"$10,000 into $30,417 in a month"
"18 of last 20 trade are winners"
"257% in last three options trades"
What do I think of when I see such claims on X or in a slick email?
Scammers!!!!!
Amateurs!!!!
Trolling for retail suckers!!!!!
What's the giveaway?
A couple of things stand out to me.
First, these slick willies do not know how to compute performance
Professional traders never report the outcome of a trade against the margin or cost of the asset or options cost
Anybody who reports performance with such language is trying to separate you from your money
Performance must ALWAYS be expressed as a percent of TOTAL NOMINAL CAPITAL
And winners alone must never be reported without proper disclaimers
So, if you fall for such schemes and lose your money -- you only have yourself to blame
ตอนที่ 4
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ���บไว้ว่าจะเล่าเรื่องสงครามการเงินที่ ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
เรื่องมันมีอยู่ว่า
หลังจากที่ Andrew Jackson ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นปธน.
เขาเป็นปธน. คนแรกที่สร้างขบวนการมวลชนเป็นฐานเสียง เพราะก่อนหน้านี้การเมืองอเมริกาเป็นเรื่องของชนชั้นสูง มีแค่คนที่มีที่ดินถึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ในช่วงนั้นหลายรัฐขยายสิทธิ์เลือกตั้งให้ชายผิวขาวทุกคน Jackson คือคนแรกที่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้
สิ่งที่เขาสื่อสารต่อมวลชนคือการประนามพวกชนชั้นสูงและนายธนาคารที่ขโมยประเทศจากไปชนชั้นแรงงานและกรรมกร
ภารกิจที่ Jackson ต้องการทำมากที่สุดคือการทำลาย Second Bank เขาเกลียดธนาคารนี้มาก Jackson มองธนาคารกลางเหมือนสัตว์ประหลาด สำหรับ���ขา ธนาคารนี้ไม่ใช่แค่สถาบันการเงินแต่มันคือ “รัฐซ้อนรัฐ” ครอบครองอำนาจที่คนธรรมดาเลือกไม่ได้แต่กลับมีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ ดังนั้นในความเห็นของเขา Second Bank เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
ก่อนเล่าการต่อสู้ มาทำความรู้จักก��บศัตรูของ Jackson ก่อน
Nicholas Biddle เขาคือประธาน Second Bank of the United States ถ้า Jackson คือตัวแทนของคนธรรมดา Biddle คือตัวแทนของทุกอย่างที่ Jackson เกลียด เขาเกิดในตระกูลร่ำรวยย่านฟิลาเดลเฟีย จบการศึกษาจาก Princeton
ในสายตาของ Biddle .... Jackson คือประชานิยมอันตราย
แต่ในสายตาของ Jackson...Biddle คือสัญลักษณ์ของ oligarchy หรืออภิชนาธิปไตยทางการเงิน
เมื่อ Jackson เข้ารับตำแหน่งปธน.ในปี 1829 เขาประกาศต่อสภาว่า Second Bank ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ได้��ับใช้ประชาชน
Biddle ตอบโต้ด้วยการล็อบบี้สภา พิมพ์ใบปลิวแจกทั่วเมือง และพยายามแสดงให้เห็นว่าธนาคารทำงานได้ดีแค่ไหน แต่ถึงกระนั้น Jackson ไม่สนใจข้อมูลโต้แย้งของ Biddle เลยแม้แต่น้อย ทำให้ Biddle ต้องวางแผนใหม่หมดเพราะ charter ของ Second Bank จะหมดอายุในปี 1836 เขาตัดสินใจขออนุญาติต่ออายุธนาคารก่อนกำหนด 4 ปี เพราะในปี 1832 เป็นปีเลือกตั้ง เขาคิดว่า Jackson จะไม่กล้าวีโต้เพราะกลัวเสียคะแนนเสียงจากรัฐที่ธนาคารมีอิทธิพล
แต่ Biddle คาดการณ์ผิด แม้ว่าสภาจะผ่านร่างต่ออายุ แต่เพราะความเกลียด Second Bank มาก Jackson จึงใช้สิทธิวีโต้ทันที และเขียน Veto Message แจกจ่ายให้ประชาชน วีโต้นี้โดนใจชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก
Jackson บอกว่า ธนาคารนี้รับใช้ค���รวยและต่างชาติ ในขณะที่ชาวไร่และคนงานไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย รัฐบาลที่ดีควรปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียม ไม่ใช่สร้างสิทธิพิเศษให้คนกลุ่มเดียว
