Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
Queenie (황유나) ❀ฺ❀ฺ
@__PEAR
TU Alumni,,, 21+ I 🧡🧡 신화,, I 💙 지오디,., I 💙 FTTS,, I 💙 SJ💫 뀨뀨 I 💙 Sechskies
Thailand
Joined July 2009
534
Following
262
Followers
59.7K
Posts
__PEAR
retweeted
THANIT ARM
@doctarmX
about 1 month ago
พูดบ่อยแล้ว แต่ก็จะพูดเรื่อยๆ ice bath เดิมเอาไว้ลดอาการปวดช้ำจาก cardio วิ่งหนักๆ ให้หายปวด อีกวันจะได้เทรนต่อได้ แต่งานวิจัยใหม่ๆพบว่าไม่ได้ช่วย แต่ทุกวันนี้วิ่ง city runเบาๆแล้วไปแช่ มันไม่ได้อะไรเลย ตอนนี้กลายเป็นธุรกิจ wellness เก็บค่าเข้าแพงๆ ให้คนมา socialize มากกว่า
Queenie (황유나) ❀ฺ❀ฺ
@__PEAR
about 1 month ago
ปีหน้าฉันอยากไปโร้ดทริปมองโกเลียในที่เพื่อนจะจัด ขอให้ฉันแข็งแรงพอที่จะไปได้แบบสบายเนื้อสบาย���ัวสบายใจด้วยเถอะค่ะ 🥹🥹 ขอให้ไม่��ีปัญหากับการนั่งนานและยกกระเป๋านะ
__PEAR
retweeted
JRT Synth Desk
@JRTDesk
about 2 months ago
(1/2) ผมเห็นด้วยกับคุณเอ็มครับ.. หลายคนพอเริ่มสนใจเรื่องการเงิน ก็มักอยากข้���มไปเรียนเรื่องที่ยากและดู pro ก่อนเลย… 🍆อ่านงบ 🍆ประเมินมูลค่าหุ้น 🍆วิเคราะห์เศรษฐกิจ 🍆ดูกราฟ 🍆เรียน options 🍆ทำ trading system 🍆หรือหาวิธีสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าตลาด.. ส่วน 『Personal Finance』 กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องพื้นฐานเกินไป.. เป็นเรื่องสำหรับมือใหม่ หรือเป็นเพียง common sense ที่ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว.. แต่จากที่ผมเห็นๆ มา.. คนที่หาเงินเก่ง ลงทุนเก่ง หรือทำธุรกิจเก่ง.. ไม่ได้แปลว่าจะบริหารชีวิตทางการเงินเก่งเสมอไปครับ ถ้าคิดเป็นภาพ.. ผมว่า Personal Finance เป็นเหมือนฐานรากของตึกอาคาร.. ต่อให้เราสร้างรายได้เก่งแค่ไหน ทำกำไรจากธุรกิจได้มาก.. หรือสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนและการ trade ได้ดีแค่ไหน.. ถ้าฐานข้างล่างไม่แข็งแรง ความมั่���คั่งที่สะสมที่สร้างขึ้นมาก็อาจเปราะบางกว่าที่คิดไว้.. 💦บางคนมีรายได้สูง แต่ไม่มีสภาพคล่อง.. 💦บางคนมีสินทรัพย์เยอะ แต่มีภาระผูกพันสูงมาก.. 💦บางคนมี portfolio ใหญ่ แต่ถ้ารายได้หยุดเพียงไม่กี่เดือนก็ต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะนรก.. 💦บางคนลงทุนเก่ง แต่ไม่เข้าใจภาษี 💦บางคนใช้ leverage แล้วได้ผลตอบแทนดีมาตลอด แต่ไม่เคยนึกไปถึงว่าหากรายได้ลดลง ดอกเบี้ยสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์ตกพร้อมกัน จะเกิดอะไรขึ้น.. 💦บางคนซื้อประกันมากเกินความจำเป็น ขณะที่ความเสี่ยงซึ่งทำลายฐานะทางการเงินได้จริงๆ กลับยังไม่ได้ป้องกัน 💦และบางคนสร้างทรัพย์สินมาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยวางแผนเลยว่าหากวันนึงตายไป ครอบครัวจะเข้าถึงและจัดการทรัพย์สินยังไง?? เรื่องพวกนี้ฟังดูเหมือน common sense.. แต่ common sense ก็ไม่ได้แ���ลว่า common knowledge และไม่ได้แปลว่า common practice 😅 งงมะ? Personal Finance เลยไม่ใช่แค่การทำบัญชีรายรับรายจ่าย.. หรือการพยายามประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด.. แต่มันคือการบริหารชีวิตทางการเงินทั้งระบบ เราต้องเข้าใจว่า… 💦เงินก้อนไหนไว้ใช้ระยะสั้น 💦เงินก้อนไหนมีไว้ลงทุนระยะยาว 💦เงินสำรองควรมีเท่าไหร่และเก็บไว้ที่ไหน 💦หนี้ประเภทไหนควรปิด และหนี้แบบไหนใช้เป็นเครื่องมือได้.. 💦ความเสี่ยงไหนควรรับเอง และความเสี่ยงไหนควร���อนไปให้บริษัทประกัน 💦รายได้ของเราสัมพันธ์กับสินทรัพย์ที่เราลงทุนมากเกินไปหรือเปล่า? 💦เป้าหมายแต่ละอย่างควรใช้ asset allocation แบบไหน? 💦และผลตอบแทนที่เราต้องการ สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ชีวิตเรารับได้จริงหรือเปล่า??⚠️ผมกล้าพูดเลย คนมากกว่า 90% ประเมิน risk tolerance ตัวเองสูงเกินไป.. ถ้าไม่ใช่ ผมให้กระทืบคุณเอ็มเลย 🥺⚠️ และคำถามพวกนี้ก็ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน คน 2 คนอาจมีรายได้เท่ากัน อายุเท่ากัน และมีทรัพย์สินใกล้เคียงกัน.. แต่ก็อาจจะต้องมีแผนการเงินต่างกันโดยสิ้นเชิง.. เพราะแต่ละคนมีอาชีพ.. ความมั่นคงของรายได้.. ภาระครอบครัว.. หนี้สิน เป้าหมาย ระยะเวลา และความสามารถในการรับความเสี่ยงไม่เหมือนกัน.. เลยทำให้ผมคิดว่า Personal Finance เป็นเรื่องที่ควรเรียนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรียนจากคำแนะนำสั้นๆ อย่าง 『เก็บเงินสำรอง 6 เดือน』 『อย่าเ���็นหนี้』 หรือ 『ลงทุนระยะยาว』แล้ว���็จบ.. ⚠️คำแนะนำพวกนี้ไม่ผิดครับ แต่สิ่งสำคัญคือ.. เราต้องเข้าใจว่าทำไมจึงทำแบบนั้น.. เมื่อไหร่ควรทำ.. เมื่อไหร่ไม่ควรทำ.. และควรปรับใช้กับชีวิตของเราอย่างไร.. อย่างในโลกของการลงทุนก็ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า 『สินทรัพย์อะไรให้ผลตอบแทนสูงที่สุด』 เราเริ่มจาก.. objective, time horizon, liquidity, liabilities, risk budget และข้อจำกัดต่างๆ ก่อน.. จากนั้นถึงค่อยออกแบบ portfolio ให้เหมาะกับเป้าหมาย.. ชีวิตส่���นตัวก็ควรใช้หลักคิดแบบเดียวกัน.. ก่อนถามว่า 『ควรซื้อหุ้นอะไร』เราอาจต้องถามก่อนว่า… 🍆เงินก้อนนี้มีหน้าที่อะไร 🍆ต้องใช้เมื่อไหร่ 🍆ขาดทุนได้แค่ไหน 🍆ถ้ารายได้หายไปจะเกิดอะไรขึ้น 🍆ถ้าตลาดตกพร้อมกับเกิดเหตุฉุกเฉิน เราจะจัดการอย่างไร.. 