Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
Mr.Diamond hands สดุดีแด่ @SidePillow2
Bangkok, Thailand
Joined January 2022
919
Following
85
Followers
1.8K
Posts
Pinned Tweet
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
3 months ago
💎
JRT—Platinum Emperor Reserve Ceremonial Grade
@JRTDesk
3 months ago
ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 https://t.co/MTMjGgBXwR
See More
currenttimee
retweeted
Crypto Rover
@cryptorover
about 10 hours ago
BREAKING: Samsung is bringing native $USDC support to 1 billion+ Galaxy users via Samsung Wallet. The feature will allow users to hold, send, and receive stablecoins directly in the built-in wallet.
currenttimee
retweeted
🥂PK
@augusttherain
3 days ago
ตอนทำงานที่แรก หัวหน้าคนแรก (เป็นคุณหมอ) สอนไว้แบบนี้ จำและนำมาใช้จนทุกวันนี้ 1. DCA กองทุนดัชนีหรือ ETF ทุกเดือน (ศึกษาจนเข้าใจและเลือกตัวที่เหมาะกับเรา ไม่ใช่ตัวที่คนอื่นเชียร์) 2. ถ้าทุนยังไม่เยอะ การเพิ่มรายได้จาก "ทักษะ" ที่มี มักเห็นผลเร็วกว่าการหา Passive Income 3. พอรายได้เพิ่ม ค่อยเอาส่วนเกินไปลงทุนต่อในข้อ 1 สำหรับเราเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย แต่ใช้ได้จริงมากค่ะ 😊
See More
currenttimee
retweeted
Aran
@0xaranz
about 12 hours ago
Roadmap สู่เงิน 7 หลัก โดยแนวทางนี้เป็น แนวทางสายทำงาน เผื่อเป็นประโยชน์เล็กน้อยสำหรับใครที่กำลังมองหาแนวทาง 1. หาอาชีพหลักที่เลี้ยงชีพได้ในรูปแบบ 9-5 ก่อน อย่างน้อยต้องครอบคลุมค่าน้ำค่าไฟ ค่าครองชีพ และมีเงินเหลือเก็บเผื่อเหตุฉุกเฉินได้ จากนั้นค่อยซื้อประกันสุขภาพ เพราะเราจะต้องใช้ร่างกายและพลังงานไปกับอาชีพเสริมค่อนข้างมาก ควรอัพสกิลในงานหลักให้แข็งแรงก่อน เพราะถ้างานหลักไม่มั่นคง จะส่งผล กระทบต่องานเสริมได้โดยตรง และทำให้เราเสียโอกาสในการรับงานเพิ่มในภายหลัง 2. หาอาชีพเสริมที่คิดค่าตอบแทนแบบ flexible time และไม่บังคับเวลาเข้างานที่ทับซ้อนกับงานหลัก เช่น ทำในช่วงเย็นหลังเลิกงานประมาณ 18.00–23.00 น. หรือวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ สามารถนำทักษะจากงานหลักมาต่อยอดรับงานได้ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Fastwork หรือจาก connection ที่มี ถ้าเห็นว่าไม่แฟร์ไม่ต้องทำต่อเมื่อเทียบกับเวลาของเรา 3. อาชีพเสริมแบบ commission rate ที่ไม่บังคับเวลาเข้างานเช่นกัน เพื่อไม่ให้กระทบงาน 9-5 เช่น