Top Tweets for #FUNancial
Unlocking the secrets to financial success with #Funancial! 💸 Exciting partnerships between @maybank and @msumalaysia to empower young students with the knowledge and skills they need to thrive in their careers and personal finances.
#funancial
#MSUxMaybank
#MSUMalaysia

🚀 [#Funancial EP.7] Dow Jones Bar ร้านเหล้าที่ราคาผันผวนตามคนดื่ม
หากใครคิดว่ามีแต่หุ้นที่ราคาผันผวนหนักในแต่ละวัน วันนี้เราจะพาคุณไปดู Dow Jones Bar ร้านเหล้าและบาร์ที่จะเปลี่ยนแปลงราคาเครื่องดื่มตามปริมาณคนที่สั่งซื้อเมนูเหล่านั้น
📌 ร้านเหล้าธีมตลาดหุ้น
Dow Jones Bar เป็นร้านเหล้าที่เปิดมาในธีมตลาดหุ้น โดยราคาของเครื่องดื่มจะผกผันทุกนาที เพราะเมื่อใดที่มีคนมาซื้อเครื่องดื่มสักเมนูไป ราคามันก็จะขยับขึ้นตามจำนวนแก้วที่ถูกซื้อไปทันที โดยเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ Pina Colada และ Margarita ซึ่งปัจจุบันมีราคาสูงเป็นอย่างมาก
ธีมร้านยังไม่หมดเพียงเท่านั้นแต่ยังมีจอแสดงราคาเครื่องดื่มแบบ Realtime ให้ดูอีกด้วย
หลายคนอาจเป็นห่วงว่าราคามันจะพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนทำให้ใครหลายคนอาจมองว่าเราจะได้กินเครื่องดื่มแก้วละ 1,000 ดอลลาร์หรือเปล่า แต่ในความเป็นจริงแล้วร้าน Dow Jones Bar ได้กำหนดราคา Maximum และ Minimun ไว้เรียบร้อยแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามร้านนี้ยังมี “นาทีทอง” โดยสิ่งนี้จะเรียกว่า “ตลาดหุ้นล้ม” ส่งผลให้เครื่องดื่มต่าง ๆ วิ่งสู่ระดับราคาต่ำสุดอย่างรวดเร็วและทำให้นักดื่มรีบโกยกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากราคาทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก แต่ก็แทบจะทุกชั่วโมง
หากใครสนใจร้านนี้ตั้งอยู่ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เปิดทำการตั้งแต่เวลา 16.00 - 03.00 น. (เป็นบางวัน)
📌 คอนเซ็ปต์ดีแต่หลายคนก็ไม่ชอบ
แม้ว่าจะมีคอนเซ็ปต์ร้านที่เจ๋งและน่าสนใจขนาดนี้แต่ดูเหมือนว่านักดื่มหลาย ๆ คน รวมถึงผู้มาเยือนหน้าใหม่จะไม่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และมักมาแบ่งประสบการณ์ที่ไม่ดีของร้านกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีเกินจริง มารยาทของพนักงานที่ไม่เป็นมิตร ร้านปิดไวกว่าปกติ และบางครั้งพวกเขามักโก่งราคาให้สูงกว่าปกติอีกด้วย
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
#DowJonesBar #DowJones
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.7] Dow Jones Bar ร้านเหล้าที่ราคาผันผวนตามคนดื่ม
หากใครคิดว่ามีแต่หุ้นที่ราคาผันผวนหนักในแต่ละวัน วันนี้เราจะพาคุณไปดู Dow Jones Bar ร้านเหล้าและบาร์ที่จะเปลี่ยนแปลงราคาเครื่องดื่มตามปริมาณคนที่สั่งซื้อเมนูเหล่านั้น
📌 ร้านเหล้าธีมตลาดหุ้น
Dow Jones Bar เป็นร้านเหล้าที่เปิดมาในธีมตลาดหุ้น โดยราคาของเครื่องดื่มจะผกผันทุกนาที เพราะเมื่อใดที่มีคนมาซื้อเครื่องดื่มสักเมนูไป ราคามันก็จะขยับขึ้นตามจำนวนแก้วที่ถูกซื้อไปทันที โดยเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ Pina Colada และ Margarita ซึ่งปัจจุบันมีราคาสูงเป็นอย่างมาก
ธีมร้านยังไม่หมดเพียงเท่านั้นแต่ยังมีจอแสดงราคาเครื่องดื่มแบบ Realtime ให้ดูอีกด้วย
หลายคนอาจเป็นห่วงว่าราคามันจะพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนทำให้ใครหลายคนอาจมองว่าเราจะได้กินเครื่องดื่มแก้วละ 1,000 ดอลลาร์หรือเปล่า แต่ในความเป็นจริงแล้วร้าน Dow Jones Bar ได้กำหนดราคา Maximum และ Minimun ไว้เรียบร้อยแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามร้านนี้ยังมี “นาทีทอง” โดยสิ่งนี้จะเรียกว่า “ตลาดหุ้นล้ม” ส่งผลให้เครื่องดื่มต่าง ๆ วิ่งสู่ระดับราคาต่ำสุดอย่างรวดเร็วและทำให้นักดื่มรีบโกยกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากราคาทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก แต่ก็แทบจะทุกชั่วโมง
หากใครสนใจร้านนี้ตั้งอยู่ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เปิดทำการตั้งแต่เวลา 16.00 - 03.00 น. (เป็นบางวัน)
📌 คอนเซ็ปต์ดีแต่หลายคนก็ไม่ชอบ
แม้ว่าจะมีคอนเซ็ปต์ร้านที่เจ๋งและน่าสนใจขนาดนี้แต่ดูเหมือนว่านักดื่มหลาย ๆ คน รวมถึงผู้มาเยือนหน้าใหม่จะไม่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และมักมาแบ่งประสบการณ์ที่ไม่ดีของร้านกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีเกินจริง มารยาทของพนักงานที่ไม่เป็นมิตร ร้านปิดไวกว่าปกติ และบางครั้งพวกเขามักโก่งราคาให้สูงกว่าปกติอีกด้วย
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
#DowJonesBar #DowJones](https://pbs.twimg.com/media/F5UGk3zbwAEBEet.jpg)
🚀 [#Funancial EP.6] Septembear เดือนหมีไม่ใช่เพียงเรื่องตลก !
หลังจากพาไปโลดแล่นในตลาดหุ้นมาหลาย EP รอบนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ Septembear ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกันบ้าง
หลายคนคงอาจเคยได้ยินว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนมากที่สุดทั้งในและต่างประเทศ โดยนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายรายได้เรียกเดือนกันยายนอีกชื่อว่า “Septembear”
📌 สถิติเดือนกันยาไม่เคยหลอกใคร
ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่แย่ที่สุดของ Bitcoin นับตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2021 ยกเว้นปี 2015 และ 2016 เท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ Bitcoin ราคาร่วงลงเฉลี่ยที่ 7%
ที่น่าสนใจคือการร่วงลงของราคา Bitcoin ในช่วงเดือนกันยายนมาพร้อมมกับภาวะตกต่ำของตลาดหุ้น ตัวอย่างเช่น การลดลงของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาที่ลดลงเฉลี่ย 0.7% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา
📌 จิตวิทยาเดือนกันยายน
นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นและการลงทุนหลายรายได้เสนอแนวคิดเชิงจิตวิทยาในตลาดเดือนกันยายน โดยได้กล่าวว่าการที่ดัชนีและราคาร่วงลงอย่างรุนแรงในเดือนกันยายนเป็นผลมาจาก “การยื่นภาษี”
โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่ปิด Position ของตัวเองในเดือนกันยายนว่าพวกเขาได้หมดช่วงเวลาพักร้อนและเข้าใกล้สู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำกำไรเพื่อนำเงินไปเที่ยวหรือพักผ่อนอีกต่อไป
อีกทั้งส่วนใหญ่ค่าเทอมในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมักถูกจ่ายในเดือนกันยายนส่งผลให้พวกเขาต้องเทขายหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าเทอม และเตรียมตัวสำหรับการคำนวณภาษีในปีถัดไป
📌 ไม่ใช่ทุกปีที่จะมี Septembear
แม้ว่าสถิติส่วนใหญ่จะบอกว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็อย่างลืมว่าไม่ใช่ทุกปีที่ตลาดจะเผชิญหน้ากับตลาดหมีในเดือนกันยายน โดยสถิติแล้วในระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่ตลาดพุ่งขึ้นเป็นบวก
ดังนั้นหากคุณกำลังเป็นหนึ่งคนที่กำลังจะซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลในเดือนกันยายน หวังว่าการไม่หลงเข้าไปใน Septembear คงจะดีเสียกว่า
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
#Septembear #September #TraderKP #Bitcoin
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.6] Septembear เดือนหมีไม่ใช่เพียงเรื่องตลก !
หลังจากพาไปโลดแล่นในตลาดหุ้นมาหลาย EP รอบนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ Septembear ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกันบ้าง
หลายคนคงอาจเคยได้ยินว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนมากที่สุดทั้งในและต่างประเทศ โดยนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายรายได้เรียกเดือนกันยายนอีกชื่อว่า “Septembear”
📌 สถิติเดือนกันยาไม่เคยหลอกใคร
ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่แย่ที่สุดของ Bitcoin นับตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2021 ยกเว้นปี 2015 และ 2016 เท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ Bitcoin ราคาร่วงลงเฉลี่ยที่ 7%
ที่น่าสนใจคือการร่วงลงของราคา Bitcoin ในช่วงเดือนกันยายนมาพร้อมมกับภาวะตกต่ำของตลาดหุ้น ตัวอย่างเช่น การลดลงของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาที่ลดลงเฉลี่ย 0.7% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา
📌 จิตวิทยาเดือนกันยายน
นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นและการลงทุนหลายรายได้เสนอแนวคิดเชิงจิตวิทยาในตลาดเดือนกันยายน โดยได้กล่าวว่าการที่ดัชนีและราคาร่วงลงอย่างรุนแรงในเดือนกันยายนเป็นผลมาจาก “การยื่นภาษี”
โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่ปิด Position ของตัวเองในเดือนกันยายนว่าพวกเขาได้หมดช่วงเวลาพักร้อนและเข้าใกล้สู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำกำไรเพื่อนำเงินไปเที่ยวหรือพักผ่อนอีกต่อไป
อีกทั้งส่วนใหญ่ค่าเทอมในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมักถูกจ่ายในเดือนกันยายนส่งผลให้พวกเขาต้องเทขายหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าเทอม และเตรียมตัวสำหรับการคำนวณภาษีในปีถัดไป
📌 ไม่ใช่ทุกปีที่จะมี Septembear
แม้ว่าสถิติส่วนใหญ่จะบอกว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็อย่างลืมว่าไม่ใช่ทุกปีที่ตลาดจะเผชิญหน้ากับตลาดหมีในเดือนกันยายน โดยสถิติแล้วในระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่ตลาดพุ่งขึ้นเป็นบวก
ดังนั้นหากคุณกำลังเป็นหนึ่งคนที่กำลังจะซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลในเดือนกันยายน หวังว่าการไม่หลงเข้าไปใน Septembear คงจะดีเสียกว่า
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
#Septembear #September #TraderKP #Bitcoin](https://pbs.twimg.com/media/F41zJFraUAAfFRU.jpg)
🚀 [#Funancial EP.5] Rule of 72 ! ตัวเลขมหัศจรรย์ที่นักลงทุนใช้คำนวณเพื่อหาว่าเมื่อไหร่เงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่า
กฎ 72 (Rule of 72) คือ สูตรที่ใช้คำนวณระยะเวลาที่เงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตามอัตราผลตอบแทนที่ได้รับ คำตอบที่ได้จะเป็นจำนวนปีคร่าว ๆ ให้นักลงทุนเห็นภาพและวางแผนการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
📌 คำนวณหาเงิน 2 เท่ายังไง ?
เราสามารถคำนวณหาเงิน 2 เท่าได้ง่าย ๆ โดยจำเลข 72 ไปหารกับอัตราผลตอบแทนต่อปี เช่น หากเรามีเงิน 10,000 บาทและมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ราว 2% ต่อปี ก็สามารถนำ 72/2 = 36 ปี นั่นหมายความว่าเราจะใช้เวลาทั้งหมด 36 ปีสำหรับการเพิ่มมูลค่า 10,000 บาทเป็น 20,000 บาท ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% ต่อปี
แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วเราจะมีเงิน 20,000 บาทครบในปีที่ 35 นั่นเอง แม้ว่า Rule of 72 จะไม่ใช่การคำนวณที่ถูกต้องแบบเป๊ะ ๆ แต่ก็สามารถประมาณได้อย่างใกล้เคียง โดยหากตัวเลขอัตราผลตอบแทนมีมากขึ้น ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับจำนวนปีที่แท้จริงได้มากขึ้นเช่นกัน
เช่นหากเราฝากเงินกับธนาคาร 10,000 บาทที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 12% ต่อปี เราจะใช้เวลาทั้งหมด 72/12 = 6 ปี โดยประมาณ แต่ในความเป็นจริงเราจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี กับอีก 43 วัน
📌 หนี้แบบทบต้นทบดอก ก็ใช้ Rule of 72 เช่นกัน
กฎแห่ง 72 สามารถประยุกต์ใช้กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการกู้ยืมเงินหรือการใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีการชำระหนี้คืนเลย อาจทำให้เสียดอกเบี้ยจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น กู้ยืมเงินมา 100,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 16% ต่อปี (72/16) เพียง 4.5 ปี หนี้ 100,000 บาท ก็จะพอกพูนขึ้นเป็น 200,000 บาท
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
#TraderKP #ruleof72 #การลงทุน #ดอกเบี้ยทบต้น
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.5] Rule of 72 ! ตัวเลขมหัศจรรย์ที่นักลงทุนใช้คำนวณเพื่อหาว่าเมื่อไหร่เงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่า
กฎ 72 (Rule of 72) คือ สูตรที่ใช้คำนวณระยะเวลาที่เงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตามอัตราผลตอบแทนที่ได้รับ คำตอบที่ได้จะเป็นจำนวนปีคร่าว ๆ ให้นักลงทุนเห็นภาพและวางแผนการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
📌 คำนวณหาเงิน 2 เท่ายังไง ?
เราสามารถคำนวณหาเงิน 2 เท่าได้ง่าย ๆ โดยจำเลข 72 ไปหารกับอัตราผลตอบแทนต่อปี เช่น หากเรามีเงิน 10,000 บาทและมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ราว 2% ต่อปี ก็สามารถนำ 72/2 = 36 ปี นั่นหมายความว่าเราจะใช้เวลาทั้งหมด 36 ปีสำหรับการเพิ่มมูลค่า 10,000 บาทเป็น 20,000 บาท ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% ต่อปี
แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วเราจะมีเงิน 20,000 บาทครบในปีที่ 35 นั่นเอง แม้ว่า Rule of 72 จะไม่ใช่การคำนวณที่ถูกต้องแบบเป๊ะ ๆ แต่ก็สามารถประมาณได้อย่างใกล้เคียง โดยหากตัวเลขอัตราผลตอบแทนมีมากขึ้น ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับจำนวนปีที่แท้จริงได้มากขึ้นเช่นกัน
เช่นหากเราฝากเงินกับธนาคาร 10,000 บาทที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 12% ต่อปี เราจะใช้เวลาทั้งหมด 72/12 = 6 ปี โดยประมาณ แต่ในความเป็นจริงเราจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี กับอีก 43 วัน
📌 หนี้แบบทบต้นทบดอก ก็ใช้ Rule of 72 เช่นกัน
กฎแห่ง 72 สามารถประยุกต์ใช้กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการกู้ยืมเงินหรือการใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีการชำระหนี้คืนเลย อาจทำให้เสียดอกเบี้ยจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น กู้ยืมเงินมา 100,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 16% ต่อปี (72/16) เพียง 4.5 ปี หนี้ 100,000 บาท ก็จะพอกพูนขึ้นเป็น 200,000 บาท
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
#TraderKP #ruleof72 #การลงทุน #ดอกเบี้ยทบต้น](https://pbs.twimg.com/media/F4TaTGEaUAAKSrm.jpg)
🚀 [#Funancial EP.4] การแต่งกายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ที่นักลงทุนยังต้องบอกว่า "สุดเนี๊ยบ !"
ใครจะรู้ว่าภาพลักษณ์ที่เราเห็นกันในหนังว่าตลาดหุ้นมีแต่คนเนี๊ยบและสุภาพเรียบร้อยจะเป็นกฎระเบียบที่เข้มงวดและอาจมีค่าปรับสูงถึง 9,000 บาทหากเราไม่สวมสูท ผูกไทด์เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก
ตามคำกล่าวที่อยู่ในหลักจรรยาบรรณของตลาดหุ้นนิวยอร์กได้กล่าวว่า “เสื้อผ้าทุกชิ้นจะต้องรีดให้ไม่มีรอยยับให้เห็น”
หากใครยังไม่รู้ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) หรือที่นักลงทุนรู้จักกันในนาม NYSE เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อาคารของตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่มุมถนนวอลล์สตรีท (Wall Street) จึงมักเรียกกันว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
👨🏻💼 การแต่งกายของผู้ชาย
สำหรับนักลงทุนและพนักงานผู้ชายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะต้องดำเนินการตามกฎการแต่งกายต่อไปนี้
👉 เสื้อเชิ้ตคอปกติดกระดุมทุกเม็ด
👉 ผูกไทด์ให้แน่น ไม่หละหลวมเกินไป
👉 กางเกงขายาว ได้แก่ กางเกงสูท หรือ กางเกงลำลอง
👉 แจ็กเก็ตแขนยาว ได้แก่ สูท แจ็กเก็ต เบลเซอร์ หรือแจ็กเกตสำนักงานธรรมดา
👉 เสื้อเชิ้ตกอล์ฟ หรือ เสื้อโปโลมีปกหรือคอเต่า
👉 เล็มหนวด เคราให้ดูเรียบร้อย
👩🏻💼 การแต่งกายของผู้หญิง
สำหรับนักลงทุนและพนักงานผู้หญิงในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะต้องดำเนินการตามกฎการแต่งกายต่อไปนี้
👉 เสื้อเบลาส์ เสื้อเชิ้ต หรือสเวตเตอร์ที่ดูเหมาะสม
👉 สวมใส่กระโปรงหรือเดรสยาว
👉 กางเกงสูทขายาว
👉 ถุงน่อง (ในบางกรณี)
👨🏼🦰 👱🏼♀️ กฎแต่งกายร่วมกัน
แม้จะมีกฎระเบียบที่ดูเนี๊ยบเป็นอย่างมาก แต่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กยังมีกฎการแต่งกายที่ทุกเพศต้องปฏิบัติร่วมกันก็แก่การสวมรองเท้าที่จะต้องมีส้นและปลอดภัยสำหรับการเดินในตลาดหุ้น
เนื่องจากในอดีตเมื่อถึงเวลาที่ตลาดหุ้นเริ่มวุ่นวาย เทรดเดอร์หลายคนจะเริ่มถอดร้องเท้าทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานและวิ่งไปมาจนทำให้ดูไม่สุภาพเรียบร้อย
💸 ค่าปรับ
หากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้วางไว้จะต้องเสียค่าปรับสูงถึง 250 ดอลลาร์ หรือเกือบ 9,000 บาทในครั้งแรก และหากมีการฝ่าฝืนกฎระเบียบซ้ำอีกครั้งจะต้องเสียค่าปรับสูงถึง 500 ดอลลาร์ หรือเกือบ 17,500 บาทในครั้งที่สอง พร้อมค่าปรับจะมากขึ้นและอาจถูกแบนจากตลาดหุ้นนิวยอร์กก็เป็นได้
📌หากใครที่อยากไปเยี่ยมชมตลาดหุ้นนิวยอร์กไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากสมาชิก NYSE จะมีการมอบความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมเกี่ยวกับระเบียบการแต่งกายก่อนเข้าชมอย่างเข้มงวด
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.4] การแต่งกายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ที่นักลงทุนยังต้องบอกว่า "สุดเนี๊ยบ !"
ใครจะรู้ว่าภาพลักษณ์ที่เราเห็นกันในหนังว่าตลาดหุ้นมีแต่คนเนี๊ยบและสุภาพเรียบร้อยจะเป็นกฎระเบียบที่เข้มงวดและอาจมีค่าปรับสูงถึง 9,000 บาทหากเราไม่สวมสูท ผูกไทด์เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก
ตามคำกล่าวที่อยู่ในหลักจรรยาบรรณของตลาดหุ้นนิวยอร์กได้กล่าวว่า “เสื้อผ้าทุกชิ้นจะต้องรีดให้ไม่มีรอยยับให้เห็น”
หากใครยังไม่รู้ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) หรือที่นักลงทุนรู้จักกันในนาม NYSE เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อาคารของตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่มุมถนนวอลล์สตรีท (Wall Street) จึงมักเรียกกันว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
👨🏻💼 การแต่งกายของผู้ชาย
สำหรับนักลงทุนและพนักงานผู้ชายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะต้องดำเนินการตามกฎการแต่งกายต่อไปนี้
👉 เสื้อเชิ้ตคอปกติดกระดุมทุกเม็ด
👉 ผูกไทด์ให้แน่น ไม่หละหลวมเกินไป
👉 กางเกงขายาว ได้แก่ กางเกงสูท หรือ กางเกงลำลอง
👉 แจ็กเก็ตแขนยาว ได้แก่ สูท แจ็กเก็ต เบลเซอร์ หรือแจ็กเกตสำนักงานธรรมดา
👉 เสื้อเชิ้ตกอล์ฟ หรือ เสื้อโปโลมีปกหรือคอเต่า
