Top Tweets for #39firstdates
หาคนไปเดตด้วยกันคับ แต่งหญิงกับพี่นะคะ💍
#39FirstDates
มีใครสนใจติดรถไปด้วยกันไหมคะ พอดีไปคนเดียวค่า เหงาๆ เลยย 🥹 อยู่ทางปากน้ำ เคหะ BTS💚 #39FirstDates
🪭 #39FirstDates Dress Code
ขอเชิญทุกท่านร่วมย้อนกาลเวลาสู่ “ยุครัตนโกสินทร์”ช่วงปี ค.ศ. 1782 – 1932 🇹🇭✨
🤎 Dress Code : The Rattanakosin Era
ไม่ว่าจะเป็นชุดไทย ชุดไทยประยุกต์ หรือเครื่องแต่งกายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุครัตนโกสินทร์ ก็สามารถมาร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความทรงจำไปด้วยกันได้ 🪷📜
รอเจอทุกท่านแล้วนะคะ ✨🤎
📍 PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๐ – ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๙

39| TreNine #ฟิคกุด39 #39FirstDates
กุหลาบเวียงพิงค์ [ ทศ X เอื้องเหนือ ]
...ขึ้นชื่อว่ากุหลาบ แม้จะงดงามสักเพียงใด
ก็ย่อมมีหนามแหลมคม
แต่สำหรับกุหลาบเวียงพิงค์แล้ว
กลับบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างวันเพ็ญ...
--(Intro)
![Pingliseen's tweet photo. 39| TreNine #ฟิคกุด39 #39FirstDates
กุหลาบเวียงพิงค์ [ ทศ X เอื้องเหนือ ]
...ขึ้นชื่อว่ากุหลาบ แม้จะงดงามสักเพียงใด
ก็ย่อมมีหนามแหลมคม
แต่สำหรับกุหลาบเวียงพิงค์แล้ว
กลับบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างวันเพ็ญ...
--(Intro) https://t.co/FWmbKRiW4l](https://pbs.twimg.com/media/HJ8fSobboAARmS-.jpg)
GA for #39FirstDates นะคะ 🩵
I haven’t made any poster yet heheee . I will update again for details 💕

ขอเชิญชาวด้อม ๓๙ ทุกท่านมาเป็นเกียรติและร่วมประสาทพร เนื่องในงานคาเฟ่ครั้งแรก #39FirstDates ของ ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร 🧏🏽🧏🏻
📍 ณ PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
แอดใคร่ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มาร่วมพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และรับ Giveaway ภายในงานด้วยกันค่ะ 🥰



Giveaway 39 ขอสปอยนิดนึงนะค้า รับประกันความหวาน น้ำตาลไม่ต้อง!!👍🏻✨ ไว้เจอกันที่คาเฟ่นะค้าา🩷 #39FirstDates

ขอเชิญชาวด้อม ๓๙ ทุกท่านมาเป็นเกียรติและร่วมประสาทพร เนื่องในงานคาเฟ่ครั้งแรก #39FirstDates ของ ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร 🧏🏽🧏🏻
📍 ณ PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
แอดใคร่ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มาร่วมพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และรับ Giveaway ภายในงานด้วยกันค่ะ 🥰

#ฟิคกุด39 #39FirstDates
“นั่นใครน่ะ…เจ้านางทางเหนือเหรอ?”
“ช่างงามเหลือเกิน”
“งาม…ราวกับไม่มีอยู่จริง”
เสียงบ่นพึมพำตามหลังเมื่อเห็นกลุ่มของเจ้าม่านจันทร์เดินเล่นในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ที่จัดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความศิวิไลซ์และอารยะของแผ่นดินสยามทัดเทียมนานาประเทศ
ท่ามกลางผู้คนล้นหลามในงานฉลองเมืองม่านจันทร์ในวัยแตกหนุ่มสะพรั่งสวมเสื้อไหมแพรและผ้าโสร่งไหมคำ มือเรียวขาวโบกพัดไม้จันทร์หอมราคาแพง ท่าทีงดงามตามแบบฉบับเจ้านายทางเหนือ เดินชมบรรยากาศงานอย่างสงบเง��ยบ
ทว่าความงามอันพิสุทธิ์นี้กลับไปสะดุดตาเจ้าของร้านถ่ายรูปที่กำลังจะหมดตัว เขาเกิดปิ้งไอเดียขึ้นมา..จึงรวบรวมความกล้าบ้าบิ่นยืนขวางหนุ่มร่างโปร่งหน้าสวยและเพื่อนพ้อง
“กระผม..ขอรบกวนเวลาคุณท่านสักครู่ได้มั้ยขอรับ” ดูจากการแต่งตัวอันปราณีต เครื่องประดับราคาแพง และรัศมีของคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นเจ้านายชั้นสูงทั้งหมด
“เอ่าลุงนี่! หรืออยากจะมีเรื่อง?” ท���านชายอัคของขึ้น เดาได้ไม่ยาก...น่าจะเป็นคนที่กล้าหาญ เดินอาดๆเข้ามาจีบน้องม่านจันทร์อย่างเปิดเผย สัญญาณพี่ชายที่ห่วงน้องเริ่มทำงาน..
“อะไรกันเป็นใครมาจากไหน กล้าดียังไงมายืนขวาง” เพื่อนสนิทตัวจี๊ดอย่างเจ้าปรางดารินโวยวายปรี๊ดใส่ทันทีด้วยความถือตัว รีบกางแขนปกป้องเพื่อนเต็มที่
ม่านจันทร์ปรามเพื่อนและพี่ชายทั้งสองไม่ให้ถลาเข้าไปต่อยคนตรงหน้า
“ใจเย็นๆ ลองฟังเขา…ดูก่อนเถอะ”
“โฮ—! คุณท่านช่างใจดี” หนุ่มใหญ่เจ้าของห้องภาพทรุดเข่าร้องไห้ปล่อยโฮในที่สุด คนที่อยากคุยด้วยที่สุดก็ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้พูด ทำเอาม่านจันทร์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พลางสั่งให้เขารีบลุกขึ้นมาก่อน
ลูกสาวตัวเล็กวัยแก่นแก้วก็โผล่มาจากด้านหลัง มองคนตรงหน้าตาแป๋ว แต่เสียงท้องร้องโครกครากดังลั่นแข่งกับผู้เป็นพ่อ
“ป้อจ๋า…หนูหิวข้าาาาาาว”
.
.
.
“หะ..ร้านถ่ายรูปลุงกำลังจะเจ๊ง?”
“ขอรับ…กระผมลงทุนไปเยอะมาก อุปกรณ์ก็ซื้อจากพวกฝรั่ง แต่พอเปิดร้านในทำเลที่ดีมาก แต่กลับไม่มีลูกค้าเดินเข้าเลยขอรับ”
“โถ่ลุง…คิดจะเปิดแข่งกับร้านดังๆในพระนครมากกว่า 6-7 ร้านจริงหรือ? ขนาดบ้านผมยังใช้บริการห้างโรเบิร์ตเลนซ์เลย”
เจ้าปรางดารินไม่ได้ตั้งใจจะหยามเกียรติหรือเหยียดลุง แต่ด้วยนิสัยของชนชั้นผู้มีอันจะกินในพระนครหากอยากจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักใบย่อมต้องเลือกใช้บริการห้างร้านที่โด่งดังเป็นอันดับหนึ่งมานานแล้วเป็นธรรมดา
…ส่วนร้านเล็กๆที่เปิดใหม่ นั่นน่���เหรอ..ใครจะกล้าไปเสี่ยงดวง…ถ้าผลงานออกมาไม่ดีล่ะ...เสียทั้งเวลา เสียทั้งอารมณ์ และเสียอัฐไปเปล่าๆ...
“เพราะแบบนี้อย่างไรครับ กระผมอยากขอวิงวอนพวกท่านให้มาเป็นแบบถ่ายรูปสักครั้ง เผื่อว่าชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาจะเห็นรูปงามๆของพวกท่าน แล้วอยากจะเข้ามาเป็นลูกค้าร้านกระผมบ้าง”
“โอ้ย ฉันถ่ายไม่ได้หรอกจ้าาา...ถ้าท่านปู่กับท่านพ่อรู้ ได้ฆ่าฉันตาย��น่” ปรางดารินยกมือปฏิเสธคนแรกเพราะกฏมณเทียรบาลของราชวงศ์เชียงฝางมีเยอะยุบยับจนน่าปวดหัว
“อัคก็ไม่ได้…เดี๋ยวผิดธรรมเนียมราชวงศ์ ท่านย่าทรงโปรดให้ใช้แต่ช่างถ่ายรูปในวังเท่านั้น” ชายอัคก็โยนธงแพ้อีกคน
“...เอ่อ” เหลือม่านจันทร์เพียงคนเดียวที่ไม่มีพันธะใดๆ ราชวงศ์ตัวเองก็ไม่ได้ติดต่อนานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นเจ้าฟ้าองค์เล็กของนครเชียงคุ้ง
“พี���คนจ๋วย…หนูหิวข้าว----แงงงงงง”
แม้จะมีขัตติยะมานะและถือตัวไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่เมื่อเห็นน้ำตาของลูกสาวตัวน้อยของช่างภาพที่กำลังแบะปากร้องหิวข้าว..ม่านจันทร์ผู้มีใจเมตตาก็ยอมใจอ่อน
"เอาล่ะๆ ผมจะยอมเป็นแบบให้ แต่พวกคุณต้องห้ามถ่ายหน้าผมตรงๆ และห้ามบอกคนอื่นด้วยว่าผมเป็นใคร"
…
..
ลูกสาวเจ้าของร้านตื่นเต้นมากรีบนำเอาเครื่อง���ต่งกายของเจ้านางเหนือเต็มยศ มาให้ม่านจันทร์สวมใส่ เรือนผมหยักศกน้อยๆยาวสลวยถูกเกล้ามวยปักปิ่นทองอย่างงดงาม เด็กน้อยตาวาวรู้สึกสนุกสนานเหมือนกำลังเล่นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบขนาดคนจริง
ช่างภาพจับกล้องโบราณปรับแสงเงา ถ่ายเน้นเพียงดวงหน้าเสี้ยวข้างที่คมคายทว่าหวานหยด แสงเงาตกกระทบสันจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากอิ่มที่เม้มสนิท
เมื่อรูปขนาดใหญ่ถูกนำไปล้างและแปะไว้ที่กระจกดิสเพลย์หน้าร้านในวันแรกก็เกิดเรื่อง…
…. พระนครก็แทบแตก!….
ชายหนุ่มต่างพากันมาเกาะกระจกอ้าปากค้าง หลงใหลในความลึกลับของดวงหน้าครึ่งเสี้ยว ขนานนามว่า ‘เจ้านางปริศนาแห่งพระนคร’
พอกระแสเจ้านางปริศนาเป็นที่โจษจันทั่วทั้งพระนคร สตรีสูงศักดิ์ต่างพากันตบเท้าหลั่งไหลเข้าคิว���น่นร้าน นำผ้าซิ่นและเครื่องแต่งกายแบบเหนือมาสวมใส่เพื่อถ่ายรูปมุมข้างตามอย่างแม่หญิงในรูป จนร้านถ่ายรูปพลิกฟื้นจากความยากจนกลายเป็นร้านที่มั่งคั่งที่สุดในพริบตา
.
.
.
ในวันเสด็จตรวจตราพระนคร หม่อมเจ้านรินทร์ภัสกรในชุดทูตทหารเต็มยศ นั่งติดรถจี๊ฟมาพร้อมเพื่อนทหารยศสูง แล่นผ่านหน้าร้านถ่ายรูป เพียงสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นรูปถ่ายบนดิสเพลย์นั้นแค่เส���้ยววินาที หัวใจก็กระตุกวูบและรู้สึกมึนชาเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวเดี๋ยวนั้น
"นั่นมัน... ม่านจันทร์!"
ต่อให้เห็นเพียงปลายเส้นผมนุ่มสลวยหรือเรียวนิ้วที่จับชายผ้า นรินทร์ก็จำเมียรักของเขาได้แม่นยำ ความหึงหวงลุกพรึบขึ้นมาในอกจนแทบกระอักเลือด
เลือดขัตติยะบุรุษผู้หยิ่งทรนงมันพลุ่งพล่าน เมื่อพบว่าผู้ชายทั้งพระนครกำลังส่งสายตาโลมเลียรูปถ่ายของยอดดวงใจ��องเขาอย่างจาบจ้วง
ท่านชายทูตทหารหนุ่มก้าวฉับๆเข้าไปในร้าน เจรจาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิททว่าทรงอำนาจ เขาบังคับสั่งซื้อรูปถ่ายใบนั้นรวมถึงแผ่นฟิล์มที่ใช้ล้างรูปทั้งหมดในราคาที่สูงลิ่วจนเจ้าของร้านตาโต เพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้ใครได้เห็นร่างงามนี้อีก
.
.
พฤติกรรมอันอุกอาจของทูตทหารหนุ่ม กลายเป็นข่าวลือสะพัดไปทั่ววังหลวงและพระนครว่า
‘ท่านชายนรินทร์ภั��กร หลงรักรูปภาพของเจ้านางปริศนาจนถึงขั้นกวาดซื้อฟิล์มไปซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น’
..เสด็จย่าถึงกับกุมขมับคิดว่าหลานชายคนโปรดเป็นบ้าไปแล้ว..
.
.
แต่ความจริงแล้ว... นรินทร์กลับหอบเอาแผ่นฟิล์มและรูปถ่ายทั้งหมดกลับมาที่บ้านไม้หลังน้อยที่เขาซื้อเอาไว้เพื่อหลบสายตาพระญาติผู้ใหญ่และท่านย่าจอมบงการ
.
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเจอม่านจันทร์ในชุดเสื้อแพรขาวบางเบาและนุ่งโสร่งที่แหวกจนเห็นต้นขาขาวกระจ่างจนถึงปลี��่อง กำลังนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรมเงียบๆอยู่อย่างไม่รับรู้ความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในพระนครเพราะตนเอง
หม่อมเจ้านรินทร์พัสกรสูดลมหายใจลึกสะกดความโกรธและจัดการปิดประตูตีแมวทันที
.
.
"พี่นรินทร์... ซื้ออะไรมาเยอะแยะครับ?" ม่านจันทร์ถามแววตาใสซื่อ
นรินทร์วางรูปถ่ายใบใหญ่ลงบนตักน้อง พลางสาวเท้าเข้าไปรวบเอวบางขึ้นมากอดแน่น แววตาดุดันด้วยพิษรักแรงหึง
"ไปเป็นแบบให้เขาถ่ายรูป จนคนทั้งเมืองอยากจะมาเป็นผัวน้อง... รู้ตัวไหมคะม่านจันทร์? พี่หึงจนอยากจะจับน้องขังไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลยทีเดียว!"
นรินทร์ทลายความถือตัวของเจ้าฟ้าแดนเหนือด้วยพิษรักแรงหึง เขาอุ้มน้องไปที่เตียงไม้สัก จัดการถลกโสร่งของเจ้าม่านจันทร์ออกทันทีโดยไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ
“พี่นรินทร์!!คนใจทราม หยุดนะ!!”
"ต่อไปนี้...กุหลาบเครือฟ้างามดอกนี้ มีสิท��ิ์เบ่งบานและทอดสะโพกอยู่ใต้ร่างของพี่ชายนรินทร์คนเดียวเท่านั้น..จำไว้ให้ดี... อย่าให้พี่ต้องพูดซ้ำนะคะ"
.
.
END
part นี้เป็นเรื่องราวในอนาคตของฟิค ‘นรินทร์พ่ายรัก’ ที่เขียนอยู่ค่ะ เก๊ายังเขียนไม่ถึงเพราะตัวอู้เกาะแน่นมาก
https://t.co/3RdBToRXrf

