Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
Introvert ที่ชอบเที่ยว จดจำการเดินทาง จากอาหารที่ทาน
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#OngjeedsOngoing
*;D 🇹🇭🇯🇵🇰🇷🇮🇴🇹🇼🇲🇴🇸🇬🇲🇲🇵🇱🇱🇦🇻🇳🇭🇹🇹🇷🇨🇳🇭🇰
Joined November 2013
476
Following
14
Followers
7.7K
Posts
Pinned Tweet
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
over 7 years ago
·
Ratchathewi
กว่าจะหาเจออันนึง ไม่มีแผนที่บอกด้วยว่าอยู่ไหน จิงๆแม่งเหมือนการจับโปเกมอนมาก แต่ยากกว่านะ 🌈
#souvenir
#frommatetomate
ongjeeds
retweeted
Mugi 🐢🐍玄무기 | VTuber Trainee
@hyunxmugi
5 days ago
เล่าให้ฟัง เมื่อกี้เลยครับเหตุการณ์ㅡ ผมอ่านอันนี้แล้วยังไม่เข้าใจ นั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนคนไทยก็เลยยื่นให้เขาอ่าน เพื่อนบอกว่าให้พิมพ์กลับไปว่า ‘Ocean’ อืมㅡ บอกว่าไม่ต้องคิดมากคนไทยเข้าใจ จริง?! เหรอครับ?
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
15 days ago
🐐After you X Vinefru Ginza ⛩️ 🫘🥛Kinako Mochi Kakigōri 🍵🍓Pistachio Strawberry Matcha Kakigōri
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
15 days ago
Coffee Lounge
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
ongjeeds's tweet video.
Who to follow
mxrkypxxh
@khxnkxnxs
🤎
Q_kung
@q_kung
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
about 1 month ago
@amtskincare
อยากใช้ Lotion ของ AMT เพราะปกติใช้ moisture ของ AMT แล้วดีมาก ถ้ามีผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็น่าจะมีคุณภาพเช่นกัน
ongjeeds
retweeted
AMT Skincare
@amtskincare
about 1 month ago
แจกฟรี🎁ผลิตภัณฑ์ใหม่! AMT Bright & Inner Glow Body Lotion ขนาดจริง (180 mL) จำนวน 5 รางวัล กติกา 1. กดหัวใจ 2. รีโพสต์ 3. โควทโพสต์นี้ พร้อมบอกเหตุผล “ทำไม? ถึงอยากใช้บอดี้โลชั่นของ AMT”
ongjeeds
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
about 1 month ago
กำไร ไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณเก่ง เหมือนขาดทุน ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณโง่ นักลงทุนส่วนใหญ่ ตัดสินตัวเองจากผลลัพธ์ ทั้งที่ควรตัดสิน จากคุณภาพของการตัดสินใจ คนสองคน ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ด้วยข้อมูลเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ อาจต่างกันลิบลับ Same Decision Different Outcome คุณทอยลูกเต๋าได้ แต่คุณเลือกหน้าเต๋าไม่ได้ สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึง: โชค มีบทบาทในการลงทุน มากกว่าที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ เวลาคนอื่นกำไรหนัก เราเห็นแค่ผลลัพธ์ แต่ไม่เห็นความเสี่ยง ที่เขาเคยรับ อย่าเปรียบเทียบ เบื้องหลังของคุณ กับ Highlight ของคนอื่น คุณเห็นกำไร แต่ไม่เห็นคืนที่เขานอนไม่หลับ การลงทุนที่ดี ไม่ใช่การชนะทุกครั้ง แต่คือ การอยู่รอดได้นานพอ นักลงทุนที่อยู่รอด 20 ปี มักไม่ใช่คนที่เสี่ยงที่สุด แต่เป็นคนที่ ไม่ตายกลางทาง Nothing is as good or as bad as it seems. วันที่กำไร อย่าหลงตัวเอง วันที่ขาดทุน อย่าเกลียดตัวเอง จงประเมิน "การตัดสินใจ" ไม่ใช่ "ผลลัพธ์" Save ไว้อ่านเตือนใจ ไม่โทษตัวเอง ในวันที่พลาด ไม่ประมาท ในวันที่มีกำไร Mr.Messenger รายงาน