🍆และเราต้องการให้เงินช่วยสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเรา?? คำพูดที่ว่า Personal Finance คือ 『กระดุมเม็ดแรก』เลยถูกที่สุดแล้ว เพราะการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่หาผลตอบแทนให้สูงที่สุด แต่คือ.. จัดระบบชีวิตทางการเงินให้เราสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง รับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม และไม่ถูกบังคับให้พังแผนระยะยาวเพราะเหตุการณ์ระยะสั้น.. คนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงมาก แต่ไม่มีระบบบริหารสภาพคล่อง.. ภาษี..หนี้สิน.. และความเสี่ยงของชีวิต.. อาจสร้างความมั่งคั่งได้เร็ว แต่ก็มีโอกาสเสียหายรุนแรงจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว ในขณะที่คนที่อาจไม่ได้เก่งเรื่องการเลือกหุ้นที่สุด แต่มีระบบการเงินส่วนบุคคลที่แข็��แรง มีแผนชัดเจน.. และรู้ว่ากำลังลงทุนไปเพื่ออะไร จะมีโอกาสสูงกว่ามากที่จะไปถึงเป้าหมายจริง
See More
__PEAR
retweeted
Prathan
@scomma
2 months ago
การได้เห็นสิ่งนี้มีค่ายิ่งกว่าส่วนแบ่งค่าปรับอีก
Who to follow
อิชชี่ ❄️ 林妈咪 มัมหมีเลือดบริสุทธิ์ ❄️
@Ichy_K
🧡신화 & 신창 는 영원합니다 🧡 👑 I'm #VIPBigbang 👶 มัมหมี #TayNew #JimmySea #WangYibo 👶 อุนยาย #POLCASAN อุนย่า #AVOCEAN
ᰔᩚ🐶ⓏⓃ🐱 :͙⃰🐰🆆🅸🅽🐰ᰔᩚ
@emmiecz
💚snowballpower🐰😺NanaNu😼🧡ZonZon💙🐳Zunshine🐺🐰อุนย่าเมต้า🐰🐱อุนย่ายไข่เจ๋ง🐶
NaNdy★彡낸디
@nannandyy
For you, I’ll cross the Grand Bleu 🌠☁️
Queenie (황유나) ❀ฺ❀ฺ
@__PEAR
2 months ago
@hamhamtaroZzz
@thaibornchinese
ขออนุญาตแนะนำ มหาภารตะยุทธ อ่านตั่งแต่ตอนอายุยังน้อยจะดีกว่าเพราะตัวละครเยอะม้ากกกก แต่สนุกนะคะ
__PEAR
retweeted
Nathalie S.
@imagination_nat
2 months ago
อันนี้เราใช้เวลาทำงาน จะไม่ถามตัวเองว่า “จะทำงานให้หนักขึ้นได้ยังไง” แต่จะถามว่า “จะทำให้เรื่องนี้ไม่ต้องทำซ้ำได้ยังไง” • ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ลองอ่านหรือศึกษาข้อมูลคร่าวๆ ไว้ก่อน จะช่วยให้เข้าใจภาพรวม ฟังงานได้ง่ายขึ้น และตามเรื่องได้เร็วขึ้นมาก • เริ่มต้นวันด้วยการอยู่กับตัวเองสัก 5–10 นาที เช่น ทำสมาธิ ฟังเพลงที่ชอบ หรือดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรด จะช่วยให้จิตใจสงบ พร้อมรับมือกับวันใหม่ และมีทัศนคติที่ดีขึ้น • หากเริ่มคิดงานไม่ออก ลองลุกไปเดินหรือยืดเส้นยืดสายสักพัก จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งและกลับมาคิดงานได้มีประสิทธิภาพกว่าการนั่งจดจ��ออยู่กับเรื่องเดิม • วางแผนและจัดลำดับความสำคัญของงานล่วงหน้า ให้���ำหนดไว้ตั้งแต่วันก่อนว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง จะช่วยบริหารเวลาได้ดีขึ้นและลดความสับสนระหว่างวัน • ถ้ามีงานไหนยากมาก ให้เริ่มจากงานที่ยากที่สุด ในช่วงที่สมองยังสด (ช่วงเช้า) แล้วค่อยไปทำงานที่ใช้แรงน้อยกว่า • ใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle) มองหางาน 20% ที่สร้างผลลัพธ์ได้ 80% แล้วให้เวลากับงานนั้นก่อน ในวันที่เวลาไม่เยอะ • เลิกพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ งานที่เสร็จ 90% ��ละส่งตรงเวลา มักมีคุณค่ามากกว่างานที่สมบูรณ์แบบแต่เสร็จช้า • ใช้กฎ “Touch Once”เปิดอีเมลหรือแชตแล้วตัดสินใจทันทีว่าจะตอบเลย มอบหมาย เก็บไว้ทำตามเวลา ลบ • ทำ Batch Work รวมงานประเภทเดียวกันไว้ทำทีเดียว เช่น ตอบลูกค้า 10.00–11.00 น. แปลเอกสาร 13.00–15.00 น.สมองจะไม่ต้องสลับโหมดบ่อย ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น • สร้าง Template ทุกอย่าง ถ้ามีคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย ทำ��ป็นข้อความมาตรฐานไว้ แล้วค่อยปรับเฉพาะรายละเอียดของแต่ละเคส • ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ให้เป็นระบบ เวลาค้นหาเอกสารจะเร็วขึ้นมาก
See More
__PEAR
retweeted
ปจ
@startalmost30
3 months ago
วันนี้โทรไปofferน้องแคนดิเดตคนนึง คนนี้ดูรู้ตั้งแต่ตอนสัมเลยว่าน้องน่าจะมีทรอม่าอะไรบางอย่าง เพราะเสียงสั่นมากตอนพูดถึงที่��ำงานปจบ แต่ทรงน้องดีมาก จบม.ดัง เกียรติ1 ก็ยังงงว่าทำไมอาการเป็นขนาดนี้ จนโทรไปofferแล้วถามว่าหนูเจอเรื่องไม่ดีมาใช่มั้ย มาอยู่กับพี่นะ น้องก็คือร้องไห้เลย บอกว่าที่หนูอยากออกเพราะหนูกลัวจะเสียตัวตนของตัวเองไปมากกว่านี้ ปกติหนูเป็นextrovertร่าเริงมาก แต่ตั้งแต่ย้ายมาทำที่นี่มันทำให้หนูไม่อยากตื่นมาทำงาน ไม่อยากคุยกับใคร ชั้นฟังแล้วก็แบบ😭😭😭😭
