Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
สติมา ปัญญาเกิด
@samarungpai
health, fashion, marketing, digital marketing, lifestyle,education, psychology
Joined March 2011
139
Following
167
Followers
12K
Posts
samarungpai
retweeted
The Momentum
@themomentumco
10 days ago
‘ยังเก่งไม่พอ’ ต้องหาพาร์ทเนอร์ผู้ชาย สรุปบทเรียนที่ผู้ประกอบการหญิงเจอ จากงาน Cartier Women’s Initiative ‘ผู้นำ’ ในโลกปัจจุบันควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ภายใต้โอกาสครบรอบ 20 ปีของ Cartier Women’s Initiative (CWI) เวทีระดับโลกที่สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ได้ชวนผู้คนทั่วโลกมาร่วมสำรวจความหมายของภาวะผู้นำ ผ่านแนวคิด ‘Women Lighting the Path’ หรือ ‘ผู้หญิงผู้จุดประกายแสงสว่างแห่งอนาคต’ ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเธอเป็นได้มากกว่าบทบาทที่สังคมเคยกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนยังต้องเผชิญกับอคติ ความคาดหวัง และคำถามที่ผู้ชายแทบไม่เคยถูกถาม ตั้งแต่ความรู้สึกว่าตนเอง ‘ไม่เก่งพอ’ ไปจนถึงการต้องพิสูจน์ศักยภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพราะเป็นผู้หญิง แล้วสังคมพร้อมหรือยังที่จะยอมรับนิยามใหม่ของความเป็นผู้นำ • ผู้หญิงกับภาวะ Imposter Syndrome แม้ผู้หญิงจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ หรือได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต แต่หลายคนกลับยังรู้สึกว่าตนเอง ‘ไม่เก่งพอ’ หรือ ‘ไม่คู่ควร’ กับความสำเร็จที่ได้รับ ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า Imposter Syndrome หรือภาวะคิดว่าตนเองไม่เก่ง ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการเสวนาหัวข้อ ‘Unveiling Brilliance: Imposter Syndrome & The Path to Authentic Leadership’ โดยมี ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ และดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน (Lisa Orbé-Austin) นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร ร่วมแบ่งปันทั้งในแง่ของความท้าทายที่เกิดที่ตัวบุคคลเอง และเชิงโครงสร้างระบบสังคมเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Imposter Syndrome คือการมองว่าเป็นปัญหาของคนที่ขาดความสามารถ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีศักยภาพสูงและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่สามารถยอมรับความสำเร็จของตนเองได้อย่างเต็มที่ ลิซาอธิบายว่า Imposter Syndrome เป็นภาวะทางจิตวิทยาที่พบได้ทั่วไป และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ตลอดจนมุมมองที่บุคคลมีต่อศักยภาพของตนเอง ภาวะดังกล่าวมักมีส่วนมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กและรูปแบบการเลี้ยงดู เช่น การถูกคาดหวังให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ การได้รับการยอมรับเมื่อประสบความสำเร็จเท่านั้น หรือการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเก่ง หรือเป็นผู้นำที่สังคมกำหนดไว้ การศึกษาเรื่อง Imposter Syndrome เริ่มต้นขึ้นในปี 1978 โดยมุ่งศึกษาผู้หญิงเป็นหลัก เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงเริ่มก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ๆ ในสังคมและโลกการทำงาน แต่ยังขาดการยอมรับในฐานะผู้นำ กระทั่งในปี 2024 มีงานวิจัยเปิดเผยว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเผชิญกับ Imposter Syndrome มากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุสำคัญมาจากแรงกดดันทางวัฒนธรรม ค่านิยมทางสังคม และบทบาททางเพศที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังให้ผู้หญิงต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อยู่เบื้องหลัง หรือแม้แต่การเติบโตในครอบครัวที่ให้คุณค่ากับบุตรชายมากกว่า ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าของตนเอง โดยผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้มักประเมินคุณค่าความสำเร็จของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง และกังวลกับความผิดพลาดมากเกินไป จนกลายเป็นการบริหารงานแบบจู้จี้จุกจิก (Micro Management) เพราะไม่มั่นใจว่าคนอื่นจะทำงานได้ดีพอ ซึ่งหลายคนเลือกจัดการกับความไม่มั่นใจด้วยการทำงานหนักเกินความจำเป็น และพยายามพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ในที่สุด ขณะเดียวกัน บางส่วนอาจแสดงออกแตกต่างกัน โดยเลือกยึดติดกับความเชี่ยวชาญเดิม ไม่กล้าเสี่ยงหรือทดลองสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวว่าความล้มเหลวจะทำให้คนอื่นคิดว่าตนเองไม่ได้เก่งอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ตรงข้ามกับภาวะรู้สึกเก่งไม่พออยู่ นั่นคือ ดันนิ่ง-ครูเกอร์ เอฟเฟกต์ (Dunning-Kruger Effect) ซึ่งหมายถึงภาวะที่บุคคลประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง ทั้งที่ยังขาดความรู้หรือทักษะ ซึ่งภาวะนี้อาจเป็นอันตรายต่อองค์กรได้มากกว่า ทั้งนี้ ลิซาได้ให้คำแนะนำที่ทรงพลังว่า “เราควรใส่ใจและทุ่มเทเพื่อตนเองให้มากเท่ากับที่เราทุ่มเททำงานเพื่อผู้อื่น” เมื่อเราสามารถยอมรับความสำเร็จของตนเองได้ด้วยความภาคภูมิใจ ควบคู่ไปกับความถ่อมตัว ความเข้าใจตนเอง และการยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น จึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากการคิดว่าตนเองไม่เก่ง ให้กลายเป็น ‘ผู้นำที่แท้จริง’ ได้ • ภาพจำต่อคำว่า ‘ความแข็งแกร่ง’ หากถามว่า คนที่แข็งแกร่งควรมีลักษณะอย่างไร หลายคนอาจนึกถึงคนที่เด็ดขาด ดุดัน ไม่แสดงความอ่อนแอ และควบคุมสถานการณ์ได้อยู่เสมอ ภาพจำเหล่านี้ฝังรากลึกในสังคมมาช้านาน จนกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทั้งผู้นำ ผู้หญิง และแม้กระทั่งตัวเราเอง การเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Strength Reimagined: Leadership, Kindness and the Courage to Defy Expectations’ ชวนให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับความเชื่อดังกล่าวอีกครั้ง ผ่านมุมมองของ อามัล คลูนีย์ (Amal Clooney) ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice) และรามลา อาลี (Ramla Ali) นักมวยโอลิมปิก ผู้สร้างภาพยนตร์ และทูตองค์การยูนิเซฟแห่งสหราชอาณาจักร หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ ภาพจำดั้งเดิมที่เชื่อมโยง ‘ความแข็งแกร่ง’ เข้ากับความเป็นชาย การใช้อำนาจ และความก้าวร้าว รามลาในฐานะนักมวยหญิงเปิดเผยว่า เธอมักถูกมองว่าต้องเป็นคนก้าวร้าว เข้าถึงยาก หรือมีบุคลิกแบบผู้ชาย ความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นอุปสรรค เมื่อเธอต้องการก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นและภาพยนตร์ เพราะหลายคนมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถเป็นนักกีฬา เป็นศิลปิน เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้ตรงกับความคาดหวังของสังคม อามัลเองก็เผชิญกับภาพจำในลักษณะคล้ายกัน โดยเธอเป็นหนึ่งในนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แต่หลายครั้งผู้คนให้ความสนใจกับรูปลักษณ์ภายนอก หรือชีวิตส่วนตัวของเธอมากกว่าผลงานทางกฎหมายที่ทำมาตลอดหลายปี บางครั้งเธอถูกถามด้วยความสงสัยว่า ทำไม ‘ผู้หญิงสวยๆ’ อย่างเธอจึงเลือกทำงานในพื้นที่ขัดแย้ง เข้าไปในเรือนจำ หรือทำคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นผู้หญิงยังคงถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับงานที่ต้องอาศัยความเข้มแข็งทางจิตใจ ความอดทน และความกล้าหาญ แต่อามัลไม่ได้ตอบโต้ด้วยการพยายามเปลี่ยนมุมมองของทุกคน เธอเลือกใช้ผลงานเป็นคำตอบ เพราะเชื่อว่าการพิสูจน์ความสามารถผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่อง คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำลายอคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคม ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้ามภาพจำเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง อาจไม่ได้หมายถึงการสร้างนิยามใหม่ขึ้นมาแทนที่นิยามเดิม หากแต่เป็นการยอมรับว่า แต่ละคนมี ‘หลายอัตลักษณ์’ ได้ในเวลาเดียวกัน เป็นได้ทั้งคนเข้มแข็งและอ่อนโยน เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้รับฟัง เป็นได้ทั้งนักสู้ แม่ ภรรยา นักกีฬา และผู้สร้างสรรค์งาน โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่สังคมสร้าง “ความแข็งแกร่งที่แท้จริงอาจไม่ใช่การแสดงพลังเหนือผู้อื่น แต่คือความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้เป็นตัวของตัวเองเช่นกัน” • ผู้หญิงยังต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ ในโลกธุรกิจและสังคมปัจจุบัน ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับความคาดหวังและการเลือกมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหญิงจากหลากหลายประเทศที่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative ร่วมกันสะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องนิยาม ‘ความเป็นผู้นำ’ ใหม่ อัลบา ฟอร์นส์ (Alba Forns) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มการเงิน Climatize จากสหรัฐอเมริกา มองว่า ปัญหาสำคัญคือสังคมพยายามสร้างต้นแบบของผู้นำขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้นำแต่ละคนมีภูมิหลัง วัฒนธรรม ประสบการณ์ชีวิต และความสามารถที่แตกต่างกัน โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือการยอมรับและใช้ประโยชน์จากความเป็นตัวเอง เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคนเติบโตได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน “สิ่งที่ทำให้คุณแตกต่าง อาจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ทำให้คุณเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม” “หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการหญิงยังคงเป็นการเข้าถึงเงินทุน ความจริงคือ เงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงไหลไปสู่สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยผู้ชาย การเข้าถึงแหล่งทุนจึงยังเป็นหนึ่งในกำแพงสำคัญที่ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกต้องเผชิญ” ในขณะเดียวกัน แม้ว่าผู้หญิงจำนวนมากจะมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย แต่หลายคนยังต้องเผชิญกับคำถามที่ผู้ชายแทบไม่เคยถูกถาม นาทาเลีย คาโน (Natalia Cano) ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านการดูแลสุขภาพ Docokids จากประเทศโคลอมเบีย เล่าว่า ผู้หญิงมักไม่ได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพของพวกเธอเองอย่างเต็มที่ แม้จะมีความเชี่ยวชาญในหลายสาขาก็ตาม “หนึ่งในสิ่งที่ผู้หญิงขาดไม่ใช่ความสามารถ แต่คือความไว้วางใจ เรามักต้องพิสูจน์ทักษะของตัวเองอยู่เสมอ ทั้งที่ผู้หญิงเป็นได้มากกว่าบทบาทที่สังคมกำหนด แต่สังคมยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถของผู้หญิงมากพอ ฉันไม่ควรถูกมองว่าเป็นได้แค่หมอ เพราะฉันเป็นทั้งหมอและผู้ประกอบการได้ในเวลาเดียวกัน” คีลี แคต-เวลส์ (Keely Cat-Wells) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มด้านการสรรหาบุคลากรและการเรียนรู้ (Making Space) จากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทั้งผู้หญิงและผู้พิการ เธอเล่าว่า นักลงทุนเคยแนะนำให้เธอหาผู้ร่วมก่อตั้งที่เป็น ‘ผู้ชายที่ไม่พิการ’ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ แต่แทนที่จะเปลี่ยนตัวเอง เธอเลือกเปลี่ยนกลุ่มนักลงทุน เพราะเชื่อว่าความเป็นผู้นำนั้นวัดได้จากความสามารถในการสนับสนุนให้คนอื่นเติบโต “ฉันเลือกหานักลงทุนที่เข้าใจวิสัยทัศน์และคุณค่าขององค์กร มากกว่าพยายามทำให้ตัวเองตรงกับอคติของคนอื่น” นอกจากอคติเรื่องเพศแล้ว ผู้หญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมยังต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่ง โมนิกา ชูกลา (Monika Shukla) ผู้เสริมศักยภาพให้ผู้หญิงในชนบทของอินเดียผ่านการเลี้ยงผึ้ง (Humble Bee) เล่าว่า หลายคนมักมองธุรกิจที่มีเป้าหมายทางสังคมว่าเป็นเพียง ‘ธุรกิจไลฟ์สไตล์’ หรือกิจกรรมที่ทำเพราะความชอบ มากกว่าจะเป็นธุรกิจที่เติบโตและสร้างผลกำไรได้ คำถามที่มักได้ยินบ่อยคือ “นี่เป็นงานเสริมหรือเปล่า แล้วงานจริงของคุณคืออะไร” ทั้งที่ในความเป็นจริง โมเดลธุรกิจถูกออกแบบมาให้ผลกำไรและผลกระทบทางสังคมเติบโตไปพร้อมกันได้ โดย Humble Bee สร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้ผู้หญิง ยิ่งมีผู้หญิงเข้าร่วมมากเท่าไร รายได้ของชุมชนก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ธุรกิจก็เติบโตเช่นเดียวกัน อิซาเบล ปูลิโด (Isabel Pulido) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศที่พัฒนาโซลูชันการทำความเย็นจากธรรมชาติ (NanoFreeze) อธิบายว่า การสร้างตลาดใหม่ การหาเงินทุน และการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนำไปใช้ได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ล้วนเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง แต่สำหรับผู้หญิง ความท้าทายเหล่านี้มักมาพร้อมกับอีกคำถามหนึ่งเสมอ ก็คือ “คุณเก่งพอไหม” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ชาย ผู้หญิงที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจึงต้องพิสูจน์ทั้งนวัตกรรมและความน่าเชื่อถือของตนเองไปพร้อมกัน คิม ฮโยจอง (Kim Hyo-Jeong) ผู้คิดค้นแอปพลิเคชัน NomadHer จากประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า คำถามแรกๆ ที่เธอมักได้รับไม่ใช่เรื่องวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นคำถามว่า “ธุรกิจนี้จริงจังแค่ไหน” หรือ “ถ้าคุณแต่งงานหรือมีลูก คุณจะยังทำต่อหรือไม่” โดยมองว่าคำถามเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้หญิงอาจละทิ้งการงานเมื่อเข้าสู่บทบาทภรรยาหรือแม่ โรซี ดัมเบรลล์ (Rosie Dumbrell) ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟมเทคที่พัฒนาโซลูชันแบบสวมใส่และไม่รุกล้ําร่างกาย (Everform Therapywear) จากประเทศออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า หลายคนมองว่าการมีครอบครัวจะลดทอนศักยภาพในการทำธุรกิจ แต่การดูแลลูกหลายคนทำให้เธอพัฒนาทักษะด้านความอดทน การจัดการปัญหา การวางแผน และการคิดเชิงระบบ ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งสำคัญในการบริหารธุรกิจ “สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นข้อจำกัด กลับกลายเป็นพลังพิเศษของฉัน” อย่างไรก็ตาม ผลงานจากผู้ประกอบการผู้หญิงทุกคนพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ • ครบรอบ 20 ปีแห่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง โครงการ Cartier Women’s Initiative พิสูจน์ให้เห็นว่า การมอบโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง นับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 2006 Cartier Women’s Initiative พัฒนาจากโครงการมอบรางวัลสำหรับผู้ประกอบการหญิง สู่การเป็นเครือข่ายระดับโลกที่สนับสนุนผู้หญิงในทุกมิติ ทั้งด้านเงินทุน ความรู้ เครือข่าย และโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท) และสร้างเครือข่ายสมาชิกที่ยังคงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันมากกว่า 520 ราย จากกว่า 80 ประเทศ ปัจจุบัน Cartier Women’s Initiative ไม่ได้เป็นเพียงโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจากหลากหลายภูมิหลังแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันก้าวข้ามความท้าทายทางธุรกิจ Cartier Women’s Initiative มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ธุรกิจของสมาชิกเติบโตอย่างยั่งยืน โดย 66% ของธุรกิจเพื่อผลกระทบของสมาชิกยังคงดำเนินกิจการอยู่ 9% ถูกรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการ จากผลสำรวจสมาชิกประจำปี 2025 ระบุว่า 76% ของสมาชิกรุ่นล่าสุด มีรายได้เพิ่มขึ้น 44% ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่หลังจบโครงการทุนสนับสนุน และ 66% ระดมเงินทุนเพิ่มเติมได้ในปี 2024 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการทุนสนับสนุน 97% ของสมาชิกปี 2024 รายงานว่า มีความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น 94% รายงานว่า ทักษะทางธุรกิจพัฒนาดีขึ้น 94% รายงานว่า ทักษะภาวะผู้นำแข็งแกร่งยิ่งขึ้น 100% ของสมาชิกปี 2024 รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนระดับโลก และ 84% รายงานว่า ได้รับเครือข่ายที่เป็นประโยชน์จำนวน 10 รายขึ้นไป ทั้งนี้ โครงการได้มอบเงินทุนทั้งสิ้น 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกของบรรดาผู้ได้รับเลือก ภายในงาน Cartier Women’s Initiative Awards Week 2026 มีการยกย่องสมาชิก (Fellows) จำนวน 30 คน จาก 19 ประเทศ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจาก 10 หมวดรางวัล ได้แก่ รางวัลระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาค และรางวัล Science & Technology Pioneer Award โดยผู้ชนะอันดับ 1 จะได้รับทุนสนับสนุน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 ล้านบาท) พร้อมโอกาสเข้าร่วมหลักสูตร Fellowship และเครือข่ายระดับโลกของโครงการ นอกจากพิธีมอบรางวัลแล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการ (Immersive Exhibition) ที่ถ่ายทอดเรื่องราว 20 ปีแห่งการสร้างผลกระทบเชิงบวกของสมาชิกโครงการ ผ่านประเด็นด้านสุขภาพ การศึกษา ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเท่าเทียม และการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของผู้หญิง อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินทางมาครบ 20 ปีแล้ว แต่ Cartier Women’s Initiative ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โครงการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี 2027 โดยยังแบ่งการมอบรางวัลออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับภูมิภาค 9 ภูมิภาค และรางวัล Science & Technology Pioneer Award ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ เครือข่าย และการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เพื่อเร่งศักยภาพในการสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระยะยาว 20 ปีแห่งการเดินทาง Cartier Women’s Initiative ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเธอไม่เพียงสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังจุดประกายการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อไปยังผู้คน ชุมชน และโลกทั้งใบได้อย่างแท้จริง ดังแนวคิด ‘Women Lighting the Path’ ที่ผู้หญิงกำลังเป็นผู้ส่องสว่างเส้นทางสู่อนาคตให้แก่คนรุ่นต่อไป เรื่อง: นลินี ค้ากำยาน #TheMomentum #Gender #CWI2026 #CWI20th #CartierThailand #CWIThailand #CartierWomensInitiative
See More
samarungpai
retweeted
เกสาวพระนคร
@PPNKARCHER
16 days ago
ชั้นเสี่ยงตายเลยละกัน ลิซ่าเลิศมากกกก LISA OPENING CEREMONY
#LISAxGOALS
#LISAxFIFAWorldCup
PPNKARCHER's tweet video.
samarungpai
retweeted
Thai PBS
@ThaiPBS
16 days ago
📺 สำรวจสถาบันการศึกษาที่สอนด้านนิเทศศาสตร์ ผลิตบุคลากรป้อนสู่อุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ จะต้องปรับหลักสูตรรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างไร หลัง
#ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล
กำลังจะหมดอายุพร้อมกันในปี 2572
#ThaiPBS
#ข่าวค่ำ
ThaiPBS's tweet video.
samarungpai
retweeted
khajochi
@khajochi
18 days ago
มีเอเจนซี่ติดต่องานมา แจ้งว่าเป็น "งานภาครัฐ" ไม่สามารถบอกได้ว่างานอะไร คือก็ไม่รู้ว่าเป็นโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังดราม่าหรือเปล่า แต่ระหว่างที่อ่านรายละเอียด ก็มีคำถามในใจว่า - ถ้าเกิดว่าแอปมันดีเลิศประเสริฐจริง คุณภาพมันดีจริงๆ เราก็ควรต้องชมตามจริงหรือเปล่า ? - แล้วถ้าเราชมว่ามันดีจริง คำชมของเราก็จะถูกเอาไปอ้างอิงตลอดกาลหรือเปล่า ? - และถ้าเกิดแอปหรือระบบนั้น คือโครงการที่มีการทุจริต มีที่มาไม่โปร่งใสจริง และเกิดมีโป๊ะแตกออกมาทีหลังจริง ความเสี่ยงทั้งหมดจะมาตกที่เราในฐานะคนรีวิวหรือเปล่า ? คือถ้าเราทำหน้าที่ในฐานะครีเอเตอร์ตรวจสอบคุณภาพแอป แล้วเราก็ต้องทำหน้าที่ประชาชน พิจารณาความโปร่งใสของโครงการนั้นๆ ด้วยไหมนะ ? คือมันก็ดูย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน อืม .... 🤔🤔🤔
See More
Who to follow
Marcelo de Vasconcellos
@mvasconcellos
Designer and researcher at Oswaldo Cruz Foundation. Researching digital games for health and science communication.