#ฟิคกุด39 #39FirstDates
(ต่อจากด้านบน)
“ศะ..ศิน พี่หนาว...เหลือเกิน” คุณหลวงบ่นพึมพำและมองตาปรือแต่แววตาช่างออดอ้อนมากกว่าปกติ
“ห่มผ้าหนาขนาดนี้ยังหนาวอยู่อีกหรือคุณหลวง” ศศินเอ่ยเย้าเสียงนุ่ม มือเรียวยังคงทำหน้าที่เช็ดผิวกายให้คนเมาอย่างใส่ใจ หวั���เพียงจะช่วยปัดเป่าความร้อนรุ่มและทำให้คุณหลวงสบายเนื้อสบายตัวยามเข้าสู่นิทรา
ทว่าในจังหวะที่กำลังจะผละออกนั่นเอง...
“คะ…คุณหลวงทำอะไรขอรับ” มือกว้างคว้าข้อมือเรียวและใช้แรงเพียงอันน้อยนิดกระชากร่างโปร่งให้มาซบอกกว้าง
“ขอกอดสักครู่..ให้หาย..หนาว” กระแสเสียงของคนเมากล่าวอย่างเอาแต่ใจ น้ำเสียงแฝงแววดื้อดึงโดยไม่สนใจร่างโปร่งที่เริ่มขยับดิ้นประท้วงเบาๆเพราะตกใจ
“อย่าดิ้นเลยหนา พี่ไม่ทำอะไรเจ้าหรอกศศิน"
"ขอกอดเพียงครู่เดียว”เสียงทุ้มขอร้องอย่างเว้าวอน
แรงรัดที่เอวเพิ่มขึ้นอีกนิดแต่ก็ยังกอดทะนุถนอมจนคนในอ้อมแขนได้แต่นอนนิ่งหน้าแดงซ่าน ก่อนจะแกล้งบ่นอุบอิบกลบเกลื่อนความขัดเขิน “ก็..กระผมเหม็นเหล้านี่ขอรับ”
“เดี๋ยว…ก็ชิน” สุรเสียงเอาแต่ใจแว่วเบาๆข้างหู ทำเอาม่านศศินถึงกับใจเ��้นรัวแรงราวกับเสียงรัวกลอง ตั้งแต่เกิดมาจนโต... เขาเพิ่งเคยสัมผัสกับความรู้สึกของการนอนตะแคงข้าง โดยมีอ้อมกอดอุ่นหนาโอบซ้อนจากด้านหลังเช่นนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้น... บุรุษที่กำลังใช้แผ่นอกสะท้อนไออุ่นทาบทับอยู่เบื้องหลัง ก็คือชายที่ศศินหลงรักอย่างหมดหัวใจ
“เพิ่งรู้..คุณหลวงก็มีมุมเจ้าเล่ห์กับเขาด้วย” เสียงหวานของม่านศศิน���อ่ยแผ่วเบาพยายามซ่อนความประหม่า
“อยากกอดศศินมานานแล้ว..แต่ไม่รู้ทำไมเพิ่งจะมาใจกล้าเอาวันนี้” ใบหน้าคมคายถือสิทธิ์จูบขมับและเรือนผมอย่างทะนุถนอม
“…หันมาหน่อยศศิน ขอพี่ดูใบหน้าเจ้าชัดๆหน่อยสิ”
“สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรนะขอรับ..”
ม่านศศินไม่ได้หัวโบราณขนาดกลัวราตรีอันแสนเสน่หา…ยามนี้เขาก็ยังไม่ได้ตระเตรียมใจพร้อมที่จะรับความลึกซึ้ง ด้วยตระหนักว่าหากได้รับสัมผัสอุ่นล้ำเพียงค่ำคืนเดียวอาจจะกลายเป็นภาพจำที่สลักลึกในห้วงคำนึงไปตลอดชีวิต
…แล้วถ้าหากเขาต้องกลับไปโลกปัจจุบันล่ะ? หากความผูกพันถักทอจนแน่นหนา เขามิต้องหอบความถวิลหาจนใจต้องทนรับความทรมานหรอกหรือ...?
“ถ้าศศินบอกว่าไม่ให้ทำ..พี่ก็จะไม่ทำ” พอได้ยินคำสัญญาหนักแน่นและให้เกียรติจนม่านศศินรับรู้ถึงความจริงใจ เขา��ึงยอมพลิกตัวหันมาเผชิญหน้าคุณหลวง ทว่าดวงตากลมก็ยังคงหลบเลี่ยงไม่กล้าสบตาตรงๆเพราะความเอียงอาย
“น่ารัก...ที่สุด” คุณหลวงคลี่ยิ้มละมุน
ภายใต้เตียงสี่เสาสองร่างคุยกันอยู่พักใหญ่ ก็มีร่างหนึ่งเริ่มหาวก่อน มือเรียวรีบยกปิดปากเพราะกลัวเสียมารยาท
เปลือกตาของศศินก็เริ่มหนักอึ้งเขาพยายามกระพริบไล่ความง่วงอยู่นานแต่ก็สู้ความง่วงไม่ไหว “ถ้าง่วงก็จงนอนเ��ิด..ศศิน”
“นอนที่นี่..ไม่ได้ขอรับ..มันไม่งาม” แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดศศินถึงกลัวการหลับยิ่งกว่าทุกคืน เกิดความกังวลอันหนักหน่วงผุดขึ้นมาในใจอย่างน่าประหลาดใจ…อาจเป็นเพราะอายสายตาบ่าวไพร่ในเรือนจะมาเห็นเข้า
“นอนไปเถอะ…พี่จะกล่อมเจ้าเอง”
แสงจันทร์รำไรส่องเข้ามาในห้องนอนเจ้าของเรือน เปลือกตาม่านศศินหนักอึ้งและปรือปรอยลงทุกที ความง่วงงันทำให้ฝืน��ระคองสติไว้ไม่ไหว
คุณหลวงทอดมองใบหน้าหวานละมุนด้วยเแววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนรักใคร่ร่างที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างหมดหัวใจ มือกว้างเชยคางมนอย่างแผ่วเบาก่อนจะโน้มใบหน้าคมคายประทับจุมพิตอันแสนนุ่มนวลราวกับผีเสื้อแตะกลีบกุหลาบอันแสนบอบบาง สัมผัสที่ไร้การเร่งเร้ามีเพียงความอบอุ่นลึกซึ้งที่กล่อมให้ร่างโปร่งหลับสบาย
“...คุณหลวง... ขี้โกง” ม่านศศินพึมพำ��ผ่วเบาราวกับเสียงละเมอ ยามรับรู้ถึงสัมผัสอุ่นละมุนที่แตะแต้มบนริมฝีปาก ก่อนที่สติสัมปชัญญะสุดท้ายจะดับวูบ และดิ่งด้าวสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง
...ขี้โกงอย่างนั้นรึ?.....ก็คงจะจริงดังเจ้าว่า
...หากวันใดเจ้าล่วงรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนนำพาเจ้ามายังโลกใบนี้ เจ้าจะโกรธเคืองพี่จนมิยอมให้อภัยเลยหรือไม่...
ความจริงที่ซ่อนเร้นทับถมอยู่ในอก ทำได้เพียงส่งผ่านสาย���าอันสั่นไหวในความมืด
“หลับฝันด���เถิดหนา... คนดีของพี่”
“ไม่ว่าอยู่แห่งหนใด..ขอให้อยู่รอดปลอดภัยแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง..ฮึก”
แม้ดวงจิตม่านศศินจะล่องลอยเข้าสู่ความฝันไปเนิ่นนานแล้ว ทว่าสุ้มเสียงทุ้มที่เอ่ยปลอบประโลมเป็นประโยคสุดท้ายกลับยังคงดังแว่วอยู่ห้วงคำนึง... เสียงทุ้มสั่นเครือระคนแหบพร่าราวกับเจ้าของคำพูดนั้นกำลังฝืนกลั้นหยาดน้ำตาอย่างสุดกำลัง
…..
.…
..
.
“พี่ศศินตื่น! เป็���อะไรหรือเปล่าเนี่ย!”
เสียงอันคุ้นเคยของม่านแขน้องสาวแท้ๆ แผดลั่นขึ้นด้วยความตื่นตะหนก ร่างบางที่เพิ่งเดินหาวลงมาจากชั้นบนถึงกับเบิกตาโพลง เมื่อเห็นร่างของพี่ชายตัวเองนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ตรงชานพักบันไดข้างบานกระจก หล่อนรีบสาวเท้าวิ่งตึงตังลงบันไดมาทรุดตัวลงปลุกเขย่าร่างพี่ชายด้วยความห่วงใย
“...หือม์ เสียงดังกระไรกัน หนวกหูยิ่งนัก” ม่านศศินค่อยๆ ปรือตาข��้นสู้แสงตะวันจ้าที่สาดส่องลงมาจากบานหน้าต่างเหนือบันได เขาเอ่ยบ่นพึมพำด้วยภาษาโบราณที่เขาเพิ่งปรับตัวใช้จนชินปากในอีกโลกหนึ่ง
“พี่พูดอะไรของพี่เนี่ย... ภาษาเหมือนพวกในนิยายเปี๊ยบ....แน่ะแอบล้อแขที่กำลังอินละครทวิภพอยู่ใช่ไหม”
“แข...?” คนถูกปลุกงัวเงียตอบ สติสตังยังไม่คืนกลับมาเต็มร้อย เขาพยายามยันกายลุกขึ้นจากพื้นกระดานอย่างยากลำบาก สายตากวาดมองไปรอ��ตัวด้วยความสับสน “นี่... บ้านของเราหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ พี่พูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะ หรือว่าตกบันไดลงมาจนสมองกระเทือน?” ม่านแขยืนเท้าสะเอวมองพี่ชายที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากเดิมแทนที่จะขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ กลับมานอนขดอยู่ตรงชานพักบันไดเสียนี่
“เฮ้ย! ไอ้พี่ศศิน ทำไมทำอย่างนี้อ่ะ!”สายตาของหล่อนเหลือบไปเห็นรอยเท้าเปื้อนฝุ่นประทับหราอยู่บนบานกระจกใสอย่างน่าเกลียด
“...แล้วคุณหลวงล่ะ?” ม่านศศินหยัดกายยืนขึ้นเต็มความสูง พยายามสลัดความงุนงงทิ้งไป เมื่อพบว่าลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกปัจจุบันอันแสนศิวิไลซ์
... อย่าบอกนะว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งผ่านพ้นไป
...เป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง?
ทว่าเมื่อมือเรียวพลิกท้องข้อมือขึ้นดู ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง ริมฝีปากอ้าค้างด้วยความตระหนก... รอยแผลไหม้จางๆ เป็นรูปกิ่งมะกอกโอบล้อมอักษร���่อภาษาอังกฤษอันเป็นนามของคุณหลวงยังคงประทับแน่นอยู่บนผิวเนื้อ มันคือหลักฐานที่ตอกย้ำว่า.
.. ทุกฉากทุกตอนที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องอุปาทาน!
“พี่ศศิน! จะไปไหนน่ะ!!!” เสียงของน้องสาวไล่หลังมา ทว่าม่านศศินไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ความรู้สึกหนักอึ้งและโหยหาถาโถมเข้าใส่จนอกแทบแตกสลาย เขาซอยเท้าก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก... โลกใบเดิมที่เคยจากมาเพื่อตอกย้ำควา���จริงอันโหดร้ายว่า..
บัดนี้... ไม่มีอีกแล้วโลกใบที่มีบุรุษนามว่าคุณหลวงยืนเคียงข้างเขา
บ้านโบราณของม่านศศินตั้งรกรากอยู่ไม่ไกลจากย่านเก่าแก่อย่างท่าเตียน สองเท้าเรียวขยับสับก้าวไปตามริมทางขนานไปกับแนวกำแพงวังสลับตึกเก่าอย่างคนไร้สติ
ความระทมทุกข์เบียดบังทัศนียภาพรอบกายจนพร่าเลือน มารู้ตัวอีกทีเขาก็พา ร่างอันสั่นเทามาหยุดยืนอยู่ ณ ลานโล่งกว้างของท่าเรือท่าเตียนเสียแล้ว
อา���เป็นเพิ่งผ่านย่ำรุ่งมาไม่นานประกอบกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรยากาศโดยรอบจึงยังคงสงบเงียบมีเพียงสายน้ำกระเพื่อมไหวเบาๆ และมีนักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปมาค่อนข้างบางตา
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น แสงอรุณแรกของวันกำลังทอประกายเรืองรอง สาดส่องกระทบองค์พระปรางค์มหึมาของวัดอรุณราชวรารามที่ตั้งตระง่านอยู่ฟากฝั่งตรงข้าม ขับเน้นสถาปัตยก��รมให้งดงามโดดเด่นท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างรอบข้าง
แสงสีทองละมุนตกลงกระทบผืนน้ำเจ้าพระยาเกิดเป็นเงาสะท้อนระยิบระยับ ภาพความวิจิตรตระการตาตรงหน้าช่างดูงดงามละม้ายคล้ายคลึงกับโลกใบนั้น
...โลกที่มีสายน้ำ...โลกที่มีความทรงจำของคุณหลวง
หัวใจของม่านศศินกลับยิ่งบีบรัดด้วยความโหยหาจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะนึกถึงสุรเสียงที่เคยเอื้อนเอ่ยในความทรงจำ
���ต่อหน้าวัดอรุณอันศักดิ์สิทธิ์..ขอให้ยามที่ศศินมองเจดีย์แห่งนี้แล้วจะคิดถึงข้าพระพุทธเจ้าทุกครั้ง…ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน…
“คุณหลวงใจร้ายที่สุด” …ทำไมถึงส่งศศินกลับมา? ร่างโปร่งไม่อาจต้านทานกระแสความเศร้าไหวที่โถมกระหน่ำ มือเรียวที่อ่อนแรงเอื้อมคว้าราวรั้วกั้นริมน้ำสั่นระริกเป็นหลักยึดสุดท้าย ก่อนสองขาจะหมดแรงทรุดฮวบลงพื้นนั่งและปล่อยโฮอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
ม่านแขรีบติดต่อกลุ่มเพื่อนๆของพี่ชายที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันให้ช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งในที่สุดก็พบร่างของม่านศศินนั่งขดตัวอยู่ที่ท่าเรือ ทุกคนต่างกรูเข้าไปรุมล้อมและพยายามเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมด้วยความห่วงใย แม้จะไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวไปเผชิญสิ่งใดมา...ถึงได้สั่นเทาและสะอื้นไห้จนตัวโยนน่าเวทนาถึงเพียงนี้
…..
.…
..
.
“คุณหลวง...กระผมตระเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ”
นายทองดี ข้ารับใช้หนุ่มผู้ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยขึ้น สองเท้ายืนหยัดนิ่งตรงตามระเบียบทว่าไม่อาจกักเก็บเขื่อนน้ำตาที่รินไหลได้ ด้วยกลัวว่าจะโดนผู้เป็นนายเอ็ดอึงเอา จึงรีบก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนรอยน้ำตาไว้
“ขอบใจมากนะ... ฝากดูแลเรือนบุหลันด้วยนะนายทองดี”
บุรุษผู้สูงศักดิ์ผู้เป็นเจ้าของเรือนเอื้อนเอ่ยเสียงนุ่ม หันกลับไปทอดสายตามองเรือนหลังน้อยด้วยความอาลัยสุดลึกซึ้ง ทุกตารางนิ้ว��องที่นี่อบอวลไปด้วยภาพจำอันงดงามระหว่างเขากับม่านศศิน...
ลางสังหรณ์บางอย่างร่ำร้องเตือนอยู่ลึกๆว่า สมรภูมิรบครั้งใหญ่ที่กำลังจะเข้าร่วมเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินในหนนี้…ตัวเขาคงไม่มีโอกาสได้หวนกลับมาเรือนหลังนี้อีกแล้ว
“จริงสิ... ขอยืมมีดพกสักหน่อยเถิด ยังพกติดตัวอยู่หรือไม่”
“ขะ... ขอรับ” แม้นายทองดีจะนึกฉงนในใจ ทว่าก็รีบล้วงหยิบมีดพกเล่มงามที่คุณหลวงเคยซื้อหามาให้ไว้ใช้สอยและป้องกันตัวย���่นส่งให้
เจ้านายหนุ่มรับมีดเล่มนั้นไว้ก่อนจะสาวเท้ากลับเข้าไปภายในเรือนชาน หลังจากนั้นไม่นาน นายทองดีก็แว่วเสียงครูดลากเก้าอี้ไม้ไปกับพื้นเรือน... สรรพเสียงเงียบหายไปชั่วอึดใจ ก่อนที่คุณหลวงจะเดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้มละมุนที่แต้มอยู่บนมุมปาก แล้วยื่นมีดพกส่งคืนให้
นายทองดีลอบสังเกตเห็นเศษเนื้อไม้ทาสีขาวนวลติดอยู่ตรงปลายมีดคมกริบเพียงเล็กน้อย ทว่าเขาก็���ลือกที่จะปิดปากเงียบไม่เอ่ยปากถามสิ่งใด ทำเพียงพับเก็บมีดพกใส่กระเป๋าเสื้ออย่างเรียบร้อย
“ไปกันเถอะ... นายทองดี” ไม่จำเป็นต้องรอให้คนสนิทกุลีกุจอมาคอยพะเน้าพะนอเปิดประตูให้ คุณหลวงก็ก้าวเข้าไปนั่งประจำที่ทางด้านหลังด้วยตัวเองอย่างสง่างาม
"อ่อ...ช่วยขับรถผ่านวัดอรุณหน่อยเถิดหนา..เช้านี้แสงคงจะสวย อยากจะเห็นอีกสักครั้งนัก"
“ขอรับ...”
…..
.…
..
.
“พี่ม่านศศินใช่มั้ยคะ! ในที่สุดก็ได้เจอตัวจริงเสียงจริงสักที”
เสียงทักทายอย่างร่าเริงแว่วมาจากเจ้าของร้านอาหารกลางสวนผู้เป็นเพื่อนสนิทของน้องสาว พลอยก้าวเท้าเข้ามาสวมกอดแขนของชายหนุ่มอย่างสนิทสนมดั่งคนที่คุ้นเคยกันมานาน... ด้วยเพราะได้รับฟังเรื่องราวน่ารักๆ เกี่ยวกับพี่ชายคนนี้จากปากม่านแขอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดเป็นความผูกพันลึกๆ แม้จะไม่เคยพานพบหน้ากันมาก่���น
“นี่ยัยพลอย... เพลาๆ ลงหน่อยเถอะทำอะไรประเจิดประ���จ้อจริง” ม่านแขเอ่ยปรามขำๆ
“แหม... ก็เห็นแกหน้าตาบ้านๆไม่นึกเลยนี่นาว่าจะมีพี่ชายหล่อขนาดนี้แอบซ่อนไว้ตั้งนาน ขี้โกงชะมัด” พลอยหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เพื่อนรัก ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ถ้อยคำจิกกัดหยอกเย้าก็ยิ่งพรั่งพรูออกมาแบบไม่เกรงใจ
“ฮะๆ” ม่านศศินหัวเราะเบาๆในลำคอด้วยความเอ็นดู พลางยื่นดอกไม้ช่อโตในมือให้หญิงสาว “ยินดีด้วยกับรางวัลมิชลินนะครับน้���งพลอย”
“อุ๊ย... ขอบคุณค่ะพี่ศศิน ดอกไม้สวยมากเลย” พลอยรับช่อดอกไม้มาประคองไว้ด้วยความดีใจ ก่อนจะหันไปสั่งเด็กในร้านให้รีบนำไปจัดใส่แจกัน แล้วดึงแขนม่านแขไปพูดคุยงุ้งงิ้งเม้ามอยตามประสาเพื่อนรัก
ทั้งคู่ปล่อยให้ม่านศศินได้มีโอกาสเดินทอดน่องสำรวจรอบๆบริเวณ ดวงตาคู่งามกวาดมองการตกแต่งภายในร้านที่ดูน่าสนใจ ราวกับมีมนต์ขลังของความเก่าแก่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนภายใต้ความร่วมสมัย ตัวร้านเป็นเรือนไม้สีเขียวไข่กาสุดแสนคลาสสิคด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลวิคตอเรียที่ทั้งหรูหราทว่าแฝงไปด้วยไออุ่น...
ม่านศศินกวาดสายตามองไปรอบๆ หัวใจพลันกระตุกวูบเมื่อรู้สึกว่า บรรยากาศของที่นี่ช่างคล้ายคลึงกับ ‘เรือนหลังนั้น’ ที่เขาเคยพำนักพักพิงอยู่ช่วงหนึ่งเหลือเกิน
“สวัสดีค่ะ... พี��ชายของม่านแขใช่ไหมคะ น้าเป็นแม่ของพลอยค่ะ”
เมื่อละสายตาจากเพดานเรือน ก็พบกับสตรีวัยกลางคนในชุดภูมิฐานเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“สวัสดีครับคุณน้า... ผมชื่อม่านศศินครับ” ร่างโปร่งรีบยกมือไหว้ด้วยกิริยามารยาทที่งดงามอ่อนช้อย
“อะไรนะลูก? หนูชื่อ... ม่านศศินจริงๆ..หรือคะ?” หล่อนเบิกตา กว้างมือทาบลงที่อกด้วยความตระหนกตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“พลอยลูก! มาหาแม่ตรงนี้หน่อยเร็ว” โชคดีที่วันนี้ทางร้านปิดบริการภายในเพื่อจัดงานฉลองเฉพาะกลุ่มเพื่อนและญาติ คุณแม่จึงสามารถตะโกนเรียกลูกสาวเสียงดังได้โดยไม่ต้องกังวลสายตาแขกเหรื่อ
“มีอะไรค่ะแม่? เกิดอะไรขึ้นๆ” ปกติผู้เป็นแม่มักจะพูดจานุ่มนวลเนิบนาบตามประสาผู้ดีเก่า ถ้าถึงขั้นตะโกนก้องเช่นนี้ย่อมต้องมีเรื่องคอขาดบาดตายแน่ พลอยรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับม่านแข
“พลอยลูก... จำคานไม้ที่พ่อเขาเกือบจะไสเนื้อไม้ทิ้งให้เรียบได้ไหม”
“จำได้สิแม่ ทะเลาะกันแทบตาย แม่บอกว่าต้องเป็นข้อความของตระกูลทวดเราแน่ๆ ส่วนพ่อก็เถียงหัวชนฝาว่าเป็นฝีมือพวกมือบอนขีดเขียนทิ้งไว้ตอนย้ายเรือนไม้มาสร้างใหม่ที่นี่”
“ย้ายเรือนไม้..มาสร้างใหม่?” ม่านศศินทวนคำ...เสียงของเขาเริ่มสั่นพร่า
“ค่ะพี่ศศิน..เดิมทีเรือนเก่าของทวดเราตั้งอยู่ที่ย่านบางรักค่ะ แต่คุณแม่ไม่��อบเสียงอึกทึกครึกโครม พ่อก็เลยสั่งรื้อถอนย้ายมาปลูกใหม่ในซอยนี้ เพราะท่านชอบเนื้อไม้เก่าของเรือนเดิมมาก”
พลอยเล่าความหลังให้ฟังคร่าวๆ เพราะเธอเองก็อยู่ในทุกกระบวนการรื้อถอน และสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่
“เรือนหลังเก่าหลังนั้น... มีชื่อว่าเรือนบุหลันใช่ไหมครับ” คำถามแผ่วเบาของม่านศศินทำให้อากาศรอบตัวคล้ายจะหยุดหมุน
“เฮ้ยพี่!... พี่รู้ได้ยังไงอ่ะ ขนลุกไปหมดแล้วนะแม่!” พลอยยกมือขึ้นกอดอก ตัวสั่นเทาด้วยความยะเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วกาย ขนลุกเกรียวไปทั้งแขน
“พาพี่เขา ขึ้นไปดูคานไม้นั่นเถอะลูก...” คุณแม่ผู้ใฝ่ในทางธรรมและนั่งสมาธิมาโดยตลอด เอ่ยเสียงสั่นพร่า หล่อนสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันแรงกล้า...เหตุผลที่หล่อนยอมทะเลาะกับสามีแทบตายเพื่อปกป้องรอยขูดขีดบนคานไม้เก่านั่น ราวกับว่าคานไม้เรือนหลังนี้ กำล��งรอคอยให้เจ้าของนามที่แท้จริงกลับมาอ่านมันสักครั้ง...
พลอยรีบช่วยลากเก้าอี้ไม้สองสามตัวมาต่อกันเพื่อเป็นฐาน ม่านศศินก้าวขาที่สั่นเทาขึ้นไปยืนจนชิดเพดาน โดยมีม่านแขคอยประคองอยู่ด้านล่างด้วยสายตาที่คอยลุ้น
สายตาของร่างโปร่งทอดมองตรงไปยังรอยลึกบนเนื้อไม้...รอยมีดที่ครูดสลักลงในเนื้อไม้เนื้อแข็งอย่างหนักแน่น ทิ้งร่องรอยสีขาวนวลของสีทาเรือนเดิมติดอยู่ตามร่องอักษร
…รักมั่นเพียงม่านศศิน ตราบสิ้นลม…
เ��็นลายมืออันคุ้นตาที่ตอกย้ำความจริงอันแสนงดงามและร้าวรานใจ
ทว่าในวันนี้ หัวใจของเขากลับไม่ได้ถูกเกาะกินด้วยความโศกเศร้าจนต้องร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเช่นวันแรกๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่บ่งบอกว่า....
....ความรักของคุณหลวงไม่เคยจางหายไปไหน..แต่อยู่เคียงข้างเขามานับร้อยปี
ม่านศศินค่อยๆ ก้าวลงมาจากเก้าอี้ไม้ ส่งยิ้มบางๆให้คุณแม่ของน้องพลอย แม้ที่ขอบตาจะยังคงมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าอยู่บ้าง เพียงแค่กระพริบไล่เล็กน้อย��็กลับมาเป็นปกติได้
“ไม่ทราบว่า... คุณแม่พอจะเล่าเรื่องของคุณทวดให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะลูก” คุณแม่เอ่ยรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาที่มองชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
“แม่มีรูปถ่ายเก่าๆของต้นตระกูลเก็บไว้ด้วย เดี๋ยวแม่จะเอามาอวดนะจ๊ะ”
.
.
.
End
Special Thx:
The Siam Renaissance (ทวิภพ) 2004
คู่ 39 แรงบันดาลใจที่ช่วยรังสรรค์ผลงาน
นักอ่านทุกคนที่ห��งเข้ามาอ่าน
TreNineforever ที่จัดกิจกรรมนี้
รูปวัดอรุณ by Mr. Kamil Pietrzak
หากชื่นชอบนิยายฟีลรัตนโกสินทร์ ตามไปชิมงาน
- นรินทร์พ่ายรัก - เราได้นะคะ ใน RAW ได้

