีส์วายพีเรียดธรรมดา เพราะเนื้อหาพาย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เริ่มจาก Shine ซีรีส์เกย์คุณภาพ การันตีด้วยรางวัลหลายสาขา เล่าเรื่องในช่วงปี 2512 เมื่อ นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) มนุษย์คนแรกก้าวเท้าเหยียบดวงจันทร์ ปีเดียวกันนั้นก็พลันเกิดเหตุการณ์ทั้งความรักและการประท้วง นักดนตรีฮิปปี้รักกับอาจารย์หนุ่มนักเรียนนอก และกลุ่มนักศึกษาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบเผด็จการ เปรียบดั่งคลื่นระลอกแรกซัดเข้าฝั่ง ก่อนที่ 4 ปีถัดมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 ซึ่งมีประชาชนออกมาประท้วงจำนวนมาก ภาพสถานการณ์การเมืองใน Shine ย้ำเตือนให้คนไทยเห็นความสำคัญของประชาธิปไตย ย้อนกลับไปยังช่วงเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง 2475 โดยส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ถูกบอกเล่าอย่างไม่ลงลึกในละครเรื่อง สอดสร้อยมาลา จากช่องวัน ซึ่งเล่าชีวิตอดีตนางละครหลวง 2 คน กินเวลาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงจนถึงวันที่ประเทศปกครองด้วยระบอบปัจจุบัน สอดสร้อยมาลาเดินทางมาถึงช่วงท้ายเรื่องแล้ว แต่ช่องวันก็ไม่ปล่อยให้พักหายใจ ยังส่งซีรีส์ อรุณรุ่ง ซึ่งไทม์ไลน์อยู่ในปี 2475 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เกิดความรักขึ้นระหว่างสมาชิกคณะราษฎรกับหม่อมเจ้า ซึ่งเคยมีสถานะเป็นนายกับบ่าวในเรือน ตัดมาที่ผลงานซีรีส์ Viu Original ใหม่ล่าสุดอย่าง แสงดาว แสงศรัทธา (When Light Fades) เนื้อหาไม่พ้นเดือนตุลาคม ทว่าเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อันน่าสลดจากการสังหารหมู่นักศึกษา และจำนวนไม่น้อยต้องหลบหนีเข้าป่า ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมซีรีส์วายหันมาเล่าผ่านฉากหลังประวัติศาสตร์การเมือง คำตอบอาจเป็นเพราะว่า ในอดีตที่ผ่านมา คือยุคที่ถูกกดทับทางเสรีภาพ รวมถึงด้านเพศสภาพ มันจึงทวีความเข้มข้นให้คนอยากติดตาม คอยลุ้น และเอาใจช่วยตัวละครกว่าเรื่องรักในยุคปัจจุบันที่เปิดกว้างให้ทุกเพศแล้ว ทั้ง 4 เรื่องที่กล่าวไป แม้แกนหลักคือความรัก ความสัมพันธ์ ความปรารถนาในห้วงเวลาแสนขมขื่น แต่อุปสรรคขนาดมหึมาของตัวละครผูกพันเกี่ยวโยงกับสังคมการเมือง วิกฤตความขัดแย้งย่อมไม่เอื้ออาทรให้ความรักดำเนินอย่างราบรื่น อีกทั้งยังไม่ปรานีต่อคนรักเพศเดียวกัน นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้คนดูสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในประวัติศาสตร์การเมืองช่วงนั้น แน่นอนว่าซีรีส์ไม่ใช่ตำราเรียนหรืองานวิชาการที่บอกเล่าข้อมูลอันน่าเชื่อถืออย่างหนักแน่น และเชื่อว่าคนดูปัจจุบันมีการคิดเชิงวิพากษ์มากพอจะแยกแยะเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์กับฉากที่ซีรีส์นำเสนอ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการตั้งคำถามและถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย ทั้งเหตุการณ์ 2475, 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ ตั้งแต่ซีรีส์ Shine และสอดสร้อยมาลา ฉายทางทีวีและแพลตฟอร์มสตรีมมิง สุดท้ายแล้ว ซีรีส์เหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าแค่ในฐานะสื่อบันเทิงเพื่อความฟิน แต่ทำหน้าที่เปิดประตูให้คนรุ่นใหม่เข้าใกล้ประวัติศาสตร์การเมืองมากขึ้น ชวนให้กลับไปค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งแล้วนำมาเปรียบเทียบ มากกว่าการสงสัยว่าซีรีส์นำเสนอความจริงหรือแต่งเติม คือการที่คนไทยได้ศึกษาแล้วตั้งคำถามกับอดีตด้วยตัวเอง #TheMomentum #Entertainment #ซีรีส์เกย์ #ซีรีส์วาย #ประวัติศาสตร์การเมือง #ประวัติศาสตร์
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
11 days ago
6 ปี 7 เดือน 24 วัน คือระยะเวลาทั้งหมดที่ EXO-L ชาวไทย (ชื่อทางการที่ใช้เรียกแฟนคลับของวง EXO) รอคอยการกลับมาประเทศไทยของ EXO นับตั้งแต่คอนเสิร์ตครั้งล่าสุด EXO PLANET #5 - EXplOration - in BANGKOK เมื่อปี 2019 หากจะเปรียบเทียบภาพความยาวนานนี้ให้ชัดมากขึ้น ก็คงเทียบเท่ากับระยะเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก สู่วันที่สะพายกระเป๋าเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นครั้งแรก ช่างเนิ่นนาน… แต่หากการรอคอยคือความสุข คงเรียกสิ่งนี้ได้ว่า ‘ความรัก’ และในที่สุด EXO ก็หอบเอาความรักกลับมาไทยพร้อมคอนเสิร์ต ‘EXO PLANET #6 - EXhOrizon in BANGKOK’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยบัตรคอนเสิร์ตรอบนี้ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วทุกที่นั่ง สร้างสถิติวงที่บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ตอกย้ำวลีที่ว่า ‘EXO วงที่บัตรคอนฯ กดยากที่สุด’ อ่านบทความ ‘รักแรก’ ของหลายคนมาจาก EXO Planet ชวนย้อนเวลากลับสู่ช่วง ‘วัยเยาว์’ ใน EXhOrizon in BANGKOK ได้ทาง https://t.co/X3VjJRONpb #TheMomentum #ScreenandSound #EXO #엑소 #weareoneEXO #EXOPLANET #EXhOrizon #EXhOrizon_in_BANGKOK #SMTrue
See More
Supachat
retweeted
Bubellymuffins
@etdiawtf
16 days ago
ผู้ใหญ่สมัยก่อนหลอกได้ด้วยข่าวในพระราชสำนัก เด็กสมัยนี้หลอกได้ง่ายด้วยวีดีโอเจ้าสั้น ๆ ใน TikTok แล้วเขียน caption ให้กินใจเอา สังคมไทยขับเคลื่อนด้วย propaganda จริง ๆ ไม่แปลกใจทำไมเขาถึงดูเหมือนตั้งใจไม่ให้คนไทยฉลาดเกินไป เดี๋ยวควบคุมยาก
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
16 days ago