See More
__PEAR
retweeted
Fun Manager
@funxmanager
3 months ago
DCA หุ้น AI ตอนนี้ ยังเวิร์กอยู่ไหม.. ทำไมใครก็พูดถึงแต่หุ้นเทคฯ และ AI !? | Fintroduce x ลงทุนนอก 1. ความเข้าใจผิดและพฤติกรรมการเริ่มต้นลงทุน - ลงมือทำก่อนศึกษาจนสายเกินไป คนส่วนใหญ่ชอบรอให้ศึกษาข้อมูลจนละเอียดถี่ถ้วนก่อนถึงจะยอมลงทุน แต่ในความเป็นจริง การมัวแต่รออาจทำให้เสียโอกาส เช่น มีเพื่อนที่ศึกษาหุ้นต่างประเทศมา 10 ปีแต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนเลย - เงินทุนก้อนแรก��ือค่าวิชา หากมีเงินทุนเริ่มต้น (เช่น 1,000 บาท หรือ 10,000 บาท) ที่เตรียมไว้แล้ว ให้ใส่เงินลงทุนไปเลยเพื่อสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ให้เราคอยติดตามและเรียนรู้จากของจริง - การขาดทุนคือเรื่องปกติ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกทุกคน เช่น Warren Buffett, Peter Lynch หรือ ดร.นิเวศน์ ต่างก็เคยขาดทุนนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งสำคัญคือเราได้เรียนรู้และปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการขาดทุนนั้นหรือไม่ ====== 2. ทำไมต้องขยับไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ? - ความจำกัดของตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยธุรกิจที่เป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น ธนาคาร, สินค้าโภคภัณฑ์, และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตขึ้นมากนักในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (วนเวียนอยู่แถว 1 ล้านล้านบาท) ทำให้นักลงทุนคุ้นเคยกับการซื้อถูก-ขายแพง - โอกาสและการเข้าถึงข้อมูลในยุค Globalization ปัจจุบันนวัตกรรมรอบตัวเราล้วนมาจากต่างประเทศ (��ช่น iPhone, Google, Meta, ChatGPT) และกฎเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนก็เปิดกว้างและทำได้ง่ายขึ้นมาก ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก (ไม่ใช่แค่ในไทย) หันไปลงทุนต่างประเทศ ====== 3. เสน่ห์ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และวัฏจักรของกำไร - ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สหรัฐฯ เป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มา Break-through เพื่อสร้างตลาดใหม่เสมอ ตั้งแต่ไฟฟ้า รถยนต์ อินเทอร์เน็ต จนมาถึง AI ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี - ราคาหุ้นสะท้อน "วัฏจักรของกำไร" หากดูกราฟราคาหุ้นสหรัฐฯ (เช่น S&P 500 หรือ Nasdaq) ย้อนหลัง 100-150 ปี จะเห็นแนวโน้มเป็นขาขึ้นระยะยาวที่สวยงาม เพราะผลกำไรของบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ได้เรื่อยๆ การตัดสินว่าหุ้นขึ้นมาเยอะแล้วเท่ากับ "ฟองสบู่" โดยไม่ดูพื้นฐานกำไรจึงเป็นการมองที่ตื้นเกินไป ====== 4. เจาะลึกหุ้นเทคฯ และ Megatrend ของ AI - AI คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Paradigm Shift) AI ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น มีอัตราการยอมรับใช้งาน (Adoption Rate) ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งภาครัฐและเอกชนจน��ป็นวาระแห่งชาติ - ความสามารถในการทำเงิน (Monetization) ต่างจากธีมอื่นหรือ Cryptocurrency ที่ยังไม่เห็นการทำเงินชัดเจน รายได้ของบริษัท AI (เช่น OpenAI หรือ Anthropic) เติบโตเป็นเส้นโค้งเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential) - หุ้น AI อาจไม่เหมาะกับทุกคน หุ้นกลุ่มนี้เน้นการเติบโตสูง (Growth) จึงมักไม่มีกระแสเงินสดหรือเงินปันผล และมีความผันผวนสูงมาก (สามารถขึ้นลง 10% ได้ในเวลาไม่กี่วัน) จึงไม่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความมั่นคงหรือกระแสเงินสด ====== 5. คำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับมือใหม่ - DCA หรือ Lump-sum แบบไหนดีกว่า? สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีงานวิจัย จาก JP Morgan ระบุว่าการซื้อหุ้นที่จุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) เพื่อทำ DCA ให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากกำไรของบริษัทเติบโตต่อเนื่อง หากมัวแต่รอจับจังหวะตลาด (Market Timing) เพื่อ��าจุดต่ำสุด มักจะทำให้ตกรถและเสียโอกาสระยะยาว - รู้เป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน ก่อนลงทุนต้องตอบให้ได้ว่าต้องการอะไร (ความมั่งคั่ง ความมั่นคง หรือกระแสเงินสด) เพื่อกำหนดระดับความเสี่ยงที่รับได้และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม - มีวินัยและการกระจายความเสี่ยง (Diversification) หุ้นต่างประเทศมีพฤติกรรมรุนแรง หากมีข่าวร้ายหรือตัวเลขคาดการณ์ไม่ดี หุ้นสามารถร่วงลงได้ถึง 50% ใ���วันเดียว การทุ่มเงินลงทุนในหุ้นตัวเดียว (ตีแตก/All-in) แบบที่คุ้นเคยในไทยจึงอันตรายมาก ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม - ธีมอนาคตถัดไปที่น่าจับตา นอกเหนือจาก AI แล้ว "เศรษฐกิจอวกาศ" (Space Economy / Space X) เป็นอีกหนึ่งธีมที่มีโอกาสเป็น Megatrend ถัดไปเนื่องจากมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแย่งชิงทรัพยากรใหม่ของมหาอำนาจ แต่ยังคงต้องผ่านจุดพิสูจน์ตัวเองเรื่องการทำกำไรให้ได��ก่อน สรุป สิ่งสำคัญที่สุดใน��ารลงทุนไม่ใช่การหาว่าตลาดไหนดีที่สุด แต่คือการ เข้าใจพฤติกรรมของแต่ละตลาด รู้จักข้อจำกัดและความต้องการของตัวเอง และรักษา disipline (วินัย) ในการเรียนรู้และลงทุนระยะยาว ขอบคุณพี่โรจน์มากครับ #FunManager
See More
__PEAR
retweeted
กรุงเทพธุรกิจ
@ktnewsonline
3 months ago
คอนโดค้างสต็อกท่วม ขายไม่ออก 350,000 ยูนิต คาดใช้ 6 ปี กว่าจะขายหมด ถึงเวลา ‘คนซื้อ’ เลือกได้ อำนาจต่อรองสูงขึ้น นางพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วน - หัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เผยว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 6,174 ยูนิตสิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีโครงการใหม่เปิดตัวในพื้นที่ CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจเลยแม้แต่โครงการเดียว ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่กว่า 58% อยู่ในพื้นที่รอบใจกลางเมือง (City Fringe) และอีก 42% อยู่ในพื้นที่ชานเมืองภาพนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการกำลังลดความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการราคาแพงในทำเลต้นทุนสูง และหันไปจับตลาดที่มีฐานผู้ซื้อกว้างกว่าสอดคล้องกับข้อมูลด้านราคาที่พบว่า คอนโดเปิดใหม่กว่า 68% อยู่ในระดับราคาต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตรหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบการกำลังเคลื่อนตัวจากตลาดบน มาสู่ตลาดแมสมากขึ้น 📌 อัตราจองลดเกือบครึ่ง สะท้อนผู้ซื้อคิดนานขึ้น อีกตัวเลขที่น่าจับตา คือ อัตราการจอง (Booking Rate) ของโครงการเปิดใหม่ไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่เพียง 24.3% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 43.8% ในไตรมาสก่อนหน้านั่นหมายความว่า ในทุก ๆ 100 ยูนิต���ี่เปิดขายใหม่ จะมีผู้จองเพียงประมาณ 24 ยูนิตเท่านั้น สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการหายไปของความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ซื้อจำนวนมากใช้เวลาพิจารณานานขึ้น เปรียบเทียบทางเลือกมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมา ผลลัพธ์คือ ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพากล���ุทธ์เปิดโครงการใหม่แล้วขายได้รวดเร็วเหมือนในอดีต 📌 ยอดโอนยังโต แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดแข็��แรง แม้อัตราจองจะลดลง แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลับเพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมการโอน มาตรการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่ตัดสินใจซื้ออยู่แล้ว เร่งการโอนกรรมสิทธิ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดโอนไม่ได้สะท้อนว่าตลาดกลับมาแข็��แรงเต็มรูปแบบ เพราะอีกด้านหนึ่ง ตลาดยังเผชิญปัญหาใหญ่ที่สะสมมาหลายปี นั่นคือ "อุปทานคงค้าง" 📌 สต็อกคอนโด3.5 แสนยูนิตต้องใช้เวลา 5-6 ปี ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอุปทานคงค้างหรือ Unsold Inventory อยู่ราว 350,000 ยูนิต ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยของทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 60,000 ยูนิตต่อปีหากคำนวณแบบง่าย ๆ ภายใต้สมมติฐานว่าไม่มีอุปทานใหม่จำนวนมากเข้าสู่ตล��ด จะต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี จึงจะสามารถระบายสต็อกส่วนเกินเหล่านี้ได้หมด “ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาของตลาดใ��วันนี้ไม่ใช่การขาดผู้ซื้อแต่คือการมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากเกินกว่ากำลังซื้อที่รองรับได้ในระยะสั้นและยิ่งสต็อกเหล่านี้คงอยู่ในระบบนานเท่าไร ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” อ่านต่อ: https://t.co/2WkOhKWngD #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจBusiness #กรุงเทพธุรกิจRealestate
See More
__PEAR
retweeted
กรุงเทพธุรกิจ
@ktnewsonline
3 months ago