Val Celin
@ValCelin
Tech, Sports, Politics. Fitness & Health geek. Husband & father.
🍧🦩𝑨𝑼𝑴𝑨𝑰𝑴𝑺𝑺🍑💞
@reviewnaja
𝟏𝟗𝟗𝟗 |🥦
samarungpai
retweeted
คิ้วต่ำ
@kiwtum
20 days ago
ค่อยๆ ใจเย็นๆ มองให้เห็นถึงสาเหตุ มองให้เห็นถึงทางออก เรียงลำดับความสำคัญดีๆ อันไหนปรับ อันไหนปล่อย แล้วค่อยๆแก้ทีละจุดนะ ✌🏻
samarungpai
retweeted
Thai PBS
@ThaiPBS
20 days ago
แม้กรณีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องบริษัท
#Meta
จะเป็นครั้งแรกของไทยที่ดำเนินคดีกับบริษัทสื่อสังคมออนไลน์ระดับโลก แต่ในต่างประเทศ Meta เคยเผชิญคดีความและการตรวจสอบจากหลายประเทศมาแล้ว
#ThaiPBS
#ทันโลกกับThaiPBS
ThaiPBS's tweet video.
samarungpai
retweeted
Thai PBS
@ThaiPBS
21 days ago
สูงวัยหัวใจยังพริ้ว! ลีลาศกีฬาสร้างสุข สร้างสายใยรักคู่ชีวิต . คู่รักนักเต้นวัย 70+ ลุงตึ๋ง สมชาย และ ป้ายุ ขวัญใจ คู่ชีวิตจากพัทลุง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอายุ 70 กว่าปีก็ยังเฟี้ยวได้ ทั้งคู่ควงแขนกันลงแข่งลีลาศในศึกผู้สูงอายุแห่งชาติ "โนราเกมส์" จนคว้ามาได้ถึง 2 เหรียญทอง จากจังหวะซุมบ้าและชะชะช่า . ไม่แปลกใจเลยที่ลีลาศจะกลายเป็นกีฬาสุดฮิตของผู้สูงอายุ เพราะช่วยฝึกทั้งสมาธิ การทรงตัว และยังได้พบปะเพื่อนฝูงอีกด้วย . การแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุแห่งชาติ ครั้งที่ 18 หรือ "โนราเกมส์" ที่พัทลุง ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้มให้กับนักกีฬาวัยเก๋า แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัด โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 177 ล้านบาท . งานนี้จังหวัดสงขลาคว้าเจ้าเหรียญทองไปครอง ส่วนเจ้าภาพพัทลุงก็ไม่น้อยหน้า คว้าอันดับ 4 ไปได้สำเร็จ . #ลีลาศ #ผู้สูงอายุ #โนราเกมส์ #วัยเก๋า #กีฬาผู้สูงอายุ #ความรัก #สุขภาพดี #ข่าวกีฬา #ThaiPBS ⚡
See More
ThaiPBS's tweet video.
samarungpai
retweeted
크리☃︎
@hyuntwoyo
22 days ago
คลิปอันนี้ดีอะ ทำมูฟเม้นออกมาดีมากสะท้อนถึงสังคมบิวตี้แสตนดาดของสมัยนี้เลย ละในคลิปที่บอกว่าเดินมา 10 คนหน้าเหมือนกันไปแล้ว 8 คนคือจริงอะ ยิ่งไปเดินสยามนะกุนึกว่าแฝดสิบ การแต่งตัวเหมือนกันก็โอเคอยู่ แต่หน้าเหมือนกันคือไม่ไหวอะ
hyuntwoyo's tweet video.
samarungpai
retweeted
Thai PBS
@ThaiPBS
21 days ago
หางานเสริมต้องระวัง ! ช่วงนี้ระบาดหนักกับงานเสริมออนไลน์ที่อ้างว่าแค่กดไลก์ กดหัวใจ หรือกดติดตามบัญชี TikTok ก็ได้รับเงินง่าย ๆ
#ThaiPBSVerify
ขอเตือนว่านี่คือประตูบานแรกสู่ “กลลวงหลอกลงทุน” ที่มิจฉาชีพใช้สร้างความตายใจก่อนตามเชือดเหยื่อ
#ThaiPBS
samarungpai
retweeted
MarketThink
@MarketThinkTH
23 days ago
อธิบาย จิตวิทยาศูนย์การค้า ตั้งใจออกแบบ แบบเขาวงกต เหตุผลที่เดินแล้วชอบหลงทาง เคยเป็นไหม ไปเดินเล่นศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางเมืองอย่าง Siam Paragon, centralwOrld, One Bangkok หรือ ICONSIAM แล้วเดินหลงทาง หาทางออกไม่เจอ https://t.co/uTLgFHSKxA
samarungpai
retweeted
คิดมาก
@kidmakk
23 days ago
จริงที่เคยมีคนบอกว่า “บ้านที่น่าอยู่ ไม่ได้เกิดจากการมีเงินมาก แต่เกิดจากการมีคำพูดดี ๆ ให้กัน” เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเหนื่อยที่สุด ไม่ใช่การออกไปสู้กับโลกภายนอก แต่คือการต้องกลับมาเจอพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการตัดสิน การประชด และการทำร้ายกันด้วยคำพูด บ้านบางหลังมีรถคันใหญ่ มีของครบทุกอย่าง แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดความรู้สึกของตัวเองออกมา ขณะที่บ้านบางหลังมีเพียงโต๊ะอาหารเก่า ๆ และชีวิตที่เรียบง่าย ทว่ากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความเข้าใจ และความรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเองได้ คำพูดที่อ่อนโยนอาจไม่ได้ทำให้ใครร่ำรวยขึ้นในทันที แต่ช่วยให้หัวใจของคนในบ้านแข็งแรงขึ้นทุกวัน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนเราตามหาหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่ใช่บ้านที่หรูหราที่สุด แต่คือบ้านที่กลับไปแล้วสบายใจที่สุดต่างหาก
See More
samarungpai
retweeted
FM91 Trafficpro
@fm91trafficpro
25 days ago