The Evil Lawyer ‘ปีศาจ’ อยู่ในรายละเอียด ***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์*** ผมโตมากับยุคที่ละครไทยไม่สามารถ ‘แตะ’ อะไรได้ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ผมเคยได้ยินว่า ละครวิพากษ์ตำรวจถูก ‘ตัดจบ’ เพราะวิจารณ์เรื่องตำรวจกับการคอร์รัปชัน นักบิน-แอร์โฮสเตสประท้วงเรื่องการกล่าวถึงพวกเขาในด้านลบ และทำลายความน่าเชื่อถือของพวกเขา อัยการออกมาตำหนิละครที่ทำให้สังคมเข้าใจอัยการผิด เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนแวดวงคอนเทนต์ไทยมักเลือกเซนเซอร์ตัวเอง ทำให้เราได้ดูละครอย่าง ผู้กองยอดรัก ดาวพระศุกร์ คู่กรรม ซ้ำซาก ในเวลาเดียวกับที่ซีรีส์ต่างประเทศวิพากษ์สังคม ภาพยนตร์ต่างประเทศวิจารณ์ระบบ-โครงสร้างประเทศตัวเองอย่างเข้มข้น สิ่งแรกที่ต้องชื่นชม ‘ทนายปีศาจ’ คือ การพยายามก้าวข้ามเส้นนั้น และแตะตรงไปที่ใจกลางของกระบวนการยุติธรรมให้เห็นว่า ในแง่หนึ่งก็คือกระบวนการอยุติธรรม ในละครไทย ตำรวจเลวมักปรากฏตัวได้ นักการเมืองมักเป็น ‘ตัวร้าย’ เสมอ ขณะที่นายทุน ผู้มีอิทธิพล ก็มักรับบทคนชั่วอยู่เนืองๆ แต่มีสถาบันหนึ่งที่วางตัวอยู่เหนือข้อสงสัย ราวกับว่าการสวมเสื้อครุย นั่งอยู่บนบัลลังก์ หรือการมีคำว่า ‘ยุติธรรม’ อยู่ในชื่อตำแหน่ง จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งกลายเป็นเทวดา ปลอดพ้นจากความโลภ อคติ และการคอร์รัปชันโดยอัตโนมัติ ‘ทนายปีศาจ’ เลือกเดินข้ามเส้นทางดังกล่าว และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ผู้สร้างใช้เวลานานกว่า 5 ปี ในการพัฒนาบท สืบเสาะข้อเท็จจริง ฝังตัวอยู่กับทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมีผู้รู้จำนวนมากคอยให้ข้อมูลเบื้องหลังคดีความหลายๆ คดี การใช้เวลากับการพัฒนาบท หาข้อมูล เข้าใจรายละเอียดทุกอย่าง ทำให้ฉากหลังและองค์ประกอบต่างๆ สมจริง จริงเกินกว่าที่ใครจะออกมาประท้วงได้และเมื่อซีรีส์จากเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้ก้าวข้ามเส้นนี้ได้ ก็สามารถวิพากษ์อะไรตามมาได้อีกมาก อ่านบทความ The Evil Lawyer ‘ปีศาจ’ อยู่ในรายละเอียด ทาง https://t.co/x9aNnz6OWi #TheMomentum #ScreenandSound #ทนายปีศาจ #Netflix #NetflixTH #กระบวนการยุติธรรม
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
21 days ago
โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล (
@tawattannn
) กับบทบาท ‘แท็ค’ ในภาพยนตร์เรื่อง กฤษดาพาราไดซ์ (Kijsada Paradise) ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นที่เข้าไปท้าทายความหลอนในสวนน้ำร้าง ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นอกจากพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ โฟร์ทยังเล่าถึงชีวิต ตัวตน รวมถึงเรื่องครอบครัว ติดตามบทสัมภาษณ์ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ได้ทางเว็บไซต์ The Momentum เร็วๆ นี้ #TheMomentum #TheFrame #FOURTH #FourthNattawat #โฟร์ทณัฐวรรธน์ #กฤษดาพาราไดซ์ #KijsadaParadise
See More
themomentumco's tweet video.
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
22 days ago
ชวน ‘นุนิว ชวรินทร์’ (
@CwrNew
) นักแสดงและศิลปินของเมืองไทย มาตอบคำถาม ‘This or That’
#TheMomentum
#BrandedContent
#ThisOrThat
#TheMallLifeStore
#TheMallBangkapixNuNew
#นุนิว
#NuNew
#BangkokShoppingFestival2026
#ช็อปปิง
#ขวัญกรุง
themomentumco's tweet video.
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
about 1 month ago
กรุงเทพฯ ที่ผู้คน Deserve Better ควรเป็นแบบไหน? ฟังวิสัยทัศน์ทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเมืองที่เราอยู่ดีได้มากกว่านี้ กรุงเทพฯ ในสายตาของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน เมืองนี้คือศูนย์กลางของโอกาส งาน ความฝัน และชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สำหรับอีกหลายคน กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นทุนชีวิต ทำให้ใครอีกหลายคนหมดเงินและหมดแรงไปกับค่าครองชีพและการเดินทางหลายต่อ หรือแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ในทุกย่าน และระบบที่ทำให้การใช้ชีวิตยากกว่าที่ควรจะเป็น เราอาจคุ้นชินกับปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเผลอคิดไปว่า เมืองใหญ่ก็คงเป็นแบบนี้เอง รถต้องติด ทางเท้าต้องพัง การเข้าถึงบริการสาธารณะต้องยุ่งยาก หรือคนที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางเมืองก็จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนชีวิตแพงกว่าเสมอ ทั้งที่จริงแล้ว หลายอย่างอาจไม่ควรเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องแบกรับอยู่ทุกวัน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จะวนกลับมาอีกครั้ง กรุงเทพฯ กำลังจะถูกพาไปในทิศทางไหน เมืองแห่งนี้จะยังเป็นพื้นที่ที่โอกาสกระจุกอยู่กับคนบางกลุ่ม หรือจะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นได้ไหม The Momentum ชวนพูดคุยกับเหล่าทีมงานผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่อาจกลายเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมือง เพื่อฟังว่าในสายตาของพวกเขา กรุงเทพฯ ที่ดีกว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และเมืองแบบไหนที่ผู้คนควรได้รับจริงๆ • เมืองที่ก้าวกระโดดไปสู่การเป็นเมืองแห่งโอกาส รศ.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และทีมงานคนสำคัญของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การทำงานของ กทม. คือการทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น ผ่านการแก้ปัญหาที่รุมเร้าประชาชนในชีวิตประจำวัน แต่จากนี้ เมืองจำเป็นต้องก้าวต่อไปอีกขั้นคือ การทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดการลงทุน การจ้างงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนทุกระดับ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความซับซ้อน เพราะมีทั้งเศรษฐกิจระดับมูลค่าสูง ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานรากและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสตรีทฟู้ด วิถีชีวิตริมทาง หรือเอกลักษณ์ของแต่ละย่าน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ‘Soft Power’ ที่ควรนำมาผสมผสานกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ในภาพของกรุงเทพฯ ที่ดีกว่า จึงอยากเห็นเมืองที่ผู้คนสามารถเดินบนทางเท้าที่ดี มีต้นไม้ อากาศสบาย และเห็นผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตมีความหวัง ขณะเดียวกัน เมืองต้องเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทั้งด้านสุขภาพหรือความปลอดภัย เมืองจะสามารถดูแลและช่วยเหลือพวกเขาได้ในวันที่อ่อนแอ “คิดว่านี่คือก้าวกระโดดที่เราต้องทำให้โอกาสมันเป็นจริงในเมืองนี้ให้ได้ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ทั้งการลงทุน ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และผู้คน เพราะฉะนั้นต้องทำให้มันรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วผลักเมืองไปให้มีความสามารถในการแข่งขันได้” อย่างไรก็ตาม ทวิดายอมรับว่า แม้นโยบายที่มีกว่า 200 ข้อ จะพยายามออกแบบให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม แต่ในความเป็นจริง ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายทั้งหมดอย่างเต็ม 100% สำหรับนโยบายที่ยังค้างคาใจมากที่สุด ได้ยกเรื่อง ‘สาธารณสุข’ เป็นอันดับ 1 โดยอธิบายว่า ระบบสาธารณสุขของ กทม.ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน โดยที่ผ่านมา กทม.พยายามวางกลไกใหม่ ทั้งการแบ่งโซนสุขภาพ และเชื่อมโยงระบบปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น ลดความสับสนเรื่องสิทธิการรักษาและขั้นตอนต่างๆ แต่สิ่งที่ยังต้องทำต่อคือ การบริหารหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพมากพอ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกสะดวกมากขึ้น อีกเรื่องที่มองว่ายังทำไม่สำเร็จคือ การปฏิรูประบบบริหารภายในของ กทม. ทั้งด้านโครงสร้าง การใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกันของบุคลากร แม้ที่ผ่านมาปรับไปแล้วหลายส่วน แต่ระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และยังขาดความสามารถในการคาดการณ์ปัญหาในอนาคต (Foresight) นอกจากนี้ หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการบริหาร กทม.คือ เรื่อง ‘กฎหมาย’ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้แค่กฎหมายของตัวเอง แต่ต้องอาศัยกฎหมายและกฎกระทรวงจากหลายหน่วยงานร่วมกัน ทำให้บางครั้งการพัฒนาเมือง หรือการทำเรื่องใหม่ๆ ทำได้ช้ากว่าที่ควร “บางครั้ง กทม.อยากจะทำ Foresight หรือการมองไปข้างหน้า แต่กฎหมายเวลาออกมา มักจะออกมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีตหรือปัจจุบัน กฎหมายไม่ค่อย Take the Lead หรือก้าวกระโดดไปข้างหน้า” “หลายเรื่องที่เราทำ เราต้องการการก้าวกระโดด ต้องการทำเรื่องใหม่ๆ แต่บางครั้งกฎหมายหรือระเบียบตามไม่ทัน ดังนั้นความท้าทายคือ การออกแบบให้กฎหมายและระเบียบตามทันอนาคต และปลอดภัยพอ ทั้งสำหรับข้าราชการเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ได้รับประโยชน์ เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์เหล่านั้นย้อนกลับมาสร้างปัญหาในภายหลัง” • เมืองที่คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ชี้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน แม้ตัวเลขตามทะเบียนบ้านจะอยู่ที่ราว 5 ล้านคน แต่ยังมีทั้งประชากรแฝงและคนจากปริมณฑลที่เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองทุกวัน ทำให้กรุงเทพฯ ต้องรองรับผู้คนจำนวนมากและมีความซับซ้อนสูง โดยมองว่า ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะชีวิตของแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพสังคมโดยรวมด้วย ซึ่งในฐานะคนที่สนใจเรื่องการปฏิรูปภาครัฐและธรรมาภิบาล คิดว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ ยากขึ้นคือ ระบบราชการและกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขออนุญาตต่างๆ ซึ่งเป็นภาระต่อประชาชน อีกประเด็นสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำในเมือง โดยได้ยกตัวอย่างเขตคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งโรงแรมหรูระดับ 6 ดาว ศูนย์การค้า สวนสาธารณะ และชุมชนแออัดอยู่ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นความแตกต่างทางคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน จึงอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงบางกลุ่ม “คนกรุงเทพฯ เวลาพูดถึงความเจ็บป่วย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคอย่างโรคมะเร็ง หรือโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิต รวมถึงอุบัติเหตุที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าเรามีปัญหาที่พื้นฐาน “ต้องเป็นการแก้ไขในเชิงระบบ ทางพรรคเองก็มีการผลักดัน และดีใจที่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย รวมถึงการลดใบอนุญาต โดยเฉพาะใบอนุญาตก่อสร้าง เพราะสามารถกลายเป็นต้นทุนหรือช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ได้ ส่วนโครงสร้างใหญ่ เช่น การเดินทาง คนที่อยู่ชานเมืองต้องเสียทั้งค่ามอเตอร์ไซค์ ค่ารถโดยสาร และค่ารถไฟฟ้า ต้นทุนชีวิตจึงสูงมาก คำถามคือ อะไรที่ทำให้มันแพง และรัฐจะมีสวัสดิการอะไรเข้ามาช่วยลดภาระได้บ้าง” เพียงพนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะนักกฎหมาย ก็ต้องยอมรับว่าแก้ปัญหาเหล่านี้มาตลอด แม้อำนาจของผู้ว่าฯ หรือ สก.จะมีข้อจำกัด แต่บริบทของปี 2528 กับปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่ยังขาดอยู่มี 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องแรก คือการตัดสินใจด้วยความกล้าหาญทางการเมือง เพราะหลายปัญหาคือความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ไม่ควรจำกัดอำนาจตัวเองจนเกินไป เรื่องที่ 2 คือการขับเคลื่อนผ่านระบบที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับสภาฯ หรือการประสานกับกระทรวงต่างๆ เพราะการแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง “เราจำเป็นต้องมีนโยบาย มีระบบที่ชัดเจน แล้วมองต่อไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในอนาคตที่รออยู่อีกเยอะมาก เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการพูดกันว่า อีก 20 ปี กรุงเทพฯ อาจจะจมน้ำ ซึ่งรุ่นเราก็คงทันเห็น เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดตั้งแต่วันนี้ และคิดถึงคนรุ่นข้างหน้าด้วย ส่วนถ้ามีนโยบายหรืออะไรที่ทำมาดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุคของผู้ว่าฯ คนไหน เราก็ควรทำต่อ และถ้าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ก็ยิ่งควรทำ” ทั้งนี้ เพียงพนอมองว่า ปัจจุบัน ‘กรุงเทพฯ’ ยังไม่ได้เป็นเมืองสำหรับทุกคน เพราะหากเราอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า หรือมีกำลังทางเศรษฐกิจ เราอาจรู้สึกว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก แต่สำหรับคนที่อยู่ชานเมือง