Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
The Structure
@TheStructureTH
สำนักข่าวออนไลน์ ที่เชื่อว่าความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศจะทำให้เกิดโอกาสและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด
Thailand
Joined January 2022
0
Following
990
Followers
7.5K
Posts
Pinned Tweet
The Structure
@TheStructureTH
about 1 year ago
"นี่คือราชอาณาจักรไทย" เพลงจาก Eros in Love ศิลปินนักแต่งเพลงออนไลน์ ที่มาพร้อมกับเพลงร็อคที่มีท่วงทำนองหนักหน่วง กระแทกเข้าไปในจิตใจของผู้พิทักษ์แผ่นดินไทยทุกคน!! --- แผ่นดินแห่งนี้ เป็นของคนไทย บรรพบุรุษ ปกป้องไว้ ให้ลูกหลาน เราจะไม่ยอม ให้ใครเข้ามารุกราน เราคนรุ่นหลัง จักสืบสาน คงสืบไป ศัตรูหน้าไหน หากเข้ามา เราพร้อมจะสู้ แดนดินทุกอณู คืออาณาเขต อธิปไตย เราเป็นหนึ่งเดียว รวมเลือดเนื้อ เป็นชาติเชื้อไทย แผ่นดินขวานทอง เราปกป้องไว้ด้วยความภาคภูมิ ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย - บทเพลงโดย Eros in Love - ตัดต่อ MV โดย The Structure #TheStructure #TheStructureNews #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ErosInLove
See More
TheStructureTH's tweet video.
The Structure
@TheStructureTH
about 3 hours ago
https://t.co/9JqgpeZSQc กับวันที่รัฐบาลเริ่มแข่งขันกันด้วยความสนใจของประชาชน เมื่อ The White House เปิดเกมให้ประชาชนเล่น บทความโดย : ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ 🔴 เมื่อทำเนียบขาวเปลี่ยนนโยบายให้เป็น 'เกม' ผมเพิ่งเห็นคลิปหนึ่งจาก Instagram ของทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกา เป็นภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ สลับกับภาพเกมจับคู่ไพ่ที่หน้าตาคล้ายเกมบนโทรศัพท์มือถือเมื่อหลายปีก่อน บนหน้าจอมีข้อความขนาดใหญ่เขียนว่า Escape from Socialism และมีชื่อเว็บไซต์ https://t.co/9JqgpeZSQc ปรากฏอยู่ตรงกลาง ตอนแรกผมนึกว่าเป็นคอนเทนต์ล้อเลียนทางการเมืองที่ใครสักคนทำขึ้นมา แต่พอดูชื่อบัญชีที่เผยแพร่ กลับเป็นบัญชีทางการของ White House ผมเลยลองเข้าไปดูว่า ทำเนียบขาวกำลังทำอะไรกันอยู่ ปรากฏว่า https://t.co/9JqgpeZSQc เป็นเว็บไซต์รวมเกมที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพัฒนาขึ้นมาให้ประชาชนเข้าไปเล่นได้จริง มีทั้งเกมบังคับนกบินหลบสิ่งกีดขวาง เกมจัดอาหารกลางวัน เกมเกี่ยวกับการออมเงิน และเกมที่นำประเด็นนโยบายการเมืองมาเป็นส่วนหนึ่งของการเล่น เรื่องนี้ทำให้ผมสนใจมากกว่าตัวเกมเสียอีก 🔴 พลิกโฉมการสื่อสารภาครัฐ: เปลี่ยนรายงานน่าเบื่อให้คนอยากคลิก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เรามักพูดถึงการทำบริการออนไลน์ การเชื่อมโยงฐานข้อมูล การลดเอกสาร หรือการนำ AI เข้ามาช่วยตอบคำถามประชาชน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญและยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ แต่กรณีนี้ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ทำเนียบขาวกำลังทดลองใช้วิธีสื่อสารที่เราเคยเห็นจากแบรนด์สินค้า บริษัทเกม และผู้ผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย มาประยุกต์กับเว็บไซต์ของรัฐบาลโดยตรง ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนบอกให้เราเข้าเว็บไซต์ภาครัฐเพื่ออ่านรายงานเศรษฐกิจความยาวหลายสิบหน้า เราจะอยากเข้าไปอ่านสักกี่คน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเกมที่เล่นได้ภายในสองสามนาที มีคะแนน มีภารกิจ และมีเรื่องราวที่ชวนให้ลองเล่น เราอาจยอมเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครขอ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าน่าจับตามอง 🔴 Gamification เล่าเรื่องนโยบาย: ดาบสองคมที่ต้องระวัง เกม Escape from Socialism ที่ทำเนียบขาวกำลังประชาสัมพันธ์ เป็นเกมจับคู่ภาพ โดยนำข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับต้นทุนทางเศรษฐกิจของนโยบายสังคมนิยมมาเป็นเนื้อหาในเกม เมื่อผู้เล่นจับคู่สำเร็จ ระบบจะแสดงตัวเลขผลกระทบด้านราคา ภาษี ค่าจ้าง หรือภาระทางการคลัง ตามการประเมินของ Council of Economic Advisers หรือคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ตัวอย่างเช่น ตัวเลขราคาสินค้าที่อาจเพิ่มขึ้น 130–160% ในช่วงสิบปี ภายใต้สมมติฐานบางประการเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อสนับสนุนนโยบาย ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นประมาณการภายใต้แบบจำลองและสมมติฐานของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งใช้วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนโยบายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และยังมีประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางเศรษฐศาสตร์ ผมไม่ได้สนใจว่าเกมนี้จะทำให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อแนวคิดทางการเมืองแบบใด เพราะนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ผมสนใจคือ วิธีที่ทำเนียบขาวนำรายงานเศรษฐกิจ ซึ่งปกติเป็นเอกสารที่คนทั่วไปแทบไม่เปิดอ่าน มาแปลงเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเล่นได้ รายงานยังอยู่ ข้อมูลยังมีแหล่งอ้างอิง แต่ประตูทางเข้าถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาข้อมูล วันนี้หน่วยงานภาครัฐกำลังพยายามนำข้อมูลเข้าไปอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนคุ้นเคย ผมนึกถึงคำว่า Gamification ที่เราได้ยินกันมานาน หมายถึงการนำองค์ประกอบของเกม เช่น คะแนน ภารกิจ การแข่งขัน หรือรางวัล มาใช้กับกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเกมโดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ https://t.co/9JqgpeZSQc ไปไกลกว่าการสะสมคะแนนหรือแจกเหรียญรางวัล เพราะรัฐบาลกำลังใช้เกมเป็นพื้นที่เล่าเรื่องทางนโยบาย กติกาของเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร ภาพที่เลือกใช้กลายเป็นวิธีอธิบายปัญหา และผลลัพธ์ที่ผู้เล่นได้รับกลายเป็นข้อความที่รัฐบาลต้องการให้จดจำ คนเล่นอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังอ่านเอกสารนโยบายด้วยซ้ำ นี่คือพลังของรูปแบบการสื่อสารที่น่าสนใจ และในเวลาเดียวกันก็มีเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะเกมหนึ่งเกมไม่ได้เพียงนำเสนอข้อมูล เกมยังเป็นคนกำหนดว่าผู้เล่นจะเห็นอะไร จะต้องทำอะไร และจะได้รับคำตอบแบบไหน หากผู้ออกแบบเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ผู้เล่นก็อาจได้รับความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ หรือประเด็นที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม ผมคิดว่านี่เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการใช้เกมเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจนโยบาย กับการใช้เกมเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในข้อสรุปที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เว็บไซต์ของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือจากสถานะของหน่วยงานอยู่แล้ว ยิ่งใช้รูปแบบที่เข้าใจง่ายและสนุกมากเท่าไร ความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลก็ควรยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 🔴 บทเรียนถึงไทย: ต่อยอดบริการภาครัฐผ่านโลกจำลอง อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามประเด็นการเมืองของเกมนี้ไปสักครู่ ผมคิดว่ามีบทเรียนหลายอย่างที่ประเทศไทยสามารถนำมาคิดต่อได้ ลองจินตนาการว่าแทนที่จะมีเพียงเอกสารอธิบายเรื่องภาษี เรามีเกมจำลองการเริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ให้คนที่อยากเปิดร้านกาแฟลองเลือกสถานที่ คำนวณต้นทุน จ้างพนักงาน และดูว่าต้องจดทะเบียนหรือขออนุญาตอะไรบ้าง เมื่อผู้เล่นเลือกผิด ระบบก็อธิบายว่าเหตุใดจึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือมีข้อกฎหมายอะไรที่ควรรู้ พร้อมเชื่อมไปยังบริการภาครัฐที่สามารถดำเนินการได้จริง คนที่ไม่เคยคิดจะอ่านคู่มือการประกอบธุรกิจอาจเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้จากการทดลองเปิดร้านในโลกจำลอง หรือเรื่องภัยออนไลน์ที่ทุกวันนี้ประชาชนถูกหลอกกันด้วยวิธีซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจสร้างเกมจำลองสถานการณ์ให้ผู้เล่นรับข้อความจากมิจฉาชีพ ลองตัดสินใจว่าจะกดลิงก์หรือไม่ จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือเปล่า แล้วเห็นผลของการตัดสินใจแต่ละแบบ การอ่านคำเตือนว่าอย่ากดลิงก์แปลกปลอม กับการได้ลองเผชิญสถานการณ์ที่มิจฉาชีพออกแบบมาให้เราหลงเชื่อ ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ต่างกันพอสมควร ผมยังนึกถึงเรื่องการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วมที่คนไทยคุ้นเคยกันดี หากมีเกมจำลองให้ประชาชนเลือกว่าจะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อได้รับแจ้งเตือนน้ำท่วม จะเก็บเอกสารสำคัญตรงไหน จะช่วยผู้สูงอายุในบ้านอย่างไร หรือควรเดินทางออกจากพื้นที่เมื่อใด เกมลักษณะนี้อาจทำให้คนเข้าใจความเสี่ยงได้ดีกว่าการอ่านประกาศยาว ๆ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำทางราชการ แน่นอนว่าเกมจำลองต้องอ้างอิงแนวทางจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และต้องไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการเล่นเกมสามารถทดแทนคำแนะนำด้านความปลอดภัยในสถานการณ์จริงได้ สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อคือ เราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่สำหรับทุกเรื่องเสมอไป หากนำแนวคิดนี้ไปเชื่อมกับแพลตฟอร์มที่ประชาชนใช้งานอยู่แล้ว การเรียนรู้ผ่านเกมอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการภาครัฐได้ เช่น เมื่อประชาชนกำลังเตรียมยื่นภาษี ระบบอาจมีเครื่องมือจำลองสถานการณ์ให้ทดลองคำนวณก่อนยื่นจริง หรือเมื่อกำลังเริ่มต้นธุรกิจ ก็มีบทเรียนแบบโต้ตอบให้เข้าใจขั้นตอนก่อนเข้าสู่กระบวนการขออนุญาต สำหรับผม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การออกแบบเส้นทางจากความสนใจไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เล่นแล้วเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้น เข้าใจแล้วตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ และหลังจากนั้นสามารถเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องได้สะดวกเพียงใด 🔴 ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องเป็นเกม: ก้าวต่อไปของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่ผ่านมาเราใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้บริการภาครัฐเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นงานพื้นฐานที่จำเป็น แต่การมีบริการอยู่บนเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะรู้จัก เข้าใจ หรืออยากเข้ามาใช้งานเสมอไป บางครั้งปัญหาอยู่ที่ภาษาที่เราใช้ บางครั้งอยู่ที่ขั้นตอนที่ซับซ้อน และบางครั้งประชาชนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบริการหรือสิทธิประโยชน์นั้นอยู่ ผมจึงคิดว่าในระยะต่อไป การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลควรให้ความสำคัญกับวิธีที่ประชาชนค้นพบและทำความเข้าใจบริการมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบหลังบ้าน เทคโนโลยี AI ยิ่งทำให้เรื่องนี้มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะเนื้อหาเดียวกันอาจถูกนำเสนอให้เหมาะกับคนต่างกลุ่มได้ เช่น เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการ หรือประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านการอ่าน โดยต้องรักษาความถูกต้องของสาระและเปิดเผยข้อจำกัดของระบบอย่างชัดเจน แต่ผมก็ไม่คิดว่าทุกเรื่องของภาครัฐควรทำเป็นเกม บางบริการประชาชนต้องการเพียงความรวดเร็วและความชัดเจน เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียม การขอเอกสาร หรือการตรวจสอบสถานะคำขอ หากขั้นตอนเดิมยุ่งยาก