จุดสมดุล 'ลดต้นทุนด้วยเอไอ' กับ 'ทางรอดแรงงานไทย' ? | บทบรรณาธิการกรุงเ���พธุรกิจ ความตื่นตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังดำเนินไปพร้อมกับปรากฏการณ์เลิกจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสถาบันการเงินระดับโลกต่างแข่งขันกันทุ่มงบประมาณลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI พร้อม ๆ กับการประกาศลดจำนวนพนักงานลง แม้ในมุมหนึ่งจะถูกอ้างว่าเป็นการปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหลายองค์กรกำลังใช้กลยุทธ์ “AI-washing” หรือการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการและลดต้นทุนอย่างแนบเนียน ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่า มีแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน หรือร้อยละ 21.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมด เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก Generative AI โดยกลุ่มที่เปราะบางที่สุดกลับไม่ใช่แรงงานทักษะต่ำ แต่เป็นแรงงานกลุ่ม “ทักษะปานกลางและทักษะสูง” (White-collar) เช่น เสมียน พนักงานบัญชี โปรแกรมเมอร์ และนักวิเคราะห์การเงิน สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบกลุ่มเด็กจบใหม่ ที่ต้องเผชิญกับอัตราตำแหน่งงานที่น้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมุมมองข��งองค์กรธุรกิจ การใช้เอไอทำงานแทนมนุษย์อาจดูเป็นทางลัดในการลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรระยะสั้น ทว่าในระยะยาว มีการยกทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เตือนให้ระวัง “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” (The AI Layoff Trap) หรือสภาวะ “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) เพราะหากทุกบริษัทต่างมุ่งแต่จะปลดพนักงานพร้อมกันเพื่อความอยู่รอด ผลที่ตามมาคือรายได้ของแรงงานและกำลังซื้อรวม (Aggregate Demand) ในตลาดจะหดหายไปด้วย และอาจจะส่งผลกระทบกับยอดขายและผลกำไรของภาคธุรกิจเอง จุดสมดุลของภาคธุรกิจ อาจจะไม่ใช่การมุ่งเป้าทดแทนแรงงานด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองว่าทักษะและประสบการณ์ของมนุษย์คือ “สินทรัพย์ถาวร” เนื่องจาก AI ในปัจจุบันยังคงขาดความคิดสร้างสรรค์ บริบทเชิงลึก และสัญชาตญาณในการแก้ไขปัญหาหน้างาน องค์กรที่รีบเร่ง���ลิกจ้างพนักงานที่มีประสบการณ์อาจต้องเผชิญกับภาวะ “หนี้ทางเทคนิค” (Technical Debt) จนสุดท้ายต้องกลับมาจ้างอดีตพนักงานเหล่านี้ในฐานะที่ปรึกษา (Boomerang Employees) ด้วยค่าตัวที่แพงกว่าเดิม ทางออกที่ยั่งยืนจึงอาจเป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานของคน โดยไม่ปลดพนักงานระดับปฏิบัติการออกเพียงเพราะนำ AI มาใช้ ส่วน ทางรอดของแรงงานไทย จำเป็นที่ภาครัฐต้องมีนโยบายยกระดับทักษะและป��ับทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) เปลี่ยนผ่านแรงงานจากการเป็นเพียงผู้ป��ิบัติงาน ไปสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการและควบคุม AI” ซึ่งผลสำรวจพบว่านายจ้างในปัจจุบันยินดีจ่ายเงินเดือนเพิ่มสูงถึงร้อยละ 41 ให้กับพนักงานที่มีทักษะด้านนี้ ขณะเดียวกันอาจจะต้องมีมาตรการเพื่อสร้างจุดสมดุลระหว่างการลดต้นทุนขอธุรกิจและการอยู่รอดของแรงงานไทยเพื่อรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจ เพราะการกำลังคนก็จะลดกำลังซื้อลงไปด้วยเช่นกัน #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
See More
__PEAR
retweeted
Satoshi Xu
@SatoshiBangkok
3 months ago
สังเกตป่ะ พวกทีม Dev หรือสาย Technical เวลาเค้าใช้ AI เค้าสั่งสั้นๆ แต่แม่งได้งานโคตรเป๊ะ รีดพลังออกมาได้โหดมาก เพราะในหัวเค้ามีสิ่งที่เรียกว่า Computational Thinking (วิธีคิดแบบคอมพิวเตอร์) ซึ่งคน Non-IT แบบเราไม่จำเป็นต้องไปหัดเขียนโค้ดให้ปวดตับเลยครับ แค่ก๊อปปี้วิธีคิดเค้ามาใช้บรีฟ AI ชีวิตก็สบายขึ้น 300% แล้ว ลองปรับตามนี้ดู 1) เลิกโยนงานใหญ่ตูมเดียวใส่ AI เช่น สั่งว่า "เขีย���แผนธุรกิจร้านกาแฟให้หน่อย" -> AI จะพ่นอะไรกว้างๆ น้ำๆ กลับมา หน้าที่ของเราคือต้อง "หั่นปัญหา" (Decomposition) สั่งทีละสเต็ปครับ บรีฟให้มันคิดกลุ่มลูกค้าก่อน -> ได้แล้วค่อยให้คิดเมนู -> แล้วค่อยให้ทำแผนโปรโมต หั่นเป็นก้อนเล็กๆ AI จะตอบโคตรลึกและตรงประเด็นขึ้นจม 2) ใส่ Reference หรือบอก "แพทเทิร์น" เสมอ AI มันชอบความคุ้นเคย ถ้าอยากได้งานส��ตล์ไหน อย่าสั่งลอยๆ ให้ป้อนตัวอย่างที่เราชอบ (Pattern Recognition) ไปด้วย เช่น "ช่วยเขียนแคปชั่นขายของให้หน่อย เอาโครงสร้างแบบนี้ [ปู Pain point -> ขายของ -> ทิ้งท้ายโปร] เหมือนตัวอย่างที่แนบไป" พอมีไกด์ไลน์ มันจะก๊อปสไตล์ออกมาเนียนกริบ ไม่ต้องมานั่งแก้ซ้ำ 3) ตัดน้ำออก เอาแต่เนื้อๆ เวลาบรีฟงาน AI ข้อมูลอะไรยิบย่อยที่ไม่เกี่ยวให้ตัดทิ้งไปเลย (Abstraction) ไม่งั้น AI สับสนแล้วหลุดโฟกัส กำหนดไปเล��ว่า "คุณคือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี สรุปกฎหมายข้อนี้ใน 3 บรรทัด เอาแค่เนื้อๆ ไม่เอาน้ำ" ยิ่งตัด Noise เก่ง AI ยิ่งตอบคม 4) สั่งงานเป็น Step 1-2-3-4 วางตรรกะแบบมีเงื่อนไขให้มันเดินตาม (Algorithm) เช่น "1. ตรวจสอบคำผิดในบทความนี้ 2. ถ้ามีคำผิด ให้แก้ไขแล้วทำตัวหนาไว้ 3. ถ้าไม่มีคำผิด ให้สรุปใจความ��ำคัญมา" วิธีนี้จะช่วยลดความเอ๋อ ความมโน (Hallucination) ของ AI ได้ดีที่สุด สรุปคือ ไม่ต้องไปเสียเงินลงคอร์ส Prompt Engineering ท่องจำสูตรลับอะไรให้วุ่นวายหรอก แค่ปรับวิธีบรีฟงานให้มี Logic แบบนี้ คุณก็กลายเป็น Manager ที่คุม AI ได้อยู่หมัดแล้วครับ สั่งซ้ายเป็นซ้าย ขวาเป็นขวาแน่นอน
See More
Queenie (황유나) ❀ฺ❀ฺ
@__PEAR
3 months ago
@somisorangie มากแบบ ยังไม่รู้อีกเหรอ��่าทำไมสตาฟอายุน้อยที่ญปลาออกกันไวกว่ารุ่นตัวเอง ช่วยไรไม่ได้ อย่างน้อยช่วยรับรู้ว่าลูกน้องเคยแ��ดมิทเข้ารพ.แล้วยังนั่งปั่นรีพอร์ทพร้อมเข็มน้ำเกลือให้บ้างดิวะ ต่อจากนี้ตรูทิ้งงงง
Queenie (황유나) ❀ฺ❀ฺ
@__PEAR
3 months ago
คุยทาร์เกตกะนาย บอกว่างานมันล้นจนรู้สึกว่า workload ไม่พอ จะทำไงดี นาย: younger staffs เค้าก็ทำกันจนดึก หรือทำวันเสา-อา ด้วยอะนะ ยูใช้เวลางานทำทั้งหมดหรือเปล่า เวลามันไม่พอเพราะยูลาป่วย หรือลงไปซื้อกาแฟรึป่าว คิดดู
__PEAR
retweeted
Flipped Think 🙃
@TaiternFlipped
4 months ago
ผมจะอธิบายให้ฟังครับ หลักการของน้ำยาปรับผ้านุ่มคือ มันจะเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มบ๊างบาง ไปเคลือบบนเนื้อผ้า นั่นเลยทำให้เกิดผลที่เราชอบกันคือ ผ้าไม่หยาบ เด้ง รีดง่ายขึ้น หอมนานขึ้น เปื้อนยากขึ้น ยืดอายุเน���้อผ้า อะไรพวกนี้ ทีนี้ด้วยหลักการ “ฟิล์มบ๊างบาง” มันเลยไม่ควรใช้กับชุดกีฬา เพราะฟิล์มมันจะไปอุดรูพรุนๆ ที่เอาไว้ระบายเหงื่อและความร้อนไปด้วย ทำให้เหม็นอับง่าย และไม่สบายตัวตอนออกกำลังกายครับ
See More
__PEAR
retweeted
JRT Synth Desk
@JRTDesk
4 months ago
เรื่องโครงการ TH-ai passport ที่ผมได้อ่านจากข่าวต่างๆ และจากเอกสารนำเสนอโครงการ.. เอกสารราคากลาง,, และ TOR (Terms of Reference.. เอกสารกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนด ของ���ครงการที่รัฐบาลจะจัดซื้อจัดจ้าง..) ที่คุณ Ice รักชนก ศรีนอ
ก @nanaic
ez ได้ shared ลงใน Google Drive.. https://t.co/lLZalmCxUa และยังมี transcript การประชุม กมธ. 21 May, 2026.. https://t.co/9gL1PMWH47 พอดูแล้ว.. ความเห็นส่วนตัวของผมคือ.. รัฐบาลใช้เงิน 1,645 ล้านบาท ซื้อ AI ให้คนไทย แต่ดันซื้อผิดประเภท.. สำหรับ AI.. 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ.. **Chat interface** คือแค้เปิด browser แล้วคุยกับ AI.. ใช้ได้ สะดวกดี.. แต่นั่นคือ consumer product เหมือนกับการดู Netflix API access คือการที่ developer เอา AI ไปฝังใน product จริงๆ สร้าง application สร้าง automation สร้าง startup สร้างงาน.. สร้าง competitive advantage ให้ประเทศ.. นั่นคือ infrastructure จริงๆ.. โครงการ 1,645 ล้านบาทนี้... ให้แค่ chat interface.. ไม่มี API access สำหรับ developer.. ผมไม่เห็นเลยแม้แต่บรรทัดเดียวใน TOR ทั้ง 33 หน้า.. แปลว่าคนทั่วไปอาจได้ใช้ช่วยเขียนงาน.. ช่วยเรียน.. ถามข้อมูล.. หรือสร้างเนื้อหา.. แต่คนที่อยากส��้าง Thai AI startup, automate ระบบธุรกิจ SME, หรือพัฒนา product แข่งกับต่างชาติ… ไม่ได้เครื่องมือที่จำเป็นเลยจากเงิน 1,645 ล้านบาทนี้.. เงินก้อนนี้ซื้อ consumer product ไม่ใช่ infrastructure.. แต่รองโฆษกบอกว่าเป็นการซื้อ「โครงสร้างพื้นฐาน」... แต่โครงสร้างพื้นฐานที่หมดอายุหลัง 1 ปี.. และไม่มีอะไรเหลือ.. มันไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานนะ มันคือค่าเช่า... และจากตารางงบประมาณในเอกสารราคากลาง... ค่าระบบ Generative AI 1,500,000,000 บาท (91%)... ค่าเรียนรู้ออนไลน์ + ประชาสัมพันธ์ + ประเมินผล... รวมกันไม่ถึง 67 ล้าน.. เงิน 91 สตางค์จากทุกๆ บาท คือค่า subscription ที่พอหมดอายุแล้วก็หายไป.. ประเทศที่พัฒนา AI จริงๆ ลงทุนใน compute infrastructure ใน foundation model ของตัวเอง ใน API ecosystem ที่ developer ต่อยอดได้... ไม่ใช่จ่ายค่าเช่าให้ OpenAI กับ Google แล้วบอกว่านี่คือนโยบาย AI ของชาติ.. . . แล้วยังมีคำถามเรื่องกระบวนการอีก... เมื่อรู้ว่าโครงการนี้ซื้อแค่ chat subscription ให้คน 5 ล้านคน คำถามที่ตามมาคือ��ำไมกระบวนการถึงดูเป็นแบบนี้... ตัวเลข 5 ล้านคนมาจากการหารจากเงินที่เหลือในกองทุน.. ไม่ใช่ผลวิเคราะห์ความต้องการจริง.. หน่วยงานยอมรับเองในที่ประชุม กมธ... งบ token AI 1,500 ล้านบาทถูกระบุเป็นเพียงบรรทัดเดียวในเอกสาร.. ไม่มี quota แยกตามแต่ละ model.. ไม่มีหน่วยวัดที่ชัดเจน.. กมธ. เลยชี้ตรงๆ ว่านี่คือช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของโครงการ.. พราะไม่มีทางตรวจสอบหรือพิสูจน์ได้เลยว่าผู้รับจ้างน���เงินไปซื้อ token จริงตามจำนวนหรือไม่.. และ TKC ยื่นใบเสนอราคาเพื่อกำหนดราคากลาง และอยู่ในกลุ่มผู้ชนะ TH Joint Venture ในเวลาเดียวกัน 🙄 ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ อีก partner ในกลุ่ม.. รายได้ปี 2567 ประมาณ 12.59 ล้านบาท ร่วมชนะงานที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายสิบเท่า.. 