เมื่อต้องเข้ามาใช้บริการหรือพึ่งพาสิ่งต่างๆ ในเมือง กลับต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมาก จนเหมือนอยู่คนละจังหวัด ดังนั้น การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับทุกคน จึงต้องเริ่มจากการกระจายและจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่พัฒนาเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะแต่ละเขตก็มีปัญหาและบริบทแตกต่างกันไป • เมืองที่พัฒนาได้ไม่สิ้นสุด ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และหนึ่งในทีมงานของชัชชาติ กล่าวว่า ไม่มีเมืองไหนดีที่สุด มีแต่เมืองที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยความท้าทายใน 4 ปีข้างหน้า มีทั้งเรื่องระบบราชการ เศรษฐกิจ โครงสร้างสังคมและการศึกษา สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การทำให้ระบบราชการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะมีทรัพยากรเท่าเดิม แต่ต้องสามารถรับมือกับปัญหาและภารกิจที่ใหญ่ขึ้นได้ โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยลดความล่าช้าในระบบราชการ รวมถึงช่วยจัดสรรกำลังคนให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น คนที่มีเวลาว่างอาจถูกนำไปช่วยงานด้านอื่นที่จำเป็นกว่า นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน และบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ระบบราชการแข็งแรงและตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่า เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลกลาง แต่ศานนท์เชื่อว่า เมืองควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในระดับประชาชนต้องช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้คนสามารถแข่งขันกับโลกได้ เช่น ทักษะ AI หรือทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ สำหรับผู้ประกอบการ SME เมืองควรช่วยให้ธุรกิจตั้งตัวง่ายขึ้น ทั้งเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครดิต หรือการมีพื้นที่ค้าขาย โดยอาจต้องร่วมมือกับธนาคารและภาคเอกชนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่ทำกินหรือพื้นที่ขายสินค้าให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย ในภาพใหญ่ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ควรทำหน้าที่เพียงบริหารเมือง แต่ควรมีบทบาทคล้าย ‘ทูตเศรษฐกิจ’ ที่เชื่อมโยงการลงทุนกับเมืองและประเทศต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับสถานทูตและเครือข่ายระหว่างประเทศ แม้อำนาจของ กทม.จะยังมีข้อจำกัด แต่เมืองสามารถทำงานเชิงรุกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศานนท์ระบุว่า กรุงเทพฯ มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่แข็งแรง แต่กลับมีโครงสร้างทางสังคม (Social Structure) ที่เปราะบางกว่าต่างจังหวัด โดยต่างจังหวัดแม้อาจยังขาดความพร้อมด้านกายภาพ แต่มีระบบชุมชนที่เข้มแข็ง มีผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่ช่วยดูแลกัน ขณะที่กรุงเทพฯ มีชุมชนลดลงต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 2,000 ชุมชน ปัจจุบันเหลือต่ำกว่านั้นแล้ว หัวใจสำคัญคือ การสร้างโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น เมื่อคนในเมืองเชื่อมโยงและดูแลกันเองได้มากขึ้น เราก็จะช่วยดูแลกลุ่มเปราะบางหรือสวัสดิการต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะไม่ใช่แค่รัฐที่ทำหน้าที่ดูแลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นสังคมที่ช่วยกันดูแลกันเอง แล้วภาครัฐหรือ กทม.ค่อยเข้าไปสนับสนุนกลุ่มเหล่านั้นอีกที อีกเรื่องที่มองว่าสำคัญมากคือ ‘การศึกษา’ โดยในหลายประเทศ คนที่เกิดมาในครอบครัวยากจนหลุดพ้นจากความจนได้ภายในประมาณ 4-5 รุ่น แต่ในไทยอาจต้องใช้เวลาถึง 7-11 รุ่น ซึ่งสะท้อนว่า ระบบการศึกษายังไม่สามารถสร้างโอกาสได้มากพอ ทั้งนี้ การศึกษาต้องช่วยทลายข้อจำกัดของเด็ก โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือ เช่น Digital Classroom หรือการใช้ AI ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น โดยครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดึงศักยภาพของเด็ก (Facilitator) รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเปลี่ยนปัญหาหรือความลำบากในชีวิตจริงให้กลายเป็นบทเรียนสำหรับเด็กได้ ศานนท์มองว่า นโยบายหลายเรื่องที่เริ่มต้นไว้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ควรได้รับการสานต่อ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพราะเมื่อระบบเริ่มทำงานได้แล้ว ระบบราชการก็เดินหน้าต่อได้เอง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและการดูแลเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ นโยบายใหม่ที่ตอบโจทย์ความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และการลดความเหลื่อมล้ำในเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญในอนาคต • เมืองที่ทำให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมผู้บริหารผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน มองว่า กรุงเทพฯ ที่ดีกว่า คือเมืองที่ทำให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสวัสดิการให้คนในเมือง เพราะมองว่า เมืองสามารถช่วยให้คนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีศูนย์เด็กเล็กที่ดูแลเด็กได้ตั้งแต่หลังหมดสิทธิลาคลอด เพื่อให้พ่อแม่ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง หรือไม่ต้องส่งลูกเข้าเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เมืองควรมีระบบผู้ดูแลเข้าไปเยี่ยมตามบ้าน เพื่อลดภาระของลูกหลานที่อาจต้องลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ อีกเรื่องที่มองว่าสำคัญคือ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะปัญหาใบส่งตัวของผู้ป่วยบัตรทอง ที่หลายคนต้องเสียเวลาไปต่อคิวเพื่อขอใบส่งตัวไปหาหมอ แม้ปัญหานี้จะเกี่ยวข้องกับระดับประเทศและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่ กทม.ยังมีบทบาทช่วยแก้ได้ ผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ซึ่งสามารถเพิ่มโควตารับดูแลผู้ป่วยบัตรทองได้ ปัจจุบัน กทม.