เพจเฟซบุ๊ก "โรงเรียนราชวินิต นนทบุรี" ขอรับบริจาคโลหิตกรุ๊ป O หรือกรุ๊ปอื่น เพื่อนำไปแลกเปลี่ยน ให้กับ นายพชรกฤษ แซ่เนี้ยว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/12 โรงเรียนราชวินิต นนทบุรี ประสบอุบัติเหตุและต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน และจำเป็นต้องใช้โลหิตจำนวนจำนวนมากในการผ่าตัด จึงขอความอนุเคราะห์จากคณะครู บุคลากร ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือนักเรียน โดยสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และแจ้งชื่อผู้ป่วย “นายพชรกฤษ แซ่เนี้ยว” เพื่อสำรองโลหิตสำหรับการรักษา ขอขอบพระคุณในความเมตตาและความช่วยเหลือจากทุกท่านเป็นอย่างสูง ธนาคารเลือด โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยเปิดรับบริจาคทุกวันจันทร์ - ศุกร์ (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.30 น. (ปิดพักเที่ยง) #บริจาคโลหิต #ข่าวสวพ91 #ข่าวจราจร #FM91
See More
samarungpai
retweeted
ร่วมด้วยช่วยกัน
@Ruamduay
24 days ago
รพ.รามาธิบดี เชิญชวนบริจาคโลหิตขาดแคลน กรุ๊ป A ผู้สนใจสามารถบริจาคโลหิตได้ที่ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารหลัก (อาคาร 1) และชั้น 3 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น. และ 13.00 - 16.30 น. ได้ทุกวัน Cr.คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี https://t.co/fHOSiafq2Q
See More
samarungpai
retweeted
ᴊ☆ʙᴜᴋᴏ
@Stjjbxx1996
26 days ago
อย่างนึงที่คนไม่ค่อยจะคิดว่ากราฟิกต้องทำคือ การจัดการไฟล์ ลำดับเลเยอร์ หรือการทำงานนอกartboard ที่จะทำให้การแก้งาน/ส่งต่องานไปส่วนอื่น มันสะดวกและง่ายต่อคนอื่นในลูป ซึ่งเอไอทำได้แค่ภาพสำเร็จ ถึงจะบอกว่ามีเอไอแยกเลเยอร์ได้ แต่ถ้าต้องปรับเปลี่ยนสักอย่าง ก็ต้องทำขึ้นใหม่อยู่ดี
samarungpai
retweeted
คิ้วต่ำ
@kiwtum
26 days ago
ปลายทางก็ขอให้สมหวัง ระหว่างทางก็ขอให้สุขใจ ทำทุกช่วงเวลา ให้เต็มที่และสบายใจนะเธอ 🤍
samarungpai
retweeted
thumbsup
@thumbsupTH
26 days ago
ปิดการขายไม่ได้ ลูกค้าไม่จำแบรนด์ บางทีคุณอาจจะกำลังขายของผิด “สมอง” อยู่ . รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังการตัดสินใจกดสั่งซื้อสินค้า หรือแม้แต่การหยุดดูคอนเทนต์ ไม่ได้มาจาก "เหตุผล" เป็นอันดับแรก แต่มาจาก Reptilian Brain (สมองส่วนสัญชาตญาณ) ที่เก่าแก่ที่สุดของเราต่างหาก
See More
samarungpai
retweeted
THE STANDARD
@thestandardth
26 days ago
อุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ไทยกำลังเดินเข้าสู่ทางแพร่งสำคัญ เมื่อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ที่จะถึงนี้ และยังไม่ปรากฏความกระจ่างในท่าทีของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทิ้งเป็นคำถามให้คนในวงการต้องเคว้งคว้าง สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านเพจ Suthichai Live ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือเช่นนี้ต่อไป วงการโทรทัศน์ไทยอาจเผชิญภาวะ ‘ล่มสลายอย่างช้าๆ’ หรือ Slow Collapse จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นเพียง ‘ซอมบี้ทางข้อมูลข่าวสาร’ “Slow Collapse น่ากลัวกว่าการล่มสลายแบบปกติ เพราะไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน ไม่มีใครบอกได้ว่านาฬิกาถอยหลังจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ระบบจะค่อย ๆ สึกกร่อนจนพังลงต่อหน้า โดยที่อาจไม่มีใครทำอะไรได้ทัน” สุทธิชัยกล่าว เขาระบุว่า ปัญหาทีวีดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องความอยู่รอดของนายทุนเจ้าของสถานี แต่หน้าจอทีวีคือ ‘พื้นที่สาธารณะ’ และสื่อกระแสหลักที่ประชาชนพึ่งพาได้ (Trusted Media) ท่ามกลางยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ได้ถูกคัดกรอง ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ หาก กสทช. ไม่เร่งทำโรดแมปให้ชัดเจน จะเกิดวิกฤตที่นักลงทุนไม่กล้าเดินต่อ และคนทำสื่อขาดทิศทาง ซึ่งจะสะเทือนถึงบทบาทของสื่อในฐานะสถาบันทางสังคม สุทธิชัยหยิบยกรายงานการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนำเสนอในเวทีเสวนา ‘ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน’ ผลการศึกษาสะท้อนออกมาเป็น 4 ฉากทัศน์ ที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจะได้เห็นในหน้าจอแห่งอนาคต และไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการ หรือมีสถานะเป็นผู้บริโภค ก็ควรจะรับรู้ไว้ เพราะจุดตัดนี้กำลังจะพลิกโฉมภูมิทัศน์สื่อไทยในทศวรรษข้างหน้าอย่างไม่หวนกลับ 🔴 1. ฉากทัศน์แรก: มีโอกาสถึง 75% ที่จะ Slow Collapse ผลวิจัยจาก มศว ชี้ว่า หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม วงการโทรทัศน์ไทยมีโอกาสสูงถึง 75% ที่จะเผชิญกับภาวะ ‘Slow Collapse’ หรือการล่มสลายอย่างช้าๆ ภาพที่เราจะเห็น ไม่ใช่การจอดำปิดตัวพร้อมกันในวันเดียว แต่คือการถูกกัดกร่อนจากภายใน ทั้งรายได้ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ ช่องทีวีจะเหลือเพียง 10-12 ช่อง เม็ดเงินจะไหลไปแพลตฟอร์ม OTT รายการคุณภาพ สาระ หรือรายการเด็กที่ต้นทุนสูงจะหายไป สิ่งที่มาแทนคือข่าวดราม่าเรียกเรตติ้ง และรายการขายอาหารเสริม-ยาสามัญ ที่เจาะกลุ่มผู้สูงอายุและคนต่างจังหวัด เมื่อรายการคุณภาพลดลง ประชาชนจะรับข้อมูลเฉพาะด้านที่ตนเองเชื่อ ขาดกลไกการตรวจสอบข่าวสารในยามวิกฤต หรือเข้าสู่ภาวะ Echo Chamber 🔴 2. ฉากทัศน์ที่สอง: เหลือแค่ผู้ปรับตัวที่จะรอด อาจเหลือผู้เล่นตัวจริงบนกระดานเพียไม่กี่ช่องเท่านั้น คนที่จะรอดคือคนที่สร้างมูลค่าที่ Netflix, YouTube หรือ TikTok ทำไม่ได้ โดยต้องหันไปสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตัวเอง ขายลิขสิทธิ์ สร้าง Fan Economy หรือส่งออกคอนเทนต์ คำถามที่ตามมาคือ การรอดด้วยวิธีนี้ เป็นไปเพื่อธุรกิจอย่างเดียว หรือยังสามารถรักษาบทบาทสื่อสาธารณะที่ประชาชนพึ่งพาได้ 🔴 3. ฉากทัศน์ที่สาม: นโยบายที่ล่าช้า ทำอุตสาหกรรมกลายเป็นซอมบี้ ภาวะเช่นนี้ รัฐและ กสทช. อาจออกนโยบายช่วยเหลือ หรือสร้าง ‘สตรีมมิงแห่งขาติ’ ขึ้นมา แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ในวันที่เอกชนขาดทุนยับเยิน หมดเงินลงทุน และบุคลากรปรับตัวไม่ทันแล้ว ต่อให้นโยบายดีแค่ไหนก็ฟื้นอุตสาหกรรมไม่ได้ อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจะตกอยู่ในสภาพ ‘ซอมบี้’ กึ่งหลับกึ่งตื่น ไร้ขีดความสามารถในการแข่งขันแม้แต่ในระดับอาเซียน 🔴 4. ฉากทัศน์สุดท้าย: รื้อโครงสร้างเพื่อกำเนิดใหม่ นี่คือทางออกที่ดีที่สุดแต่ท้าทายที่สุด วงการโทรทัศน์ไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด: ยกระดับคุณภาพทุกช่องเป็น HD ลดความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนโครงข่าย (MUX) จัดสรรใบอนุญาตรอบใหม่ด้วยเกณฑ์ ‘คุณภาพเนื้อหา’ (Beauty Contest) แทนการประมูลด้วยราคา ที่สำคัญ ผู้ประกอบการไทยต้องเลิกต่างคนต่างอยู่ แล้วจับมือกันสร้าง ‘แพลตฟอร์มกลาง’ เพื่อต่อสู้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติ 🔴 5. ยุคสมาร์ททีวี ต้องเปลี่ยนจาก ‘Must Carry’ สู่ ‘Must Find’ สุทธิชัย หยุ่น หยิบยกข้อเสนอของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ที่ชี้ว่าในยุคที่สมาร์ททีวีถูกควบคุมโดยระบบปฏิบัติการอย่าง Android TV หรือ WebOS ซึ่งกลายมาเป็น Gatekeeper (คนคุมประตู) รายใหม่ กฎเดิมๆ อย่าง Must Carry ไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมีกฎ ‘Must Find’ เพื่อบังคับให้คอนเทนต์ข่าวสารและช่องทีวีไทย ‘มองเห็นได้ง่าย’ บนหน้าจอหลัก หากไม่มีกลไกนี้ ช่องไทยจะถูกเบียดตกขอบ ค้นหาไม่เจอ และถูกกลืนกินโดยแอปฯ สตรีมมิงต่างชาติ เหมือนที่ออสเตรเลียและอังกฤษพยายามออกกฎหมายปกป้องสื่อชาติตัวเองอยู่ในขณะนี้ อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 คือสงครามเชิงยุทธศาสตร์ หากรัฐบาลและ กสทช. ไม่เร่งสร้างกลไก Must Find และเอกชนไม่เร่งสร้าง IP ของตัวเอง ประเทศไทยอาจตกอยู่ในภาวะ ‘เมืองขึ้นทางข้อมูลข่าวสาร’ อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งข้อมูล วัฒนธรรม และความคิดของคนไทย ถูกกำหนดและตีกรอบโดยแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว “วิกฤติทีวีไทยไม่ใช่เพียงวิกฤติของธุรกิจสื่อ แต่เป็นวิกฤติระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชน ประชาธิปไตย วัฒนธรรม และอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ “สังคมไทยไม่อาจหวังเพียงนักการเมือง หรือข้าราชการตามกฎหมายให้แก้ปัญหานี้ได้ฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล กสทช. ผู้ประกอบการ สื่อสาธารณะ นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน ต้องร่วมกันผลักดันคำตอบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การล่มสลายอย่างช้า ๆ ของทีวีไทยจะกลายเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ทัน” สุทธิชัยทิ้งท้าย ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ศวิตาพูลเสถียร