การใส่เกมเข้าไปก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ความสนุกควรมีหน้าที่ช่วยให้คนเรียนรู้และเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคใหม่ระหว่างประชาชนกับบริการที่เขาต้องการ และเมื่อเป็นการสื่อสารของภาครัฐ เราควรแยกข้อมูลข้อเท็จจริง สมมติฐาน ความคิดเห็น และการรณรงค์เชิงนโยบายออกจากกันให้ชัดเจน เพราะประชาชนมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน กลับมาที่ https://t.co/9JqgpeZSQc อีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเกม Escape from Socialism จะมีคนเล่นมากแค่ไหน หรือจะทำให้ความคิดเห็นทางการเมืองของใครเปลี่ยนไปหรือเปล่า และเราไม่ควรใช้จำนวนผู้เล่นเพียงอย่างเดียวตัดสินความสำเร็จของการสื่อสารเช่นนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ทำเนียบขาวกำลังทดลองขยายรูปแบบการสื่อสารของรัฐบาลออกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคย จากข่าวประชาสัมพันธ์และรายงานนโยบาย มาสู่ประสบการณ์ที่ประชาชนสามารถกด เล่น และมีส่วนร่วมได้ด้วยตัวเอง ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่คนทำงานด้านรัฐบาลดิจิทัลควรศึกษา ทั้งในแง่โอกาสและข้อควรระวัง เพราะต่อให้เรามีข้อมูลที่ดี มีระบบที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยี AI ที่ฉลาดเพียงใด หากประชาชนไม่เข้าใจว่าเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอย่างไร ประโยชน์ของเทคโนโลยีก็อาจไปไม่ถึงคนที่เราตั้งใจจะให้บริการ https://t.co/9JqgpeZSQc ทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามกับเว็บไซต์ภาครัฐในมุมที่ต่างออกไป ที่ผ่านมาเรามักถามว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการของเราได้ง่ายขึ้น บางทีเราอาจต้องถามเพิ่มอีกข้อว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนอยากเข้ามาเรียนรู้เรื่องที่เขาไม่เคยคิดจะสนใจ เพราะการทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการทำให้ข้อมูลนั้นมีความหมายกับชีวิตของเขา เป็นอีกเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กัน #TheStructure #TheStructureNews #ARCADEGOV #รัฐบาลดิจิทัล #ธีรศานต์สหัสสพาศน์
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 11 hours ago
จากกรณีดราม่าที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน นำโพสต์จากเพจอวตาร Godd Dam ซึ่งเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาทเพื่อใส่ร้าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปแชร์ต่อจนเกิดกระแสข่าวปลอม (Fake News) ลุกลามไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนที่ความจริงจะปรากฏว่าสลิปดังกล่าวถูกตัดต่อขึ้นมาทั้งหมด ล่าสุด ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด เมื่อ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิเคราะห์การเมืองและพิธีกรชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ 'ถกไม่เถียง' โดยออกโรงปกป้องการกระทำของ น.ส.รักชนก พร้อมเสนอแนวคิดที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและบรรทัดฐานความรับผิดชอบในการสื่อสาร นายศิโรตม์ ได้ระบุในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเวลาตั้งแต่โพสต์ข่าวปลอมถูกปล่อยออกมาตอนดึก จนถึงช่วงที่โฆษกรัฐบาลและธนาคารออกมาชี้แจงในเช้าวันถัดมา ถือเป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงที่เป็น "เวลาสุญญากาศ" ซึ่งเมื่อประชาชนหรือผู้ที่เห็นโพสต์มีความรู้สึกตกใจ ก็มีสิทธิที่จะตั้งคำถาม ระแวง และแชร์ออกไปได้ นอกจากนี้ นายศิโรตม์ยังได้กล่าวแนะนำรัฐบาลว่า "ไม่อยากเห็นรัฐบาลไปฟ้องร้องดำเนินคดีใคร ถ้ามันมีใครพูดหรือใครแชร์เรื่องนี้ในช่วงที่มันเป็นช่องว่าง ที่โฆษกยังไม่ได้ชี้แจง ธนาคารยังไม่ชี้แจง รัฐบาลต้องใจเย็นๆ และมองว่าเป็นเรื่องปกติ" อย่างไรก็ตาม ทันทีที่บทสัมภาษณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสตีกลับจากสังคมออนไลน์อย่างรุนแรง โดยชาวเน็ตจำนวนมากมองว่า ตรรกะ "ช่วงเวลาสุญญากาศ" ของนายศิโรตม์นั้นเป็นเหตุผลที่ "ฟังไม่ขึ้น" อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ร่วมกระพือข่าวปลอมนั้นเป็นถึง สส. ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่ควรมีวุฒิภาวะในการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารมากกว่าประชาชนทั่วไป การพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการกระจายข่าวเท็จ โดยอ้างว่ารัฐบาลยังไม่ออกมาชี้แจง จึงเท่ากับเป็นการ "เปิดช่องโหว่" ให้เกิดการสร้างข่าวปลอมและการสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองได้อย่างเสรี เพราะหากยึดตามตรรกะนี้ ใครจะสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาโจมตีใครตอนกลางดึกก็ได้ และผู้ที่แชร์ต่อเพื่อกระจายความเสียหายก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เพียงแค่อ้างว่า "ยังไม่มีใครชี้แจง เลยขอแชร์เพื่อตั้งคำถาม" ซึ่งถือเป็นการทำลายบรรทัดฐานความน่าเชื่อถือของสังคมอย่างร้ายแรง #TheStructure #TheStructureNews #ศิโรตม์คล้ามไพบูลย์ #รักชนกศรีนอก #พรรคประชาชน
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 19 hours ago
จากกรณีดราม่าการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินปลอมจำนวน 7 ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็นการโอนเข้าบัญชีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมี สส.พรรคประชาชน อย่าง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ 'ไอซ์' เป็นหนึ่งในผู้ที่กดแชร์โพสต์จากเพจอวตาร Godd Dam จนทำให้ข้อมูลเท็จดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง ล่าสุดเรื่องราวยังคงบานปลายเมื่อ น.ส.รักชนก ได้ออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะแก้เกี้ยวและโยนความผิดให้กับบุคคลอื่น โดย น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า "กรณีที่อ้างว่าโอนเงินให้นายก 7ล้าน ถ้ามีการดำเนินคดีกับผู้ที่เปิดเผยข้อมูล คนที่คุณอนุทินไม่ควรลืมแจ้งความเอาผิดคือ 'Nakharin Phonsaka' ในฐานะคนทำสลิปปลอมและเผยแพร่ รวมถึงแอบอ้างว่าเป็นค่าสินบนที่ตนให้ เอาผิดคนเผยแพร่ต้องเอาผิดต้นเรื่องด้วย" อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของชาวเน็ตพบว่า บัญชีผู้ใช้ชื่อ 'Nakharin Phonsaka' นั้นไม่สามารถค้นหาพบได้ในระบบเฟซบุ๊ก คาดว่าอาจเป็นบัญชีอวตารหรือถูกลบไปแล้ว ในขณะเดียวกัน น.ส.รักชนก กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเพจ Godd Dam ซึ่งเป็นต้นทางที่แท้จริงที่ตนเองนำข้อมูลมาแชร์ต่อ การกระทำดังกล่าวทำให้ นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ 'จ่าพิชิตขจัดพาลชน' อดีตแพทย์และเจ้าของเพจดังอย่าง Drama-Addict ได้แชร์โพสต์ของ น.ส.รักชนก พร้อมเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิพฤติกรรมของ สส. คนดังอย่างตรงไปตรงมาว่าขาดความรับผิดชอบต่อสังคม "เขาเอาผิดหมดแหละมั้ง ทั้งคนทำและคนเผยแพร่ สส ที่แชร์ก็ไม่น่ารอดนะครับ ไอซครับ เพราะคุณแชร์นี่ ทำให้ด้อมส้มแชร์ต่อกันเยอะเลย ก่อนจะไปพูดถึงนายกนี่ แสดงความรับผิดชอบกับด้อมส้มที่แชร์เพราะเห็นคุณแชร์หน่อยครับ" โพสต์ของเพจ Drama-Addict ได้รับความสนใจและมีผู้เข้ามากดไลก์กว่า 9.1 พันครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์วิจารณ์อีกเกือบ 700 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่มองว่า ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นบุคคลสาธารณะและมีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้ติดตามจำนวนมาก ควรมีความรอบคอบในการคัดกรองข้อมูลข่าวสาร และเมื่อกระทำผิดพลาดด้วยการช่วยกระจายข่าวปลอม (Fake News) ก็ควรออกมาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าการพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อหาทางรอดให้ตนเอง #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #รักชนกศรีนอก #DramaAddict
See More
Who to follow
Luehistory
@Luehistory_th
ความจริง, ประวัติศาสตร์
Naenae Rudklao I. Suwankiri
@NaenaeRudklao
溫江琳**save112**
@leau_ice
อ่านว่า เวินเจียงหลิง เป็น เลขานุการโท ประเทศไทยประจำกรุงเปียงยาง ฉายา “สายลับ IO เรื่องตอแหลเราไม่สู้”
The Structure
@TheStructureTH
1 day ago
จากกรณีดราม่าร้อนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ผ่านมา เพจอวตารที่ใช้ชื่อว่า "Godd Dam" ได้ทำการโพสต์ภาพสลิปโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็นสินบนทางการเมือง ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีนักการเมืองอย่าง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน รวมถึงเพจโซเชียลแนวร่วมหลายเพจ เข้ามาช่วยกันปั่นกระแส อย่างไรก็ตาม ความจริงก็ปรากฏในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อในช่วงเช้าของวันนี้ ทางธนาคารกสิกรไทย ได้ออกมาชี้แจงว่า ภาพสลิปดังกล่าวเป็นการตัดต่อปลอมแปลงขึ้นมา เนื่องจากตามระเบียบของธนาคาร ลูกค้าในกลุ่ม Wisdom จะสามารถโอนเงินได้สูงสุดเพียงวันละ 5 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ เลขบัญชีที่ปรากฏในรูปก็ไม่มีอยู่จริงในระบบ และไม่ใช่บัญชีของนายอนุทิน ส่งผลให้เพจ Godd Dam ต้องรีบลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไป แต่ทว่า ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการสร้างข่าวปลอม (Fake News) เพื่อโจมตีทางการเมือง นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กลับออกมาโพสต์ข้อความทาง facebook ส่วนตัว แสดงความไม่พอใจโดยระบุว่า "เพจทำผิด จับได้ในไม่กี่ชั่วโมง! เว็บพนันโกยเงินมหาศาล เปิดกันเป็นปี กลับปิดไม่ได้! ตกลงเว็บพนันปิดยาก หรือผลประโยชน์มันใหญ่เกินกว่าจะปิด?" ทั้งนี้หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา นายศิริโชค เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องใหญ่รายวัน ทางช่องวัน โดยระบุว่า "เพจ Godd Dam เป็นเพจที่มีคุณภาพมากเพจนึงนะครับ ต้องยอมรับว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเนี่ย มีฝีมือพอสมควร เพราะฉะนั้น สิ่งที่เพจ Godd Dam เขาพูดถึงก็คือเรื่องของการที่มีคริปโต ที่อาจจะเกี่ยวโยงกับอะไรเกี่ยวกับพรรคการเมืองเนี่ย ก็ต้องไปดูกันต่อไป" เมื่อพิธีกรถามว่า แอดมินเพจ Godd Dam คือ นายศิริโชค โสภา หรือไม่ นายศิริโชคได้ปฏิเสธ พร้อมกล่าวว่า "ไม่ใช่...แต่เป็นพันธมิตรร่วมกัน" แต่จากเหตุการณ์ที่เพจอวตารดังกล่าวเพิ่งถูกจับได้ว่าสร้างหลักฐานเท็จครั้งนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่กลุ่มพันธมิตรดังกล่าวนำมาใช้โจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ว่าท้ายที่สุดแล้ว เป็นการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หรือเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมทางการเมืองด้วยข่าวปลอมกันแน่ #TheStructure #TheStructureNews #ศิริโชคโสภา #GoddDam #พรรคประชาธิปัตย์
See More
The Structure
@TheStructureTH
1 day ago