แน่นอนว่า Biddle โกรธจัดที่ Jackson พูดแบบนี้ เขาถึงกับบอกว่าวีโต้ของ Jackson นี้คือประกาศสงครามกับทุกคนที่มีเงิน
Jackson ไม่อยากรอให้ Charter ของธนาคารหมดอายุในปี 1836 เขาวางแผนที่จะถอนเงินออกจาก Second Bank แล้วนำไปฝากกับธนาคารเอกชนของแต่ละรัฐ���ทน แต่ปัญหาคือตามกฎหมายคนที่มีอำนาจทำได้ไม่ใช่ปธน. แต่คือรมต.คลัง
รมต.คลังตอนนั้นคือ Louis McLane เขาปฏิเสธเพราะเห็นว่าการถอนเงินฝากออกทั้งหมดจะทำลายเสถียรภาพการเงิน Jackson ไม่พอใจจึงย้าย McLane ไปกระทรวงอื่นแทนแล้วแต่งตั้ง William J. Duane เป็นรมต.คลังคนที่สอง แต่ Duane ก็ปฏิเสธอีก เพราะเขาเชื่อว่าปธน.กำลังใช้อำนาจเกินขอบเขต รอบนี้ Jackson โกรธมาก สั่งปลด Duane ทันที แล้วแต่งตั้งรมต.คลังคนที��สามคือ Roger B. Taney ซึ่งยอมทำตามคำสั่งถอนเงินฝากรัฐบาลออกจาก Second Bank
ประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "The Dueling Secretaries"
Biddle และฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าสิ่งที่ Jackson ทำคือ Executive Overreach หรือการที่ปธน.ขยายอำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขต
Biddle ตอบโต้ Jackson กลับในฐานะประธานธนาคารใช้อำนาจที่มีเรียกคืนสินเชื่อทั่วประเทศ ลดการปล่อยกู้อย่างฉับพลัน ทำให้เศรษฐกิจหดตัว ธุรกิจในประเทศ��ีปัญหา ชาวอเมริกันเริ่มตกงาน เป้าหมายคือสร้างวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วโทษว่าเป็นความผิดของ Jackson
นักธุรกิจทั่วประเทศร้องเรียนกับวุฒิสภา คนที่เป็นผู้นำการโจมตี Jackson ในวุฒิสภาคือ Henry Clay เขาเกลียด Jackson มาก
เขาเห็นว่า Jackson กำลังพาประเทศไปสู่เผด็จการประชานิยม
Clay ถึงขั้นเรียก Jackson ว่า King Andrew เพราะJackson กำลังทำตัวเหมือนกษัตริย์ไม่ใช่ผู้นำในระบอบสาธารณรัฐ
Clay และสมาชิกวุฒิสภาลงมติประณามปธน. (censure) ว่าเขาใช้อำนาจที่รัฐธรรมนูญไม่ได้มอบให้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่วุฒิสภาประณามปธน. อย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่า Jackson โกรธมาก เขาเห็นว่าวุฒิสภากำลังโจมตี เสียงของประชาชน เพราะเขาเชื่อว่าตัวเองได้รับ mandate จากประชาชนมาทำภารกิจนี้โดยตรง Jackson ถึงกับส่งเอกสารประท้วงอย่างเป็นทางการกลับไปยังวุฒิสภาบอกว่าวุฒิสภาไม่มีสิทธิ์มาประณามเขาแบบนี้
��ต่ Jackson ก็ไม่ถอย นักธุรกิจไม่พอใจในสิ่งที่ Biddle ทำ ในที่สุด Biddle ก็ต้องผ่อนคลายนโยบายสินเชื่อ และยอมรับโดยปริยาย��่าเขาเป็นคนทำให้เศรษฐกิจแย่ลง ความน่าเชื่อถือของ Second Bank พังทลาย
ในทีสุดสัญญาของธนาคารก็หมดอายุในปี 1836 เป็นการปิดฉาก Second Bank of the United States สิ้นสุดสถานะธนาคารแห่งชาติ
แต่ Biddle ยังไม่ยอมแพ้ เขาพยายามดิ้นรนต่อ โดยการนำธนาคารไปขอ charter ใหม่ในรัฐเพนซิลวาเนีย ธนาคารจึงยังอยู่ต่อในชื่อใหม่แต่ปัญหาคือ มันไม่ใช่ธนาคารแห่งชาติอีกแล้ว
เพราะมันสูญเสียทั้งอำนาจ ความน่าเชื่อถือและบทบาทศูนย์กลางระบบการเงิน จากสถาบันที่เคยเป็นหัวใจเครดิตของประเทศ
มันค่อย ๆ กลายเป็นธนาคารที่เต็มไปด้วยการเก็งกำไรและสินทรัพย์เสี่ยง
แล้ววิกฤตก็มาถึง
Jackson ลาออกจากตำแหน่งปธน. ในเดือนมีนาคม 1837 หลังจากนั้นแค่สองเดือน อเมริกาก็เกิด Panic of 1837 หนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในยุคแรกของอเมริกา ธนาคารล้มละลายจำนวนมากเพราะธนาคารเอกชนพิมพ์เงินจนทำให้เกิดเงินเฟ้อ มีการเก็งกำไรที่ดิน ผู้คนตกงานมหาศาล
ส่ว��ธนาคารของ Biddle ก็ล้มละลายในปี 1841