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
about 1 month ago
@MrMessenger
อยากให้พรุ่งนี้เช้ามีรายการจังค่ะ นั่งดูเลข SPCX วิ่ง ตื่นเต้นมาก / พรุ่งนี้ขอสัก 1 บทความนะคะพี่แบงค์ 🙏
ongjeeds
retweeted
TNN Online
@tnnthailand
about 2 months ago
หลักเกณฑ์ลงทะเบียน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" รอบใหม่: เปิดหลักเกณฑ์ - เงื่อนไขลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เริ่มวันที่ 4 - 21 มิถุนายนนี้ https://t.co/pwHpYoPyJH
#TNN
#TNNONLINE
ongjeeds
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
2 months ago
ลงทุนหุ้นตัวเดียวให้รวย vs ซื้อทั้งตลาด - ใครชนะในระยะ 10-20 ปี อาทิตย์ก่อนมีน้องนักลงทุนส่งข้อความมาถามว่า “พี่ครับ ผมอยากรวยเร็ว ควรเลือกหุ้นดี ๆ ตัวเดียวลงทุนหนัก ๆ หรือกระจายซื้อดัชนีแบบถือทั้งตลาดดี?” คำถามนี้ ผมว่านักลงทุนส่วนใหญ่อยากได้คำตอบครับ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่และฝันอยาก “เจอหุ้น 10x 100x” ------------------------------ เรามาตอบแบบมีข้อมูลวิจัยรองรับกันดีกว่า “ก่อนหักค่าธรรมเนียม นักลงทุนทุกคนรวมกันได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดพอดี” ประโยคนี้ผมเอามาจาก William Sharpe นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1990 ในบทความชื่อ “The Arithmetic of Active Management” (1991) เหตุผลของ Shaprpe ง่ายมากครับ เขาบอกว่า ตลาดหุ้นทั้งตลาด คือ ผลรวมของนักลงทุนทุกคน (active + passive) ดังนั้น ถ้าดูผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุน active (คนที่เลือกหุ้นเอง) ทุกคน ควรต้องเท่ากับตลาดพอดี แต่หลังหักค่าธรรมเนียม (ซึ่ง active อาจสูงกว่าเพราะเทรดบ่อยกว่า) ผลตอบแทนเฉลี่ยของ active จะ ต่ำกว่าตลาดเสมอ ฟังดูก็สมเหตุสมผลอยู่นะ ไปดูอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจาก SPIVA Report งานวิจัย SPIVA (ซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม) ศึกษาการทำงานของกองทุน active ทั่วโลกต่อเนื่องหลายสิบปี ผลลัพธ์น่าสนใจสุดๆครับ เขาบอกว่า มากกว่า 75-85% ของกองทุน active ในสหรัฐฯ (large-cap) แพ้ S&P 500 ในระยะ 10 ปี ในบางปี เช่นล่าสุดปี 2025 มีกองทุน active อยู่ที่ 79% ที่แพ้ดัชนี และยิ่งดูยาวๆไป 15 ปี อัตราที่แพ้ยิ่งสูงขึ้นเกือบ 90% ในหลายหมวด ข้อมูลจาก Morningstar ก็ยืนยันคล้ายกันครับ ส่วนใหญ่ของ active fund managers ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ------------------------------ ลองคำนวณแบบเข้าใจง่าย ๆ สมมติคุณมีเงิน 1 ล้านบาท ลงทุน 20 ปี สมมติผลตอบแทนตลาดเฉลี่ย 