'ลิซ่า' โบ้ยรัฐบาลล้มเหลวปราบทุนสีเทา ทำคนหลงเชื่อสลิปปลอม 7 ล้าน ลั่น 'พรรคประชาชน' ไม่นิยมการเมืองเฟกนิวส์ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีการจับกุมตัวเจ้าของเพจอวตาร "Godd Dam" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล หลังก่อเหตุเผยแพร่ข้อมูลเท็จด้วยการแสดงสลิปโอนเงินปลอมจำนวน 7 ล้านบาท เข้าบัญชีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นค่าน้ำชาทางการเมือง นางสาวภคมน ชี้แจงว่า ทางพรรคกำลังดำเนินการตรวจสอบสถานะการเป็นสมาชิกพรรคของบุคคลดังกล่าวว่ามีรายละเอียดอย่างไร โดยยืนยันว่าพรรคไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบหากพบว่าเป็นสมาชิกจริง แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า สมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ผูกพันกับยุทธศาสตร์ของพรรค และสิ่งที่สมาชิกทำก็คือการกระทำในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีเจตนาของตนเองในการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่นิยมทำการเมืองด้วยการใช้ข่าวปลอมในลักษณะนี้ โฆษกพรรคประชาชน ยังได้กล่าวพาดพิงไปถึงการทำงานของรัฐบาล โดยมองว่าการที่กระแสข่าวปลอมดังกล่าวถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ทุนสีเทา และการฟอกเงิน พร้อมระบุข้อความว่า “ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเคยมีรูปถ่ายกับเบน สมิธ ใช่หรือไม่ รัฐบาลเคยตั้งคนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเป็นรัฐมนตรี วันที่สังคมตั้งคำถามคุณก็มีการปลดออก มีการแอ็กชัน ยึดทรัพย์ของคนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่เราไม่เห็นกระบวนการที่มันเอาจริงเอาจังขนาดที่ขุดต้นตอเลยจริง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าโอกาสนี้แหละนายกรัฐมนตรีควรจะทำสิ่งนี้ หนึ่งปกป้องตัวท่านเองค่ะ สองเพื่อที่จะสกัดกั้นเฟกนิวส์ที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ วันนี้อาจจะเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้นายกรัฐมนตรีพิสูจน์ ไม่ใช่แค่บอกว่าท่านเปิดมือถือของท่าน ท่านไม่เห็นการโอนเงินเข้ามาหรืออะไร วันนี้กระบวนการอำนาจต่าง ๆ อยู่ในมือรัฐบาลทั้งหมด พิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็น ดิฉันคิดว่าอันนี้คือสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำไม่ใช่ว่าเกิดเหตุการณ์ทีหนึ่งแอ็กชันทีหนึ่งเราก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะพูดมาตลอดว่าไม่เห็นด้วย แอนตี้การฟอกเงิน อะไรก็ตามเนี่ย ทำให้มันจริงจังเสียที แล้ววันนี้พอสิ่งมันเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เราเห็นการทำงานที่รวดเร็วมาก ซึ่งเราอยากเห็นการทำงานที่รวดเร็วในลักษณะนี้กับทุกเคสเช่นกัน” นางสาวภคมน กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเห็นการทำงานที่รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกคดี เช่น กรณีเว็บพนันที่มีข้อครหาเกี่ยวข้องกับ สส. พรรคอื่น เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยเตือนนายกรัฐมนตรีว่า อย่าประเมินเรื่องนี้เป็นเพียงการโจมตีทางการเมืองส่วนบุคคล แต่ควรใช้โอกาสนี้จัดการปัญหาภาพใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ส่วนประเด็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้ที่รีบแชร์โพสต์จากเพจ Godd Dam จนถูกมองว่าช่วยกระพือข่าวปลอมโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนั้น นางสาวภคมน ยอมรับว่าได้มีการพูดคุยตักเตือนกันเป็นการภายในแล้ว โดยระบุว่า “ก็ได้พูดคุยกันไปแล้ว แต่ถามว่าเป็นส่วนใหญ่หรือไม่ ดิฉันคิดว่าไม่เป็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็นตัวบุคคล เดี๋ยวก็มีการพูดคุยกัน แล้วก็เหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างน้อยมันเป็นการเพื่อที่จะให้เรากลับมาตระหนักด้วยเช่นกันว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ถูกคัดกรองแล้วในการที่จะช่วยนำเสนอออกไป เราในฐานะผู้แทนก็ต้องตระหนักเรื่องนี้ ส่วนว่าบุคคลไหนเป็นคนแชร์ หรือว่าเรื่องไหนเราควรที่จะงับเร็วหรือไม่เร็ว อันนี้ใช้ภาษาชาวบ้านก็มีการพูดคุยกันแล้วค่ะ เข้าใจกันแล้ว” #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #ภคมนหนุนอนันต์ #รักชนกศรีนอก
See More
The Structure
@TheStructureTH
7 days ago
นายชิษณุพงศ์ อินทร์แก้ว อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเชิงเสียดสีกลุ่มคนที่ออกมาประณามการเผาทำลายอาคารและสถาปัตยกรรมในฝรั่งเศส โดยนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อหลายปีก่อน นายชิษณุพงศ์ ระบุข้อความว่า "80% ที่เสร่อๆ ออกมาปกป้องสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ไม่นานมานี้ยังจะให้ถล่มปราสาทตาควายอยู่เลย" การพยายามเชื่อมโยงสองเหตุการณ์ที่มีบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ ทำให้ นายอนาลโย กอสกุล บรรณาธิการเว็บไซต์ Thai Armed Force สื่อด้านความมั่นคงและการทหาร ต้องออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้อย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นถึง "ตรรกะที่ผิดเพี้ยน" ของการนำเหตุจลาจลในประเทศ มาเทียบกับความขัดแย้งทางทหารที่ส่งผลต่อชีวิตและอธิปไตยของชาติ นายอนาลโย ได้โพสต์ตอกกลับข้อความดังกล่าวว่า "ปราสาทตาควายกับปราสาทพระวิหารเขมรเอาทหารไปวางแล้วยิงใส่เรา ถึงตอนนั้นจะให้นั่งห่วงสถาปัตยกรรมแลกกับชีวิตคนมันก็ไม่ใช่แล้ว มันก็ต้องยิงกลับไป อย่าเสร่อมาเทียบกันเลยครับ" คำอธิบายของนายอนาลโยชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ปราสาทตาควายและปราสาทพระวิหารนั้น เป็นสถานการณ์การปะทะด้วยกำลังทหาร ซึ่งมีชีวิตของทหารและประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดนเป็นเดิมพัน การยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวและปกป้องอธิปไตยจึงเป็นความจำเป็นขั้นสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเหตุการณ์ในฝรั่งเศส ที่เป็นการก่อจลาจลและปล้นสะดมทำลายทรัพย์สินสาธารณะและธุรกิจของประชาชนในประเทศตนเอง โดยปราศจากภัยคุกคามทางทหารจากภายนอก #TheStructure #TheStructureNews #ประท้วงฝรั่งเศส #อนาลโยกอสกุล #ชิษณุพงศ์อินทร์แก้ว
See More
The Structure
@TheStructureTH
7 days ago
จากสถานการณ์การประท้วงและเหตุจลาจลรุนแรงที่ลุกลามบานปลายในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่ภาพการบุกปล้นสะดมร้านค้าและการเผาทำลายทรัพย์สินสาธารณะและเอกชนอย่างหนักหน่วง ปรากฏว่าในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ของไทย ได้มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและกลุ่มแนวคิดฝ่ายซ้ายบางส่วน ออกมาโพสต์ข้อความในทำนองชื่นชมการลุกฮือดังกล่าว พร้อมทั้งแสดงความมุ่งหวังที่จะเห็นเหตุการณ์การเผาทำลายและก่อจลาจลในลักษณะเดียวกันนี้ เกิดขึ้นเพื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทย กระแสดังกล่าวได้สร้างความไม่สบายใจและเกิดการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างการเรียกร้องประชาธิปไตยกับการก่ออาชญากรรม ล่าสุด 'อนาลโย กอสกุล' บรรณาธิการเว็บไซต์ ThaiArmedForce สื่อที่นำเสนอข่าวสารด้านความมั่นคงและการทหาร ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่ออกตัวสนับสนุนการใช้ความรุนแรงในฝรั่งเศสอย่างดุเดือด พร้อมเตือนสติว่าการปล้นสะดมชาวบ้านไม่ใช่วิธีการต่อสู้ที่ถูกต้อง "คนแบบไหนกันที่ชื่นชมการเผาทำลายบ้านเมือง คือผมเชียร์และชื่นชมการเผาทำลายและปล้นสะดมบ้านเมืองไม่ได้จริง ๆ คือถ้าเป็นเรื่องในฝรั่งเศสอย่างเดียว หรือเกิดขึ้นในบริบทฝรั่งเศสอย่างเดียวผมยังพอเฉย ๆ แต่ถ้าบอกว่าเรื่องแบบนี้ควรเกิดขึ้นที่เมืองไทย อันนี้ไม่ใช่แล้ว คุณจะบอกว่าสู้กับการกดทับ การกดขี่ หรือความไม่เป็นธรรมอะไรนั่นก็ทำไป แต่เผากับปล้นมันคือวิธีการต่อสู้เหรอ ร้านค้าที่ถูกเผาทำลายหรือถูกปล้น มันคือนายทุนกดขี่ชนชั้นแรงงานอย่างเดียวหรือ มันไม่มีคนธรรมดาที่ต่อสู้มาทั้งชีวิตเพื่อสร้างธุรกิจหรือกิจการโดยหวังว่ามันจะช่วยเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเขาได้หรือ แล้วการปล้นมันคือการต่อสู้แบบใด ทำไมถึงบอกว่าถูก แล้วใครต่อสู้ด้วยวิธีนี้ อ้อใช่ สตาลินกับเหมาเจ๋อตุงไง แล้วดูไอ้สองคนนี้มันสร้างความหายนะอะไรให้ประเทศที่มันปกครองบ้าง ไอ้คนที่สนับสนุนอะไรแบบนี้ผมเรียกว่าเบียวจนบ้า ฝ่ายซ้ายที่เบียวจนบ้าจนเพ้อว่าอะไรก็กดขี่ กดทับ ต่อสู้ทางชนชั้น รัฐสวัสดิการ ทำลายนายทุน ฯลฯ พวกนี้อาการหนักพอกับพวกฝ่ายขวาที่เบียวจนบ้าแบบว่ากูสูงกว่าคนอื่น กูต้องเป็นคนที่ปกครองประเทศนี้ กูต้องยิ่งใหญ่ยึดผูกขาดคนโน้นคนนี้ ปัญหาของคนพวกนี้คือหลอน อ่านหนังสืออ่านตำรามากจนหลุดโลก ไม่มองสภาพความเป็นจริงของโลก จนลืมไปว่าไอ้วิธีการหรือโลกที่อยากได้ นอกจากมันผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมธรรมชาติแล้ว มันยังเกิดขึ้นจริงไม่ได้ในโลกนี้ ผมย้ำอีกครั้ง จะอะไรกับฝรั่งเศสก็ว่าไป ผมขี้เกียจสนใจ แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสมันควรเกิดขึ้นในประเทศไทย อันนี้ไม่ใช่แล้ว และผมจะต่อต้านคนพวกนี้แน่นอน พอ ๆ กับที่ผมต่อต้านพวกพันธมิตรที่ปิดสนามบิน หรือพวกเสื้อแดงที่เผากรุงเทพ เบียวให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะครับ" #TheStructure #TheStructureNews #ประท้วงฝรั่งเศส #อนาลโยกอสกุล #การเมืองไทย
See More
The Structure
@TheStructureTH
9 days ago
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับนานาชาติ ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมามีประชาชนและกลุ่มผู้ชุมนุมในหลายประเทศ ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน อัลบาเนีย และอาร์เจนตินา ออกมารวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิและแสดงจุดยืนต่อต้านนโยบายของภาครัฐในประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสที่ถูกจับตามองจากสื่อทั่วโลก ล่าสุด เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ อดีตแกนนำกลุ่มราษฎร ปี 2563 นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ลี้ภัยคดีมาตรา 112 ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยกล่าวชื่นชมกระแสการประท้วงในประเทศฝรั่งเศส รวมถึงการชุมนุมในอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยพริษฐ์ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ เปรียบเปรยถึงสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าว โดยระบุว่า: "ดอกไม้กำลังบานในฝรั่งเศส สเปน-อัลบาเนีย-อาร์เจนตินา และน่าจะบานในไทยเร็ว ๆ" ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองอย่างหลากหลายในสื่อสังคมออนไลน์ #TheStructure #TheStructureNews #พริษฐ์ชิวารักษ์ #ประท้วงฝรั่งเศส #ข่าวต่างประเทศ
See More
The Structure
@TheStructureTH
12 days ago
อเมริกากำลังสร้างอะไรไว้หลังคำว่า Super Intelligence (SI) : จาก AI ถึง Super Intelligence เกมที่ใหญ่กว่าแค่เรื่องเทคโนโลยี --- เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเห็น Post ของ
@whitehouse
บน Instagram เป็นภาพพื้นสีน้ำเงินเข้ม มีตัวอักษร SI ขนาดใหญ่กลางภาพ พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “America is in a race for Super Intelligence. WE INTEND TO WIN IT.” อเมริกากำลังอยู่ในการแข่งขันด้าน Super Intelligence และเราตั้งใจจะชนะ ผมเห็นแล้วกลับไปอ่านเว็บไซต์ https://t.co/OJx4yhzMg1 ต่อ เพราะสงสัยว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ จึงเลือกใช้คำว่า Super Intelligence ในเวลานี้ ทั้งที่วงการ AI เองยังถกเถียงกันอยู่เลยว่า ความฉลาดระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ในแทบทุกด้านจะเกิดขึ้นได้เมื่อไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่พอไล่ดูเนื้อหาในเว็บไซต์ไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ทำเนียบขาวต้องการสื่อสารอาจมีความหมายกว้างกว่าความก้าวหน้าของ AI รุ่นต่อไปมาก มีประโยคหนึ่งบนเว็บไซต์ที่ผมอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ เขาบอกว่า ใครก็ตามที่สร้าง Ecosystem ของ Super Intelligence ได้ใหญ่ที่สุด จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานโลก และได้รับผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ลองสังเกตคำที่เขาเลือกใช้ครับ เขาพูดถึง Ecosystem พูดถึงมาตรฐานโลก พูดถึงเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งหมดนี้เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศอย่างชัดเจน ทำให้ผมนึกถึงช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ตอนนั้นหลายประเทศมองเห็นโอกาสในการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่บริษัทบางกลุ่มเริ่มสร้างระบบปฏิบัติการ เครื่องมือค้นหา แพลตฟอร์มโฆษณา และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ธุรกิจอื่นต้องเข้ามาใช้บริการ เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลก็ไหลไปอยู่กับผู้ที่สามารถสร้างระบบนิเวศเหล่านั้นขึ้นมาได้ คนที่เปิดร้านขายของออนไลน์อาจไม่เคยคิดว่าตัวเองกำลังมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจที่ใครเป็นผู้กำหนดกติกา เขาเพียงต้องการขายสินค้าให้ได้มากขึ้น แต่ทุกครั้งที่ซื้อโฆษณา ใช้ระบบชำระเงิน หรือพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง การตัดสินใจของผู้สร้างแพลตฟอร์มย่อมมีผลต่อต้นทุนและโอกาสของธุรกิจเขาเสมอ เรื่อง AI กำลังทำให้คำถามลักษณะนี้กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ขอบเขตของมันอาจกว้างกว่าที่ผ่านมา เพราะ AI สามารถเข้าไปอยู่ในกระบวนการคิด วิเคราะห์ ออกแบบ ผลิตสินค้า วิจัยยา เขียนโปรแกรม และตัดสินใจในงานบางประเภทได้ เมื่อความสามารถเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ผู้ที่ควบคุมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญก็อาจมีอิทธิพลต่อวิธีทำงานของธุรกิจและภาครัฐทั่วโลกมากขึ้นตามไปด้วย หากมองจากมุมนี้ https://t.co/OJx4yhzMg1 จึงเป็นเว็บไซต์ที่ควรอ่านอย่างละเอียด เพราะเบื้องหลังคำว่า Super Intelligence มีโครงการหลายประเภทที่ดูเหมือนคนละเรื่อง แต่เมื่อนำมาวางรวมกันจะเห็นทิศทางบางอย่างชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Genesis Mission โครงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เพื่อเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ด้วย AI โดยเชื่อมโยงความสามารถด้านการประมวลผล ข้อมูลวิจัย ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ นักวิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะเวลาพูดถึง AI เรามักเริ่มจากเครื่องมือที่อยู่ตรงหน้า เช่น วันนี้ ChatGPT ทำอะไรได้เพิ่มขึ้น หรือโมเดลใหม่ตอบคำถามเก่งกว่าเดิมแค่ไหน แต่การนำ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มีความหมายอีกระดับหนึ่ง การพัฒนายาใหม่ การค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะ การออกแบบแบตเตอรี่ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ล้วนเป็นงานที่ต้องอาศัยการทดลองจำนวนมาก ใช้ข้อมูลมหาศาล และต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา หาก AI สามารถช่วยลดจำนวนการทดลองที่ไม่จำเป็น ช่วยคัดเลือกสมมติฐานที่มีแนวโน้มดี หรือช่วยนักวิจัยมองเห็นความสัมพันธ์บางอย่างที่เดิมต้องใช้เวลานานกว่าจะค้นพบ ผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลองคิดดูว่าถ้าประเทศหนึ่งสามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้เร็วกว่าคู่แข่งหลายปี หรือสามารถลดระยะเวลาวิจัยเทคโนโลยีสำคัญลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเทศนั้นจะมีโอกาสทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แน่นอนว่าเป้าหมายที่ประกาศยังต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์จริง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมี AI เข้ามาช่วย และหลายปัญหายังคงต้องใช้เวลาในการทดลองและตรวจสอบ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามนำความสามารถด้าน AI ไปผูกกับฐานความรู้และทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศสะสมมานาน เมื่อดูโครงการอื่นที่อยู่ใน https://t.co/OJx4yhzMg1 ก็จะพบเรื่องพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ การผลิตชิป การส่งออกเทคโนโลยี AI และการพัฒนาบุคลากร สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนจำนวนมาก การพัฒนาโมเดลต้องอาศัยชิปประสิทธิภาพสูง การนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมต้องมีข้อมูลและบุคลากรที่เข้าใจงานจริง ขณะที่การขยายตลาดไปต่างประเทศต้องอาศัยมาตรฐาน ความเชื่อมั่น และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภาพที่ออกมาจึงคล้ายการเตรียมระบบเศรษฐกิจสำหรับเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ เชื่อว่าจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจคือเรื่องการศึกษา https://t.co/OJx4yhzMg1 นำโครงการสำหรับนักเรียน ครู และคนรุ่นใหม่มาอยู่ในภาพเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจ เพราะต่อให้ประเทศมีเครื่องมือ AI ที่เก่งมากเพียงใด ความสามารถในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็ยังขึ้นอยู่กับคน เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในวันนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงที่ AI มีบทบาทมากกว่าปัจจุบันอีกหลายเท่า คำถามจึงไม่ได้จบอยู่ที่เด็กควรเรียนเขียนโปรแกรมหรือใช้ AI เป็นหรือไม่ แต่ต้องคิดต่อว่า ระบบการศึกษาจะช่วยให้เขาเข้าใจปัญหา ตั้งคำถาม ตรวจสอบคำตอบ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ทำให้ผมย้อนกลับมามองประเทศไทย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเห็นความพยายามของหลายหน่วยงานที่นำ AI เข้ามาใช้ในการทำงาน บางแห่งเริ่มจากการช่วยร่างเอกสาร บางแห่งนำมาใช้ค้นหาข้อมูลภายในองค์กร บางแห่งพัฒนาแชตบอตสำหรับตอบคำถามประชาชน และบางแห่งเริ่มทดลองใช้ AI กับงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลหรือการตรวจสอบเอกสาร ผมมองว่าความพยายามเหล่านี้มีคุณค่า เพราะการเปลี่ยนแปลงขององค์กรต้องเริ่มจากการลงมือทำจริง แต่เมื่อมองในระดับประเทศ ผมคิดว่ามีคำถามอีกชุดหนึ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากขึ้น หากหน่วยงานหนึ่งลงทุนพัฒนาระบบ AI สำหรับอ่านเอกสารราชการได้สำเร็จ อีกหน่วยงานหนึ่งที่มีงานคล้ายกันจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดหรือไม่ หากมีหน่วยงานพัฒนาวิธีตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก AI ได้ดี ความรู้และมาตรฐานนั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร และหากแต่ละหน่วยงานเลือกเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการต่างกัน เราจะทำให้ระบบเหล่านั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้เพียงใด นี่เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญในฐานะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA เพราะภารกิจของ DGA เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง การเชื่อมโยงข้อมูล และการสร้างมาตรฐานที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐทำงานร่วมกันได้ ที่ผ่านมาเรามีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่เริ่มวางรากฐานไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Government Data Exchange หรือ GDX แพลตฟอร์มบริการประชาชนอย่าง “ทางรัฐ” รวมถึงแนวทางพัฒนา Government AI Center และการกำกับดูแลการใช้ AI ในภาครัฐ สิ่งที่ผมอยากเห็นและพยายามผลักดันในระยะต่อไปคือการทำให้ความสามารถเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้จริง และทำให้การลงทุนของหน่วยงานหนึ่งสร้างประโยชน์ต่อหน่วยงานอื่นได้มากขึ้น ลองนึกภาพว่าถ้าภาครัฐมีเครื่องมือ AI สำหรับตรวจสอบเอกสารที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้ โดยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบที่ชัดเจน หน่วยงานที่มีงบประมาณจำกัดก็จะมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หรือหากเรามีระบบกลางที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการได้อย่างน่าเชื่อถือ หน่วยงานต่าง ๆ ก็อาจนำไปต่อยอดเป็นบริการสำหรับประชาชนโดยไม่ต้องลงทุนสร้างความสามารถพื้นฐานซ้ำกันทุกแห่ง แต่การใช้ระบบร่วมกันไม่ได้หมายความว่าทุกหน่วยงานต้องใช้เครื่องมือเหมือนกันทั้งหมด งานบางประเภทมีความต้องการเฉพาะ ข้อมูลบางชุดมีข้อจำกัดตามกฎหมาย และระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือข้อมูลอ่อนไหวจำเป็นต้องมีมาตรการที่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดมาตรฐานและสถาปัตยกรรมที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำให้ทุกหน่วยงานกลายเป็นเกาะที่แยกจากกัน ผมคิดว่าประเด็นนี้ควรสะท้อนอยู่ในวิธีวัดความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลด้วย เราอาจต้องถามให้มากขึ้นว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมีหน่วยงานอื่นนำไปใช้ต่อกี่แห่ง ลดต้นทุนการดำเนินงานได้เท่าไร ลดเวลาการให้บริการประชาชนได้จริงหรือไม่ ข้อมูลที่เคยต้องกรอกซ้ำลดลงเพียงใด และเมื่อโครงการสิ้นสุดลง ภาครัฐยังสามารถดูแลและพัฒนาความสามารถนั้นต่อได้หรือเปล่า จำนวนโครงการที่ใช้ AI เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่เพียงตัวเลขนั้นยังบอกเราได้ไม่มากนักว่าภาครัฐกำลังทำงานดีขึ้นแค่ไหน อีกเรื่องที่ต้องคิดควบคู่กันคือความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง ประเทศไทยคงไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ และคงไม่สมเหตุสมผลที่จะพยายามแข่งขันกับสหรัฐฯ จีน หรือแม้กระทั้งสิงคโปร์ในทุกด้านของการพัฒนา AI การใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ควรพิจารณาคือ เรามีความรู้เพียงพอที่จะเลือกเทคโนโลยีได้เหมาะสมหรือไม่ สามารถย้ายระบบเมื่อจำเป็นได้หรือเปล่า มีข้อมูลและมาตรฐานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเราเองมากน้อยเพียงใด และบุคลากรของเราสามารถพัฒนาระบบต่อได้หรือไม่เมื่อผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงไป เรื่องนี้สำคัญมากขึ้นเมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริการพื้นฐานของประเทศ เพราะความต่อเนื่องของบริการ ความปลอดภัยของข้อมูล และความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของระบบ ล้วนเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ผมคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสเลือกสร้างความสามารถเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับโจทย์ของเราได้มาก เช่น การจัดการภัยพิบัติ การเกษตร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และบริการประชาชน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เรามีทั้งข้อมูล ประสบการณ์ และปัญหาจริงให้แก้ไข ยกตัวอย่างเรื่องภัยพิบัติ เรามีข้อมูลจากหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) การคมนาคม การปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานการช่วยเหลือประชาชนอยู่หลายส่วน หากสามารถนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมกันอย่างเหมาะสม แล้วใช้ AI ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจได้ดีขึ้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมมีความหมายมากกว่าการเพิ่มจำนวนระบบ AI ในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือในเรื่องบริการประชาชน หาก AI สามารถช่วยให้คนรู้สิทธิของตัวเองได้ง่ายขึ้น ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วขึ้น และดำเนินการต่อผ่านบริการภาครัฐได้โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้ง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความสามารถที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะส่งผลต่อชีวิตประจำวันและต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อกลับไปดู https://t.co/OJx4yhzMg1 อีกครั้ง ผมคิดว่าความน่าสนใจของเว็บไซต์นี้อยู่ที่วิธีที่สหรัฐฯ พยายามทำให้โครงการต่าง ๆ ถูกมองเป็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ไปจนถึงห้องเรียน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไปจนถึงการส่งออกเทคโนโลยี แน่นอนว่าการประกาศยุทธศาสตร์กับการทำให้เกิดผลจริงยังมีระยะห่างกันอีกมาก และคำว่า Super Intelligence ก็ยังต้องผ่านการพิสูจน์ทั้งในทางจิตวิทยาการขับเคลื่อนและการใช้งาน เราจึงควรติดตามผลลัพธ์ของโครงการเหล่านี้ต่อไป มากกว่าจะตัดสินความสำเร็จจากข้อความบนเว็บไซต์ --- แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราเรียนรู้ได้ตั้งแต่วันนี้คือ วิธีมองความสามารถด้าน AI ในระดับประเทศ ทุกครั้งที่เราลงทุนในเทคโนโลยี เราควรคิดต่อว่าความรู้อะไรจะถูกสะสมไว้ คนของเราจะเก่งขึ้นอย่างไร หน่วยงานอื่นจะใช้ประโยชน์ต่อได้แค่ไหน และการลงทุนครั้งนั้นจะช่วยให้ประเทศรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปได้ดีขึ้นหรือไม่ สหรัฐฯ กำลังประกาศความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำการแข่งขันด้าน Super Intelligence พร้อมวางเรื่องมาตรฐาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงไว้ในภาพเดียวกัน สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าเรายังมีงานสำคัญอีกมากที่ควรทำให้สำเร็จด้วยความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลกว่านี้ เพราะอีกสิบปีข้างหน้า คำถามที่ที่ต้องถามตัวเองอาจไม่ใช่ว่าประเทศไทยใช้ AI อะไรอยู่บ้าง หรือซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทใดบ้าง ผมอยากรู้มากกว่าว่า เมื่อถึงวันนั้น เราจะมีความสามารถอะไรที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของวันนี้ มีระบบใดที่หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ร่วมกันได้จริง มีบุคลากรที่พัฒนาต่อยอดได้มากเพียงใด และประชาชนได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เมื่ออเมริกาประกาศว่าจะชนะการแข่งขันด้าน SI เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบประกาศว่าจะชนะใคร แต่เราควรรู้ให้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังสร้างอะไรไว้สำหรับวันที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกเรื่องในชีวิตเรา --- บทความโดย ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล #TheStructure #TheStructureNews #รัฐบาลดิจิทัล #DGA #สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