#ฟิคกุด39 #39FirstDates
(เพิ่งลบทิ้งแล้วลงใหม่ค่ะ เจอคำผิดบานตะเกียงจนอยากทึ้งหัวตัวเอง 😭 พิมพ์ไว้ยาวจัดจนสมองเบลอ)
“โอโห! นี่ผมย้อนเวลามาได้ถูกจังหวะมาก ทันงานพระราชสมภพกรุงรัตนโกสินทร์๑๐๐ ปีพอดีเลย”
“ฟังเจ้าพูดเรื่องย้อนเวลานับครั้งไม่ถ้วน…ฟังกี่ทีก็ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก”
“โธ่ คุณหลวงท่านก็เห็นหลักฐานที่ผมแสดงให้ดูนี่ครับ ทั้งไอโฟนและสมาร์ทว๊อช”
ท่ามกลางกระแสธารของผู้คนมากมายที่มาร่วมงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ บุรุษร่างสูงใหญ่ผิวเข้มกลับทอดสายตามองเห็นเพียงแต่คนตรงหน้า... หนุ่มน้อยผิวขาวจัดจนผิดแผกไปจากชาวบ้านชาวช่องในพระนครทั่วไป บัดนี้กำลังขมวดคิ้วมุ่น บุ้ยปากท่าทางแสนแง่งอนนั้นช่างน่าขันและน่าเอ็นดู
หากย้อนกลับไปในวันแรกที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ม่านศ��ินร่วงตุ๊บลงกลางพุ่ม��ม้หนาต่อหน้าต่อตาบุรุษร่างสูงที่กำลังนั่งร่ำสุราอยู่กลางสวนอย่างประจวบเหมาะราวกับจับวาง
..ก่อนหน้านี้เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อหรอก...
จำได้ดีว่าตนเพิ่งจะเอ่ยปากแซวม่านแขผู้เป็นน้องสาวว่าเป็น ‘ยัยเพี้ยน’ ที่อินกับนวนิยายเก่าแก่อย่างเรื่องทวิภพ จนถึงขั้นลงทุนซื้อกระจกโบราณมาตั้งเกะกะขวางทางอยู่ที่ชานพักบันไดบ้าน ม่านศศินยังจำสภาพกรอบกระจกไม้แกะสลักป���ดทองลอกล่อนชิ้นนั้นได้ดี มันดูเหมือนของที่จงใจทำเทียมให้ดูเก่าขลังเพื่อโก่งราคาขายแพงลิบลิ่ว จนเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่ายัยน้องสาวคนซื่อบื้อน่าจะโดนหลอกขายของปลอมมาแน่นอน
ด้วยความนึกสนุกและอยากจะลองของชายหนุ่มจึงยกเท้าเปลือยเปล่าขึ้นหมายจะประทับรอยบาทาลงบนบานกระจก ทว่าคนที่กำลังยืนยกขาค้างเติ่งกลับต้องอุทานลั่นออกมาว่า ‘Holy Shit!!’ เมื่อภาพสะท้อนบนบานกระจกพลันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นประหลาดที่มีแสงทองเรืองรอง!
….รู้สึกตัวอีกทีก็วาร์ปโผล่มาอีกโลกแล้ว…หรือว่านี่คือผลกรรมที่ลบหลู่ของโบราณ?
.
“อ่อ..วัตถุนามประหลาดนั่น”
พอคุณหลวงนึกย้อนถึงสิ่งประดิษฐ์พิสดารที่เจ้าหนุ่มปริศนาพยายามอวดอ้างเพื่อยืนยันว่าตนมาจากโลกอนาคตอันไกลโพ้นนับร้อยปี ก็อดทึ่งในใจไม่ได้จริงๆ ทั้งตัวเลขอารบิกบ่งบอกเวลาที่ขยับเปลี่ยนแปรได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ และเจ้ากระดานชนวนจิ๋วที่สามารถบรรจุภาพถ่ายของผู้คนไว้แน่นขนัด เต็มไปด้วยสีสันสดสวยเสมือนมีชีวิตจริง
...ทั้งที่ในเวลานี้ ‘ร้านนายจิตร’ ร้านถ่ายรูปแห่งแรกของสยามเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นบนเรือนแพหน้าวัดซางตาครู้สแท้ๆ ทว่าคนตรงหน้ากลับมีภาพจำลองเหตุการณ์ที่มีรายละเอียดคมชัด ผิดแผกไปจากภาพถ่ายขาวดำซีดจางและพร่าเลือน ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคสมโภชพระนครนี้แล้ว…
“เห็นขนาดนี้แล้วยังจะไม่เชื่ออีกหรือครับว่าผมไม่ใช่คนยุคนี้... ยังต้องให้พิสูจน์อะไรอีกนี่เหนื่อยจะพูดแล้วนะคุณหลวง”
“เชื่อแล้ว... ข้าเชื่อเจ้าแล้ว แค่สำเนียงภาษาแปร่งหูของเจ้าก็ไม่เหมือนชาวสยามคนใดแล้ว... นายศิน” ใบหน้าหล่อเหล���คมคายหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ชื่อม่านศศินครับ นามสกุลกรภัทร์เดชา... อย่าเรียกนายศินเฉยๆ สิครับ มันไม่คูลเลยสักนิด”
“ไม่คูล? ...หมายความว่าเจ้าไม่ชอบใจให้ข้าเรียกนายศินอย่างนั้นรึ”
ใบหน้าคมคายจุดรอยยิ้มละมุน พลางเอียงคอไต่ถามด้วยความนึกสนุก แม้คนตรงหน้าจะมีวาจาประหลาดท่าทางยียวนชวนปวดหัวไปบ้าง ทว่าเขากลับรู้สึกเพลิดเพลินใจยามที่ได้ต่อปากต่อคำด้วย...
อาการ���ง้างอนของม่านศศินในยามนี้��่างไม่ต่างอะไรกับเจ้านกหงส์หยกตัวน้อยขนพองฟูที่เขาเคยซื้อมาจากพ่อค้าชาวมลายู ยามที่มันกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วระเบิดความขัดใจและกระพือปีกพรึบพรับ ทุกครั้งที่คุณหลวงยื่นใบหน้าเข้าไปชิดกรงไม้เพื่อหยอกเย้าคุยด้วยไม่มีผิด
“อื่อ..เพื่อนๆเรียกผมว่าศศินครับ…ผมไม่ชินชื่อนายศิน”
“ต่อหน้าผู้อื่น ข้าคงจำเป็นต้องเรียกเจ้าว่านายศิน จะได้ไม่ฟังดูแปร่งหูและผ���ดแผกแปลกที่”
คุณหลวงเอ่ยเสียงเรียบพลางทอดสายตามองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา “ทว่าข้าขอสั่งห้ามเจ้า...อย่าได้เที่ยวไปบอกชื่อเต็มและนามสกุลของเจ้ากับผู้ใดเป็นอันขาด หาไม่แล้วพวกกรมเมืองคงได้ลากตัวเจ้าไปสำเร็จโทษฐานอาจหาญแอบอ้างตั้งนามยาวเหยียดคล้ายเจ้านายชั้นสูง”
แทนที่จะนึกพิโรธในความโอหังอวดดีของเจ้าหนุ่มประหลาด บุรุษผู้สูงศักดิ์กลับยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดูโดยไม่ถือสาหาความ
“แอบอ้างตนเป็นเจ้านายชั้นสูงเช่นนี้... เห็นทีจะต้องโดนเฆี่ยนด้วยหวาย ตอกเล็บ สักหน้า หรือโดนจองจำในคุกมืดดีเล่า…เจ้าถึงจะเข็ดหลาบ”
“อึ๋ย... เป็นนายศินก็ได้ครับขอรับ!”
ม่านศศินลอบกลืนน้ำลายเผลอหดคอด้วยความรู้สึกขนพองสยองเกล้า ชายหนุ่มเพิ่งระลึกขึ้นได้ว่าในยุคสมัยที่ตนทะลุมิติมานี้ ไพ��่ฟ้าสามัญชนยังไม่มีการตั้งชื่อยาวๆ และยังไม่มีการใช้นามสกุลอย่างเป็นทางการจนกว่าจะล่วงเข้าสู่รัชกาลถัดไป
“‘ขอรับ’... ไม่ใช่ ‘ครับ’ ส่วนสรรพนามก็ต้องใช้ ‘กระผม’ ไม่ใช่ ‘ผม’... แล้วก็ห้ามขานรับขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘อื่อ’ กับผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอันขาดมันเสียกิริยา”
เสียงทุ้มเข้มพยายามแก้คำพูดคำจาของคนตรงหน้าอย่างใจเย็น เพื่อให้สอดคล้องนุ่มนวลเข้ากับธรรมเนียม��ฏิบัติในพระนคร
“ขอรับ... คุณหลวง” ม่านศศินรับคำเสียงอ่อย ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบตาคนตัวโตกว่าอย่างแอบแฝงความนัย
“แต่ถ้ากระผมอยู่คุยกับคุณหลวงเพียงสองคน... คุณหลวงจะกรุณาเรียกกระผมว่าศศินหรือม่านศศินตามเดิม…ได้หรือไม่ขอรับ”
แม้ใจจะเกรงกลัวอาญาแผ่นดินจนตัวสั่น ทว่าความดื้อรั้นก็ทำให้ชายหนุ่มกล้าเอ่ยปากต่อรอง ก็เขาไม่ชอบชื่อนายศินนี่นา... ฟังกี่ทีก็โบราณคร่ำครึ
“ก็... พ���ได้” เมื่อเห็นนัยน์ตาใสซื่อแฝงแววอ้อนวอนคุณหลวงก็ทอดถอนใจ พิจารณาดูแล้วว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอันใดจึงยอมตามใจเจ้านกหงส์หยกตัวน้อยข้างกาย เรียวปากขยับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างนึกเอ็นดู
.
ม่านศศินย่อมต้องเชื่อฟังคนตรงหน้าอยู่แล้ว เพราะในดินแดนแปลกถิ่นที่ร่วงลงเขาควรจะหวาดกลัวและรู้สึกเคว้งคว้างที่รอบกายไม่มีสิ่งใดที่คุ้นเคย ทุกสรรพสิ่งล้วนแปล��ใหม่ห่างไกลจากโลกเดิมที่จากมา แม้กระทั่งภาษาที่ผู้คนใช้สื่อสาร��ังดูแปร่งหู มีแต่เรือนบุหลันและคุณหลวงที่เป็นที่พึ่งให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจเสมือนเป็นบ้านหลังใหม่ให้พึ่งพิง
….ตกลงคุณหลวงชื่อเต็มว่าอะไรนะ?เผื่อเขาเคยเห็นผ่านตาในประวัติศาสตร์...
ครั้นพอเอ่ยปากถามตรงๆ จากเจ้าตัวกลับตัดบทเสียดื้อๆ…ว่าไม่จำเป็นต้องรู้ดอกมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด...
แต่ก็นั่นแหละคนมีความรู้จากอนาคตหรือจะยอมถอดใจง่ายๆ ชา���หนุ่มแอบใช้สายตาซุกซนลอบมองเอกสารราชการที่วางอยู่บนโต๊ะ จนได้เห็นรอยประทับนามยศถาบรรดาศักดิ์เด่นหรา
‘หลวงนริศวรากร...’
ส่วนอักษรตวัดหางพริ้วไหวที่เหลือหลังจากนั้นน่ะรึ... อ่านว่าอะไรก็สุดจะรู้ ม่านศศินได้แต่ถอดใจพลางบ่นอุบในใจ เพราะลายมือตวัดของคนโบราณช่างอ่านยากอ่านเย็นเหลือเกิน!
..
..
.
“คุณหลวงดูนั่นสิขอรับ! ผู้คนกำลังรุมล้อมเก็บอะไรกันอยู่ กระผมข��ไปดูหน่อยได้หรือไม่!”
ม่านศศินร้องทักเสียงตื่นเต้น��ลางชี้ชวนให้ดูภาพเบื้องหน้า มีทั้งเหล่าข้าราชบริพารและฝูงไพร่ฟ้าสามัญชนวิ่งกรูเข้าไปก้มเก็บสิ่งของบนพื้น บ้างก็แหงนเงยใบหน้าเพื่อคว้าไขว่สิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นกัลปพฤกษ์จำลองซึ่งมีลักษณะคล้ายเสายกฉัตรเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยแต่ละชั้นจะบรรจุลูกมะนาวที่สอดไส้เงินเหรียญเอาไว้มากมาย ยามเมื่อต้นกัลปพฤกษ์ถูกเขย่า ลูกมะนาวเหล่านั้นก็จะร่วงกราวลงม���ให้ผู้คนทีรอคอยได้แย่งชิงกันอย่างสนุกสนาน
ทว่ายังไม่ทันที่คุณหลวงจะได้อ้าปากเอ่ยห้ามปรามไม่ให้วิ่งพล่าน เจ้าตัวดีก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนา ออกแรงฉุดลากบุรุษผู้สูงศักดิ์ให้ถลันตามไปเสียแล้ว
“ก็แค่พิธีโปรยทานของหลวง...เจ้าจะอยากได้ไปทำไมกัน เศษเงินยัดไส้ลูกมะนาว?”
เมื่อเห็นว่าสถานะของตนคงไม่อาจลงไปร่วมวงแย่งชิงกับผู้ใดได้ คุณหลวงจึงได้แต่ยืนกอดอกมองอยู่ห่าง��ใต้ร่มเงาไม้ ปล่อยให้เด็กหนุ่มผิวขาวจัดวิ่งถลันเข้าไปร่วมวงตระครุบลูกมะนาวที่กลิ้งหลุนๆ บนพื้นอย่างไม่นึกเสียดายเสื้อราชปะแตนราคาเนื้อดีและโจงกระเบนผ้าไหมสีกรมท่าเนื้อดีที่อุตส่าห์นุ่งห่มให้ แม้แต่เรียวขาคู่ยาวที่สวมถุงเท้ายาวสีขาวสะอาดและรองเท้าหนังสั่งตัดอย่างดีจากช่างฝรั่งก็ไม่พ้นคลุกฝุ่นจนมอมแมม
“ได้มาแล้วขอรับ!... ตั้งหนึ่งลูกแน่ะ!” ใบหน้าข���วจัดชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อจนปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อที่ข้างแก้ม ชายหนุ่มชูลูกมะนาวในมือขึ้นอวดคุณหลวงด้วยแววตาที่ทอประกายระยิบระยับไปด้วยความยินดีเต็มเปี่ยม