8% ต่อปี - Index Fund (ค่าธรรมเนียม 0.1-0.3% ต่อปี) → เงินจะโตเป็นประมาณ 4.66 ล้านบาท (หลังหักค่าธรรมเนียม) - Active Fund (ค่าธรรมเนียม 1.5-2% ต่อปี) → เงินจะโตเป็นประมาณ 3.2-3.6 ล้านบาท (หลังหหักค่าธรรมเนียมเช่นกัน) ส่วนต่างหลายล้านบาท มาจาก ค่าธรรมเนียมที่เหมือนจะดูเล็กน้อยครับ ลองคิดดูว่า ถ้ายิ่งระยะเวลานาน 20-30 ปี ความต่างยิ่งชัดเจนเพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานหนัก แล้วทำไมคนยังชอบเลือกหุ้นเป็นตัวๆ? เพราะสมองเราชอบเรื่องราว (story) เราชอบฟังเรื่อง “ซื้อหุ้นตัวนี้แล้วรวย 10x” แต่ลืมไปว่าสำหรับทุกคนที่รวยหนัก ๆ จากหุ้นตัวเดียว จะมีอีกหลายสิบคนที่ขาดทุนหนักจากหุ้นตัวเดียวกัน การเลือกหุ้นเองเข้าพอร์ตตัวเดียว หรือน้อยตัว มีความเสี่ยงสูงมาก (concentration risk) และต้องใช้เวลา + ทักษะ + โชคผสมกัน Jack Bogle (ผู้ก่อตั้ง Vanguard) บอกไว้ชัดเจน “Don't look for the needle in the haystack. Just buy the haystack.” อย่าพยายามหาเข็มในกองหญ้า (หาหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนดีที่สุด) ซื้อทั้งกองหญ้า (ทั้งตลาด) ไปเลย ------------------------------ วิธีการสำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่ม และทำได้เลยวันนี้ 1. ลงทุนสม่ำเสมอ (Dollar Cost Averaging) ทุกเดือน ทุกไตรมาส ไม่ต้องเดา ไม่ต้อง timing เริ่มที่กองทุนดัชนี หรือ ETF บน Theme ที่คุณเชื่อว่า เติบโตในระยะยาวแน่ๆ 2. ถ้าเจอประเภทกองทุนดัชนีเหมือนกัน (fund managers ไม่ได้หวังสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากดัชนีอะไร) ให้เลือกค่าธรรมเนียมต่ำ ไว้ก่อน เพราะยิ่งต่ำยิ่งดีในระยะยาว จากตัวอย่างคำนวนในตอนต้น 3. อย่าปรับพอร์ตเข้าๆออกๆ ตามกระสข่าวเร็วเกินไป ให้วางแผนแล้วถือยาว 10-20 ปี และกฎเหล็กเลย อย่าขายตอนตลาดตก คนพลาดเพราะเรื่องนี้ เพียบบบบ 4. ต้องกระจายความเสี่ยง อันนี้ ผมเตือนบ่อย แทบจะทุกครั้งที่ Morning Brief ตอนเช้าเลย ให้ผสมสินทรัพย์ที่หลากหลาย หุ้นต่างประเทศ + พันธบัตร + ทอง หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ ตามอายุและความเสี่ยงที่รับได้ สรุป การซื้อหุ้นตัวเดียวเพื่อหวังรวยเร็ว เป็นเกมที่ยากและเสี่ยงสูงสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะแม้แต่ active fund managers ที่โฟกัสที่การสร้าง alpha เหนือดัชนี ยังทำได้ยากเลย ในขณะที่ การซื้อทั้งแบบดัชนี และมองที่ค่าธรรมเนียมต่ำเข้าไว้ คือกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่า คุณจะไม่แพ้ในระยะ 10-20 ปีขึ้นไปสำหรับนักลงทุนธรรมดาๆ ถ้าใครก็ตาม เพิ่งเริ่มต้นลงทุน หรือยังหาทางของตัวเองไม่เจอ ให้รู้ไว้ครับว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนเนี่ย หาได้โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดที่สุดในห้อง คุณแค่ต้องไม่โง่ที่สุด และไม่จ่ายค่าธรรมเนียมแพงเกินไป กำไรจากการลงทุน ไม่ใช่เรื่องโชคล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของการเลือกเล่นเกมที่คุณมีโอกาสชนะสูงที่สุด เมื่อคุณใช้ท่าเบสิคได้แน่น ก็ค่อยๆขยับเป้า และขยับสกิลตัวเองขึ้นครับ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ทุกคนมีจังหวะเป็นของตัวเอง Mr.Messenger รายงาน