ดูแลผู้ป่วยบัตรทองประมาณ 8 แสนคน จากเดิมที่เคยดูแลได้ 1 ล้านคน เป้าหมายคือ อยากเพิ่มกลับไปให้ได้เท่าเดิมตั้งแต่ปีแรก เพื่อช่วยลดภาระและบรรเทาปัญหาเรื่องใบส่งตัว วรภพมองว่าเรื่อง ‘เลี้ยงครอบครัวง่าย’ เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ รวมถึงเรื่อง ‘ค้าขายง่าย’ ด้วย โดยเสนอแนวคิดหวยใบเสร็จ เวอร์ชันกรุงเทพฯ ที่ให้ กทม.ใช้งบประมาณมาทำโปรโมชันหรือชิงโชคสำหรับคนที่ไปอุดหนุนร้านค้ารายย่อย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมองว่า กรุงเทพฯ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิมๆ ในกรุงเทพฯ ชั้นใน จึงอยากเพิ่มงบด้านการท่องเที่ยวจากปีละ 50 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท เพื่อสร้างแลนด์มาร์กและเรื่องราวใหม่ๆ ร่วมกับเอกชนและชุมชน ให้คนกระจายตัวไปยังพื้นที่อื่นมากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่อง ‘เดินทางง่าย’ ด้วย ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก เช่น เพิ่มเส้นทางรถเมล์ในสายที่กรมการขนส่งทางบกอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนเข้ามาวิ่ง โดย กทม.สามารถเข้าไปดำเนินการแทนได้ รวมถึงการฟื้นฟูเรือเมล์และระบบคมนาคมทางน้ำ เพราะมองว่า คลองในกรุงเทพฯ ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นโครงข่ายการเดินทางได้ ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญ คลองพระโขนง คลองแสนแสบ ไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองลาดพร้าว เพื่อทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นและช่วยลดปัญหารถติด นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีปัญหาที่คนอาจมองข้ามหรือชาชินไปแล้ว ยกตัวอย่างเรื่องใบส่งตัวผู้ป่วยบัตรทองที่ยุ่งยากและมีข้อจำกัดมาก รวมถึงปัญหาขนส่งสาธารณะ โดยมองว่า หลายเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจร่วมกับรัฐบาลกลาง แต่ในขณะเดียวกัน กทม.เองก็ยังมีอำนาจและโอกาสแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนได้ โดยแนวคิดของทีมไม่ได้มีแค่นโยบายระดับเมืองเท่านั้น แต่ยังมี ‘วาระเขต’ ครบทั้ง 50 เขต โดยผู้สมัคร สก.แต่ละคนจะนำปัญหาเฉพาะพื้นที่ของตัวเองมานำเสนอ เพื่อให้การแก้ปัญหาเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของคนในแต่ละชุมชน “ยกตัวอย่างเขตบางบอนที่ยังไม่มีศูนย์เด็กเล็ก ทำให้หลายครอบครัวเลี้ยงลูกได้ยาก ทีมจึงมองว่า ควรพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้เข้าถึงได้มากขึ้น ขณะที่เขตสายไหม แม้จะมีถนนตัดใหม่บริเวณสุขาภิบาล 5 แต่กลับยังไม่มีรถเมล์วิ่ง ทำให้การเดินทางของคนในพื้นที่ยังไม่สะดวก ส่วนในเขตประเวศ ทีมของเรามองว่า ปัญหากลิ่นจากบ่อขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องที่ต้องกล้าตัดสินใจจัดการอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน นี่คือเหตุผลที่ผู้สมัครของเราอยากเข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่ตัวเองจริงๆ” โดยสิ่งที่ทีมกำลังทำคือการเชื่อม ‘วาระเมือง’ กับ ‘วาระเขต’ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบายใหญ่ แต่ลงไปถึงปัญหาที่คนแต่ละพื้นที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน แล้วสำหรับคุณ กรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ควรเป็นแบบไหน Because we deserve better… #TheMomentum #StayCuriousBeOpen #WeDeserveBetter #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #ผู้ว่ากทม #เมือง #กรุงเทพ #กรุงเทพมหานคร
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
about 1 month ago
พูดคุยกับ เลิฟ-ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร ถึงตัวละคร ‘กอหญ้า’ จากซีรีส์ ‘Girl Rules กฎหลัก...ห้ามรักเธอ’ ซึ่งเลิฟบอกว่า เป็นบทบาทที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงเล่าซีนที่ประทับใจในซีรีส์ นอกจากนี้ เลิฟยังแอบบอกเรื่องลับๆ ที่ไม่มีใครเคยรู้ ตอนที่เธอถึงคราวเบญจเพส ซึ่งของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดคือ การได้โบกมือลาวัย 25 อย่างเป็นทางการ ติดตามบทสัมภาษณ์ เลิฟ ภัทรานิษฐ์
@loverrukk
ได้ทางเว็บไซต์ The Momentum เร็วๆ นี้ #TheMomentum #TheFrame #Loverrukk #LovePattranite #GirlRulesSeries #GMMTV #เลิฟภัทรานิษฐ์ #ภัทรานิษฐ์ลิ้มปติยากร #กฎหลักห้ามรักเธอ
See More
themomentumco's tweet video.
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
about 2 months ago
3 ทศวรรษให้หลังเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ บาดแผลหลายเรื่องยังไม่เคยถูกสะสาง ทั้งคำถามเรื่องผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย การใช้กระสุนจริง แผนสลายการชุมนุม เหตุเผา สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ไปจนถึงตัวละครเบื้องหลังที่ไม่ได้มีเพียง พลตรี จำลอง ศรีเมือง หรือพลเอก สุจินดา คราประยูร เท่านั้น b-holder ชวนคุยกับ ตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะคนที่อยู่กลางถนนในปี 2535 ย้อนกลับไปยังวันที่ รสช.ยึดอำนาจ วันที่พลเอกสุจินดา ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ วันที่ทหารใช้กระสุนจริงกับประชาชน และถามคำถามสำคัญว่า พฤษภาฯ 35 คือชัยชนะของประชาชนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงชัยชนะชั่วคราวที่ประเทศไทยยังต้องจ่ายราคาซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับชมพร้อมกันใน b-holder LIVE วันนี้ เวลา 18.00 น. ทาง Facebook และ YouTube: The Momentum #TheMomentum #bholder #bholderpodcast #พฤษภา35 #พฤษภาทมิฬ
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
2 months ago