See More
The Structure
@TheStructureTH
26 days ago
จาก ทางรัฐ ถึง https://t.co/QVpP0DbLvr : ภาครัฐที่ดี ต้องทำให้ประชาชนไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจเพื่อที่จะใช้บริการภาครัฐ บทความโดย ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล --- มีเว็บไซต์หนึ่งเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ใช้ชื่อธรรมดามากว่า https://t.co/QVpP0DbLvr หน้าแรกแทบไม่มีอะไรให้เรียนรู้ ไม่มีเมนูราชการยาว ๆ ให้เลือก ไม่มีคำถามว่าคุณต้องการติดต่อกระทรวงไหน กรมไหน หรือหน่วยงานอะไร สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือช่องให้ถาม แล้วมีประโยคสั้น ๆ ว่า Whatever you need from government, start here. ถ้าต้องการอะไรจากภาครัฐ เริ่มตรงนี้ได้เลย ผมลองเข้าไปเล่นดูแล้ว สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมกลับไม่ใช่ว่าอเมริกาเอา AI มาใช้กับภาครัฐ เพราะวันนี้ใคร ๆ ก็ทำ AI ได้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เขากำลังพยายามทำให้ประชาชน ไม่ต้องเข้าใจภาครัฐ เพื่อที่จะใช้บริการภาครัฐ ฟังดูแปลก แต่ลองคิดถึงชีวิตจริงของเราดูครับ ถ้าคนคนหนึ่งอยากรู้ว่าตัวเองมีสิทธิได้รับสวัสดิการอะไร ทำหนังสือเดินทางอย่างไร จะเกษียณแล้วต้องทำอะไรบ้าง หรือจะเริ่มธุรกิจต้องขอใบอนุญาตอะไร คำถามแรกที่ระบบราชการมักบังคับให้เราตอบโดยไม่รู้ตัวคือเรื่องนี้อยู่กับใคร เราต้องรู้ก่อนว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบ ต้องเข้าเว็บไซต์ไหน ต้องกดเมนูไหน และบางครั้งต้องรู้ศัพท์ของราชการด้วยจึงจะค้นเจอ ทั้งที่ในมุมของประชาชน เขาไม่ได้มีปัญหากับเรื่องของกระทรวงหรือกรม เขามีปัญหา เรื่อง “ลูกกำลังจะเกิด” “กำลังจะเกษียณ” “อยากเปิดร้าน” “ตกงาน” “น้ำท่วมบ้าน” หรือ “อยากรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร” โครงสร้างราชการเป็นเรื่องของภาครัฐ แต่ที่ผ่านมาเรากลับทำให้ประชาชนต้องเรียนรู้โครงสร้างนั้นก่อนจึงจะได้รับบริการ --- https://t.co/QVpP0DbLvr กำลังทดลองกลับวิธีคิดนี้ใหม่ วันที่ 29 กันยายน 2026 ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนาม Executive Order ให้ https://t.co/QVpP0DbLvr เป็น “Single point of entry” สำหรับข้อมูลและบริการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยคำสั่งระบุปัญหาไว้น่าสนใจมากว่า ที่ผ่านมาประชาชนต้องเดินทางผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานจำนวนมาก ต้องทำความเข้าใจศัพท์ราชการ ต้องให้ข้อมูลเดิมซ้ำ และต้องพิสูจน์ตัวตนซ้ำกับรัฐบาลที่อาจมีข้อมูลเหล่านั้นอยู่แล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่สร้างเว็บไซต์ราชการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเว็บ แต่สร้าง “ประตูหน้า” เพียงบานเดียวให้ประชาชนเริ่มต้นจากสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ วันนี้ https://t.co/QVpP0DbLvr นำข้อมูลจากเว็บไซต์ภาครัฐมากกว่า 29,000 เว็บไซต์มาให้ AI ช่วยค้นและอธิบาย ประชาชนถามด้วยภาษาปกติได้ คำตอบอ้างอิงกลับไปยังแหล่งข้อมูลทางการ ใช้ได้โดยไม่ต้องสมัครบัญชี รองรับภาษาอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส ใช้เสียงถามได้ และสามารถอัปโหลด PDF เพื่อให้ระบบช่วยอธิบายเอกสารราชการได้ด้วย ที่น่าสนใจคือทีมออกแบบให้การลบข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทจาก PDF เกิดใน browser ก่อนส่งต่อ และนโยบายความเป็นส่วนตัวระบุว่าการสนทนาทั่วไปไม่ได้ถูกบันทึกเป็น chat history ของบัญชี แต่สิ่งที่เราเห็นวันนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ https://t.co/QVpP0DbLvr ยอมรับเองว่าตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าไปดูสถานะคำร้องของประชาชนหรือทำธุรกรรมแทนหน่วยงานเจ้าของเรื่องได้ หลายอย่างยังเป็นการค้นหา อธิบาย และพาไปยังบริการที่ถูกต้อง ขั้นต่อไปต่างหากที่น่าจับตา เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ วางแผนเชื่อม https://t.co/uKbpvPVc9f เข้ามาเป็นระบบยืนยันตัวตน และทยอยทำให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมผ่านจุดเดียว ตั้งแต่เรื่องหนังสือเดินทาง Medicare ไปจนถึงบริการอื่น โดยไม่ต้องถูกส่งกลับเข้าไปในเขาวงกตของเว็บไซต์ราชการอีกครั้ง (https://t.co/QVpP0DbLvr) --- ผมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกคุ้นมาก เพราะโจทย์เดียวกันนี้เราคุยกันอยู่ใน DGA และประเทศไทยมีของที่เดินอยู่ในทิศทางเดียวกันแล้ว นั่นคือ “ดีเด่น (Ask AI)” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” Ask AI ถูกพัฒนาให้เป็น Platform กลางสำหรับค้นหาข้อมูลภาครัฐด้วย AI ให้ประชาชนถามด้วยภาษาคน แทนที่จะต้องรู้ว่าข้อมูลนั้นอยู่ที่ไหน ระบบรองรับการสนทนาต่อเนื่อง มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูล และแนวทางของ DGA ไปไกลกว่าการทำ chatbot ตอบคำถาม เพราะแผนที่เราหารือกันวางภาพต่อไปถึง Personalized Service การเชื่อมข้อมูลสิทธิและสวัสดิการ การแจ้งเตือนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแต่ละคน รวมถึงการต่อยอด AI ไปช่วยตรวจสอบเอกสารและกระบวนการของภาครัฐด้วย จุดนี้ทำให้ผมคิดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในอเมริกาไม่ควรถูกอ่านด้วยความรู้สึกว่า “อเมริกาทำแล้ว ไทยต้องรีบตาม” เพราะในความเป็นจริง หลายองค์ประกอบที่ https://t.co/QVpP0DbLvr กำลังประกาศ ไทยเองก็เริ่มสร้างอยู่แล้ว - เรามี “ทางรัฐ” เป็น Citizen Portal - มี Digital ID - มี Government Data Exchange หรือ GDX - มี Document Wallet - มี Notification Platform - มี Payment Platform และ - มี Ask AI ถ้าเอาชิ้นส่วนเหล่านี้มาวางต่อกัน ภาพปลายทางของเราก็ไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือประชาชนเข้ามาที่เดียว ยืนยันตัวตนครั้งเดียว บอกว่าต้องการอะไร ระบบเข้าใจว่าเขาเป็นใคร เชื่อมข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว แนะนำสิทธิ แจ้งเตือนสิ่งที่กำลังจะเกิด และในที่สุดทำธุรกรรมให้จบโดยไม่ต้องให้ประชาชนวิ่งไปตามหน่วยงานเอง นี่คือทิศทางที่ปรากฏอยู่ในแผนงาน DGA เช่นกัน --- แต่ https://t.co/QVpP0DbLvr ทำให้ผมเห็นช่องว่างหนึ่งของเราชัดขึ้น และเป็นช่องว่างที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถของ AI เลย นั่นคือ ความง่ายของการเริ่มต้น https://t.co/QVpP0DbLvr เอาความสามารถนี้วางไว้บนเว็บ เปิด browser แล้วถามได้เลย ไม่ต้องรู้ว่า AI อยู่ตรงไหนของระบบ ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปก่อน ไม่ต้องสร้าง account เพื่อถามข้อมูลทั่วไป และที่สำคัญ เขาไม่ได้ขายประชาชนว่า นี่คือ AI ของรัฐบาล มากเท่ากับบอกว่า คุณมีเรื่องอะไรที่อยากได้คำตอบกับรัฐบาล เค้าเริ่มจากตรงนี้ เทคโนโลยีที่ดูยุ่งยากจึงค่อย ๆ หายไปจากสายตา เหลือเพียงประสบการณ์ใช้งานในมุมประชาชน ตรงนี้ผมคิดว่า Ask AI ของ DGA มีโอกาสเดินต่อได้อีกมาก ปัจจุบันคนจำนวนมากรู้จัก Ask AI ผ่าน “ทางรัฐ” ซึ่งมีข้อดีมหาศาลเมื่อเราต้องการเชื่อมตัวตน ข้อมูลเฉพาะบุคคล สิทธิ หรือธุรกรรมที่ต้องการความปลอดภัย แต่สำหรับคำถามทั่วไป เช่น “เปิดร้านอาหารต้องขออนุญาตอะไร” “พ่ออายุ 65 ปีมีสิทธิอะไรบ้าง” หรือ “น้ำท่วมบ้านต้องขอเยียวยาที่ไหน” ผมคิดว่าเราควรถามตัวเองต่อว่า เหตุใดประชาชนจึงต้องรู้ก่อนว่าเครื่องมือนี้ซ่อนอยู่ที่ไหน บางทีอนาคตของ Ask AI อาจต้องง่ายจนคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังใช้ Ask AI อยู่ เขาแค่เข้าเว็บแล้วถาม หรือค้น Google แล้วเจอคำตอบจากแหล่งข้อมูลของภาครัฐ หรือเข้าทางรัฐแล้วถามต่อได้ทันที หรือวันหนึ่งอาจถามจากช่องทางอื่นที่เขาใช้อยู่เป็นประจำ ประชาชนไม่ควรต้องเรียนรู้ “ช่องทางของภาครัฐ” ทุกครั้งที่ภาครัฐสร้างของใหม่ ภาครัฐต่างหากที่ควรเรียนรู้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหน นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญกว่าเรื่อง AI เสียอีก --- อีกเรื่องหนึ่งที่ https://t.co/QVpP0DbLvr ทำได้น่าสนใจคือ “การสื่อสาร” เขาไม่ได้เปิดตัวมันเหมือนโครงการ IT ของภาครัฐ ไม่มีการเอาสถาปัตยกรรมระบบขึ้นมาเป็นพระเอก แต่พูดถึงเวลาของประชาชน National Design Studio ซึ่งเป็นทีมที่สร้างประสบการณ์ของ https://t.co/QVpP0DbLvr ถึงกับตั้งโจทย์ว่า ชาวอเมริกันเสียเวลามากกว่า 10,000 ล้านชั่วโมงต่อปีไปกับการค้นหา รอ กรอกข้อมูลซ้ำ เริ่มใหม่ และจัดการกับภาครัฐ เป้าหมายที่ทีมพูดถึงจึงไม่ใช่จำนวน API หรือจำนวนระบบที่เชื่อมต่อ แต่คือการ “คืนเวลา” ให้ประชาชน (National Design Studio) ผมชอบวิธีคิดนี้มาก เพราะคนทั่วไปไม่ได้ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วอยากรู้ว่า Government Data Exchange เชื่อมข้อมูลได้กี่ชุด หรือ AI ใช้โมเดลอะไร เขาอยากรู้เพียงว่าเรื่องที่เคยใช้ 3 วัน วันนี้ทำ3 นาทีได้ไหม เอกสารที่เคยยื่น 5 ครั้ง วันนี้ไม่ต้องยื่นอีกได้หรือยัง และเรื่องที่ภาครัฐรู้อยู่แล้ว จะถามเขาซ้ำอีกหรือเปล่า รัฐบาลดิจิทัลจึงอาจต้องเปลี่ยนภาษาที่ใช้คุยกับประชาชน จากภาษาของภาครัฐ มาเป็นภาษาของ ประชาชน ที่เค้าจะได้เวลาที่ได้คืนมาจากขั้นตอนที่ยุ่งยาก --- อีกด้านหนึ่ง https://t.co/QVpP0DbLvr ก็เพิ่งเปิดตัวและยังมีคำถามที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความถูกต้องและธรรมาภิบาลของคำตอบจาก AI เว็บไซต์เองเตือนชัดว่า AI สามารถตอบผิด ไม่ครบ หรือข้อมูลล้าสมัยได้ และให้ผู้ใช้ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงก่อนนำคำตอบสำคัญไปใช้ ที่น่าสนใจคือหลังเปิดตัวไม่นาน ระบบกลายเป็นข่าวจากการตอบคำถามทางการเมืองบางเรื่องไม่สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Trump ก่อนที่บางคำถามจะถูกจำกัดในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้แนวคิด https://t.co/QVpP0DbLvr หมดความน่าสนใจ แต่กลับทำให้เห็นโจทย์ที่รัฐบาลทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องคิดล่วงหน้าให้หนักกว่าเดิมว่า เมื่อ AI กลายเป็น “เสียง” ที่ประชาชนใช้ถามภาครัฐ ใครเป็นผู้กำหนดขอบเขตของคำตอบ แหล่งข้อมูลใดถือเป็น authoritative source ระบบจัดการข้อมูลที่ขัดกันอย่างไร และประชาชนตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด สำหรับผม AI Government จึงไม่ได้วัดกันที่ใครมี chatbot ก่อนกันอีกแล้ว ของที่ยากจริงกำลังเริ่มหลังจาก chatbot ตอบคำถามได้ต่างหาก นั่นคือการทำให้ข้อมูลของภาครัฐเชื่อมถึงกัน