🙄 Concurrent จริงๆ คือ 139 คนต่อวินาที จาก 5 ล้านสิทธิ์ที่โฆษณา.. เพราะ TOR ใช้หน่วย「ต่อชั่วโมง」ผิดมาตรฐาน IT.. (แต่ทำให้ฟัง���ล้วดูดีขึ้น..) สัญญา 18 เดือนแต่ประชาชนได้ใช้ 12 เดือน.. 6 เดือนที่เหลือเป็นค่าอะไร ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน.. lock specs จอสะดวกซื้อ 6,000 จอ ทั้งที่ทั่วประเทศแทบมีผู้ให้บริการรายเดียว.. กมธ. สั่งตรวจสอบความเชื่อมโยงผู้ถือหุ้นกับผู้ชนะผ่าน ป.ป.ช.. TOR กำหนดให้ผู้ชนะพาเจ้าหน้าที่ 10 คนไปดูงาน.. โดยออกค่าใช้จ่ายเอง.. กมธ. ชี้เข้าข่าย พ.ร.บ.ฮั้ว ม.12 ไม่ผ่าน Integrity Pact ทั้งที่งบเกิน 1,000 ล้าน.. โครงก���รที่ถือว่าใหญ่ในประวัติกองทุน DE แต่ไม่มีผู้สังเกตการณ์อิสระ.. และกลุ่มที่รับงานนี้ยังรับงาน MotoGP บุรีรัมย์.. ป้ายโฆษณากระทรวงแรงงาน.. โครงการ NDLP กระทรวงศึกษา.. ทั้งหมดกระทรวงสีเดียวกันหมด มูลค่ารวมเกินหมื่นล้าน.. push ผ่านช่วงรัฐบาลรักษาการณ์หลังยุบสภา 11 December, 2025.. . . ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหรือกระบวนการอย่างเดียว แต่ปัญหาเริ่มจากการตัดสินใจขั้นพื้นฐานขั้นแรกเลยที่ผิดว่า.. นโยบาย AI ของชาติ = ซื้อ chat subscription แจกคนเล่น 1 ปี ถ้าจะทำจริงๆ ต้องลงทุนใน API, infrastructure, ecosystem ที่ developer ต่อยอดได้ใน compute access สำหรับ researcher ใน Thai LLM.. ไม่ใช่จ่ายค่าเช่าให้ OpenAI, Google, etc., แล้วเรียกว่า「โครงสร้างพื้นฐาน AI ของชาติ...」 ถ้าทุกอย่างโปร่งใสจริง… เปิดสัญญาเต็มฉบับให้ตรวจสอบหน่อยครับ.. . . ⚠️ ทั้งหมดนี้มาจาก TOR, เอกสารราคากลาง และ transcript กมธ. ของรัฐบาลเอง ⚠️
See More
__PEAR
retweeted
SM True
@SMTrueThailand
4 months ago
🌊 เมื่อห้วงทะเลมาบรรจบกัน... ณ โรงละครแห่งนี้ 🎤 ⠀ SM True พร้อมพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห��งท่วงทำนอง 🎶 และมุ่งหน้าสู่จุดนัดพบสุดพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเส้นทางดนตรีตลอด 10 ปี ของเจ้าของเสียงร้องที่ไว้ใจได้เสมออย่าง 💙 RYEOWOOK แห่งวง SUPER JUNIOR 💙 ⠀ พื้นที่ที่ทุกหัวใจจะถูกโอบกอดด้วยความอบอุ่น 🫧 ดั่งที่พักใจซึ่งถูกเติมเต็มด้วยเกลียวคลื่นแห่งเสียงเพลง 🪸 พร้อมพาย้อนทุกช่วงความทรงจำแสนพิเศษที่เคยมีร่วมกัน ผ่านเสียงที่ทุกคนรัก และทุกบทเพลงที่ทุกคนรอคอย ในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย 🇹🇭✨ ⠀ 𝟐𝟎𝟐𝟔 𝐑𝐘𝐄𝐎𝐖𝐎𝐎𝐊'𝐒 𝐀𝐆𝐈𝐓 𝐂𝐎𝐍𝐂𝐄𝐑𝐓 : 𝐃𝐈𝐕𝐄 𝐓𝐎 𝐁𝐋𝐔𝐄 𝐢𝐧 𝐁𝐀𝐍𝐆𝐊𝐎𝐊 ⠀ 🎙️ 𝟏𝟖 กรกฎาคม 𝟐𝟎𝟐𝟔 (เสาร์) ⠀ ⚓️ เวลาแสดง 𝟏𝟖:𝟎𝟎 น. ⠀ 🐚 𝐏𝐇𝐄𝐍𝐈𝐗 𝐆𝐑𝐀𝐍𝐃 𝐁𝐀𝐋𝐋𝐑𝐎𝐎𝐌 ⠀ __________ ⠀ 🤿 การเปิดจำหน่ายบัตร : แบ่งเป็น 𝟐 รอบ ดังนี้ ⠀ 1. [รอบ “𝐄.𝐋.𝐅.” 𝐌𝐞𝐦𝐛𝐞𝐫𝐬𝐡𝐢𝐩 (𝐆𝐋) 𝐏𝐫𝐞-𝐒𝐚𝐥𝐞] ⠀ ⠀⠀➫ 𝟏𝟑 มิถุนายน 𝟐𝟎𝟐𝟔 (เสาร์) เวลา 𝟏𝟏:𝟎𝟎 น. – 𝟏𝟔:𝟓𝟗 น. เท่านั้น ⠀ ⠀⠀⠀⠀↳ เฉพาะ��่องทางเว็บไซต์ https://t.co/GwIferPipm ⠀ ⠀⠀⠀⠀➫ *สำหรับการลงทะเบียน “𝐄.𝐋.𝐅.” 𝐌𝐞𝐦𝐛𝐞𝐫𝐬𝐡𝐢𝐩 (𝐆𝐋) 𝐏𝐫𝐞-𝐒𝐚𝐥𝐞 โปรดอ้างอิงจาก https://t.co/vOuLe21u6O ⠀ 2. [รอบบุคคลทั่วไป (𝐆𝐞𝐧𝐞𝐫��𝐥 𝐒𝐚𝐥𝐞)] ⠀ ⠀⠀➫ 𝟏𝟒 มิถุนายน 𝟐𝟎𝟐𝟔 (อาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 𝟏𝟏:𝟎𝟎 น. เป็นต้นไป ⠀ ⠀⠀⠀⠀↳ ช่องทางที่ 1 : เคาน์เตอร์เซอร์วิสออลล์ทิคเก็ต ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ⠀ ⠀⠀⠀⠀↳ ช่องทางที่ 2 : เว็บไซต์ https://t.co/GwIferPipm ⠀ ⠀⠀➫ *กรณีบัตรการแสดงจำหน่ายหมด (Sold Out) ตั้งแต่รอบ Pre-Sale จะไม่มีรอบบุคคลทั่วไป (General Sale) ⠀ __________ ⠀ รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของผังที่นั่งและราคาบัตรเร็ว ๆ นี้ 🔜 ⠀ #슈퍼주니어 #SUPERJUNI
OR @SJoffic
ial #려욱 #RYEOWO
OK @9ryeo
ng9 #AGIT_CONCERT #DIVE_TO_BLUE #DIVE_TO_BLUE_in_BKK #SMTrue
See More
__PEAR
retweeted
ซ้อขอเล่า
@sorkorlao
4 months ago