See More
samarungpai
retweeted
W
@sxicex
29 days ago
ความผิดพลาดใหญ่ๆ ของมนุษย์จริงๆ มีแค่ 2 เรื่อง 1. กังวลว่าคนอื่นคิดยังไงกับเรา 2. เชื่อว่าคนอื่นคิดถึงเราเป็นอันดับแรก ความจริงคือไม่มีใครสนใจเราเท่าที่เราคิด ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับตัวเองทั้งนั้น ทุกคนกังวลเรื่องตัวเอง กลัวการถูกตัดสิน พยายามดูดีในสายตาคนอื่น จนแทบไม่มีเวลามานั่งคิดถึงเราเลย ดังนั้น ไปทำสิ่งที่อยากทำ (ที่ไม่เดือดร้อนข้างบ้าน) ซะ ไปเสี่ยง (เท่าที่ไหว) ซะ ไปทดลอง ไปสร้างอะไรที่อยากสร้างซะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่มีใครกำลังมองอยู่ตลอดเวลา เวลาคือเรา เราคือเวลา
See More
samarungpai
retweeted
Blockdit
@BlockditApp
28 days ago
รวมคำที่ถือว่าเข้าข่าย โฆษณาเกินจริง ที่คนทำธุรกิจอาหารและอาหารเสริมต้องรู้ [BrandCase] https://t.co/8cumRieoZq
samarungpai
retweeted
คิดมาก
@kidmakk
29 days ago
ชอบประโยคที่บอกว่า “ถ้าอยากรู้ว่าควรคบใคร ให้ดูว่าเขาปฏิบัติกับพ่อแม่ของตัวเองอย่างไร” เพราะคนเราอาจพูดดีกับคนทั้งโลกได้ อาจใจดีกับคนแปลกหน้าได้ อาจสร้างภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจได้ แต่ความสัมพันธ์กับพ่อแม่คือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนจริงมากที่สุด เวลาท่านแก่ลง เขายังอดทนไหม เวลาท่านพูดซ้ำ ๆ เขายังรับฟังไหม เวลาท่านต้องการความช่วยเหลือ เขายังใส่ใจไหม แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกจะราบรื่นเสมอไป ทว่าในหลายกรณี วิธีที่คนคนหนึ่งปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ มักบอกได้ว่าเขาจะปฏิบัติต่อคนสำคัญในชีวิตอย่างไรในวันข้างหน้า เพราะความรักที่แท้จริงไม่ได้วัดจากคำพูดหวาน ๆ แต่วัดจากการดูแลคนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใคร และคนที่ยังเห็นคุณค่าของพ่อแม่ตัวเองได้เสมอ… มักเป็นคนที่เห็นคุณค่าของความรักได้ดีเช่นกัน
See More
Last Seen Users on Sotwe
小肉包兒
Asian Milfy
Seen from
Malaysia
Boripat
Seen from
Thailand
Stw bangett
Seen from
Singapore
berfantasyria
Seen from
Indonesia
kimo
Seen from
Switzerland
ชักนํ้า:ควยถูใส่_นมป้าแท้ๆ*นอนหลับ
Seen from
Thailand
Özbek
Seen from
Turkey
David1004
Seen from
Vietnam
Microsoft AI
Seen from
Singapore
Trends for you
1
All 20
Under 10K tweets
2
Good Sunday
Under 10K tweets
3
#SeductiveSunday
Under 10K tweets
4
Happy Birthday Elon
Under 10K tweets
5
#JacksonWang
Under 10K tweets
6
#AustrianGP
Under 10K tweets
7
#EnemiesWithBenefitsEP9
Under 10K tweets
8
Mel Brooks
Under 10K tweets
9
Sunday Funday
Under 10K tweets
10
Oracle AI Trade
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
240.6M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.2M followers
3
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.7M followers
4
Cristiano Ronaldo
@cristiano
110.5M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107M followers
6
Rihanna
@rihanna
97.6M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
90.9M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
87.6M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
81.4M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
73M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
69.8M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
69.8M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
63.9M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
62.5M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.9M followers
19
X
@x
60.8M followers
20
Selena Gomez
@selenagomez
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