“เงินอัฐที่ข้าให้ไว้ใช้สอยในแต่ละวันมันไม่พอหรืออย่างไร..เจ้าถึงได้ยอมลงไปคลุกฝุ่นจนมอมแมมเพื่อเศษสตางค์เพียงไม่กี่สลึงเช่นนี้”
“ก็มัน... ไม่เหมือนกันนี่ขอรับ”
“ไม่เหมือนกันอย่างไร?... อัฐที่ข��าให้เจ้า รวมกันแล้วจะกว้านซื้อ��้าวของจนหมดสิ้นทั้งตลาดยังย่อมได้”
“สิ่งที่กระผมยอมลงไปคลุกฝุ่นเก็บขึ้นมา... เขาเรียกว่าประวัติศาสตร์ขอรับคุณหลวง มันจะถูกจารึกไว้ในหน้าพงศาวดารในกาลข้างหน้า สำหรับกระผมแล้วมันย่อมไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้อยู่แล้ว”
“ประวัติศาสตร์ที่เจ้าว่ามันคือจารึกเรื่องราวในอดีตของเจ้า..ทว่ามันกลับเป็นกาลอนาคตของข้าอย่างนั้นรึ”
“ใช่แล้วขอรับ... เพราะเหตุนี้กระผมถึงได้อยากจะซึมซับบรรยากาศ และเก็บภาพความทรงจำที่นี่เอาไว้ให้ได้มากที่สุด... เพราะกระผมเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า..จะมีโอกาสได้อยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าใด”
...สิ้นประโยคสุดท้ายที่พูดอย่างไม่ได้คิดมาก กระแสอารมณ์ของคุณหลวงที่เคยเพลิดเพลินยามได้เฝ้าดูม่านศศิน พลันดิ่งวูบและหม่นแสงลงในทันที เขารู้สึกวูบโหวงในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เรียวปากได้รูปบนใบหน้าค���คายที่เคยมีรอยยิ้มละมุนประดับค่อยๆคลายออกแล้วเหยียดตรงเป็นเส้นตรงเรียบเฉย ��วงตาคู่คมทอดมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ ความเงียบงันโรยตัวลงมาโอบล้อมคนทั้งสองไว้ชั่วอึดใจ ก่อนที่สุ้มเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยทำลายมันลง
“เจ้าพูดเหมือนกับว่า... เจ้าพร้อมจะจากที่นี่ไปได้ในทุกเมื่อ”
“กระผมก็ไม่รู้ขอรับ การที่มาเยือนโลกนี้ได้ก็แปลกจนไม่รู้จะแปลกยังไงแล้ว…ถ้าวันนึงจะโดนเรียกกลับโลกเดิม ก็คงไม่มีอะไรแปลกไปกว่านี้อีกแล้ว”
“...ไม่���
“ขอรับ…?”
“ไม่กลับจะได้…หรือไม่” คำขอร้องที่แฝงความเว้าวอนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ม่านศศินนิ่งอึ้งไปกับคำพูดนั้น
“...ทำไมล่ะขอรับคุณหลวง?” ชายหนุ่มถามย้ำ ด้วยความรู้สึกที่เริ่มสั่นคลอน
“....” บุรุษผู้สูงศักดิ์ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับมา มีเพียงความเงียบอันยากจะคาดเดา
ทว่าแม้จะไร้ซึ่งคำพูดใดๆ แขนแกร่งก็ยังคงขยับเยื้องกรายพาร่างโปร่งเดินเที่ย��ชมการละเล่นและมหรสพต่างๆ ไปทั่วทั้งบริเวณงานอย่างตามอกตามใจ ราวกับว่าต้องการจะก��กเก็บความทรงจำภายในห้วงเวลาที่มีคนที่อยู่เคียงข้าง เอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่อำนาจอย่างเขาจะเสกสรรค์บันดาลได้
.
.
.
“คุณหลวง!... นี่มันครั่งปิดซองจดหมาย ขอแวะดูนะขอรับ” เมื่อสาวเท้ามาถึงซุ้มร้านเครื่องเขียนของพ่อค้าชาวฝรั่ง บนโต๊ะที่ปูทับด้วยผ้ากำมะหยี่สีกรมท่าหนานุ่มมีการจัดแสดงและสาธิตการทำตราประทับครั่ง โดยใช้หินสบู่แกะสลักเป็นรูปอักษรและลวดลายต่างๆ ด้วยงานตราประทับนั้นมีราคาค่อนข้างสูงจึงมีเพียงเหล่าขุนนางชั้นสูงและสามัญชนผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างบางตา
ทว่าสิ่งที่ทำให้คุณหลวงต้องชะงักงันด้วยความประหลาดใจ กลับไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ตรงหน้า หากแต่เป็นสุ้มเสียงอันไพเราะของม่านศศินที่กำลังเอื้อนเอ่ยเจรจาโต้ตอบกับพ่อค้าฝรั่งเจ้าของร้านด้วยภาษาอังกฤษอย่างฉะฉานลื่นไหล
“เจ้าพูดภาษาฝรั่งได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
“โลกที่กระผมจากมา... ผู้คนเขาพูดภาษานี้กันได้ดาษดื่นเลยขอรับ” ม่านศศินอ้าแขนกว้างพลางทำไม้ทำมือประกอบท่าทางเป็นการใหญ่ ด้วยเกรงว่าหากพูดปากเปล่าจะโดนคุณหลวงหาว่าขี้โม้โอ้อวดอีก
“ขนาดนั้นเชียวรึ...” คุณหลวงผู้ซึ่งแตกฉานในภาษาฝรั่งเช่นกันย่อมเข้าใจเนื้อหาที่ม่านศศินสื่อสารกับพ่อค้าชาวบริเตนได้ทะลุปรุโปร่งทุกถ้อยคำ
“คุณหลวงขอเวลาให้กระผมครู่หนึ่��นะขอรับ... กระผมอยากลองแกะสลักเจ้านี่ดู ไม่ต้องห่วงเลยขอรับ ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จสรรพ”
ม่านศศินชี้ชวนให้ดูแท่งหินสบู่ที่ถูกขึ้นรูปเป็นตราประทับสำเร็จรูปไว้แล้ว ขาดก็เพียงแต่งานแกะสลักลวดลายตรงหน้าสัมผัสของตราปั๊มที่ยังคงเรียบโล่งเตียนอยู่
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะแกะตราประทับให้ข้า?... ที่เรือนข้ามีตราประจำตำแหน่งอยู่มากมี ล้วนหล่อหลอมขึ้นจากทองเหลือง งานประณีตละเอียดกว่ามากโข…”
คุณหลวงทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งที่จ��ดไว้ต้อนรับแขกเหรื่ออย่างเรียบง่าย ทอดสายตามองดูม่านศศินที่บัดนี้กำลังเพ่งความสนใจทั้งหมดไปยังอุปกรณ์แกะสลักตรงหน้าด้วยสมาธิที่ตั้งมั่น
“โธ่... คุณหลวงขอรับ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของที่ผู้อื่นรังสรรค์ขึ้นมาให้ มันจะไปมีคุณค่าทางจิตใจเท่ากับงานแฮนด์เมด DIY ได้อย่างไรเล่าขอรับ”
“แฮนด์เมด... ดีไอ... วาย? วาจาพิลึกอันใดของเจ้าอีกเล่า?”
.
.
ใบหน้าหวานละความสนใจ��ากสิ่งรอบตัวใช้พลังสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการแกะสลักตราประทับตรงหน้าจนสำเร็จลุล่วงแม้เนื้องานจะดูขรุขระไม่เรียบร้อยหมดจดไร้ที่ติเหมือนฝีมือช่างชั้นครู ทว่ากลับฉายความงดงามอันมีเอกลักษณ์
ตัวอักษร ‘N’ ซึ่งเป็นอักษรย่อขานนามของคุณหลวง ถูกโอบล้อมด้วยกรอบกิ่งมะกอกทอดโค้งอย่างอ่อนช้อย ดูมีชีวิตชีวาและงดงามพอที่จะนำไปประทับตราใช้งานได้จริง
“เสร็จแล���ว..สวยมั้ยขอรับ” คนตั้งอกตั้งใจทำงานค่อยๆ ใช้���ปรงปัดเศษหินออกเบาๆ ก่อนจะพรูลมปากเป่าเศษละอองที่ค้างคาตามซอกหลืบอักษรจนหมดสิ้น เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าเรียบร้อยดี จึงรีบยื่นผลงานชิ้นเอกไปอวดให้คุณหลวงได้ยลเป็นคนแรกด้วยแววตาเป็นประกาย
“สวยดี...” นัยน์ตาคมคายทอดมองสิ่งของในมือ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบประสาน “...สวยเหมือนคนแกะสลัก”
พอได้ยินคำชมที่ชวนให้คิดลึกซึ้ง ม่านศศินเกือบจะทำตราประทับหลุดมือร่วงล��พื้น มัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานจนไม่ทันสังเกตเลยว่า บุรุษด้านข้างนั่งเท้าคางเฝ้ามองเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยสายตาที่ไม่ละวางไปไหน
ในโลกยุคปัจจุบันที่เขาจากมา ศศินชินชากับคำเยินยอสรรเสริญเรื่องรูปร่างหน้าตาทั้งสวยทั้งหล่อมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าพอถ้อยคำเหล่านั้นหลุดออกมาจากปากของคุณหลวงเป็นครั้งแรก... หัวใจเจ้ากรรมกลับคันยุบยิบในอกอย่างบอกไม่ถูก
“ยูทำออกม��ได้สวยมาก... อยากลองประทับตราจริงดูมั้ย” โชคดี��ี่มิสเตอร์จอห์นเจ้าของร้านเอ่ยทำลายความเงียบอันชวนจั๊กจี้หัวใจขึ้นมาได้ถูกจังหวะ
“อยากลองขอรับ”
ศศินที่กำลังทำตัวไม่ถูกรีบรับแท่งครั่งสีชาดมาจุดไฟตามคำแนะนำ เปลวไฟละลายเนื้อครั่งให้หยดลงเป็นวงกลมคล้ายน้ำตาเทียน ก่อนที่เขาจะกดตราประทับหินสบู่ลงไปบนกระดาษข่อย ทว่าเมื่อยกตราขึ้น คิ้วเรียวกลับขมวดมุ่นด้วยความขัดใจ
“ตัวอักษรไม่เห็นจะชัดเลยขอรับ ก���่งมะกอกหายไปตั้งหลายใบ”
คุณหลวงหัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู มือหนายื่นไปลูบเรือนผมของเจ้านกหงส์หยกตัวน้อยตรงหน้าตามความเคยชิน
“ออกมาได้เพียงนี้ก็เก่งนักแล้ว มันมิได้หล่อขึ้นมาจากทองเหลือง เส้นสายย่อมมิคมกริบเป็นธรรมดา”
“แต่กระผมอยากมอบเป็นของขวัญให้คุณหลวงนี่ครับ... หรือว่ามันยังร้อนไม่พอ?”
ศศินพลิกดูหน้าตราประทับ นึกสงสัยว่าหินสบู่อาจจะดูดซับความร้อนไปจนหมด ด้วยความบ้าบิ่นและพ่ายแพ้ต่อเสียงในหัว เขาจึงลองเอาหน้าตราประทับมาแนบลงบนท้อง��้อมือเพื่อทดสอบอุณหภูมิในทันที
“อ๊า!... ร้อน!”
“เธอนี่นะ ช่างซนเหมือนเด็กไม่มีผิด เผลอละสายตาไปมิได้เชียว” คุณหลวงร้อนรนใจ รีบหันไปสั่งความข้ารับใช้ของมิสเตอร์จอห์นให้วิ่งไปขอบิว่านหางจระเข้จากเรือนแถวนั้นมาบรรเทาอาการเป็นการด่วน
“คุณหลวงใจร้าย เอาแต่เอ็ดกระผม..ก็แค่อยากทำตราปั้มเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยดูแลแท้ๆ” ใบหน้าหวานบ่นงุบงิบในลำคอด้วยความ���ง่งอน
“แต่ก็ขอบใจนะ... ฉันชอบมาก” มือใหญ่รับตราประทับแกะสลักจากหินสบู่บรรจงสอดเก็บลงในถุงพกใบเล็กอย่างทะนุถนอม...
แม้มันจะมิได้มีราคาค่างวดสูงลิ่วล้ำค่าเทียบเท่าตราประทับทองเหลืองที่เขาใช้อยู่เป็นนิจ ทว่าสำหรับคุณหลวงแล้ว สิ่งนี้กลับมีคุณค่าทางใจมากมายมหาศาลจนมิอาจหาของสิ่งใดในโลกมาเปรียบเปรยได้
…
..
.
ม่านศศินยืนรับสายลมโชยเอื่อยเบื้องหน้าลำน้ำเจ้าพระยา สูดกลิ่นอายอันลึกล้ำของยุคสมัยโบราณเข้าลึกเต็มปอด แม้วันนี้จะมีเจ็บตัวบ้างจากความซนบ้าบิ่นของตัวเองแต่ก็ได้ผ้าเช็ดหน้าของคุณหลวงที่บรรจงพันรอบข้อมือ ทับบนผิวเนื้อที่ชุ่มไปด้วยเมือกว่านหางจระเข้
ถึงกระนั้นอาการเจ็บตัวก็มิอาจลดทอนความร่าเริงระคนตื่นเต้นลงได้เลยแม้แต่น้อย เป็นครั้งแรกที่เขาได้ออกมาเยือนโลกภายนอก หลังจากต้องอุดอู้อยู่แต่ในเรือนบุหลันมาพักใ��ญ่