หลายคนสรุปเรื่องหนี้ BTS สายสีเขียวสั้น ๆ ว่า ถ้าศาลตัดสินเร็วขึ้น คนจ่ายหนี้ก็���ืออัศวินแทนชัชชาติ แต่จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายแค่นั้น เพราะความต่างสำคัญ ไม่ใช่แค่ ใครอยู่ตอนศาลตัดสิน แต่คือ ใครเลือก��ก้หนี้แบบไหนต่างหาก ข้อเท็จจริงคือ - ปี 2562 ยุครัฐบาล คสช. มีคำสั่ง ม.44 โอนภาระหลายส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาให้ กทม. - หลังจากนั้นหนี้ค่าเดินรถเริ่มสะสมต่อเนื่อง - และในยุคผู้ว่าอัศวิน แนวทางหลักคือ “ต่อสัมปทานแลกหนี้” ยาวไปถึงประมาณปี 2602 พูดง่าย ๆแทนที่จะหาเงินมาจ่ายหนี้ทันที ก็ใช้วิธีขยายสัญญาเดินรถเพิ่มอีกประมาณ 30 ปี แลกกับการเคลียร์หนี้ ช่วงนั้นจึงมีกา��พูดกันเรื่องค่าโดยสารประมาณ 65 บาท และยังมีประกาศที่เปิดทางให้ค่าโดยสารสุดสายแตะ 104 บาทด้วย สุดท้าย BTS เริ่มฟ้อง กทม. ช่วงปี 2564 ก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ปี 2565 ไม่ถึง 1 ปี พอชัชชาติเข้ามา จริง ๆ ก็ยังมีทางเลือกจะเดินแนว ต่อสัมปทานแลกหนี้ต่อก็ได้ แต่สิ่งที่ชัชชาติทำคือใช้เงินสะสม กทม. จ่ายหนี้แทน เพราะชัชชาติมองว่า - ถ้าต่อสัมปทานยาวเพิ่มอีก 30 ปี - ต้นทุนระยะยาวของประชาชนจะสูงมาก - และการทำค่าโดยสารในอนาคตจะยากขึ้นมาก ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ใครอยู่ตอนศาลตัดสินก็ต้องจ่าย แต่มันคืออัศวินเลือกแนวทาง ต่อสัมปทานแลกหนี้ ในขณะที่ ชัชชาติเลือกใช้เงินจ่ายหนี้เพื่อไม่ผูกสัมปทานยาวเพิ่ม ซึ่งมันคนละเรื่อง คนละอย่าง อัศวินไม่เคยมีความคิดใช้หนี้ BTS เลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ชัชชาติทำ คือเคลียร์หนี้ และสิ่งที่เถียงไม่ได้ คือ หนี้ BTS ถูกเคลียร์ในยุคของผู้ว่าชัชชาติ และงานนี้ชัชชาติสมควรได้รับคำชื่นชมและเครดิต มากกว่าจะมาโจมตีด้วยข้อความอันเป็นเท็จแบบนี้
See More
__PEAR
retweeted
TOOTSYREVIEW
@tootsyreview
4 months ago
เราอ่านการ Take Side ฝั่งแม่ - ฝั่ง
#นายณภัทร
ทำให้คิดอย่างเดียวตอนนี้คือ "คุณเห็นรึยังว่า สื่อกำลังสร้างอะไรกับสังคมไทย?" จงจำไว้เสมอว่า 'คำถามที่ชาญฉลาดเท่านั้น' ที่จะขับเปลี่ยนที่นี่ให้เจริญก้าวหน้า เพราะการกำหนดวาระทางสังคม (Agenda Setting) อยู่ในมือสื่อมวลชนแล้ว และเราเสียใจที่คุณกำหนดประเด็นนี้ ให้สั��คมมองเรื่องในครอบครัว เป็น "เรื่องบันเทิง" ที่มีคนนอกเต็มไปหมด เข้ามาเสือก โดยไม่ได้ร้องขอ และเปลี่ยนลูกคนหนึ่ง กลายเป็น "จำเลยของสังคม" ให้คนมองว่า ตั้งคำถามถึงความกตัญญู ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับใครเลย ถามว่าเขาไม่เล่าได้ไหม? ... ได้แหละ แต่เมื่อไหร่จะหยุดถาม? นั่นสำคัญกว่า เพราะมันสะท้อน "จิตสำนึก และจรรยาบรรณของสื่อ" ที่ทำ���านตรงนี้เพื่อประโยชน์, สร้างสรรค์ ��รือเพื่อความสนุกบนความทุกข์ของใครคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาเป็นบุคคลสาธารณะเท่านั้นหรือ? การเป็นบุคคลสาธารณะ ทำให้เกียรติของความเป็นมนุษย์ น้อยกว่าคนอื่น จึงไม่ต้องเคารพอย่างนั้นหรือ? ฝากไว้ให้ทบทวน เป็นอีกครั้งที่ 'ผิดหวัง' กับบทบาทสื่อ #ตุ๊ดส์review
See More
__PEAR
retweeted
ceasar
@ceasar799
4 months ago
ฟังจากนายอาร์ม คือคนที่โดน Layoff กันเยอะแยะมากมาย เพราะ AI มันฉลาดขึ้น ทำงานแทน junior แบบเราๆ ได้จริงๆ (ในบางงาน) บริษัท เลยเอาคนออกเพื่อลดต้นทุน เหลือ senior ที่ใช้ ai เป็น junior แทน สั่งโน่นนี่นั่นแปปเดียว ได้งานแบบสั่ง junior เลย หมดปัญหาปะทะอารมณ์ด้วย งานจบไว วินๆ แต่คำถามคือ ใครจะเป็น senior ในอนาคต 555
See More
Last Seen Users on Sotwe
حوراء
Seen from
Pakistan
ديوث زوجتي مقيمين في امريكا
Seen from
Poland
Koky Koky to
Beta slut
Seen from
France
Loạn luân mẹ con
Seen from
Vietnam
bbw ssbbw black
Seen from
Turkey
100% TÜRK VİP İFŞA
Seen from
Turkey
Eze twink 🇦🇷
Seen from
Argentina
พี่ปู : โสด และ ลูกติดค่ะ
Seen from
Thailand
Efe Gürel
Seen from
Turkey
Trends for you
1
Rams
Under 10K tweets
2
Charlie Kirk
Under 10K tweets
3
DOGE
Under 10K tweets
4
Australia
Under 10K tweets
5
Jhene
Under 10K tweets
6
Seahawks
Under 10K tweets
7
Drew Lock
Under 10K tweets
8
iPhone
Under 10K tweets
9
Patriots
Under 10K tweets
10
Republicans
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.6M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.2M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.2M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.4M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
89.9M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
83.8M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.3M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.2M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.8M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.2M followers
16
Bill Gates
@billgates
65M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.3M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