การพิสูจน์ว่าแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ การออกแบบ privacy และ security การสร้าง governance ที่ชัดเจน วันนี้เราถาม AI ว่า “ผมมีสิทธิอะไรบ้าง” วันหนึ่งคำตอบไม่ควรจบแค่ข้อความว่าเรามีสิทธิอะไร แต่ระบบควรพาเราไปใช้สิทธินั้นได้เลย หากข้อมูลของภาครัฐยืนยันได้ว่าเราเข้าเกณฑ์ บางสิทธิอาจไม่จำเป็นต้องรอให้เราถามด้วยซ้ำ ระบบอาจแจ้งเราก่อนว่า คุณมีสิทธินี้ และกำลังจะหมดเขตในอีก 7 วัน จาก Ask AI จึงขยับไปสู่ Know Me จาก Know Me ไปสู่ Notify Me และจาก Notify Me ไปสู่ Do It for Me นั่นต่างหากคือจุดที่ AI เริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐจริง ๆ ผมจึงมอง https://t.co/QVpP0DbLvr ด้วยความรู้สึกที่ต่างจากการเห็นเทคโนโลยีใหม่จากต่างประเทศทั่วไป เพราะครั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจคือเราไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น ประเทศไทยมีหลายชิ้นส่วนอยู่ในมือแล้ว และ Ask AI ของ DGA ก็เดินมาบนแนวคิดที่ใกล้เคียงกันมาก สิ่งที่เราควรทำต่ออาจไม่ใช่สร้าง AI อีกตัว แต่คือทำให้สิ่งที่สร้างแล้ว “ออกมาพบประชาชน” ให้มากที่สุด ทำ Ask AI ให้เข้าผ่านเว็บได้ง่าย ทำให้คำตอบจากภาครัฐถูกค้นพบจากช่องทางที่คนใช้อยู่แล้ว เชื่อม Ask AI เข้ากับข้อมูลและบริการจริง และออกแบบประสบการณ์ให้คนไม่ต้องเข้าใจเลยว่าเบื้องหลังมี DGA มี GDX มี API มีกี่หน่วยงาน หรือมีระบบอะไรทำงานอยู่บ้าง --- เพราะถ้าประชาชนยังต้องรู้ก่อนว่าเรื่องของตัวเองอยู่กระทรวงไหน กรมไหน เว็บไซต์ไหน แอปไหน หรือเมนูไหน ต่อให้เราเอา AI ที่เก่งที่สุดในโลกมาติดไว้ข้างใน ระบบราชการเดิมก็ยังอยู่ เพียงแต่มี AI เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งชั้น คำถามหลังจากเห็น https://t.co/QVpP0DbLvr จึงไม่ใช่ว่า “อเมริกาทำได้ ไทยทำได้หรือยัง” คำถามที่ควรถามมากกว่านั้น คือ วันหนึ่งเราจะทำให้คนไทยเปิดหน้าจอขึ้นมาแล้วพิมพ์เพียงว่า “ผมต้องทำอะไร” จากนั้นภาครัฐที่อยู่ข้างหลังทั้งหมดช่วยกันจัดการส่วนที่เหลือให้เขาได้หรือไม่ ชื่อ “ทางรัฐ” ที่เราใช้กันอยู่จึงมีความหมายมากกว่าชื่อแอป เพราะปลายทางที่ดีของรัฐบาลดิจิทัล อาจเป็นวันที่ประชาชนมี “ทาง” เดียวสำหรับเริ่มต้น โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่า หลังประตูบานนั้นมี “รัฐ” กี่หน่วยงานกำลังทำงานให้เขาอยู่ #TheStructure #TheStructureNews #สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล #ทางรัฐ #รัฐบาลดิจิทัล
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการให้เครดิตผลงาน เมื่อเพจให้ข้อมูลด้านสภาพอากาศชื่อดังอย่าง "ที' ลมฟ้าอากาศ" ได้รับคำชื่นชมจากชาวเน็ตบางส่วนว่าพยากรณ์ได้แม่นยำกว่าหน่วยงานของรัฐ โดยละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อมูลเหล่านั้นมักถูก "คัดลอก" มาจากกรมอุตุนิยมวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นโดยไม่ได้ให้เครดิตที่ถูกต้อง ล่าสุด นายอนาลโย กอสกุล หรือ "Skyman" แอดมินเพจเฟซบุ๊ก Thai Armed Force (TAF) ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อดึงสติสังคมให้รู้จักแยกแยะระหว่างผลลัพธ์ของข้อมูลกับพฤติกรรมการได้มาซึ่งข้อมูลนั้น นายอนาลโย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุอย่างชัดเจนว่า ความแม่นยำในการพยากรณ์ ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการฟอกขาวพฤติกรรมการขโมยผลงานทางความคิดของผู้อื่นได้ "ต่อให้เพจที' ลมฟ้าอากาศจะทายถูกในรอบนี้ ก็ไม่ได้เป็น License ให้เขาก๊อปข้อมูลคนอื่นได้เหมือนที่เขาเคยทำ ถ้าเขาทำตัวเหมือนเดิมเราก็ควรด่าอีก สองเรื่องนี้มันต้องแยกกัน" นายอนาโยลระบุ การออกมาฟาดแรงของนายอนาลโยในครั้งนี้ จึงถือเป็นการตอกย้ำบรรทัดฐานสำคัญว่า สังคมไม่ควรชื่นชมผู้ที่ขโมยผลงานคนอื่นเพียงเพราะข้อมูลนั้นถูกต้อง และควรประณามพฤติกรรมการมักง่ายนี้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเสพสื่อที่เคารพในลิขสิทธิ์และความพยายามของผู้สร้างสรรค์ข้อมูลตัวจริง #TheStructure #TheStructureNews #อนาลโยกอสกุล #ทีลมฟ้าอากาศ #กรมอุตุนิยมวิทยา
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
จากกรณีที่ "ท่านอ่อง" จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ บุตรชายคนที่ 3 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เผยแพร่คลิปวิดีโออัปเดตอาการป่วยของตนเอง พร้อมระบุถึงความหวาดกลัวและมีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามไปทั่วสังคมนั้น ล่าสุด นายอัษฎางค์ ยมนาค นักเขียนและผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความ (24 ก.ย.2569) วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยมองว่าแม้ความต้องการกลับมารักษาตัวอาจเป็นความจริงใจของผู้ป่วย แต่การเลือกสื่อสารภาพความเปราะบางออกสู่สาธารณะ ถือเป็น "ความไม่รอบคอบ" ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อสถาบันฯ โดยทางอ้อม และเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองหรือผู้ไม่หวังดีนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีได้ พร้อมเสนอแนะว่าหากต้องการความช่วยเหลือ ควรใช้วิธีติดต่อเป็นการส่วนตัวเพื่อขอรับพระมหากรุณาธิคุณจะเหมาะสมกว่า โดยนายอัษฎางค์ได้ระบุรายละเอียดเนื้อหาไว้ดังนี้ --- โพสต์ของ อัษฎางค์ ยมนาค --- คิดว่าเขามีเลศนัยไหม? เรื่องคุณอ่องขอกลับมารักษาตัวที่ไทย? เป็นคำถามที่ถูกถามมาเยอะมาก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คุณอ่องโพสต์คลิประบุว่ายังไม่ได้ผ่าตัดและรู้สึกกลัว พร้อมแสดงความต้องการกลับมารักษาในไทย เพราะเคยได้รับการดูแลที่ดี ข้อมูลส่วนนี้เป็น คำบอกเล่าของเจ้าตัวที่สื่อนำมารายงาน ผมมองประเด็นนี้เป็นสามข้อ หนึ่ง ความต้องการรักษาตัวอาจตรงไปตรงมา คนที่ป่วยและกลัว(ตาย) ย่อมอาจต้องการกลับไปหาทีมรักษาหรือสภาพแวดล้อมที่ตนไว้วางใจ ความต้องการเช่นนี้อธิบายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีแผนการเมืองอยู่เบื้องหลัง และการมีทางเลือกรักษาในประเทศอื่นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าความต้องการกลับไทยไม่จริงใจ สอง การเปิดเผยต่อสาธารณะอาจสร้างแรงกดดัน แม้ยังพิสูจน์เจตนาไม่ได้ เมื่อคำขอรักษาตัวเชื่อมกับความกลัวว่าจะเสียชีวิต ผู้รับสารอาจเปลี่ยนจากความสงสารไปสู่คำถามว่า “แล้วทำไมยังกลับไม่ได้?” และบางส่วนอาจพาดพิงไปถึงในหลวง ทั้งที่ยังไม่ทราบกระบวนการและข้อเท็จจริงครบถ้วน นี่เป็นการวิเคราะห์ ผลที่อาจเกิดจากการสื่อสาร แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเจ้าตัวตั้งใจให้ประชาชนกดดันพระองค์ ความกลัวจริงกับผลกดดันทางสังคมสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ สาม ถ้าจะสงสัยว่ามีวาระอื่น ต้องดูสิ่งที่พ่วงมากับคำขอ หลักฐานที่มีน้ำหนักควรเป็นพฤติกรรมหรือข้อความที่ตรวจสอบได้ เช่น มีการนำเรื่องรักษาตัวไปผูกกับข้อเรียกร้องเรื่องสถานะหรือผลประโยชน์อื่นหรือไม่ มีใครนำเรื่องนี้ไประดมเงินหรืออ้างการรับรอง และมีหลักฐานว่าเจ้าตัวรับรู้หรือร่วมดำเนินการหรือไม่ ต้องแยกด้วยว่า คุณอ่องพูดเอง คนรอบตัวพูด หรือผู้สนับสนุนตีความต่อ เพราะเราไม่ควรนำคำพูดของคนอื่นมาสรุปเป็นเจตนาของเขาโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง ความเห็นของผมคือ เราสามารถเห็นใจและสนับสนุนให้เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสม พร้อมกับตรวจสอบการใช้เรื่องนี้สร้างกระแสได้ สองอย่างนี้ไม่ขัดกัน แต่การเหมารวมว่าเขามีแผนเดียวกับพี่น้อง หรือใช้ความป่วยเป็นเครื่องมือ ตั้งแต่ยังไม่มีหลักฐาน ไม่ค่อยจะถูกต้อง โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า คนที่ป่วยและกลัว ย่อมอาจต้องการกลับไปหาทีมรักษาหรือสภาพแวดล้อมที่ตนไว้วางใจ แต่ผมคิดว่า คุณอ่องไม่รอบคอบและอาจจะคิดน้อยไปนิด เพราะการถ่ายคลิปในขณะที่มีสภาพที่ดูน่าเวทนา มีผลดีต่อการทำให้เกิดความสงสารเห็นใจ แต่มันส่งผลโดยตรงถึงในหลวง ทั้งจากคนล้มเจ้าที่นำไปใช้โจมตีได้ทันที ส่วนผู้หวังดีคนอื่นอาจตั้งคำถามกับในหลวง ล่าสุดสื่อต่างประเทศนำไปออกข่าวเรียบร้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อในหลวงโดยตรง ผลกระทบของการสื่อสารต่อในหลวง ภาพเช่นนี้อาจพาคนอ่านจาก “เขาป่วยและต้องการความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ทำไมกลับไม่ได้?” และต่อไปถึง “พระบิดาทรงมีบทบาทอย่างไร?” ทั้งที่พาดหัวไม่ได้ให้หลักฐานว่าอุปสรรคคืออะไร หรือใครเป็นผู้ตัดสินใจ นี่คือช่องว่างที่คนอ่านอาจเติมด้วยความรู้สึก และผู้ที่ต้องการโจมตีสถาบันก็อาจนำไปขยายต่อได้ มีคนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า “ปกติไม่มีใครอยากให้เห็นภาพอาการป่วยที่ดูน่าเวทนาของตน การนำภาพแบบนั้นมาเผยแพร่เพื่อเรียกความสงสารหรือต้องการอะไรมากกว่านั้น แต่ผมเห็นว่า คนป่วยแต่ละคนรับมือไม่เหมือนกัน บางคนปิดบัง บางคนเปิดเผยเพื่อขอความช่วยเหลือ การยอมให้เห็นความเปราะบางจึงไม่ใช่หลักฐานของเลศนัย และอาการเจ็บป่วยก็ไม่ใช่สิ่งน่าอับอายสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความตาย จุดวิจารณ์ที่หนักแน่นกว่าจึงอยู่ที่ ถ้อยคำและบริบทที่เขาเลือกสื่อสาร ว่าอธิบายอุปสรรคอย่างชัดเจนเพียงใด มีการกล่าวโทษหรือชี้นำให้เข้าใจว่าใครขัดขวางหรือไม่ มากกว่ารูปลักษณ์ของเขาขณะป่วย ผมจึงประเมินว่า ความต้องการกลับมารักษาตัวอาจจริงใจ ขณะเดียวกันการสื่อสารก็อาจสร้างแรงกดดันต่อในหลวงได้ สองข้อนี้เกิดพร้อมกันได้ แต่จะตัดสินว่าเขาจงใจใช้แรงกดดัน ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่หลักฐานยืนยันเจตนาโดยตัวมันเอง ถ้าผมมีโอกาสให้คำแนะนำ ผมจะเสนอให้ติดต่อโดยตรงเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมแน่ใจว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่การสร้างแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมอาจไม่เป็นผลดี #TheStructure #TheStructureNews #อัษฎางค์ยมนาค #ท่านอ่อง #จักรีวัชรวิวัชรวงศ์
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
พอใกล้เวลาสิ้นปีงบประมาณ เราก็จะได้ยินข้อเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งวิธีดั้งเดิมอย่างการ “แจกเงิน” ให้ประชาชนโดยตรง หรือการ “ลดราคาน้ำมัน” (ตามที่บางพรรคการเมืองพยายามนำเสนอเพื่อโจมตีโครงสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก) ข้อเสนอเหล่านี้มีเหตุผลในตัวเอง แต่สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะใช้เงินเท่าไร” แต่อยู่ที่ว่า “เงินก้อนนั้นกำลังเข้าไปตอบโจทย์ไหนของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น” หากวิเคราะห์ทั้ง 3 นโยบาย จะทำให้เห็นภาพมากขึ้น 🔴 1. ลดราคาน้ำมัน = ลดต้นทุน (แต่กำไรไปตกที่ใคร?) รัฐเข้าไปช่วยที่ต้นทุนพลังงานโดยตรง คนเติมน้ำมันจ่ายน้อยลง รถขนส่งและธุรกิจที่ใช้น้ำมันมีต้นทุนลดลง แต่ประโยชน์ที่แต่ละคนได้รับย่อมแตกต่างกันตามการใช้น้ำมันของแต่ละคน และผลจากต้นทุนที่ลดลงยังต้องผ่านกลไกของธุรกิจก่อนจะส่งต่อไปถึงราคาสินค้าและบริการ เพราะในความเป็นจริง เราต่างรู้ดีว่าเมื่อราคาน้ำมันลดลง ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือบริษัทขนส่งแทบไม่เคยปรับลดราคาสินค้าลงตาม ต้นทุนที่ลดลงจึงกลายเป็นเพียง "กำไรส่วนเกิน" ที่ถูกเก็บเข้ากระเป๋าทุนใหญ่ ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด หรือผู้บริโภคระดับล่าง กลับไม่ได้รับอานิสงส์จากเงินอุดหนุนมหาศาลก้อนนี้เลย 🔴 2. แจกเงิน = เพิ่มเงินในมือ ประชาชนได้รับเงินโดยตรงและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที ข้อดีคือเห็นผลกับผู้ได้รับเงินอย่างชัดเจน แต่ก็มีคำถามต่อว่าเงินก้อนนั้นจะถูกนำไปใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน และจะไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านช่องทางใด (หรือสุดท้ายจะไหลไปกระจุกตัวอยู่กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง) 🔴 3. ไทยช่วยไทย พลัส = เพิ่มกำลังซื้อ พร้อมต่อลมหายใจ SME ซื้ออาหาร 100 บาท: ประชาชนจ่าย 40 บาท / รัฐร่วมจ่าย 60 บาท / ร้านค้าได้รับ 100 บาท