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
2 months ago
.:: ตำกะแฟ ::. 🥗🍲🍛 คนเยอะมาก ถ้ามาบ่ายไม่เคยได้กิน แนะนำให้มาเช้าๆเลย 10 โมงไรงิ [••• ••• • ] (7/9 hedonic scale)
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
2 months ago
ครัวลุงด้อ หมูป่าผัดเผ็ด อร่อย หอมเครื่องแกง ไก่รวน ที่ร้านเน้นหนังไก่ติดเนื้อ ทอดกรอบ เค็มๆ หวานๆ ปลาเนื้ออ่อน อร่อยสุดในทุกร้านที่เจอ ปลาชิ้นเล็ก ทอดกรอบมาก กินได้ทั้งก้าง ทั้งตัว แกงส้มชะอม เข้มข้น [••• ••• •••] (9/9)
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
2 months ago
ZURU Contemporary Japanese Flavors สาขา คริสตัล ปาร์ค [••• ••• •• ] (8/9 hedonic scale)
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
ongjeeds's tweet video.
ongjeeds
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
3 months ago
ปู่ Warren Buffett เคยพูดว่า "Investing is simple, but not easy." (การลงทุนง่าย แต่การทำจริงไม่ง่าย) รู้กันหรือเปล่าว่า การเป็นคนมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน จริงๆ "ง่ายกว่าที่คิดมาก"? แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ใช่ ความรู้ หรือ ภาวะเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไปครับ แต่มันคือ "สมองของมนุษย์เอง" ผมอ่านเจอ งานวิจัย Barber and Odean (2001) – “Boys Will Be Boys: Gender, Overconfidence, and Common Stock Investment” งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน The Quarterly Journal of Economics ถือเป็นงานคลาสสิกในวงการ Behavioral Finance เลยนะครับ สรุปจากงานวิจัยนี้ เขาพบว่า ผู้หญิงมักได้ผลตอบแทนจากการลงทุน "ดีกว่า" ผู้ชาย เพราะพวกเธอเทรดน้อยกว่า และไม่มี Overconfidence แบบที่ผู้ชายมี แล้วก็ยังมีงานวิจัยที่ยืนยันผลเหมือนกันอีก 2 ตัวนะครับ Fidelity Investments (2021): วิเคราะห์บัญชีกว่า 5.2 ล้านบัญชี ช่วง 10 ปี (2011–2020) สรุปว่า ผู้หญิงได้ผลตอบแทนสูงกว่าผู้ชายเฉลี่ย 0.4% ต่อปี AJ Bell, Barclays, Warwick Business School และหลายสถาบัน: พบผลคล้ายกัน ผู้หญิงเทรดน้อยกว่า ผลตอบแทนดีกว่า 0.4–1.8% ต่อปี สมองของเรา เป็นอุปสรรคต่อความรวยของเราได้ยังไง ตามไปดูกัน --------------------------- สมองของเราถูกออกแบบมา 2 ล้านปี ในสภาพแวดล้อมของนักล่า-เก็บของ (Hunter-Gatherer) เพื่อ "เอาชีวิตรอดในระยะสั้น" ไม่ใช่เพื่อวางแผนการเงินใน 30 ปีข้างหน้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลย ก็คือ เราเสียดายการขาดทุน 1,000 บาท มากกว่าดีใจที่ได้กำไร 1,000 บาท (Loss Aversion) เราชอบเงินวันนี้มากกว่าเงินอนาคต (Hyperbolic Discounting) เราติดตามฝูง — ตอนตลาดดี เรายืนดีซื้อแพง