การทำ investment ที่ได้ performance fees หรืองานแนว sales คอนโด ประกัน affiliate หรือ dealmaker ที่ใช้ connection แลกกับ commission เมื่องานสำเร็จ ขอไม่ลงรายละเอียดกลไกของแต่ละสาย แต่จากที่เห็นมา เงินก้อนจำนวนไม่น้อยมักมาจากช่องทางเหล่านี้ 4. ลงทุน และ มีเงินเก็บ จากนั้นจะเป็นเรื่องกลยุทธ์ของแต่ละคน สำหรับผมเองไม่ได้ยึดติดกับ asset ใด asset หนึ่ง แต่ลงทุนตามความเข้าใจของตัวเอง DYOR 5. พักผ่อนให้เพียงพอ และ ดูแลสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน หลังจากอ่านโพสต์นี้แล้ว แนะนำให้นำเฉพาะส่วนที่เห็นว่ามีประโยชน์ไปประยุกต์ใช้กับตัวเองก็เพียงพอแล้วครับ ขอบคุณครับ
See More
currenttimee
retweeted
Lung Tao
@LungTaoABX
about 7 hours ago
น่าสนใจในเรื่องที่บอกว่าทำเพื่อวงการคริปโตไทยไม่ให้เกิดความเสียหายมหาศาล ดังนั้นผมเลยไปลองคิดแบบอีกมัลติเวิรสหนึ่ง โดยใน Timeline นี้เราจะจำลองแบบ "Bitkub โดนแฮคแล้วล้มจริง" เรื่องจะออกมาประมาณไหนกัน ปี 2021 - Bitkub ล้มจากเหตุแฮค (สมมติ) - ผู้ใช้หลายล้านบัญชีตกใจแห่ถอนหนี แต่ก็หนีไม่ทันเพราะเกิด Bank Run - ก.ล.ต. สั่งหยุดดำเนินงาน เตรียมเพิกถอนใบ และดำเนินคดี - เงินลูกค้าคืนได้บางส่วนหรือใช้เวลานาน - ความเชื่อมั่นคริปโตไทยหายไปเกือบหมด ผลคือ "คนไทยไม่เชื่อ Exchange ไทยอีกต่อไปเพราะความเสียหายจาก Exchange No.1" กลางปี 2021 คนไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก - ย้ายไป Binance Global และใช้ Defi เช่น MetaMask กลุ่มสอง - ไปใช้ Zipmex เพราะ มีใบอนุญาตไทย นักลงทุนสถาบันหนุนหลัง (ตอนนั้น Zipmex มีภาพลักษณ์ดีมาก) ปลายปี 2021 Zipmex ขึ้นเป็น No.1 เพราะ ลูกค้า Bitkub ย้ายมา , Binance ยังไม่มี Exchange ไทย , Satang และ Upbit ยังเล็กและไม่ตอบโจทย์คนใช้งานโดยดูได้จากตอน BX ปิด คนก็แทบไม่ได้ไปใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนแบ่งการตลาดคริปโตของคนไทยจะเป็น Zipmex 50% , Binance Global 35% , Satang 10% อื่น ๆ 5% ปี 2022 แล้วก็เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาด Terra ล่ม Three Arrows ล้ม Celsius ล้ม Babel มีปัญหา สุดท้าย ZipUp+ ของ Zipmex พัง และหยุดถอนเงินในหลายผลิตภัณฑ์ จนนำไปสู่วิกฤติความเชื่อมั่นอย่างหนัก ผลคือ "Exchange เบอร์ 1 ของไทย ล้มเป็นรายที่สอง" วงการไทยไม่เหลือ Exchange ที่คนไว้ใจกันอีกต่อไปแล้ว แล้วความเสียหายและจำนวนผู้เสียหายจะมากกว่านี้อีก 2 เท่าตัว ปลายปี 2022 คนไทยแทบทั้งหมดที่ยังเหลือรอดในโลกคริปโต