เงินรัฐจึงไม่ได้เข้าไปช่วยแค่ “คนซื้อ” แต่เข้าไปเป็นรายได้ของ “คนขาย” ในธุรกรรมเดียวกัน นี่คือจุดต่างสำคัญ เพราะถ้าร้านค้ามีลูกค้า ร้านก็มีรายได้ เมื่อมีรายได้ ก็มีเงินซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ค่าเช่า หรือซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการรายอื่นต่อ (ทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างแท้จริง) 🔴 หากเปรียบเทียบทั้งสามภาพพร้อมๆ กัน เราก็จะได้เห็นว่า: ▪️ ลดน้ำมัน → ช่วยลดต้นทุน (เอื้อกลุ่มทุน) ▪️ แจกเงิน → ช่วยเพิ่มเงินในมือ (แต่ควบคุมทิศทางไม่ได้) ▪️ ไทยช่วยไทย พลัส → ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและรายได้ของร้านค้าไปพร้อมกัน (เงินหมุนเวียนในชุมชน) 🔴 สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยช่วยไทย พลัสไม่ได้มีแค่แนวคิดบนกระดาษ แต่มีตัวเลขจากการดำเนินงานจริงให้ดูแล้ว: ▪️ 26.04 ล้านคน ได้รับสิทธิ ▪️ 1.19 ล้านร้านค้า ผ่านการตรวจสอบ ▪️ 161,555.6 ล้านบาท คือยอดใช้จ่ายสะสม (รัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท / ประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท) ยอดใช้จ่ายกว่า 155,335 ล้านบาท เกิดผ่านร้านค้าทั่วไป และอีกกว่า 6,219 ล้านบาท ผ่าน Food Delivery ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการสร้าง GDP เพิ่มขึ้น 1.61 แสนล้านบาท แต่กำลังบอกเราว่า เงินรัฐถูกนำมาจับคู่กับเงินของประชาชน และเกิดเป็นธุรกรรมซื้อขายจริงกว่า 1.61 แสนล้านบาท ภายในโครงการ นี่จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการมองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ถามว่า “รัฐจ่ายเงินไปเท่าไร?” แต่ต้องถามต่อว่า “เงินนั้นไปถึงใคร และทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรขึ้น?” 🔴 เพราะนโยบายแต่ละแบบมีโจทย์ของตัวเอง ▪️ ถ้าโจทย์คือช่วยธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันสูง → ลดต้นทุนน้ำมัน ก็มีเหตุผล ▪️ ถ้าโจทย์คือเพิ่มเงินในมือประชาชนทันที → การให้เงินโดยตรง ก็มีเหตุผล ▪️ แต่ถ้าโจทย์คือ “ทำให้ประชาชนทั้งประเทศยังมีกำลังซื้อ พร้อมทำให้ร้านค้ารายย่อยทั้งประเทศยังมีรายได้” ไทยช่วยไทย พลัส จึงมีจุดแข็งตรงที่พยายามตอบสองโจทย์พร้อมกัน ช่วยคนซื้อ และช่วยคนขาย เพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มรายได้ ลดภาระวันนี้ พร้อมรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจของร้านค้ารายย่อย ป้องกันไม่ให้ธุรกิจ SME ต้องล้มหายตายจากไปในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง สุดท้ายแล้ว การออกแบบนโยบายที่ดีอาจไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐกำลัง “แจกมากที่สุด” หรือ “ลดราคาได้มากที่สุด” แต่อยู่ที่ว่า เงินของรัฐเข้าไปแก้โจทย์ปัญหาที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญอยู่ได้ "ตรงจุด" แค่ไหน และการเลือกอุดหนุนรายย่อย ย่อมดีกว่าการเอาเงินภาษีไปอุ้มราคาน้ำมันเพื่อต่อยอดกำไรให้กลุ่มทุนใหญ่ อย่างที่หลายคนพยายามชี้นำอย่างแน่นอน บทความโดย: ดร.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ ประธานคณะสื่อสารองค์กร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย #TheStructure #TheStructureNews #สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย #ณัฐวรินธรบวรภัควุฒิสิริ #ไทยช่วยไทยพลัส
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
ภายหลังจากที่ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินสาวน้อยร็อกเกอร์วัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทย ด้วยการคว้าแชมป์การประกวดความสามารถระดับโลกรายการ “America’s Got Talent 2026” (AGT 2026) ทางช่อง NBC สหรัฐอเมริกา ในฐานะคนไทยคนแรกที่ชนะเลิศบนเวทีแห่งนี้ ล่าสุด มีการเปิดเผยเรื่องราวความประทับใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว เมื่อ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.ชวัลวัฒน์ - คุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ และ คุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ ได้ร่วมเป็นตัวแทนครอบครัว มอบห้องชุดคอนโดมิเนียมโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์” (Mulberry Grove The Forestias) ให้แก่ นายณรงค์ อำลอย และ นางชวนพิศ พูลเกิด บิดาและมารดาของน้องเนเน่ เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัว 🔴 รางวัลแด่ "ลมใต้ปีก" ผู้สละทุกสิ่งเพื่อฝันของลูก การมอบที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ก่อนที่เนเน่และครอบครัวจะออกเดินทางไปร่วมชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศที่สหรัฐอเมริกา โดยเป็นการมอบในลักษณะ "จากครอบครัวถึงครอบครัว" โดยไม่มีภาระผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น นายธนินท์ เล็งเห็นถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมของเนเน่ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความประทับใจอย่างลึกซึ้ง คือบทบาทของพ่อแม่ที่ไม่เคยย่อท้อ ยอมเสียสละ และยืนหยัดเคียงข้างร่วมฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อเป็น "ลมใต้ปีก" ผลักดันความฝันของลูกจนก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้สำเร็จ บ้านหลังนี้จึงเปรียบเสมือนรางวัลและกำลังใจให้กับครอบครัวที่ไม่เคยหยุดเชื่อในศักยภาพของลูก "เรื่องราวของครอบครัวน้องเนเน่ จะส่งต่อแรงบันดาลใจอันทรงคุณค่า ไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมคุณค่าของครอบครัว และผู้คนที่คอยอยู่เคียงข้างตลอดเส้นทาง" นายธนินท์ กล่าวกับครอบครัวน้องเนเน่ 🔴 ส่งมอบพื้นที่แห่งโอกาส สานต่อความฝันบทใหม่ การส่งมอบคอนโดมิเนียมในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการให้ “ที่อยู่อาศัย” แต่คือการมอบความมั่นคงให้กับครอบครัว และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้ความฝันได้เติบโต ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อคนหนึ่งคนได้รับโอกาส ความเชื่อมั่น และการสนับสนุน วันหนึ่งเขาอาจเป็นผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นให้กับผู้คนอีกมากมาย สำหรับห้องชุดที่มอบให้ครอบครัวของเนเน่ เป็นห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ประมาณ 98.69 ตารางเมตร ภายในโครงการ Mulberry Grove The Forestias Condominiums ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี (Low Rise) บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Happy Living Community for Intergeneration รองรับการอยู่อาศัยร่วมกันของคนทุกช่วงวัย ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศธรรมชาติที่ยั่งยืน #TheStructure #TheStructureNews #เนเน่รอยัล #ธนินท์เจียรวนนท์ #เครือเจริญโภคภัณฑ์
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทยในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยทรงเล่าถึงที่มาของการออกแบบชุดนักกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ว่า แรงบันดาลใจเกิดจากปัญหาของชุดนักกีฬาในอดีต ตั้งแต่ครั้งโอลิมปิคที่ปารีส ซึ่งแม้ท่านจะทรงแนะนำดีไซเนอร์ให้ แต่สุดท้ายก็เหมือนไม่ได้รับการตอบสนอง รวมถึงยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม และพาดพิงการออกแบบแย่ๆ ว่าเป็นชุดหรือผ้าพระราชทานจากแบรนด์ของพระองค์หญิงฯ ซึ่งทำให้ทรงรู้สึกแย่ไปด้วย จึงทำให้ท่านต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้กับทัพนักกีฬาไทย และท่านทรงขอบคุณชาวบ้านดอนกอยที่สกลนครทุกคน ที่ช่วยกันทอผ้าจนได้ออกมาเป็นชุดสวยๆ ที่นักกีฬาไทยได้ใส่กันอย่างภาคภูมิใจในมหกรรมกีฬาครั้งนี้ --- "สิ่งที่ได้เจอมาก็คือ ตั้งแต่ความไม่ได้มาตรฐานของขนาดเสื้อผ้า (sizing) ต่างๆ เนื้อผ้า และการออกแบบ (design) และก็เคยคุยกับทางผู้ใหญ่ไป เคยให้คำแนะนำเขาไปแล้วว่า โอลิมปิกที่ปารีสน่ะมันสำคัญนะ การจับจ้องจากสายตาทั่วโลก (Eyeball) มันเยอะ สื่อมวลชนเยอะ ทุกคนพร้อม ทุกคนอยากเห็น มันหน้าตาของประเทศ จึงอยากให้เตรียมการ... แล้วก็เราก็เสนอดีไซเนอร์ไป แต่ก็...อย่างที่ทุกคนคงจะเดาออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นท่านหญิงก็เลยรู้สึกว่ามันฝังใจมาก มีอยู่วันนึงท่านหญิงก็ดูข่าวอยู่เฉยๆ แล้วก็มีชื่อตัวเองพาดพิงไป (ในชุดนักกีฬาที่แย่ๆ) ท่านหญิงก็รู้สึกเสียหายในวันนั้น ก็รู้สึกแย่ แล้วท่านหญิงก็รู้สึกแย่กับการใส่ 'ชุดนักกีฬาแย่ๆ' และ 'ขนาดชุด (sizing) แย่ๆ' ต่อหน้าคน ก็เลยมีความรู้สึกว่า อยากลองทำ ถ้าเกิดเราไม่เริ่มเปิดโอกาส แล้วคนอื่นจะมาสานต่อกับยังไง ก็เลยทำ ก็ไม่ได้มาด้วยง่ายๆ ก็เจออะไรเยอะแยะเหมือนกัน ซึ่งก็... เอาไว้คุยกันหลังไมค์ (หัวเราะ) กว่าจะมาถึงชุดที่ทุกท่านได้สวยๆ ทุกวันนี้เนี่ย มันเหนื่อยมาก และอุปสรรคมันก็หนามาก แต่สิ่งนึงที่ท่านหญิงต้องขอบคุณเลยคือ 'ชาวบ้านดอนกอย' จากสกลนครทุกคน-ทุกหมู่บ้าน ที่เขาทอทั้งคืนตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมา เวลาแบบ มีตำหนิปุ๊บ-ปัดตก ตำหนิปุ๊บ-ปัดตก ตำหนินิดเดียว-ปัดตก พวกเขาร้องไห้ทุกวันนะคะ แต่ว่าเขาก็ทำ อะไรที่มันเป็นผ้าที่มันตำหนิ หรือซักแล้วมีปัญหา หรืออะไรที่เจอตำหนิปุ๊บเนี่ย ก็เขาก็จะไปขายต่อ แล้วขายหมดด้วยนะ แล้วหลังจากนั้น เขาก็ทำอันนี้มา แล้วพวกเขาก็ภูมิใจมาก แล้วก็เลยบอกทีมไปบอกว่า ไหนๆ ก็จะทำประชาสัมพพันธ์ (PR) แล้ว ก็ขอทำเองด้วย เพราะท่านหญิงรู้ว่าพีอาร์มันจะออกมามันเป็นยังไง แล้วก็การเลือกนักกีฬาก็ขอเลือกเอง เพราะเรามาอยู่ในวงการนี้เรารู้ว่าใครเป็นยังไง แล้วเราก็รู้ว่าอันไหนที่คนไทยชอบ ท่านหญิงก็เลือกมา ก็อย่างที่ทุกคนได้เห็น ก็คือขอบคุณสื่อมวลชนด้วยที่บอกว่า ถึงมือเราสักทีนึง แล้วเราก็ทำให้ทุกคนเห็น (ยิ้ม) สำหรับปีต่อๆ ไปก็อาจจะไม่ใช่ท่านหญิงนะคะ แต่ท่านหญิงอาจจะเป็นคนที่แนะนำคนที่ขึ้นมา อย่างชุดกีฬาที่ทุกท่านได้เห็นนี่ก็คือหนึ่งในทีมที่เราคัดเลือกขึ้นมา แล้วก็ท่านหญิงก็อยู่เบื้องหลังตลอด ทุกอันมันก็เลยถึงสวยแบบทุกวันนี้ค่ะ" #TheStructure #TheStructureNews #เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี #SIRIVANNAVARI #AsianGames2026
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
กลายเป็นประเด็นร้อน ในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ภายหลังสภากรุงเทพมหานคร นำโดย ส.ก. พรรคประชาชน มีมติโหวตตัดงบประมาณโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) ท่ามกลางการสาดวาทกรรมและตั้งข้อสังเกตพาดพิงถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการ ล่าสุด (18 ก.ย. 2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่ามีการถกเถียงกันในสภาฯ ค่อนข้างมาก ซึ่งในแง่ของวิสัยทัศน์ เชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกันว่าสุดท้ายแล้วรถเก็บขยะของเมืองก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนข้อสงสัยในเชิงเทคนิคหรือข้อกังขาต่างๆ จะให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดต่อไปเพื่อความแม่นยำ 🔴 ซัดกลับ "ข้อกล่าวหาง่ายๆ" ลั่นรับไม่ได้โดนป้ายสีทุจริต ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวย้ำถึงจุดยืนในการบริหารงานว่า นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ตนตระหนักดีถึงความสำคัญของการตรวจสอบ และรู้มาตลอดว่าต้องทำงานร่วมกับสภา กทม. อย่างใกล้ชิด โดยไม่เคยมองใครเป็นศัตรู เพราะเป้าหมายคือการทำประโยชน์สูงสุดให้พี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ตนไม่อาจยอมรับได้คือการถูกกล่าวหาว่าทุจริต "ทำงานร่วมกันเราไม่ได้เป็นศัตรูใคร แต่ว่าอย่ามากล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเราไม่ทำอยู่แล้วเรื่องแบบนี้ มันเป็นข้อกล่าวหาง่ายๆ... ผมยืนยันว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่มี เราโปร่งใส มีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูตลอด" นายชัชชาติ กล่าวย้ำอย่างดุดัน 🔴 ถอยใช้ "รถน้ำมัน" แก้ขัด ป้องกันวิกฤตขยะล้นเมือง นายชัชชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการรถขยะ EV ยังไม่ผ่านการอนุมัติและต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม กทม. จึงมีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่ "สุดท้ายแล้ว ตอนนี้ต้องกลับไปทำแบบเดิม คือต้องเช่าแบบเป็นน้ำมันไปก่อน" ผู้ว่าฯ กทม. สรุปแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้การจัดเก็บขยะของกรุงเทพฯ สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก #TheStructure #TheStructureNews #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #พรรคประชาชน #พรรคประชาธิปัตย์