“นั่นมัน..เจดีย์วัดอรุณนี่ครับ!” ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจ ยามเมื่อก้าวมาหยุดยืนตรงท่าน้ำ พลันสายตาสะดุดเข้ากับสิ่งคุ้นตา
ในที่สุดเขาก็ได้พบสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยยึดโยงตัวเขาไว้กับโลกปัจจุบันที่จากมา บ้านในโลกปัจจุบันของเขาอยู่ใกล้ย่านท่าเตียนแค่เดินลัดเลาะถนนมาเพียงแปบเดียวก็มองเห็นยอดพระปรางค์แล้ว
แม้ตึกรามบ้านช่องโดยรอบจะดูแปลก��ยกไปไกลลิบ ไม่มีตึกระฟ้า��ดบังเส้นขอบฟ้า ไม่มีโรงแรมหรูหราตั้งตระหง่านริมสายน้ำ มีเพียงเรือนไม้และชุมชนริมฝั่งที่พึ่งพาอาศัยอยู่รายรอบองค์พระปรางค์อย่างเรียบง่าย
“คุณหลวงรู้มั้ยขอรับ…โลกที่กระผมจากมา ที่แห่งนี้มีชาวต่างชาติมาเยือนมากมายเขาเรียกวัดอรุณของเราว่า The Temple of Dawn แม้จะมีคนกล่าวว่าความหมายของชื่อวัดมาจากพระอรุณเทพฮินดู แต่สำหรับกระผม…เจดีย์วัดอรุณไม่ว่ามองเวลาไหนก็��หมือนกับเห็นแสงอรุณแห่งความหวังในยามเช้า”
“แสงอรุณแห่งความหวังยามเช้าอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ขอรับ..ช่วงไหนกระผมเหนื่อยล้าต้องการพลังใจ เพียงแค่เดินมาชมวัดอรุณก็รู้สึกมีความหวังแล้ว”
“หากเป็นเช่นนั้น... ความหวังของเจ้าในยามนี้เล่าศศิน” คุณหลวงละสายตาจากทัศนียภาพเบื้องหน้า หมุนกายกลับมาเผชิญหน้า นัยน์ตาคู่คมทอดมองลึกลงไปในดวงตาของคนตัวเล็กกว่า แฝงไว้ด���วยกระแสอารมณ์อันเว้าวอนอย่างที่ไม่มีวันแสดงให้ใครเห็น
“...เจ้าอยากจะกลับไปสู่โลกที่��ากมา…หรือว่าอยากจะอยู่ต่อที่นี่กับข้า”
“....”
“...กระผม”
ราวกับสรรพเสียงรอบกายเงียบงันลงในฉับพลัน ม่านศศินกลับลำคอตีบตันขึ้นมาเสียดื้อๆ... มันเป็นคำถามที่แสนเรียบง่ายทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจ และคำถามที่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้แก่หัวใจตนเองได้เลย….
สายลมแรงจากลำน้ำเจ้าพระยาพัดโกรกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงลมนั้นหอบใหญ่จนทำให้เจ้าของเรือนผมสี��ำขลับนุ่มต้องรีบยกมือขึ้นรั้งหมวกทรงตะวันตกบนศีรษะเอาไว้ด้วยความตกใจเพราะกลัวจะปลิวหายไปกับสายน้ำ มือกว้างของคุณหลวงเผลอประคองซ้อนทับมือเรียวอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ม่านศศินต้องเผลอเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างงุนงง สบเข้ากับนัยน์ตาคมคายที่กำลังทอดมองลงมาที่เขาด้วยแววตาลุ่มลึกจนยากจะถอนสายตา
“เจ้าเลี่ยงตอบคำถามอีกแล้วหนา…ศศิน” เสียงทุ้มต่ำจงใจกระซิบช���ดริมหูในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดผิวแก้มทำให้หนุ่มร่างโปร่งถึงกับกะพริบตาถี่ หัวใจแกว่งไกวขัดเขินจนวางมือวางไม้ไม่ถูก ราวกับกำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยเสน่หาและบังคับให้ต้องเอื้อนเอ่ยคำตอบ
“กระผมไม่รู้…แล้วแต่บุญวาสนาจะนำพา ขอรับ” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงมองพื้น ก่อนจะเบือนสายตาหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนเร้นความหวั่นไหว
“นี่คือ…คำตอบของเจ้าอย่างนั้นหรอกรึ…”
เมื่อกระแสลมเริ่มสงบลง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่���ึงค่อยๆ ละมือมาประคองลาดไหล่ของม่านศศินอย่างทะนุถนอม บังคับให้ร่างโปร่งหันกลับไปทอดสายตามองทัศนียภาพของวัดอรุณราชวรารามอีกครา ก่อนที่คุณหลวงจะเอ่ยคำสัตย์สาบานที่แสนหวานทว่าหนักแน่น
“ต่อหน้าวัดอรุณอันศักดิ์สิทธิ์..ขอให้ยามที่ศศินมองเจดีย์แห่งนี้แล้วจะคิดถึงข้าพระพุทธเจ้าทุกครั้ง…ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน”
“คุณหลวง…”
..
..
.
ราวกับเวลาเป็นเพียงกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยอย่างเงียบเชียบและเชื่องช้า สำหรับม่านศศินแล้วมิได้สนใจอีก��่อไปว่าตะวันจะขึ้นหรือตกไปแล้วกี่คราหรือดวงจันทร์จะผันผ่านไปกี่เสี้ยว เพราะทุกห้วงนาทีที่ได้ใช้เวลาร่วมกับคุณหลวงราวกับอยู่เหนือความผันแปรทั้งปวงของกาลเวลา..ในความไม่แน่ไม่นอนนี้ศศินเกือบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่า บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอรักจะอยู่ตลอดไปจนกระทั่ง…
.
.
“คุณหลวง...เป็นอะไรขอรับ?”
ศศินใจคอไม่ค่อยดีหลังจากเดินตามหาจนทั่วเรือนชาน ใ��ที่สุดเขาก็พบร่างของชายผู้สูงศักดิ์นั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ในมุมมืดของสวน ท่าทางทอดอาลัยกับกลิ่นสุราที่อบอวลบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายดื่มมากจนมึนเมา...ศศินพอจะอ่านกระแสอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของคนตรงหน้าออกได้อย่างแม่นยำ
“....”
“มีเรื่องไม่สบายใจใช่หรือไม่?...ขอรับ”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากคุณหลวง... ความเงียบนั้นทำให้นึกย้อนไปถึงก่อนหน้านี้ ศศ��นมิได้ตั้งใจจะแอบฟังบทสนทนาระหว่างคุณพ่อกับคุณหลวง ถ้อยคำสนทนาเหล่านั้นศศินพอจะจับความได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแผ่ขยายอิทธิพลของฝรั่งเศสเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
...แผ่นดินลาวในปัจจุบันอย่างนั้นหรือ? ตายล่ะ...นี่มัน 'เหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒' นี่หว่า...!
ความจำแล่นเข้าสู่สมอง โชคดีที่ศศินยังมิได้คืนวิชาประวัติศาสตร์ให้แก่อาจารย์ไปเสียหมด จึงทำให้เขาจดจ���บาดแผลทางประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของสยามได้เป็นอย่างดี
.
.
“พี่ต้องไปแล้วหนา...ศศิน”
กระแสเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ จากการที่เขาเคยแอบสังเกตการณ์เหล่าข้าราชการผู้ใหญ่และผู้ว่าราชการเมืองที่เทียวไปเทียวมาเพื่อเข้าพบคุณหลวงที่เรือนบุหลัน ศศินก็พอจะคาดเดาออกว่าราชสกุลของคุณหลวงนั้นไม่ธรรมดานัก ทั้งมีอำนาจอิทธิพลอันล้นพ้นและเกี่ยวดองใกล้ช���ดกับราชวงศ์อย่างแน่นแฟ้น
เมื่อศศินข่มตาลงนึกถึงประวัติศาสตร์ในสมองอย่างถี่ถ้วน...ไม่แน่ว่าการส่งคุณหลวงไปร่วมศึกในคราวนี้ อาจเป็นทั้งการหยั่งเชิงความจงรักภักดี และเป็นการริดรอนลดทอนอำนาจของขั้วเก่าไปในที
และที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ... สยามจะเป็นฝ่ายพ่ายสงครามครั้งนี้ ต้องยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่มหาศาล ซ้ำยังต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกจำนวนมาก
.
เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือเรียวข���วจึงเผลอบีบมือกว้างของคุณหลวงเอาไว้เบาๆ ราวกับจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ระทม ริมฝีปากบางปิดสนิทไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมา ทั้งที่โดยปกติแล้วเขาชอบพูดเจื้อยแจ้วถึงเรื่องอนาคตและเรื่องประวัติศาสตร์เป็นนกหงส์หยก
คุณหลวงทอดสายตามองท่าทีกระสับกระส่ายนั้น ก่อนจะฝืนแค่นยิ้มบางเบาอย่างรู้เท่าทันความคิด
“สยามเป็นฝ่ายปราชัย...สินะ”
“....”
หนุ่มร่างโปร��งกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“คุณหลวงกลัวสงคราม...��รือไม่”
“พี่ไม่เคยกลัวตาย...” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ทอดสายตามองคนตรงหน้าด้วยความอาวรณ์ลึกซึ้ง
“...กลัวก็แต่ ถ้าพี่ไม่อยู่คุ้มครอง...เจ้าจะอยู่อย่างไร”
.
สิ้นคำกล่าวอันแสนอ่อนโยนที่กลั่นมาจากส่วนลึกของหัวใจ ม่านศศินก็เงยหน้าขึ้นทันที นัยน์ตากลมโตบัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอเบ้าจนพร่าเลือน เขากระชับมืออุ่นแน่นขึ้น
“ก็อยู่รอ...ด้วยความหวังไงล่ะขอรับ”
“แล้วถ้าพี่...ไม่กลับมา”
“ก็จะรอ...แล้วจะทำไม!” ใบหน้าหวาน
ยกมือปาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงแก้ม
“ฮึ...เจ้าเด็กดื้อ”
เสียงหัวเราะในลำคอของคุณหลวงดังขึ้นแผ่วเบาด้วยความเอ็นดูระคนปวดใจ มือกว้างยื่นไปเชยคางมนให้แหงนรั้งขึ้นมาสบตา ก่อนจะก้มลงประทับรอยจูบละมุนละไม บนปรางแก้มเนียนเพื่อซับหยาดน้ำตา แผ่วเบาและทะนุถนอม... ราวกับอยากจดจำสัมผัสนี้ไว้ตราบจนวินาทีส���ดท้ายของชีวิต
..
ในราตรีกาลอันเงียบสงัด ค่ำคืนที่บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายเข้านอนจนเรือนบุหลันตกอยู่ในความสงัดเงียบ ม่านศศินต้องรับหน้าที่แบกประคองร่างสูงใหญ่ของกำยำของคุณหลวงขึ้นเรือนอย่างทุลักทุเล น้ำหนักตัวอันหนักอึ้งนั้นทำให้หนุ่มร่างโปร่งต้องผ่อนลมหายใจด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งสามารถวางร่างที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาย สุราลงบนฟูกหนาของเตียงสี่เสาหลังใหญ่ได้สำเร็จ
“ขออนุญาตเช็ดตัวสักหน่อ��นะขอรับ”
เสียงหวานพึมพำแผ่วเบาราวกระซิบกับความมืด ด้วยนี่นับเป็นคราแรกที่ม่านศศินได้มีโอกาสก้าวล่วงเข้ามานั่งชิดขอบเตียงส่วนตัวของคุณหลวงถึงเพียงนี้ แม้รู้ดีว่าคุณหลวงมิจิตเสน่หาผูกพันต่อตนอย่างลึกซึ้งเพียงใด ทว่าไม่เคยใช้อำนาจคิดล่วงเกินม่านศศินในที่ลับตาเลยแม้สักครั้งเดียว ความละมุนละไมและให้เกียรติอันเสมอต้นเสมอปลายนั้นยิ่งทำให้หัวใจของ��ศินเคารพรักและผูกพันต่อเจ้าของเรือนบุหลันอย่างมิอาจถอนตัวได้
(ยังไม่จบมีต่อข้างล่างจ้า--ฟิคกุดแน่เหรอ?555)