👉 เล็มหนวด เคราให้ดูเรียบร้อย
👩🏻💼 การแต่งกายของผู้หญิง
สำหรับนักลงทุนและพนักงานผู้หญิงในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะต้องดำเนินการตามกฎการแต่งกายต่อไปนี้
👉 เสื้อเบลาส์ เสื้อเชิ้ต หรือสเวตเตอร์ที่ดูเหมาะสม
👉 สวมใส่กระโปรงหรือเดรสยาว
👉 กางเกงสูทขายาว
👉 ถุงน่อง (ในบางกรณี)
👨🏼🦰 👱🏼♀️ กฎแต่งกายร่วมกัน
แม้จะมีกฎระเบียบที่ดูเนี๊ยบเป็นอย่างมาก แต่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กยังมีกฎการแต่งกายที่ทุกเพศต้องปฏิบัติร่วมกันก็แก่การสวมรองเท้าที่จะต้องมีส้นและปลอดภัยสำหรับการเดินในตลาดหุ้น
เนื่องจากในอดีตเมื่อถึงเวลาที่ตลาดหุ้นเริ่มวุ่นวาย เทรดเดอร์หลายคนจะเริ่มถอดร้องเท้าทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานและวิ่งไปมาจนทำให้ดูไม่สุภาพเรียบร้อย
💸 ค่าปรับ
หากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้วางไว้จะต้องเสียค่าปรับสูงถึง 250 ดอลลาร์ หรือเกือบ 9,000 บาทในครั้งแรก และหากมีการฝ่าฝืนกฎระเบียบซ้ำอีกครั้งจะต้องเสียค่าปรับสูงถึง 500 ดอลลาร์ หรือเกือบ 17,500 บาทในครั้งที่สอง พร้อมค่าปรับจะมากขึ้นและอาจถูกแบนจากตลาดหุ้นนิวยอร์กก็เป็นได้
📌หากใครที่อยากไปเยี่ยมชมตลาดหุ้นนิวยอร์กไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากสมาชิก NYSE จะมีการมอบความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมเกี่ยวกับระเบียบการแต่งกายก่อนเข้าชมอย่างเข้มงวด
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment](https://pbs.twimg.com/media/F3or3cOaMAAyLXk.jpg)
🚀 [#Funancial EP.3] รู้จัก Confusion of Confusions หนังสือการลงทุนและเก็งกำไรเล่มแรกของโลก
หลายคนคงเคยอ่านหนังสือการเก็งกำไรและกางลงทุนทั้งในและต่างประเทศมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าหนังสือการเก็งกำไรและการลงทุนเล่มแรกคือเล่มใด และมอบความรู้อะไรให้กับนักลงทุนในสมัยก่อนบ้าง
📌 หนังสือการลงทุนเล่มแรกของโลก
Confusion of Confusions หนังสือการเก็งกำไรและการลงทุนเล่มแรกของโลก ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1688 เป็นภาษาสเปนโดย Joseph De La Vega พ่อค้าเพชรชาวยิว และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน รวมถึงเป็นนักปรัชญาและกวีทางศีลธรรมที่อยู่อัมสเตอร์ดัม
เขาสร้างผลงานชิ้นแรกโดยเขียนเกี่ยวกับ Amsterdam Stock Exchange รวมถึงเศรษฐกิจของเบงกาลีและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพื้นฐานแล้วมันถูกเขียนด้วยความคิดเห็นส่วนตัวเป็นใหญ่ โดยได้อธิบายขอบเขตตั้งแต่ Options, Future Contracts, Margin Buying จนไปถึงตลาดกระทิงและตลาดหมี
อย่างไรก็ตามหนังสือ Confusion of Confusions ได้ถูกวางเป็นรากฐานสำหรับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคและการเงินเชิงพฤติกรรมสมัยใหม่
📌 กฎการเก็งกำไร 4 ข้อ
หนังสือ Confusion of Confusions เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกจากกฎการเก็งกำไร 4 ข้อ รวมถึง Mindset ด้านการลงทุนที่เขามอบให้แก่บุคคลอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาอ่าน ได้แก่
1️⃣ ห้ามแนะนำใครให้ซื้อหรือขายหุ้น แม้จะคาดเดาได้อย่างถูกต้องก็ตาม
2️⃣ จงยอมรับผลกำไรและขาดทุนด้วยตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะสูญเสียเงินทั้งหมดให้ดี
3️⃣ กำไรในตลาดหุ้นเปรียบเสมือน “สมบัติของก็อบลิน” บางครั้งก็มาก บางครั้งก็น้อย
4️⃣ ถ้าอยากรวยต้องมีเงินและความอดทนเสียก่อน
📌 แม้จะเป็นหนังสือเล่มแรกแต่ก็ถูกลืม
นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Confusion of Confusions มากนักเนื่องจากคนส่วนใหญ่มองว่านักเขียนให้ความสนใจกับกลอุบายในตลาดหุ้นมากเกินไป ส่งผลให้หนังสือของเขาเต็มไปด้วยดราม่าและข้อบกพร่องทางเทคนิคมากเกินไปที่จะใช้เป็นหนังสือสำหรับการเริ่มต้นลงทุน
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.3] รู้จัก Confusion of Confusions หนังสือการลงทุนและเก็งกำไรเล่มแรกของโลก
หลายคนคงเคยอ่านหนังสือการเก็งกำไรและกางลงทุนทั้งในและต่างประเทศมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าหนังสือการเก็งกำไรและการลงทุนเล่มแรกคือเล่มใด และมอบความรู้อะไรให้กับนักลงทุนในสมัยก่อนบ้าง
📌 หนังสือการลงทุนเล่มแรกของโลก
Confusion of Confusions หนังสือการเก็งกำไรและการลงทุนเล่มแรกของโลก ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1688 เป็นภาษาสเปนโดย Joseph De La Vega พ่อค้าเพชรชาวยิว และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน รวมถึงเป็นนักปรัชญาและกวีทางศีลธรรมที่อยู่อัมสเตอร์ดัม
เขาสร้างผลงานชิ้นแรกโดยเขียนเกี่ยวกับ Amsterdam Stock Exchange รวมถึงเศรษฐกิจของเบงกาลีและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพื้นฐานแล้วมันถูกเขียนด้วยความคิดเห็นส่วนตัวเป็นใหญ่ โดยได้อธิบายขอบเขตตั้งแต่ Options, Future Contracts, Margin Buying จนไปถึงตลาดกระทิงและตลาดหมี
อย่างไรก็ตามหนังสือ Confusion of Confusions ได้ถูกวางเป็นรากฐานสำหรับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคและการเงินเชิงพฤติกรรมสมัยใหม่
📌 กฎการเก็งกำไร 4 ข้อ
หนังสือ Confusion of Confusions เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกจากกฎการเก็งกำไร 4 ข้อ รวมถึง Mindset ด้านการลงทุนที่เขามอบให้แก่บุคคลอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาอ่าน ได้แก่
1️⃣ ห้ามแนะนำใครให้ซื้อหรือขายหุ้น แม้จะคาดเดาได้อย่างถูกต้องก็ตาม
2️⃣ จงยอมรับผลกำไรและขาดทุนด้วยตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะสูญเสียเงินทั้งหมดให้ดี
3️⃣ กำไรในตลาดหุ้นเปรียบเสมือน “สมบัติของก็อบลิน” บางครั้งก็มาก บางครั้งก็น้อย
4️⃣ ถ้าอยากรวยต้องมีเงินและความอดทนเสียก่อน
📌 แม้จะเป็นหนังสือเล่มแรกแต่ก็ถูกลืม
นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Confusion of Confusions มากนักเนื่องจากคนส่วนใหญ่มองว่านักเขียนให้ความสนใจกับกลอุบายในตลาดหุ้นมากเกินไป ส่งผลให้หนังสือของเขาเต็มไปด้วยดราม่าและข้อบกพร่องทางเทคนิคมากเกินไปที่จะใช้เป็นหนังสือสำหรับการเริ่มต้นลงทุน