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
ทนายบอน - ณัฐนันท์ กัลยาศิริ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคภูมิใจไทย และลูกชายของนาย วิรัตน์ กัลยาศิริ ซึ่งเป็นอดีต สส. 4 สมัยและหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาพูดถึงประเด็นแรงกดดันจากฝ่ายค้านและกลุ่มม็อบ ที่ปั่นกระแสให้คนไม่พอใจ มติของ กกต. เสียงข้างมาก ที่สั่งดำเนินคดีเฉพาะพื้นที่ที่มีหลักฐานชัดเจน ส่วนพื้นที่ที่อาศัยเพียงพยานบุคคลและการมโนเชื่อมโยง ถูกยกคำร้อง โดยทนายบอน ระบุว่า กฎหมายเลือกตั้งว่ากันด้วยหลักฐาน หากไม่มีคลิปเสียง แชท หรือเส้นทางการเงิน แม้คนจะรู้กันทั้งเมืองว่ามีการซื้อเสียง กกต. ก็ต้องยกคำร้องทิ้ง เพราะคดีเลือกตั้งง่ายต่อการถูกยัดเยียดหรือปั้นพยานบุคคลเท็จขึ้นมาใส่ร้ายกัน และหากนำมาตรฐาน "แบบพูดต่อกัน" โดยไม่อิงหลักฐาน จะทำให้เกิดปัญหาด้านบรรทัดฐานทางกฎหมายในภายหลังต่อทุกพรรคการเมืองได้ --- ข้อความของทนายบอน --- กฎหมายเลือกตั้งมันว่ากันด้วยหลักฐาน ... มิใช่หรือ ต่อให้คนทั้งเขตเลือกตั้งรู้ว่ามีการซื้อเสียง ต่อให้คนรับเงินกันครึ่งเมือง ถ้าคนไปร้องไม่มีหลักฐาน เป็นคลิป เป็นแชท เป็นเสียง เป็นเงินสด เงินโอน ... กกต. ก็ต้องยกคำร้อง ... มิใช่หรือ ต่อให้เอาพยานบุคคลไปเป็นโหล ต่อให้ฟังเรื่องราวแล้วมีเหตุผล ไม่มีหลักฐาน ก็ยก ยกลูกเดียว ต่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องจะเชื่อ ต่อให้สอดคล้องกับรายงานข่าวที่ กกต. มี ก็ทำอะไรไม่ได้ เหตุเพราะ ... คดีเลือกตั้ง มันง่ายต่อการยัดเยียด ปั้นพยานบุคคลเท็จ เช่น เอาคนไปพบผู้สมัคร คุยอะไรกันไม่รู้ ออกมาไปแจ้งความว่ารับเงิน ... ถ้าหลักฐานนี้เป็นบรรทัดฐานให้เลือกตั้งใหม่ได้ ... ต่อไปคงได้เลือกตั้งใหม่กันเกือบทุกเขต เหตุเพราะ ... การจับการโกงเลือกตั้ง โดยสภาพมันรู้ล่วงหน้า มีการนัดแนะ นัดหมาย มันถึงสามารถมีจังหวะให้รวบรวมหลักฐานเป็นคลิป เป็นเสียง ได้ ทีนี้กลับมาถึงคดีดัง มติ กกต. เสียงข้างมาก สรุปสั้นๆ ว่า ถ้ามีหลักฐาน มีเส้นเงิน มีคลิป ฯลฯ ส่งดำเนินคดีทั้งหมด ส่วนที่เหลือ หลักฐานไปไม่ถึง มีแต่พยานบุคคล ประกอบกับประวัติการโทร ที่ไม่มีบันทึกเสียง เสียงข้างมาก ยกหมด ที่ไหนมีหลักฐาน ส่งดำเนินคดี พื้นที่ไหนไม่มี “ยก” ตรงนี้ถ้า กกต. เสียงข้างมากไม่ถูกต้อง เช่น มีคลิป มีเสียง แล้วไม่ดำเนินคดี ก็ต้องออกมาแสดงหลักฐานครับ ส่วน กกต. เสียงข้างน้อย ท่านบอกว่า “มองช้างทั้งตัว” พยานบุคคลให้การมีเหตุผล สอดคล้องกัน และมีหลักฐานพื้นที่อื่นแล้ว พื้นที่ที่เหลือก็ต้องทำผิดด้วยแน่นอน เพียงแต่หลักฐานไปไม่ถึง จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ท่านจึงเสนอ “กวาดหมด” ในความเข้าใจผม คือ ใครไม่มีคลิป ไม่มีเสียง ไม่มีเส้นเงิน ก็เอาด้วย กวาดด้วย ผมก็ไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูก แต่ถ้าเราเอามาตรฐานนี้เป็นเกณฑ์ ก็แปลว่า ในคดีเลือกตั้งคดีต่อไป ไม่ต้องมีคลิป ไม่ต้องมีเสียง ไม่ต้องมีเส้นเงิน ไม่ต้องมีเงินสด หาคนสักคนนึงโทรหาผู้สมัครไปขอพบ เอาคนไป 5 คน ซ้อมกันให้ดีๆ ผ่านไปสักเดือนนึงไปแจ้ง กกต. บอกว่ารับเงินมา เงินใช้หมดแล้ว ไม่มีคลิป ไม่มีหลักฐาน มีคน 5 คน ให้การสอดคล้องกัน มีหลักฐานว่าโทรหากัน แล้ว กกต. ต้องส่งฟ้องหรือ แล้วถ้าคนคนนั้นเป็น กรรมการบริหารพรรค กกต. ต้องส่งยุบพรรคด้วยไหม ... เออ เอาไงกันดี พรรคของคุณพร้อมไหมกับมาตรฐานนี้ ผมไม่ได้ห้ามคุณคิดหรือเชื่อในสิ่งใดๆ ใครจะมโนอย่างไรก็ว่ากันไป แต่การดำเนินคดีของ กกต. จะให้มันไปสอดคล้องกับความมโน ที่ไม่มีหลักฐาน ... มันจะได้จริงไหม เหมือนที่คนลือกันว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ซื้อเสียงกันทั้งจังหวัด คุณคิดได้ เชื่อได้ บางทีผมก็เชื่อ แต่ถ้าจะร้องให้ กกต. ดำเนินคดี คุณจะเชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องหอบหลักฐานไปด้วยครับ" --- ทีมประชาธิปัตย์เข้ามาตอบกลับ --- ซึ่งหลังจากโพสต์ได้ไม่นาน นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทีมนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามาคอมเมนต์วิจารณ์ทนายบอนอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทนายบอนอธิบายแบบ "รับเงินขายชีวิต" และ "สมยอมเนวิน" "ผิดหวังนะครับ หลักฐานเดียวที่ผมเชื่อ คือพฤติกรรมการลงคะแนน ที่มีรูปแบบโพย และการหน้าด้านส่งคนไร้คุณสมบัติลงสมัคร เพื่อเป็นคนลงคะแนน ส่วนจะมีผลตอบแทน เส้นเงินเส้นโทรศัพท์หรือไม่ คือหลักฐานสนับสนุน การกระทำตามสงสัย การที่จะมีคน ร่วมมือกันกล่าวหาพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยผลการเลือกตั้ง ไม่สัมฤทธิ์ว่าคนของพรรคการเมืองนั้นได้รับการเลือกตั้ง ผมว่าก็ลองดู ว่ากกต.จะรับเรื่องและฟ้องศาลไหม กฎหมายลงโทษคนฟ้องเท็จอยู่แล้ว อย่ามาตั้งสมมุติฐานแบบคนรับเงินขายชีวิต เกลียดผมได้ ด่าผมได้ แต่คุณรู้ดีว่าผมเป็นอย่างไร ผมไม่ได้โอกาสแบบคุณแต่ผมมีอิสระกว่าแน่นอน สมยอมเนวิน น่าขำนัก" --- ทั้งนี้ทั้ง 2 คนเคยเป็นอดีตสมาชิกร่วมพรรคการเมืองเดียวกันมาก่อน สมัย "พรรคกล้า" โดยนายพรชัย เป็นทีมนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ก่อนจะติดตามนายกรณ์ จาติกวิณิช มาอยู่ ปชป.ในภายหลัง ขณะที่ทนายบอน เป็นอดีตทีมกฎหมายและนายทะเบียนสมาชิกพรรคกล้า ก่อนจะลาออกไปเมื่อนายกรณ์นำพรรคกล้าไปรวมกับพรรคชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ #TheStructure #TheStructureNews #ณัฐนันท์กัลยาศิริ #พรชัยมาระเนตร์ #พรรคประชาธิปัตย์
See More
The Structure
@TheStructureTH
about 1 month ago
ที่มา: ที่มา: https://t.co/n886LYXTtC
The Structure
@TheStructureTH
about 2 months ago
ระอุอีกรอบ! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะเดือด หลังจากพักรบไปในช่วงเดือนสิงหาคม การโจมตีโต้ตอบกันไปมาได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) แถลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 3 ลำ หลังจากที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ 2 ลำ ภายหลังการโจมตี โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบัฟ (Mohammad Baqer Qalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐฯ ควรตระหนักได้แล้วว่ากฎของเกมได้เปลี่ยนไป "ก่อนที่จะสายเกินไป" "นับจากนี้ การโจมตีใดๆ ต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของอิหร่าน จะได้รับการตอบโต้ที่รวดเร็วกว่า หนักหน่วงกว่า และเจ็บปวดกว่าเดิม" คาลิบัฟ ระบุผ่านช่องเทเลแกรม ด้าน โมห์เซน เรซาอี (Mohsen Rezaei) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า อิหร่านเตรียมประกาศ "เขตหวงห้าม" ภายนอกช่องแคบฮอร์มุซและบางพื้นที่ในอ่าวเปอร์เซียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเรือใดก็ตามที่รุกล้ำเข้ามาในเขตดังกล่าวจะถูกขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรทันที ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเตหะรานยังคงมีศักยภาพในการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน และสามารถปิดกั้นการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่ อาลี มาดานิซาเดห์ (Ali Madanizadeh) รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน ยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมตอบโต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วยการปฏิรูปภายใน และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการคว่ำบาตรจะทำให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืน "ความรับผิดชอบในการปฏิรูปเศรษฐกิจอิหร่านอยู่ที่รัฐบาลและประชาชน ไม่ใช่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ" สอดคล้องกับ มอร์เตซา ซามาเนียน (Morteza Zamanian) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ที่ระบุผ่านสำนักข่าว Tasnim ว่า "กองบัญชาการสงครามเศรษฐกิจ" ของกระทรวงกำลังเร่งทำงานเป็นสองเท่าเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสงคราม 🔴 เกาะคาร์กโดนถล่ม 550 ครั้ง - เอฟเฟกต์การเมืองสหรัฐฯ อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยก่อนสงคราม กว่า 90% ของน้ำมันดิบถูกส่งออกผ่าน เกาะคาร์ก (Kharg Island) ทว่าการส่งออกต้องหยุดชะงักหลังสหรัฐฯ เริ่มมาตรการปิดล้อมตั้งแต่กลางเดือนเมษายน โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ทำการสกัดและเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ไปแล้ว 92 ลำ บุกค้น 2 ลำ และทำให้เรือใช้การไม่ได้ 3 ลำ ความตึงเครียดยิ่งทวีคูณเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์วิดีโอที่สร้างด้วย AI บนโซเชียลมีเดีย เป็นภาพเกาะคาร์กถูกระเบิดจนเป็นจุณ ทำให้อิหร่านประกาศกร้าวว่าพร้อมโต้กลับอย่างรุนแรงหากเกาะแห่งนี้ถูกโจมตีจริง โดย โมห์เซน ปักเนจาด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เผยว่าเกาะแห่งนี้ถูกโจมตีไปแล้วราว 550 ครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงเปิดดำเนินงานได้ ในขณะเดียวกัน การที่อิหร่านปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นหอกข้างแคร่สำหรับพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนเพื่อชิงเก้าอี้ควบคุมสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม คริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันผ่าน CNN ว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฯ และท่อส่งน้ำมันยังคงทำได้เฉลี่ยกว่า 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง "อิหร่านยังคงสร้างปัญหา แต่กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเป็นฝ่ายชนะในศึกครั้งนี้" รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้าย #TheStructure #TheStructureNews #ช่องแคบฮอร์มุซ #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน
See More
Last Seen Users on Sotwe
tobrut cantik
Seen from
Indonesia
胡一虎🐯
Seen from
Germany
Dream Al web
Seen from
Indonesia
.
Seen from
United States
Emma Enjoyer
Seen from
Spain
الـعربـجـي 🇪🇬🔥
Seen from
France
olgun arar
DARO DARO
MANHOOD
Seen from
Australia
AkilliKafe
Seen from
Turkey
Trends for you
1
Good Tuesday
Under 10K tweets
2
Eric Swalwell
Under 10K tweets
3
Noah Wyle
Under 10K tweets
4
#中国北京彻查上海叠纸
Under 10K tweets
5
Taco Tuesday
Under 10K tweets
6
$SOFI
Under 10K tweets
7
Mao Zedong
Under 10K tweets
8
Jay-Z
Under 10K tweets
9
#tuesdayvibe
Under 10K tweets
10
Susan Saint James
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.5M followers
2
Barack Obama
@barackobama
118.8M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.5M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.9M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.3M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
90M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
84M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.5M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.5M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.9M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.5M followers
16
Bill Gates
@billgates
65.3M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63.1M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.2M followers
19
CNN
@cnn
61.7M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