ย้ายไป Binance Bybit OKX แล้วก็ใช้บริการ P2P ในนั้นเป็นหลัก โดย กลต. จะถูกหยามหน้าหนักยิ่งกว่าสถานการณ์ที่อยู่ใน Time Line ของโลกหลัก ปี 2023 รัฐบาลและหน่วยงานกำกับ เริ่มมองว่า "ประเทศไทยต้องมี Exchange ใหญ่ที่มั่นคง" พอดีกับ Binance ต้องการใบอนุญาตในไทย จึงพอดีกันอีกเกิดการร่วมมือกับ Gulf และเปิด Binance TH by Gulf 2024 เป็นต้นไป Binance TH ขึ้นเป็น No.1 เพราะ แบรนด์ Binance แข็งแรงที่สุด Gulf ทำเรื่องธนาคารและ Regulatory คนไทยเคยใช้ Binance Global อยู่แล้ว แทบไม่ต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ จบ เป็นไงกันบ้างกับเรื่องราวที่คิดกันขำๆแบบนี้ ผมต้องบอกก่อนนะว่ามันเป็นเรื่องคิดตลกๆขึ้น เพราะมองแค่ปัจจัยที่เห็นกันในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น จริงๆแล้วในวันที่ Bitkub หายไป ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครซักคนที่คิดทำอะไรขึ้นมา หรือวันนั้นจริงๆแล้วอาจจะมี BitTao ที่จะกลายเป็น Exchange No.1 ขึ้นมาก็ได้ แล้วก็เรื่องราวในโลกหลักเรา ต้องคิดว่าวันนี้ยังสงบสุขได้ก็เพราะมาจากมันจบแบบ Happy Ending ไม่มีผู้เสียหายเกิดขึ้น ทั้งที่จริงๆความเสียหายสูงเท่ากับ Zipmex เลย ต่างกันตรงที่ Zipmex เสียหายเป็นเงินบาท แต่ Bitkub เสียหายเป็น Token แล้วก็โชคดีซ้ำอีกที่มีเงินจาก Kub Coin แล้วก็โชคดีซ้ำๆอีกที่ตลาดคริปโตพัง ทำให้ใช้เงินน้อยกว่าเดิมในการเก็บ Token กลับ ถ้าให้ผมคิดว่าเคสไหนแย่กว่า ดีกว่า ผมให้คะแนนแย่เท่ากัน แค่ผลลัพธ์อีกอันมันแค่ฟลุ๊คออกมาดี ส่วนที่ผมนับถือคนที่รับจบให้ เพราะผมรู้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมเลยนับถือใจเค้า ไม่ได้สนว่าบริษัทมีเงินมาสำรองคืนลูกค้าทั้งหมดได้ อย่างที่ผมเคยบอกมาตลอด คุณจะสู้กับใครก็ได้ แต่จะสู้คนที่อัพค่า Luck มาเต็มไม่ได้
See More
currenttimee
retweeted
TP SQUAD
@tpsquad_th
about 12 hours ago
อันนี้จริง ไม่รู้พี่แกเป็นคนตัดสินใจเองหรือเลขาทีมภาพลักษณ์ เป็นคนช่วยคิด ทุกอย่างคือดูปลอมหมดเลย เอาเอ็ม ออลนิว มาทำยังดูจริงดูเรียลกว่า
currenttimee
retweeted
Crypto Bobo
@thecryptobobo
about 10 hours ago
ไม่มี bank run อะดีแล้ว ถ้ามี, คนเจ็บคือคนถอนไม่ทัน แล้วประเภทถอนไม่ทันอะน่าสงสาร ส่วนใหญ่มีภาระ ทำงานทั้งวันไม่ว่าง สูงอายุ 😅
currenttimee
retweeted
Hypernova
@HypernovaX
1 day ago
Demo Account Competition. $300K in Hypernova accounts to win. Starts 27 July. Runs for 15 days. Free to enter.