ตอนตลาดแย่ เราแห่ขายของถูก (Herd Mentality) ดังนั้น เรื่องแรกที่คุณต้องรู้คือ ถ้าเป็นเรื่องเงินๆทองๆ ได้โปรดอย่าเชื่อสัญชาติญาณตัวเองนะครับ สมองของเราเป็น "อุปสรรค" ของการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ไม่ใช่ "เครื่องมือที่ดี" --------------------------- และ นี่คือ 10 ข้อผิดพลาดทางการเงินที่ทำให้คุณไม่รวยซักที ผมขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้เห็นภาพชัดนะ กลุ่ม 1 - เรื่องของรายได้และการออม 1. คิดว่าตัวเองหารายได้ไม่ได้มากกว่านี้ - อย่าคิดว่าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ลงทุนใน "Human Capital" (ทักษะหายาก + การศึกษา) จะเปลี่ยนชีวิตได้ จงพยายามหาต่อไปเรื่อยๆ ตามจังหวะขีวิตของคุณ 2. คิดว่าตัวเองค่าใช้จ่ายเยอะ ยังไม่ออมเงินดีกว่า - ยิ่งเริ่มช้า ยิ่งเสียประโยชน์จาก "ดอกเบี้ยทบต้น" (พลังที่ Einstein บอกว่า "เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก") 3. คิดว่าเป้าหมายทางการเงิน เป็นเรื่องของคนมีเงินแล้ว ไม่ใช่ฉันในวันนี้ - ผมแนะนำจินตนาการถึงชีวิตในบั้นปลาย คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน อยู่กับคนที่คุณรักแบบใด หรือ ความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น คือ คำตอบหรือไม่? ถามตัวเองเรื่อยๆ เพื่อตั้งเป้าให้ชีวิตมีความสุขจริงๆ กลุ่ม 2 - เรื่องของการลงทุน 4. ใช้จ่ายไปกับสิ่งผิด - ของที่ไม่เพิ่มความสุขระยะยาว (เช่น เสื้อผ้าหรู, รถใหม่ทุก 2 ปี) ต้องสังเกตตัวเองดีๆ แยกให้ได้ระหว่างสิ่งที่เรา "Need" กับสิ่งที่เรา "Want" 5. ไม่กล้ารับความเสี่ยง - เก็บเงินไว้ในออมทรัพย์เฉยๆ = ยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ 6. แต่ถ้าจะรับความเสี่ยง ก็อย่ารับความเสี่ยงผิดประเภท - เลือกเล่นหุ้นรายตัว/คริปโต ที่ไม่เข้าใจจริงๆ แทนที่จะลงทุนใน Index Fund หรือ ในสินทรัพย์ที่เราเข้าใจ กลุ่ม 3 - เรื่องที่คนไทยมักลืม 7. ละเลยการวางแผนภาษี - ไม่ใช้ เครื่องมือลดหย่อน เช่น RMF ผลคือ บางคน เสียเงินภาษีฟรีปีละหลายหมื่น 8. ไม่วางแผนมรดก ไม่ส่งต่อความรู้การเงินให้รุ่นถัดไป - ผลคือลูกหลานทะเลาะกัน + เดือดร้อนลูกหลาน สุดท้ายใช้เงิน หรือสินทรัพย์ที่ได้มาผิดๆ 9. เลือกคู่ชีวิตที่นิสัยการเงินขัดแย้ง - น่าสนใจนะครับ งานวิจัยฝั่งตะวันตก ชี้ว่า "คนตระหนี่" มักดึงดูด "คนชอบใช้เงิน" รักกัน ก็ใช่ แต่ถ้าไม่ปรับความเข้าใจเรื่องการเงิน ไม่คุยกันตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้าย มันนำไปสู่หย่าร้างหลายๆเคสเลย 10. ละเลยประกันวิกฤต - ประกันชีวิต/ทุพพลภาพ คือการปกป้อง "ความสามารถในการหารายได้" ของครอบครัวครับ ผมเห็นหลายครอบครัว ที่ลำบากในวันนี้ ก็เพราะ การจากไปของผู้นำครอบครัวที่เป็นคนหารายได้หลัก ทั้งๆที่ เราสามารถเตรียมการรับมือได้ก่อน --------------------------- กฎ 5% (The 5% Rule) - สูตรเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องบ้าน เชื่อไหมครับ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า "การเช่าบ้านคือเอาเงินทิ้ง" แต่ความจริงคือ การ ซื้อบ้านก็มี "ต้นทุนที่เรียกคืนไม่ได้" (Unrecoverable Costs) เหมือนกัน ดอกเบี้ยเงินกู้ (เงินที่จ่ายให้ธนาคาร) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าซ่อมบำรุง (เฉลี่ย 1-2% ของราคาบ้านต่อปี — ที่คนมักประเมินต่ำ) ค่าเสียโอกาส (เงินดาวน์บ้านก้อนใหญ่ที่เอาไปลงทุนจัดพอร์ตหุ้นโลกได้) แนะนำแบบนี้ครับ ลองใช้ กฎ 5% (ราคาบ้านที่อยากซื้อ × 5%) ÷ 12 = ค่าเช่ารายเดือนที่คุ้มค่า ตัวอย่างการคำนวนนะ: บ้านราคา 10 ล้านบาท × 5% = 500,000 บาท/ปี ÷ 12 = 41,666 บาท/เดือน ถ้าเช่าบ้านแบบเดียวกันได้ ต่ำกว่า 41,666 บาท/เดือน → เช่าดีกว่าซื้อ! แล้วเอาเงินส่วนต่างไปลงทุนใน Index Fund → ผลตอบแทนระยะยาวมักดีกว่า นอกจากนี้ การเช่ายังให้เรื่องความคล่องตัว ซึ่งมันสำคัญมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจย้ายงาน/ย้ายทำเล เมื่อชีวิตเราดำเนินไป หน้าที่การงานเปลี่ยนแปลงไป --------------------------- สุดท้าย หลักการลงทุนเริ่มต้นที่ทำให้ชนะเงินเฟ้อ 1. ลงทุนใน Index Fund ไปก่อน ถ้าคิดอะไรไม่ออก เพราะ ค่าธรรมเนียมต่ำ + กระจายความเสี่ยงทั่วโลก = ดีกว่าการเลือกหุ้นรายตัวในระยะยาว ปู่ Warren Buffett เคยท้าพนัน $1 ล้าน กับ Hedge Fund ว่า S&P 500 Index Fund จะชนะ Hedge Fund ใน 10 ปี - และ Buffett ชนะอย่างขาดลอยในปี 2017 2. อย่ารักกระแสเงินสดเกินไป ถ้าจะสร้างพอร์ตเกษียณ ผลิตภัณฑ์การเงิน ทั้งหุ้น และกองทุนที่เน้น "ปันผลสูง" หลายๆตัว มันจำกัดโอกาสเติบโตของเงินต้น มันดูสวยในระยะสั้นก็จริงๆ แต่ตามตลาดไม่ทันในระยะยาว เหมาะกับพอร์ตหลังเกษียณมากกว่านะครับ 4. อย่าดูพอร์ตบ่อยเกินไป งานวิจัยชี้ชัดว่า - ยิ่งดูพอร์ตบ่อย ยิ่งรู้สึกว่าตลาดเสี่ยงสูง พอคิดแบบนั้น ก็กล้าลงทุนน้อยลง กลัวข่าวสารเพิ่มขึ้น และจากงานวิจัยที่ผมเขียนถึงตอนต้นบทความ จำได้ไหมครับ? ย้ำกันอีกที ผู้หญิงมักได้ผลตอบแทนดีกว่าผู้ชาย เพราะ: เทรดน้อยกว่า ไม่มี Overconfidence และดูพอร์ตน้อยกว่า --------------------------- สรุป ความรวยไม่ได้ต้องการ IQ 200 หรือความรู้เศรษฐศาสตร์ระดับ PhD มันต้องการแค่ "วินัย" และ "ความสามารถในการต้านสมองตัวเอง" ส่วนตัวผมว่า คนรวยจากการลงทุนหลายๆคนรอบตัวผม ไม่ใช่คนที่เก่งจัดการเงินที่สุด ส่วนหนึ่ง พวกเขายินดีทำเรื่องน่าเบื่อๆ ซ้ำๆ มา 20-30 ปี ลงทุนแบบ DCA มันไปเรื่อยๆ ทุกเดือน ใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้ ไม่ดูพอร์ตบ่อย ไม่โวยวาย เวลาตลาดถล่ม ไม่มองโลกในแง่ร้าย ไม่กลัวสงครามโลกจะเกิด ไม่ซื้อตาม หรือฟังหุ้นเด็ดจากวงใน รักษาคู่ชีวิตให้นานๆ ปล่อยวางกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว มีความสุขง่ายๆกับเรื่องเล็กๆ จะว่าไป เรียบง่าย แต่ทำตามได้ยากเหมือนกันนะ Mr.Messenger รายงาน
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
3 months ago
เมนูขนมในดวงใจ จาก Sushiro
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
ongjeeds's tweet video.