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment](https://pbs.twimg.com/media/F3D9S0baYAE3Fx9.jpg)
🚀 [#Funancial EP.2] Bullish vs Bearish ที่มาของ "ตลาดกระทิง" และ "ตลาดหมี" คำศัพท์ที่นักลงทุนควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนในหุ้น
ตลาดกระทิง และ ตลาดหมี ต่างเป็นคำศัพท์ที่นักลงทุนทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ใช้กันมาอย่างยาวนาน แต่จะรู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วการนำสัตว์ 2 ชนิดนี้มาอยู่ในตลาดการลงทุนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างน่าเหลือเชื่อ
👉 พฤติกรรมการล่าเหยื่อ สู่ พฤติกรรมในตลาดการลงทุน
ตลาดกระทิง หรือ Bullish เกิดจากพฤติกรรมของตลาดที่กำลังมี “แนวโน้มเข้าสู่ขาขึ้น” โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการต่อสู้เฉพาะตัวของกระทิงที่มักจะขวิดศัตรูขึ้นเหมือนตัวกราฟที่กำลังทะยานขึ้น
ตลาดหมี หรือ Bearish เกิดจากพฤติกรรมของตลาดที่กำลังมี “แนวโน้มเข้าสู่ขาลง” โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการต่อสู้เฉพาะตัวของหมีที่มักจะยืนขึ้นเพื่อต่อสู้กับศัตรูและตบศัตรูลงกับพื้น เหมือนกราฟที่กำลังโดนตบลงอย่างรวดเร็ว
👉 จุดเริ่มต้นของ Bearish
แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงพฤติกรรมของกระทิง แต่หลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วคำว่า ตลาดหมี หรือ Bearish ถูกนำมาใช้ในตลาดการเงินการลงทุนเมื่อใด?”
ตามการเปิดเผยแบบปากต่อปาก คาดว่าในอดีตพ่อค้าคนกลางที่ขายหนังหมี (Bearskin jobber) เพื่อใช้สำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่มได้มีการเปิดพรีออเดอร์ “หนังหมี หรือ Bearskin” ให้กับชาวบ้านโดยคาดการณ์ “ราคาขาย” ในอนาคต และได้ดีลกับนายพรานโดยคาดการณ์ “ราคาซื้อ” ในอนาคต โดยพ่อค้าจะได้ส่วนต่างของราคาที่รับซื้อจากนายพรานตามที่ดีลกันไว้
ในเวลาต่อมา Bearskin จะถูกเรียกสั้น ๆ และเข้าใจง่ายว่า Bear และถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ในช่วงตกต่ำของตลาดเนื่องจากที่ราคาที่ซื้อมาต่ำกว่าราคาขายนั่นเอง
ก่อนที่ในท้ายที่สุดในช่วงปีคริสต์ศักราชที่ 1709 คำว่า “Bearish” ถูกนำไปใช้กับนักลงทุนที่เก็งกำไรเพื่อขายหุ้น ตามการกล่าวถึงของ Richard Steele ผู้จัดพิมพ์วารสารวรรณกรรมและสังคมอังกฤษ The Tatler
หมายเหตุ : ตลาดหมีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เกิดจากความผิดพลาดในตลาดหุ้นในปี 1929 ซึ่งนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พร้อมเข้าสู่ตลาดหมียาวนานเกือบ 3 ปี
👉 จุดเริ่มต้นของ Bullish
ตลาดกระทิงมักถูกใช้ในทางตรงกันข้ามกับตลาดหมี โดยใช้พฤติกรรมการล่าเหยื่อของมันเป็นหลัก แต่นักประวัติศาสตร์บางรายกล่าวว่าการนำคำว่า “กระทิง” มาใช้ในตลาดการเงินนั้นมีที่มาที่ไปมากกว่าพฤติกรรมการล่าเหยื่อของมัน
ต้นกำเนิดบางส่วนอาจมาจากกีฬาที่น่าสยดสยองที่เริ่มขึ้นในยุคกลางประมาณปี 1200 ซึ่งเป็นกีฬา “การสู้วัวกระทิง” ที่โด่งดังในช่วงยุคเอลิซาเบธ โดยผู้คนมักจะแห่นำเงินไปที่งานและเดิมพันกับผลการแข่งขัน ทำให้ “กระทิง” เปรียบเสมือนเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับการเก็งกำไรในตลาดหุ้น
👉 สรุป
Bullish มักใช้กับแนวโน้มขาขึ้นของตลาดการเงินการลงทุน และ Bearish มักใช้กับแนวโน้มตลาดขาลงของตลาดการเงินการลงทุน แต่อย่าลืมว่าเรายังมีคำศัพท์ที่เรียกว่า Sideway ที่เกิดจากการที่ตลาดยังไม่เลือกฝั่งอย่างชัดเจนอีกด้วย
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.2] Bullish vs Bearish ที่มาของ "ตลาดกระทิง" และ "ตลาดหมี" คำศัพท์ที่นักลงทุนควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนในหุ้น
ตลาดกระทิง และ ตลาดหมี ต่างเป็นคำศัพท์ที่นักลงทุนทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ใช้กันมาอย่างยาวนาน แต่จะรู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วการนำสัตว์ 2 ชนิดนี้มาอยู่ในตลาดการลงทุนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างน่าเหลือเชื่อ
👉 พฤติกรรมการล่าเหยื่อ สู่ พฤติกรรมในตลาดการลงทุน
ตลาดกระทิง หรือ Bullish เกิดจากพฤติกรรมของตลาดที่กำลังมี “แนวโน้มเข้าสู่ขาขึ้น” โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการต่อสู้เฉพาะตัวของกระทิงที่มักจะขวิดศัตรูขึ้นเหมือนตัวกราฟที่กำลังทะยานขึ้น
ตลาดหมี หรือ Bearish เกิดจากพฤติกรรมของตลาดที่กำลังมี “แนวโน้มเข้าสู่ขาลง” โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการต่อสู้เฉพาะตัวของหมีที่มักจะยืนขึ้นเพื่อต่อสู้กับศัตรูและตบศัตรูลงกับพื้น เหมือนกราฟที่กำลังโดนตบลงอย่างรวดเร็ว
👉 จุดเริ่มต้นของ Bearish
แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงพฤติกรรมของกระทิง แต่หลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วคำว่า ตลาดหมี หรือ Bearish ถูกนำมาใช้ในตลาดการเงินการลงทุนเมื่อใด?”
ตามการเปิดเผยแบบปากต่อปาก คาดว่าในอดีตพ่อค้าคนกลางที่ขายหนังหมี (Bearskin jobber) เพื่อใช้สำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่มได้มีการเปิดพรีออเดอร์ “หนังหมี หรือ Bearskin” ให้กับชาวบ้านโดยคาดการณ์ “ราคาขาย” ในอนาคต และได้ดีลกับนายพรานโดยคาดการณ์ “ราคาซื้อ” ในอนาคต โดยพ่อค้าจะได้ส่วนต่างของราคาที่รับซื้อจากนายพรานตามที่ดีลกันไว้
ในเวลาต่อมา Bearskin จะถูกเรียกสั้น ๆ และเข้าใจง่ายว่า Bear และถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ในช่วงตกต่ำของตลาดเนื่องจากที่ราคาที่ซื้อมาต่ำกว่าราคาขายนั่นเอง
ก่อนที่ในท้ายที่สุดในช่วงปีคริสต์ศักราชที่ 1709 คำว่า “Bearish” ถูกนำไปใช้กับนักลงทุนที่เก็งกำไรเพื่อขายหุ้น ตามการกล่าวถึงของ Richard Steele ผู้จัดพิมพ์วารสารวรรณกรรมและสังคมอังกฤษ The Tatler
หมายเหตุ : ตลาดหมีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เกิดจากความผิดพลาดในตลาดหุ้นในปี 1929 ซึ่งนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พร้อมเข้าสู่ตลาดหมียาวนานเกือบ 3 ปี
👉 จุดเริ่มต้นของ Bullish
ตลาดกระทิงมักถูกใช้ในทางตรงกันข้ามกับตลาดหมี โดยใช้พฤติกรรมการล่าเหยื่อของมันเป็นหลัก แต่นักประวัติศาสตร์บางรายกล่าวว่าการนำคำว่า “กระทิง” มาใช้ในตลาดการเงินนั้นมีที่มาที่ไปมากกว่าพฤติกรรมการล่าเหยื่อของมัน