currenttimee
retweeted
MiddleFinger 💎
@Psolemn
1 day ago
ก่อนอื่นต้องชื่นชมทีม War Room ที่จัดการวิกฤตได้ดี สื่อสารชัดเจน ตรงประเด็น และรวดเร็ว อีกเรื่องที่ต้องชื่นชมคือการตัดสินใจรักษาเงินของลูกค้าเป็นอันดับแรก แต่ในฐานะลูกค้า ผมไม่เห็นด้วยกับการปิดบังข้อมูล แม้ทีมจะรู้ดีว่าไม่ควรทำ แต่ก็เลือกทำ หากทรัพย์สินของลูกค้าได้รับผลกระทบ ไม่ว่าบริษัทจะมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้ หรือกังวลว่าจะเกิด bank run ลูกค้าก็ควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะนั่นคือเงินของลูกค้า ไม่ใช่ของบริษัท การเจอปัญหาและต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันเป็นเรื่องปกติ วันนี้เราเห็นทั้งการเปลี่ยน custodian ไปใช้ coinbase และการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแล้ว หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานของทั้งวงการคริปโตไทยเลย ไม่ใช่แค่ Bitkub เพชรยังเป็นกำลังใจให้ exchange ไทยเสมอ อยากให้ช่วยกันตรวจสอบ ติเชิงสร้างสรรค์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบนี้เสมอๆ เพื่อให้เรามีบริษัทและโปรดักต์ไทยที่มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้
See More
currenttimee
retweeted
Yano 🟪
@JasonYanowitz
1 day ago
Fantastic piece, Bitcoin has bottomed
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
about 16 hours ago
@0xaranz
ไปด้วยยย
currenttimee
retweeted
Barchart
@Barchart
1 day ago
Google $GOOGL Free Cash Flow goes negative for the first time in history 🚨🚨
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
1 day ago
@JRTDesk
เราอาจจะคิดมากไปเอง
currenttimee
retweeted
Red Skull
@RedSkullxxx
1 day ago
‼️ภัยสังคม‼️ เตือนภัยผู้หญิง ไอ้ 2 คนในคลิปมันมาดักฉุดน้องผู้หญิงในคลิปขณะน้องเดินกลับบ้าน โคตรภัยสังคมไอ้สัส “คลิปเต็ม ‼️ พยายามเข้าบ้าน ถึง 2 รอบ ถ้าน้องหนีไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้น ปิดปาก ต่อยท้อง โดนข่มขืน หรือลากไปตีจนตาย ไม่ต้องรอให้เหตุเกิดก่อนมั่ง จะว่ากุเว่อร์ ก็ได้ แต่เรื่องนี้ยอมไม่ได้” Pitima Mahawong
See More
RedSkullxxx's tweet video.
currenttimee
retweeted
Hyper Shark!
@HyperSharkk
1 day ago
ช่วงนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าตลาด AI มันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนแค่มีข่าวดี หุ้นก็พร้อมวิ่งทันที แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว... หลายๆ บริษัทประกาศงบออกมาดีกว่าคาด โตแรงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ แต่หุ้นร่วง งงป่ะ? ผมว่ามันไม่ใช่เพราะงบไม่ดีหรอก แต่คนจำนวนมาก "รอให้งบออกมาดีเพื่อขาย" มากกว่า เพราะเริ่มกลัวว่ารอบนี้ AI จะลงทุนกันเยอะเกินไป สุดท้ายคำถามที่ตลาดกำลังถามตอนนี้คือ "เงินที่ลงทุนไป จะคืนทุนเมื่อไหร่?" ข่าว $AMZN ที่เพิ่งลดคนในทีม AGI แล้วโยกคนไปทำโปรเจกต์ AI ที่หาเงินได้เร็วกว่า ผมว่ามันเป็นสัญญาณที่ชัดมากๆ AI ยังสำคัญเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่สร้าง Ai ให้เก่งที่สุดแล้ว มันต้องสร้างแล้ว หาเงินให้ได้ด้วย ผมเลยแอบคิดเล่นๆ ว่า ช่วงนี้เงินอาจจะเริ่มไหลไปหา Neocloud ก่อนก็ได้ เพราะมี Compute อยู่แล้ว ปล่อยเช่าแล้วรับรู้รายได้ได้เลย ไม่ต้องรออีกหลายปี แต่ระยะยาว ผมก็ยังไม่คิดว่า Neocloud จะมาแทน Hyperscaler เพราะสุดท้าย $MSFT, $AMZN, $GOOGL หรือ $META มีทั้งเงิน มีลูกค้า และมี Ecosystem ครบกว่า สิ่งที่ Neocloud น่าจะชนะคือความเร็วกับความยืดหยุ่นนี่แหละ หลายๆ บริษัทไม่ได้อยากเซ็นสัญญาใหญ่กับ Hyperscaler หรือรอคิว GPU หลายๆ เดือน เขาขอแค่เช่าเครื่องแล้วเริ่มเทรนโมเดลพรุ่งนี้ได้เลย และนี่แหละคือจุดที่ Neocloud ตอบโจทย์กว่า ผมเลยยังมองว่าทั้งสองฝั่งน่าจะโตไปด้วยกัน แค่ตอนนี้เกมมันเริ่มเปลี่ยนจาก... "ใครสร้าง AI ได้ใหญ่ที่สุด" มาเป็น "ใครเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นรายได้ได้เร็วสุด" (ปลาเร็วชนะปลาใหญ่ เคยได้ยินป่ะ 555+) ซึ่งผมคิดว่านี่น่าจะเป็นตรีมที่ตลาดจะโฟกัสไปอีกพักใหญ่เลย
See More
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
2 days ago
@the_kimhun
Wah โดน 65%
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
2 days ago
@gaellynnn
สนใจคับ
currenttimee
retweeted
nekton🐰
@gaellynnn
3 days ago
มหิดลมีสิ่งนี้ซึ่งดีมากก ㅠㅡㅠ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าเรียนวิชาโทเอกได้ เก็บหน่วยกิตไว้ได้ วันไหนมั่นใจจะเข้าเป็นนศก็โอนหน่วยกิตได้เลย เมื่อต้นปีนี่เรียน dev neuro คือเริ่ด
currenttimee
retweeted
ค่อนคลุง
@iconnnz
3 days ago
ขอคารวะคนคิดแคมเปญ และคนที่ให้ผ่านเลย แหวกมาก คือไม่ขายของใดๆ มีแค่ typo ธรรมดาๆ แต่เห็นแล้วรู้สึกว่าแบรนด์ขายความใส่ใจ มีป้ายลดแสงเพื่อไม่ให้ตาล้า ป้ายที่เพิ่มแสงจอให้สว่างพอจะมองเห็นทางได้ ไม่ใช้สีแบรนด์ตัวเองเพื่อให้คนที่รถติดอยู่บนถนนได้มองป้ายให้สบายลูกตา โคตรจะเริ่ด
See More
inumaki ตัวจริง
@currenttimee
2 days ago
@CryptowithSun
ผมหาเว็ปชาท ที่จารแชร์ใน tg ไม่เจอครับ พอจะแชร์ได้ไหมครับ
currenttimee
retweeted
MiddleFinger 💎
@Psolemn
over 2 years ago
เดี๋ยวเขียนเปรียบเทียบประสบการณ์ใช้งานจริงของทั้ง tradingview(premium) vs. investingpro(pro+) แบบเร็วๆให้ครับ โดยจะแบ่งเป็นเรื่องสำคัญๆดังนี้ - งบการเงิน & valuation - ชาร์ท - portfolio trackers/ideas - screener ตัวกรองหุ้น - ข่าว - ราคา ขอเรียกสั้นๆเป็น TDV vs. INP 🧵
Last Seen Users on Sotwe
si caca
Seen from
Indonesia
diosa clauu 👠
Seen from
France
zzxxzz
big ass
Seen from
Turkey
nkauj hmoob lee
Seen from
United States
تِذكار
Seen from
United States
Kinoko 🍄|Official Archive
Seen from
Japan
فاخمه رجل شرقي 🌶
sahibe NAZ
Seen from
Turkey
alibey
Seen from
Turkey
Trends for you
1
LeBron
Under 10K tweets
2
Knicks
Under 10K tweets
3
Tony Romo
Under 10K tweets
4
Opus 5
Under 10K tweets
5
Cleveland
Under 10K tweets
6
Whitmer
Under 10K tweets
7
Cavs
Under 10K tweets
8
Diomande
Under 10K tweets
9
Manhunters
Under 10K tweets
10
Piers
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.2M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
112M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.2M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
88.5M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
82.3M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
73.9M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
71.1M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.2M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
64.3M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
64M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.8M followers
19
Selena Gomez
@selenagomez
61.5M followers
20
X
@x
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