ขอเชิญชวนชาวด้อม ๓๙ สายผลิตทุกท่าน มาร่วมสำแดงฝีมือในกิจกรรม #ฟิคกุด39 🪷✨
Theme: พีเรียดไทย ยุครัตนโกสินทร์
ผลงานของท่านจะได้รับการคัดเลือกเพื่อนำไป
🕯️ ตีพิม���์ลงหนังสือพิมพ์
🕯️ จัดแสด��ภายในคาเฟ่ #39FirstDates
๏ เงื่อนไขการร่วมกิจกรรม ๏
🤎 แต่งฟิคกุดผ่าน Hashtag #ฟิคกุด39
🤎 ไม่จำกัดจำนวนตัวอักษร
🤎 มีอิมเมจสำหรับตัวละคร
🤎 ขอความกรุณาแต่งตามธีม “ยุครัตนโกสินทร์”
🤎 ไม่จำกัดจำนวนผลงานที่ส่งเข้าร่วม
🗓️ ระยะเวลา : ๒๖ พฤษภาคม – ๐๗ มิถุนายน ๒๕๖๙
จึงขอเรียนเชิญนักประพันธ์ทุกท่าน มาร่วมร้อยเรียงถ้อยคำและสร้างเรื่องราวอันงดงามไปด้วยกันนะคะ 🧏🏽🧏🏻✨