ต้นกำเนิดบางส่วนอาจมาจากกีฬาที่น่าสยดสยองที่เริ่มขึ้นในยุคกลางประมาณปี 1200 ซึ่งเป็นกีฬา “การสู้วัวกระทิง” ที่โด่งดังในช่วงยุคเอลิซาเบธ โดยผู้คนมักจะแห่นำเงินไปที่งานและเดิมพันกับผลการแข่งขัน ทำให้ “กระทิง” เปรียบเสมือนเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับการเก็งกำไรในตลาดหุ้น
👉 สรุป
Bullish มักใช้กับแนวโน้มขาขึ้นของตลาดการเงินการลงทุน และ Bearish มักใช้กับแนวโน้มตลาดขาลงของตลาดการเงินการลงทุน แต่อย่าลืมว่าเรายังมีคำศัพท์ที่เรียกว่า Sideway ที่เกิดจากการที่ตลาดยังไม่เลือกฝั่งอย่างชัดเจนอีกด้วย
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment](https://pbs.twimg.com/media/F2hEz64bEAIgJuD.jpg)
🚀 [#Funancial EP.1] ที่มาของชื่อ Wall Street
หลายคนอาจรู้จัก Wall Street ในฐานะสัญลักษณ์และศูนย์กลางทางการเงินของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการธนาคาร กองทุนเพื่อการลงทุน และนักเก็งกำไรที่อยู่ในย่ายการเงินอย่างแมนฮัตตัน
แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วที่มาของชื่อ Wall Street ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ทางการลงทุนอันยิ่งใหญ่กลับมีที่มาเรียบง่ายกว่าที่ใครหลาย ๆ คนคาดไว้
👉 ที่มาของ Wall Street
ในอดีต Wall Street ที่มีมาจากกำแพงขนาด 9 ฟุต ยาว 2,340 ฟุตที่ชาวดัตช์สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในพื้นที่ของ New Amsterdam โดยพวกเขาเริ่มเรียกกำแพงสูง 9 ฟุตนี้ว่า “de Waal Straat” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและชาวอเมริกันดั้งเดิม ก่อนที่จะมีการเรียกชื่อพื้นที่ใกล้เคียงกำแพงดังกล่าวใหม่ว่า Wall Street ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Wall Street ได้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการค้าทาสโดยรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 50 ปีก่อนที่จะมีการสร้างห้องสมุดสาธารณะขึ้นที่ City Hall ใน Wall Street ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น Federal Hall หลังจากที่นิวยอร์กกลายเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
Wall Street ได้สัมพันธ์กับการเงินอย่างจริงจังหลังจากที่สถานที่ดังกล่าวถูกใช้เพื่อรองรับเหตุการณ์สำคัญมากมาย รวมถึงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ทั้ง 24 คนและเหล่าพ่อค้าได้ร่วมลงนามข้อตกลง Buttonwood ที่ Wall Street ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18
ก่อนที่ท้ายที่สุด Buttonwood ที่ Wall Street จะกลายมาเป็นสถานที่นัดพบของนักลงทุนและพ่อค้าหลายราย รวมถึงเป็นสถานที่สำหรับตกลงค่าคอมมิชชั่นต่าง ๆ จนทำให้ในปีต่อมาสถานที่ถูกขยับขยายเพิ่มจนขยายเป็น The New York Stock Exchange ในปัจจุบัน
ปัจจุบันแม้ว่ากำแพงดังกล่าวจะถูกทำลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยจักวรรดิบริทิช แต่ชื่อของ Wall Street ก็ยังคงอยู่จวบจนปัจจุบัน
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment
![TraderKP_TH's tweet photo. 🚀 [#Funancial EP.1] ที่มาของชื่อ Wall Street
หลายคนอาจรู้จัก Wall Street ในฐานะสัญลักษณ์และศูนย์กลางทางการเงินของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการธนาคาร กองทุนเพื่อการลงทุน และนักเก็งกำไรที่อยู่ในย่ายการเงินอย่างแมนฮัตตัน
แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วที่มาของชื่อ Wall Street ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ทางการลงทุนอันยิ่งใหญ่กลับมีที่มาเรียบง่ายกว่าที่ใครหลาย ๆ คนคาดไว้
👉 ที่มาของ Wall Street
ในอดีต Wall Street ที่มีมาจากกำแพงขนาด 9 ฟุต ยาว 2,340 ฟุตที่ชาวดัตช์สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในพื้นที่ของ New Amsterdam โดยพวกเขาเริ่มเรียกกำแพงสูง 9 ฟุตนี้ว่า “de Waal Straat” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการโจมตีจากโจรสลัดและชาวอเมริกันดั้งเดิม ก่อนที่จะมีการเรียกชื่อพื้นที่ใกล้เคียงกำแพงดังกล่าวใหม่ว่า Wall Street ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Wall Street ได้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการค้าทาสโดยรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 50 ปีก่อนที่จะมีการสร้างห้องสมุดสาธารณะขึ้นที่ City Hall ใน Wall Street ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น Federal Hall หลังจากที่นิวยอร์กกลายเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
Wall Street ได้สัมพันธ์กับการเงินอย่างจริงจังหลังจากที่สถานที่ดังกล่าวถูกใช้เพื่อรองรับเหตุการณ์สำคัญมากมาย รวมถึงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ทั้ง 24 คนและเหล่าพ่อค้าได้ร่วมลงนามข้อตกลง Buttonwood ที่ Wall Street ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18
ก่อนที่ท้ายที่สุด Buttonwood ที่ Wall Street จะกลายมาเป็นสถานที่นัดพบของนักลงทุนและพ่อค้าหลายราย รวมถึงเป็นสถานที่สำหรับตกลงค่าคอมมิชชั่นต่าง ๆ จนทำให้ในปีต่อมาสถานที่ถูกขยับขยายเพิ่มจนขยายเป็น The New York Stock Exchange ในปัจจุบัน
ปัจจุบันแม้ว่ากำแพงดังกล่าวจะถูกทำลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยจักวรรดิบริทิช แต่ชื่อของ Wall Street ก็ยังคงอยู่จวบจนปัจจุบัน
........................................................
🚀 Funancial Series ที่จะพาคุณไปรู้จัก Fun Fact ในโลกการเงินและการลงทุนในฉบับที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แม้อยู่ในแวดวงการลงทุนมายาวนานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม
📌 #เพื่อไม่ให้พลาดทุกสาระที่ทันโลก แนะนำให้ทุกท่านเปิดกระดิ่งตั้งค่า "รายการโปรด" หรือ "Favourite" ไว้บนเพจได้เลย (เพื่อจะได้ไม่โดนการปิดกั้นการมองเห็นจากทาง Facebook)
และเรายังมีช่องทางอื่นๆให้ติดตาม ทั้ง Twitter, Youtube, Blockdit, IG และ Line กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าติดตามได้จากลิงค์ใน comment](https://pbs.twimg.com/media/F18wWgcaIAEGLjy.jpg)

