น่าสนใจคือตอนนี้ทั้งสองโมเดลดูไม่ยั่งยืนทั้งคู่
โมเดลยุโรปตอนนี้ปัญหาหลักคือจำนวนคนที่ทำงานหาเงินและกำลังสร้างอาชีพอยู่และจ่ายภาษีอยู่เริ่มมีอัตราส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประชาชนที่รับสวัสดิการจากภาครัฐและสูงอายุ
โมเดลพังเพราะว่ารูปแบบประชากรเปลี่ยนไป
ส่วนของอเมริกาก็เป็นอีกแบบนึง เป็นพัฒนาการในรูปแบบ ที่ผิดไปออกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น เช่นรัฐบาล ไม่ควรมีอำนาจและบทบาทเยอะขนาดนี้ ในส่วนของระบบการเงิน ก็ไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือบริษัท too big to fail จนติดนิสัยขนาดนี้
โดยทั่วไปมักเป็นเช่นนั้น สมัยนู้นลูกคนรวยจะได้เรียน arts ต่าง ๆ ได้เดินทางเป็น Grand tour ทั่วยุโรป ซึ่งทำให้วิชากลุ่มนั้นเรียกว่า liberal arts คือศิลปศาสตร์ของคนเสรี (จากการเป็นแรงงานวิชาชีพ) หรือถ้าไม่รวยก็มีผู้อุปถัมภ์ เช่น บ้านเมดิซี
พอมีเวลาคิด องค์ความรู้มันเลยไปโตทางนั้น