มิย.ได้ยัง?
พค.เริ่มนานเกินไปละ🤣
#39FirstDates
ขอเชิญชาวด้อม ๓๙ ทุกท่านมาเป็นเกียรติและร่วมประสาทพร เนื่องในงานคาเฟ่ครั้งแรก #39FirstDates ของ ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร 🧏🏽🧏🏻
📍 ณ PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
แอดใคร่ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มาร่วมพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และรับ Giveaway ภายในงานด้วยกันค่ะ 🥰


ขอเชิญชาวด้อม ๓๙ ทุกท่านมาเป็นเกียรติและร่วมประสาทพร เนื่องในงานคาเฟ่ครั้งแรก #39FirstDates ของ ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร 🧏🏽🧏🏻
📍 ณ PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
แอดใคร่ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มาร่วมพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และรับ Giveaway ภายในงานด้วยกันค่ะ 🥰

🪄 รายละเอียดเวลาเปิดคาเฟ่ กิจกรรม และ Giveaway ต่าง ๆแอดจะทยอยนำมาประกาศให้ทุกคนได้ติดตามกันเรื่อย ๆ นะคะ 🩶✨
🗓️ แล้วมาพบกันในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๐ – ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๙ น้า #39FirstDates
** วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 20 - 21 มิถุนายน 2026 ขออภัยที่ artwork ผิดพลาดค่ะ🥹🙏🏻 #39FirstDates
ขอเชิญชาวด้อม ๓๙ ทุกท่านมาเป็นเกียรติและร่วมประสาทพร เนื่องในงานคาเฟ่ครั้งแรก #39FirstDates ของ ตรี ภรภัทร และ นาย ณภัทร 🧏🏽🧏🏻
📍 ณ PAL BKK บรรทัดทอง เขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร
📅 วันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
แอดใคร่ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มาร่วมพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม และรับ Giveaway ภายในงานด้วยกันค่ะ 🥰