‘We Are All Trying Here’ ชายวัย 40 ปี ต่อสู้เพื่อเป็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์สาวที่มีปัญหาทางจิต คุณจะไล่ตามความฝันไปจนอายุ 40 ปี หรือไม่ แม้มันจะไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้ง และยังไม่ทำเงินให้คุณสักบาท คำถามนี้เกิดจากการดูเรื่อง We Are All Trying Here (2026) หรือชื่อไทย ‘เราต่างพยายามสุดใจ’ ซีรีส์จาก พัค แฮยอง (Park Hae-Young) นักเขียนบทเจ้าของผลงาน My Liberation Notes (2022) My Mister (2018) และ Another Miss Oh (2016) ซึ่ง My Liberation Notes ที่คนไทยรู้จักในชื่อ ‘ปล่อยใจสู่เสรี’ เป็นซีรีส์ที่ได้รับรางวัลในงาน Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 59 สาขาบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยม รวมถึงซีรีส์ระดับตำนานอย่าง My Mister ก็ได้รับรางวัลเดียวกันในงาน Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 55 ผ่านไป 4 ปี พัคแฮยองกลับมาอีกครั้งกับซีรีส์เรื่องใหม่ แนวตลกเสียดสีชีวิตประจำวัน ที่ได้นักแสดงนำ คู คโยฮวาน (Koo Kyo-Hwan) นักแสดงขวัญใจสายภาพยนตร์ ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากซีรีส์ D.P (2021) ของ Netflix ส่วนนางเอกของเรื่องคือ โก ยุนจอง (Go Youn-Jung) มีผลงานล่าสุดอย่าง Can This Love Be Translated? (2026) ที่เพิ่งเป็นกระแสเมื่อไม่นานมานี้ โดย We Are All Trying Here เป็นเรื่องราวของคนในวงการภาพยนตร์ ทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นายทุน และนักแสดง พระเอกของเรื่องคือ ฮวัง ดงมัน (คู คโยฮวาน) ชายวัย 40 ปี สมาชิกกลุ่มเดียวกับผู้กำกับ 8 คน ทุกคนในกลุ่มเดบิวต์เป็นผู้กำกับชื่อดังกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ใครๆ ก็ดูถูกว่าเขาไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ว่างงานมาตลอด 20 ปี เพราะเขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตไปกับการไล่ตามความฝัน ฮวัง ดงมันเขียนบทหนังส่งประกวดบ้าง ส่งให้ค่ายทำหนังบ้าง แต่บทของเขาก็ไม่เคยถูกหยิบมาทำเป็นหนังสักที อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยยอมแพ้กับเส้นทางนี้ ยังพัฒนาบทพร้อมกับทำงานในโรงเรียนสอนเขียนบทและงานพาร์ตไทม์รับจ้างรายวัน จนกระทั่งฮวัง ดงมันได้มาสนิทสนมกับ พยอน อึนอา (โก ยุนจอง) โปรดิวเซอร์สาวจากบริษัท Choi Film ที่มีความเก่งกาจในการคัดเลือกบท ผู้กำกับหลายคนยกย่องและเกรงใจ เธอจึงเป็นเหมือนแสงสว่างของฮวัง ดงมัน แต่แม้ว่าพยอน อึนอาจะเป็นคนมีความสามารถ เธอก็ยังมีปัญหาในที่ทำงาน ต้องอดทนอดกลั้นจนเลือดกำเดาไหลทุกวัน ชีวิตส่วนตัวก็มีความเก็บกด และมีอารมณ์บางอย่างที่จิตแพทย์บอกว่า เป็นอารมณ์ที่ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แม้แพตเทิร์นของซีรีส์จะคล้ายเดิมคือ กลุ่มคนที่มีปัญหารุมเร้า ทั้งเรื่องเงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์ สุขภาพจิต เป็นมนุษย์ที่ชีวิตผุพังมาเจอกันและต่างเยียวยาซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นลายเซ็นของคนเขียนบท ทว่า We Are All Trying Here มีความสนุกที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะตัวละครพระเอกที่ต่างออกไปจากผลงานที่ผ่านมา พัค แฮยองเป็นที่รู้จักกันดีว่า เธอมักเขียนบทพระเอกนางเอกที่มีบุคลิกสงบนิ่ง พูดน้อย แต่ภายในอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ อย่างเช่นในเรื่อง My Mister บทของ อี จีอัน แสดงโดย ไอยู (IU) และบท พัค ดงฮุน แสดงโดย อี ซอนกยุน (Lee Sun-Kyun) นักแสดงผู้ล่วงลับ เป็นการแสดงที่ใช้อารมณ์ในการสื่อสารมากกว่าจะเป็นบทพูดไดอะล็อกยาว และในเรื่อง My Liberation Notes แสดงโดย ซน ซอกกู (Son Suk-Ku) กับ คิม จีวอน (Kim Ji-Won) พระเอกนางเอกคุยกันแบบนับคำได้ แต่ซีรีส์ก็ยังมีวลีฮิตจากนางเอกว่า “เชิดชูฉันสิ” ที่คนพูดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างไรก็ตาม แม้พระเอกนางเอกจะปากหนัก แต่ก็มีตัวละครเพื่อนและพี่น้องที่พูดเก่งอยู่รอบๆ ตัว ซึ่งพัค แฮยองมักให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัวในเรื่อง กลับมาที่เรื่อง We Are All Trying Here ความต่างแรกคือ ซีรีส์เรื่องนี้มีความตลก แต่ไม่ใช่ตลกแบบหัวเราะจนกรามค้าง มันคือการเล่นมุกตลกร้าย หัวเราะให้กับความบัดซบของชีวิต และเรื่องนี้มีพระเอกเอ็กซ์โทรเวิร์ต ชอบเข้าสังคม พูดมาก พูดไม่หยุด เหมือนนักเขียนได้หยิบเอาคาแรกเตอร์พี่ชายพูดเก่งๆ ของพระเอกเรื่องก่อนๆ มาใส่ในตัวฮวัง ดงมัน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ฮวัง ดงมันหยุดพูดไม่ได้ เป็นเพราะท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่ประสบความสำเร็จไปนานแล้ว เขาเป็นคนเดียวที่ยังวิ่งไปไม่ถึงจุดนั้น นั่นหมายความว่า มีแค่เขาเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจบทสนทนาของเพื่อนวงการหนัง ดังนั้น หากเขานั่งฟังเงียบๆ มันทำให้เขารู้สึกไร้ตัวตน อึดอัดใจจนเหมือนกำลังจะตาย ถึงต้องหาเรื่องอะไรมาพูดคุยตลอดเวลา ทั้งนี้ ยังมีฉากที่ฮวัง ดงมันไม่มีเพื่อนคุย จนต้องเดินขึ้นภูเขาเพื่อไปตะโกนเรียกชื่อตนเองดังๆ ให้รู้สึกว่าฉันยังมีตัวตนอยู่ และฉากที่เขาต้องนั่งกลั้นน้ำตาบนรถเมล์ระหว่างทางกลับบ้าน หลังจากเจอความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉากเหล่านี้เป็นที่พูดถึงอย่างมาก เพราะคนดูหลายคนกล่าวว่า เคยมีประสบการณ์คล้ายกัน รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ทุกคนบอกให้เขาล้มเลิกความฝัน ตีค่าความพยายามของเขาว่าเป็นความดันทุรัง ซึ่งฮวัง ดงมันตอบกลับว่า “ทำไมผมต้องใช้ชีวิตให้ถูกใจคุณมึงด้วย” นอกจากนี้ ชีวิตตัวละครอีกหลายคนในเรื่องก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น พัค กยองเซ แสดงโดย โอ จองเซ (Oh Jung-Se) ผู้กำกับที่แม้จะอยู่กลุ่มเดียวกับฮวัง ดงมัน แต่ก็เป็นคู่ปรับกัน สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดคือ การมีชีวิตแบบฮวัง ดงมัน เพราะต่อให้เป็นผู้กำกับดังแล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าหนังจะประสบความสำเร็จทุกเรื่อง รวมถึงบทพี่ชายของฮวัง ดงมัน อดีตกวีที่เขียนงานได้อย่างลุ่มลึก แต่ทุกวันนี้เป็นช่างเชื่อมทำงานในไซต์ก่อสร้าง ไปจนถึงบทของสมาชิกหญิง 2 คนในกลุ่มผู้กำกับ ที่ไม่ได้ทำงานกำกับแล้ว แต่เน้นไปทำงานโปรดิวเซอร์แทน น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเส้นทางชีวิตผู้กำกับหญิงทั้งสอง ซึ่งซีรีส์อาจเล่าเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ในตอนถัดๆ ไป We Are All Trying Here สื่อสารว่า ทุกตัวละครกำลังต่อสู้และพยายามกับชีวิตตัวเองเหมือนกัน เป็นซีรีส์คุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง แม้จะออกอากาศไปแค่ 4 ตอน คนก็คาดเดาว่า ต้องมีชื่อเข้าชิงรางวัลปลายปี ทั้งสาขานักแสดงนำ นักแสดงสมทบ และบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สามารถรับชมได้ทาง Netflix #TheMomentum #Entertainment #WeAreAllTryingHere #เราต่างพยายามสุดใจ