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
3 months ago
Keep in Touch ปิ้งย่างหม่าล่าไม้หมุนของล่าเหมียวกรุ๊ป ถือว่าเป็นร้านอันดับท็อปๆในใจเลยนะ อร่อย ราคาเบื้องต้นถือว่ายอมรับได้ กินแล้วไปจบที่ 2 คน 1,500+ ที่ร้านมีหม่าล่าเผ็ด 3 ระดับ ส่วนเด็กสามารถสั่งหมูไม่หมัก (8/9 hedonic scale)
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
See More
ongjeeds's tweet video.
ongjeeds
retweeted
JRT—Platinum Emperor Reserve Ceremonial Grade
@JRTDesk
4 months ago
ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 https://t.co/MTMjGgBXwR
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
3 months ago
วันหยุดอยากกลับมานอน แต่โดนแม่ใช้แรงงานจ้าาา 💦 ขอบคุณลูกค้า สั่งจัดกระเช้าสงกรานต์
#อาลัวกะทิสด
บีบสดทุกกลีบ 🌸 สั่งจองได้ ล่วงหน้า 5 วัน ดอกละ 15฿ หรือจัดกล่อง จัดกระเช้าตามสั่งค่ะ
#ขนมบ้านน้องโอ่ง
#AbleBakery
#ThaiCoconutDessert
#OngjeedsDish
ongjeeds's tweet video.
ongjeeds
retweeted
TNN Online
@tnnthailand
4 months ago
ชวนเที่ยวสงกรานต์สายอาร์ต ประติมากรรม 3 มิติ ณ สวนลุมพินี: ททท. เสิร์ฟสงกรานต์สายอาร์ต “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ชวนอาร์ตชื่อดังสร้างสรรค์ประติมากรรม 3 มิติ ปักหมุดแลนด์มาร์ค ใจกลางกรุง 11-30 เมษายนนี้ https://t.co/N8xpKL1XF4
#TNN
#TNNONLINE
ongjeeds
retweeted
bongtao
@bongtao
4 months ago
มีเพื่อนอยู่สองสามคนที่ออกจากโลก corporate แล้ว และเป็นเพื่อนที่อายุพอกัน academic/career track คล้ายกัน และเป็น Single Income, No Kids เหมือนกัน นี่จะนัดคุยอัปเดตชีวิตกับเพื่อนกลุ่มนี้อยู่เรื่อยๆ เพราะเราก็วางแผนออกจากโลก corporate ในช่วง 40s เหมือนกัน เพื่อนกลุ่มนี้เลยเป็นหนูทดลองชีวิต FIRE ให้เราก่อน พบว่าทุกคนพูดคล้ายกันหลายอย่างคือ - ชีวิตหลัง retired ไม่ได้ใช้เงินเยอะอย่างที่คิด ยิ่งพอสังคมเล็กลง ความอยากได้อยากมีจะลดลงตามไปเอง - เช่น ไปต่างประเทศก็ช้อปน้อยลงมาก โรงแรมก็นอนกลางๆ กินร้านดีๆบ้าง กลางๆบ้าง สลับกันไป ซึ่งไม่ได้ประหยัดเพราะกลัวเงินหมด แต่เพราะตอนทำงาน ได้ลองของดีๆมาหมดแล้ว ตอนนี้เลยไม่ตื่นเต้นแล้ว (เพื่อนใช้คำว่า very thin marginal gain, even 3-star michelin no longer excites you) - แต่ในที่สุดก็ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยได้ทำ เพราะมันต้องใช้เวลามหาศาล เช่น ไปเดินเทรลที่ยุโรปเดือนนึง - การใช้เงินจะเป็นเรื่องใหญ่ๆมากกว่า เช่น ซ่อมบ้าน ดูแลพ่อแม่ ไรงี้ - ถ้าปิด risk ในชีวิตจนหมดก่อนเกษียณ เช่น ไม่มีภาระหนี้ผ่อนรถผ่อนบ้านแล้ว มีประกันสุขภาพแล้ว ชีวิตจะวางแผนง่ายขึ้นมาก - พอเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่สุด