👀🔢f📲X🤪
████▒▒▒▒▒▒ 39%
Surprise Project is coming! 🧏🏽🧏🏻✨
— #39FirstDates
เตรียมตัวให้พร้อม ทางบ้านจะประกาศโปรเจกต์สุดพิเศษวันที่ 24 May 2026 📢👀
แล้วเจอกันค่ะ✨ #ตรีภรภัทร #นายณภัทร
Had an immersive trip to @ContemporaryYYC Of course we all loved the moon. At $20 annually, I of course got a membership.
#yycarts #39firstdates

Last Seen Hashtags on Sotwe
Trends for you
Most Popular Users

Elon Musk 
@elonmusk
240.1M followers

Barack Obama 
@barackobama
119.3M followers

Donald J. Trump 
@realdonaldtrump
111.6M followers

Cristiano Ronaldo 
@cristiano
108.9M followers

Narendra Modi 
@narendramodi
107M followers

Rihanna 
@rihanna
97.3M followers

NASA 
@nasa
92.1M followers

Justin Bieber 
@justinbieber
90.6M followers

KATY PERRY 
@katyperry
86.8M followers

Taylor Swift 
@taylorswift13
80.6M followers

Lady Gaga 
@ladygaga
72.1M followers

Kim Kardashian 
@kimkardashian
69.4M followers

YouTube 
@youtube
68.6M followers

Virat Kohli 
@imvkohli
68.5M followers

Bill Gates 
@billgates
63.4M followers

The Ellen Show
@theellenshow
62.5M followers

CNN 
@cnn
61.9M followers

Neymar Jr 
@neymarjr
61M followers

X 
@x
60.9M followers

CNN Breaking News 
@cnnbrk
59.9M followers





![Pingliseen's tweet photo. 39| TreNine #ฟิคกุด39 #39FirstDates
กุหลาบเวียงพิงค์ [ ทศ X เอื้องเหนือ ]
...ขึ้นชื่อว่ากุหลาบ แม้จะงดงามสักเพียงใด
ก็ย่อมมีหนามแหลมคม
แต่สำหรับกุหลาบเวียงพิงค์แล้ว
กลับบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างวันเพ็ญ...
--(Intro) https://t.co/FWmbKRiW4l](https://pbs.twimg.com/media/HJ8fRP2aYAAoroy.jpg)
