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
2 months ago
เมื่อวิกฤต PM2.5 กลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่คนเหนือยังต้องหายใจอยู่ทุกปี ทั้งที่รัฐบาลเปลี่ยนมาแล้วหลายชุด แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่เสมอ ทำไมแก้ไม่ได้จริงจังสักที พูดคุยกับ ตี๋-ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ขุดหาต้นตอของปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน วิเคราะห์การลงพื้นที่ของรัฐบาล เรื่อยไปจนถึงความคืบหน้าของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด อุปสรรคที่ยังค้างคาจากรัฐบาลชุดก่อนและยัง ‘ลูกผีลูกคน’ ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงเส้นทางการเมืองของเขา เส้นทางการเมืองที่พรรคประชาชนต้องเผชิญต่อจากนี้ พบกับ b-holder LIVE วันนี้เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ The Momentum #TheMomentum #bholderLIVE #bholder #ภัทรพงษ์ลีลาภัทร์ #เชียงใหม่ #พรรคประชาชน
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
3 months ago
เริ่มต้นใหม่ กับคนเดิม อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 วันนี้ (19 มีนาคม 2569) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเกินครึ่งให้ อนุทิน ชาญวีรกูล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย สำหรับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครั้งนี้ของอนุทิน ถือเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาชนโหวตให้ตาม MOA ที่จัดทำขึ้นระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้โดยในการโหวตเลือกครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมงดออกเสียง ขณะที่พรรคไทรวมพลังโหวตเลือก ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน #TheMomentum #HouseOfCards #เกมพลิกอำนาจ #เลือกตั้ง69 #โหวตนายก #ประชุมสภา #รัฐบาล #การเมือง #อนุทิน #พรรคภูมิใจไทย #อนุทินชาญวีรกูล
See More
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
4 months ago
เปิดกระเป๋า เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ดูว่าเขาพกอะไรไว้บ้าง
#TheMomentum
#เท้ง
#ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ
#เท้งณัฐพงษ์
#พรรคประชาชน
#Whatsinmybag
themomentumco's tweet video.
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
4 months ago
พลาสติก คือวัสดุหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ หจก. รักชาติ พาณิชย์ ผู้ผลิต ‘เสื่อตรากวาง’ ที่คนไทยคุ้นเคยมายาวนาน ด้วยคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้หลากหลาย วัสดุชนิดนี้จึงพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของรักชาติ พาณิชย์กว่า 90% ทำจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุหมุนเวียน พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2573 ให้พลาสติกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แนวคิดนี้สะท้อนการปรับตัวของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมากว่า 50 ปี ซึ่งวันนี้ส่งต่อสู่ ดวง-สุรกิตติ์ ตั้งชัยศักดิ์ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ที่เติบโตมากับโรงงานเสื่อ และกำลังพาแบรนด์ดั้งเดิมเดินหน้าสู่อนาคตที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพสินค้าและความยั่งยืนไปพร้อมกัน สุรกิตติ์เล่าย้อนไปในยุคบุกเบิกให้ฟังว่า ช่วงปี 2513 เป็นยุคที่พ่อ (ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์) เริ่มต้นธุรกิจเสื่อพลาสติก ซึ่งค่อนข้างยากเพราะคนไทยในยุคนั้นนิยมใช้เสื่อที่ทำจากต้นกกหรือวัสดุธรรมชาติมากกว่า ช่วงแรกจึงขายไม่ค่อยดี พ่อต้องเดินสายออกงานตามต่างจังหวัด ตระเวนไปงานกาชาดในหลายพื้นที่ แม้จะขายได้ไม่กี่ผืนก็ดีใจมากแล้ว บริษัทต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานกว่า 5-6 ปี กว่าสินค้าจะติดตลาด บางครั้งก็ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถม ซึ่งผู้ก่อตั้งเคยนำเสื่อไปแจกตามวัด หรือให้คนรับไปขายต่อแบบที่เก็บเงินได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คล้ายกับการทำแจกฟรีเพื่อให้คนได้ทดลองใช้ ซึ่งปรากฏว่าพอสินค้าเข้าถึงผู้ใช้งานจริง จึงเริ่มเกิดการยอมรับมากขึ้น จนเริ่มมีคนต่างจังหวัดตามหาและเข้ากรุงเทพฯ เพื่อซื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ผู้ก่อตั้งจึงโชว์ให้เห็นประสิทธิภาพของเสื่อพลาสติกด้วยการโยนจานลงบนเสื่อ เพื่อโชว์ว่าจานไม่แตก ทำให้คนมามุงดูเยอะขึ้นจนขายดี และผลิตแทบไม่ทัน วันนี้ รักชาติ พาณิชย์ หรือตรากวาง มีอายุมากกว่า 50 ปี และนับเป็นแบรนด์เสื่อพลาสติกเจ้าแรกๆ ของไทยที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการลดการใช้พลาสติกใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลเพื่อให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้มากขึ้น อ่านบทความ จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่เสื่อแห่งอนาคต เรื่องราว 50 ปี ‘รักชาติ พาณิชย์’ หรือ ‘เสื่อตรากวาง’ ธุรกิจครอบครัวที่ไม่เคยหยุดทอ ได้ที่ https://t.co/dz6yRTvi6M เรื่อง: เพ็ญทิพา ทองคำเภา ภาพ: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์, อภิสรา วิเศษบุญลือ #TheMomentum #StayCuriousBeOpen #TheChair #RukChat #รักชาติพาณิชย์ #เสื่อตรากวาง #เสื่อ #เสื่อพลาสติก #RUK #แบรนด์RUK
See More
Supachat
retweeted
Piyabutr Saengkanokkul
@Piyabutr_FWP
4 months ago
คราวก่อน เวเนซุเอลา วันนี้ อิหร่าน วันหน้า ใคร? เราจะอยู่บนโลกแบบนี้ แบบที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ไม่ถูกใจประเทศไหน ก็ทิ้งระเบิด รบเลย สมัยสู้กับคอมมิวนิสต์ ยังมีความพยายามอธิบายความ สร้างความชอบธรรมบ้าง แต่สมัยนี้ ไม่ต้องเขินอายกันอีกต่อไปแล้ว?