สิ่งที่เครียดที่สุด คือการค้นหา purpose ใหม่ให้ชีวิต เป็นขั้นตอนที่ต้อง trial & error ลองผิดลองถูกไปเรื่อยพอสมควร และบางคนก็ยังไม่เจอ - บางคนเลิกเล่นโซเชี่ยลไปเลย หรือ read only แต่ไม่โพสไม่อัพเดทใดๆทั้งนั้น ทั้งๆที่จริงๆมี activity ในชีวิตมากมาย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้รู้สึกขาดหายอะไรไปนะ - การมีเวลาเหลือล้น ก็น่ากลัวเหมือนกัน มันกลายเป็นความกดดันให้ตัวเองต้องหาอะไรทำเพื่อถมเวลาว่างมหาศาลเหล่านั้น ซึ่งจริงๆถมยังไงก็ไม่เต็ม ใดๆแล้ว เงื่อนไขชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน อ่านแล้วไปใส่ not all กันเอง เอามาแชร์ให้ฟัง
See More
OngJeedS NatchaR
@ongjeeds
4 months ago
.::
#ร้านเพื่อน
บางคนที ::. กินมา 30 ปี ตั้งแต่สมัยร้านมุงจาก ควรค่าแก่การขับออกนอกเส้นทางเพื่อมากิน [••• ••• •••] (9/9 hedonic scale)
#โอ่งอร่อย
#OngjeedsDish
#พรุ่งนี้ผอม
#MustToทาน
ongjeeds's tweet video.
Last Seen Users on Sotwe
Public Stroker Boi
Seen from
India
rangga
Seen from
Indonesia
BurAQ
Seen from
Turkey
Inget dosa
Seen from
Indonesia
Jeevi Shemale
Seen from
Japan
BU ERTE
Seen from
Singapore
💔
Seen from
Canada
saputro
Seen from
Indonesia
متحرره يمنيه
Seen from
Germany
ifşa merkezi
Seen from
Turkey
Trends for you
1
#AEWRedemption
Under 10K tweets
2
#HOTD
Under 10K tweets
3
Jason
Under 10K tweets
4
#LaCasaDeLosFamososMx
Under 10K tweets
5
Willow
Under 10K tweets
6
Seattle Center
Under 10K tweets
7
Berlanga
Under 10K tweets
8
Ciampa
Under 10K tweets
9
#RHOA
Under 10K tweets
10
#baddiesgonewild
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241M followers
2
Barack Obama
@barackobama
119.2M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
112.2M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.1M followers
7
NASA
@nasa
92.2M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.3M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
88.5M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
82.4M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
73.9M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
71.3M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.2M followers
14
YouTube
@youtube
68.7M followers
15
Bill Gates
@billgates
64.4M followers
16
Neymar Jr
@neymarjr
64.1M followers
17
The Ellen Show
@theellenshow
62.4M followers
18
CNN
@cnn
61.8M followers
19
Selena Gomez
@selenagomez
61.6M followers
20
X
@x
60.8M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