INVEST IN THE UPLIFTING OF YOUR COMMUNITY
On this episode of The #GameChangingPodcast, we welcome Maria Simone, the Co-Founder of ZenMoose Capital and author of the upcoming book Love Yourself Rich. https://t.co/aUUYwJQiOQ #Annieca #podcast #FUNancial

Follow me on for magical and FUNancial insights on Facebook! https://t.co/NWwVWUM8Gb
#Annieca #gamechangers #Funancial #financial

INVEST IN THE UPLIFTING OF YOUR COMMUNITY
On this episode of The #GameChangingPodcast, we welcome Maria Simone, the Co-Founder of ZenMoose Capital and author of the upcoming book Love Yourself Rich. https://t.co/aUUYwJQiOQ #Annieca #podcast #FUNancial
DM me for your next event. High Vibe and High Returns / The Money Matrix / The FUNancial Vortex #Annieca #FUNancial #moneymatrix
https://t.co/fAXSMsQMt6

BE HIGH VIBE. Join the FUNancial Movement to changing the way abundance is created.
Time to put the FUN into Financial .
#FUNancial insights #MoneyMagic #Abundance
join at: https://t.co/LCDWsezFLn
#Annieca

Follow me on for magical and FUNancial insights on Facebook! https://t.co/NWwVWULAQD
#Annieca #gamechangers #Funancial #financial