Supachat
retweeted
The Momentum
@themomentumco
4 months ago
ไม่เคยเจอกับความรุนแรงทางเพศ จึงไม่ ‘อินสตรีนิยม’ จริงๆ แล้ว From the Desk สัปดาห์นี้ อยากขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘เบื่อ’ เบื่อที่ปี 2026 แล้ว เรายังต้องมานั่งอธิบายว่า การที่ใครบางคน ‘ไม่เคยเจอ’ ไม่ได้แปลว่า ‘มันไม่มีอยู่’ และก็น่าเศร้าที่ถึงวันนี้ยังมีคนแสดงตัวชัดเจนว่า ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เพียงเพราะชีวิตไม่เคยรู้สึกว่าถูกกดขี่ เบื่ออออออ แต่ก็ต้องพูดอีกอยู่ดี อันดับแรกอยากชวนทุกคนลองคิดตามแบบง่ายที่สุดว่า หากคุณมีเงินพอใช้ ไม่เคยเครียดว่าจะไม่มีเงินซื้อข้าว สามารถไปเที่ยวได้ทุกวันหยุด คุณจะคิดไหมว่าโลกใบนี้ไม่มีคนจน ไม่มีคนที่ต้องอดมื้อกินมื้อ หรือต้องคำวณทุกบาททุกสตางค์? หรือการที่คุณไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการลาพักหลังคลอด เพียงเพราะคุณไม่เคยคลอดลูก หรือเพราะเป็นผู้ชาย จึงไม่รู้ว่าการพักผ่อนหลังคลอดนั้นสำคัญแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่ได้เผชิญกับปัญหา หรือทั้งชีวิตคุณไม่เคยเจอกับความรุนแรงทางเพศมาก่อน ทั้งจากครอบครัว คนรักหรือคนแปลกหน้า นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่เคยเจอกับความรุนแรงเหล่านี้ ทั้งหมดนี้คือเรื่องเดียวกัน นั่นคือการเอาความโชคดีและ Privilege ของตนเองไปตัดสินชีวิตคนอื่น และการที่คุณไม่เคยเจอ นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่เคยประสบ สเตตัสที่ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็กๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก” ที่ยิ่งน่าตกใจมากกว่าสเตตัสคือ ความคิดแบบนี้ออกมาจาก อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าทำไมไม่อิน แต่คือทำไมการไม่เคยถูกกดขี่ ถึงกลายเป็นเหตุผลในการไม่สนใจความไม่เท่าเทียมของคนอื่นได้ ทำไมมนุษย์คนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง แม่คนหนึ่ง ถึงมองไม่เห็นความรุนแรงมากมายที่อยู่รอบตัว เพียงเพราะตัวเองไม่เคยโดนกระทำได้อย่างไร เพียงเวลาไม่กี่วันต่อมา ภาพลักษณะเดียวกันก็ฉายซ้ำมาอีกครั้ง จากกรณีของ ‘ป้าตือ’ หรือ ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ในฐานะกรรมการ Miss Tiffany Universe 2026 ที่กล่าวว่า “ไม่มีมดลูกไม่ต้องใช้นางสาว” ระหว่างการนำเสนอโครงการแก้ปัญหาหอพักนิสิตข้ามเพศ ซึ่งต้องใช้คำนำหน้า ‘นาย’ และถูกจัดให้อยู่หอพักชาย ใช้ห้องน้ำร่วมกัน เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาทีของการนำเสนอ กลับทำให้เห็นภาพและชวนตั้งคำถามว่า เวทีที่ระบุว่า จะสะท้อนความงดงามของความหลากหลาย สร้างแรงกระเพื่อมเพื่อความเท่าเทียม ได้ทำหน้าที่นั้นจริงหรือไม่ เพราะตลอดช่วงเวลาการโต้เถียงนั้น มีเพียง อาร์ต-อารยา อินทรา ที่รับฟังและตั้งคำถามกับการประนีประนอมที่ยืดเยื้อมานาน อย่างตอนหนึ่งที่อาร์ตระบุว่า “ก็เพราะมัวแต่ Compromise นี่ไง ตั้งแต่กูเกิด ยันกูแก่ ไม่มีอะไรเปลี่ยน” อีกประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาไม่แพ้กันคือคำว่า Compromise และคำว่า Aggressive ทำไมเวลาที่คนออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองถูกกดขี่ กดทับ และถูกกระทำ ถึงมักถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรงหรือก้าวร้าว และถูกบอกให้รอไปก่อน คำถามคือ ทำไมฝ่ายที่ถูกกดทับต้องเป็นฝ่าย Compromise อยู่ตลอด มีไม่กี่เหตุผลที่พออธิบายมุมมองนี้ได้คือ โครงสร้างสังคมจำนวนมากเอื้อประโยชน์ให้บางคนอยู่แล้ว จนทำให้คนเหล่านั้นมองไม่เห็นความลำบากของคนอื่น เพียงเพราะชีวิตตัวเองปกติ และเมื่อโต้แย้งด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็มักหันไปเล่นงานวิธีการนำเสนอแทน เช่น บอกว่าพูดดีๆ ก่อนแล้วจะฟัง อธิบายง่ายๆ ผู้ที่ถูกกระทำ ถูกกดขี่ หรือเผชิญกับความรุนแรง เขาจะใช้น้ำเสียงนุ่มนวลในการอธิบายความโกรธ การกระทำ หรือการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร แต่สิ่งเหล่านี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อลดทอนความสำคัญของปัญหา และทำให้ผู้พูด ผู้เรียกร้อง กลายเป็นจำเลยสังคม เพราะใช้อารมณ์หรือเปล่า หากไม่เรียกร้อง หากไม่ต่อสู้ สิ่งที่ควรได้รับจะได้มาง่ายๆ หรือ ทั้งสมรสเท่าเทียม การลาคลอด และสิทธิต่างๆ ส่วนตัวมองว่าก็ Compromise กันมานานและมากพอแล้ว ยังต้อง Compromise กันไปถึงเมื่อไร ทั้งที่สิ่งที่เรียกร้องไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พอแล้วกับคำว่า Compromise หยุดบอกกันว่า อย่า Aggressive เสียที ในเมื่อความเกรี้ยวกราดที่เกิดขึ้น อาจเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายของคนที่ถูกกระทำมาตลอด เรื่อง: พาฝัน หน่อแก้ว ภาพ: วรรณภัสสร รุ่งวิไลเจริญ #TheMomentum #FromTheDesk #สตรีนิยม
See More
Last Seen Users on Sotwe
Gimcj Nahaa
Seen from
Indonesia
joyy.mel⭐️⭐️⭐️
Seen from
Indonesia
Kupang MANTAP
Seen from
Indonesia
🧸
Seen from
India
AP tırcı
Seen from
Poland
한국
Seen from
Korea
aguss
Seen from
Indonesia
حـصـريااات🔥 الــهـرم🤟💯
Seen from
Saudi Arabia
Douyin Beautiful Girls
Seen from
Singapore
acil
Seen from
Indonesia
Trends for you
1
Harry Kane
Under 10K tweets
2
Congo
Under 10K tweets
3
Empire State Building
Under 10K tweets
4
#CFB27
Under 10K tweets
5
Sony
Under 10K tweets
6
PlayStation
Under 10K tweets
7
Lakers
Under 10K tweets
8
Mitch
Under 10K tweets
9
Dansby Swanson
Under 10K tweets
10
Nintendo
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
240.6M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.2M followers
3
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.7M followers
4
Cristiano Ronaldo
@cristiano
110.6M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107M followers
6
Rihanna
@rihanna
97.7M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
90.9M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
87.7M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
81.5M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
73.1M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
69.9M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
69.8M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
63.9M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
62.7M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.9M followers
19
X
@x
60.8M followers
20
Selena Gomez
@selenagomez
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