Clarity. It starts with getting clear before you can clearly see where you need to go. #FUNancial insights.
#Annieca

New article in The Gamechanging Podcast news! Episode 36 - Advisors Bring Community and Perspective to Business https://t.co/rxTjN8ABbX
#annieca #FUNancial
Enter the Annieca FUNancial Vortex. https://t.co/D21kFDdWKl #funancial

Last Seen Hashtags on Sotwe
นัดเย็ดบุรีรัมย์
Seen from Thailand
户外
nolimit Teenage*
nolimit()*********** + filter:native_video
Seen from United States
nolimit() filter:videos t.co
Seen from Mexico
ottawaescort
Seen from Canada
WLDM
Seen from United States
mujereshermosas
Seen from Guatemala
momson()*** #exny()*** #xlii()** #nolimit()**
Seen from Singapore
momson() +filter:media()
Seen from Colombia
Most Popular Users

Elon Musk 
@elonmusk
240.4M followers

Barack Obama 
@barackobama
119.3M followers

Donald J. Trump 
@realdonaldtrump
111.7M followers

Cristiano Ronaldo 
@cristiano
110M followers

Narendra Modi 
@narendramodi
107M followers

Rihanna 
@rihanna
97.5M followers

NASA 
@nasa
92.1M followers

Justin Bieber 
@justinbieber
90.8M followers

KATY PERRY 
@katyperry
87.4M followers

Taylor Swift 
@taylorswift13
81.2M followers

Lady Gaga 
@ladygaga
72.7M followers

Kim Kardashian 
@kimkardashian
69.6M followers

Virat Kohli 
@imvkohli
69.4M followers

YouTube 
@youtube
68.6M followers

Bill Gates 
@billgates
63.7M followers

The Ellen Show
@theellenshow
62.5M followers

Neymar Jr 
@neymarjr
62.1M followers

CNN 
@cnn
61.9M followers

X 
@x
60.8M followers

Selena Gomez 
@selenagomez
60.5M followers