หลังจากทุกอย่างจบลง Andrew Jackson เขียนไว้ในไดอารี่ว่า “ความภาคภูมิใจสองอย่างในชีวิตของฉันคือ ฉันรักษาสหภาพเอาไว้ได้และฉันทำลายธนาคารได้”
ประโยคนี้ทรงพลังมากเพราะมันทำให้เห็นว่าสำหรับ Andrew Jackson การทำลายธนาคารแห่งชาติไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจแต่มันคือ ภารกิจทางการเมือง เขาเชื่ออย่างสุดใจว่าเขากำลังช่วยประชาธิปไตยอเมริกา แต่ประวัติศาสตร์ก็ยังเถียงกันไม่จบ Jackson ช่วยประชาชนจาก oligarchy จริงไหมหรือเขาทำลายเสถียรภาพการเงินของประเทศกันแน่
ตอนหน้ามาเล่าต่อว่า .. หลังจากที่ล้ม Second Bank แล้ว อเมริกาอยู่กันยังไงในสภาพไร้ธนาคารกลางเป็นเวลา 77 ปี
Claude now connects to the tools creative professionals already use.
With the new Blender connector, you can debug a scene, build new tools, or batch-apply changes across every object, directly from Claude.
Outline any shape and Drafted turns it into a real house plan. 🏠
It's a new way to explore the different layouts and room configurations that are possible within your space.
Here's how it works 👇
Introducing Claude Design by Anthropic Labs: make prototypes, slides, and one-pagers by talking to Claude.
Powered by Claude Opus 4.7, our most capable vision model. Available in research preview on the Pro, Max, Team, and Enterprise plans, rolling out throughout the day.
Anthropic pays engineers $750,000+ a year to understand how LLMs work.
Stanford just put a 2 hour lecture that covers 80% of it for FREE.
Bookmark this. Give it 2 hours today.
It might be the highest ROI thing you do this month:
“Price changes in a financial market cluster into zones of high drama and slow evolution.”
Mandelbrot says that this is exactly how one should analyze a financial market.
There’s normal clock time which we’re all used to. And then there’s a deformed trading time.
Price is a function of both trading time and clock time. The result is a fractal market cube.
According to Ray Dalio, the easiest way to adjust for risk is to seek uncorrelated returns.
Ray's made billions from a simple idea.
Here's how to do it in a few lines of Python code:
Built a defense stocks terminal on Claude Code
Tracks the entire military/defense sector from one screen. Real-time quotes, insider trades, congressional transactions, options flow, earnings, DoD budget analysis.
Something like this would cost you a Bloomberg terminal.
What if candlesticks weren't just data points on a timeline but nodes in a living network?
Visibility graphs do exactly that.
Take a rolling window of price, connect every pair of bars that have unobstructed geometric line of sight to each other, and you get a graph a real mathematical graph with nodes, edges, and topology.
Then you stop thinking like a trader and start thinking like a network researcher.
Degree distribution tells you how information flows through the price structure.
Clustering coefficients reveal whether local patterns form tight communities or fall apart.
Betweenness centrality identifies which price bars are structurally critical remove them and the network fragments.
These metrics become indicators
The conversion algorithm is efficient - there's a 2015 paper by Lan, Mo, Chen, Liu, and Deng that made it fast enough for real-time rolling windows.
The Python ecosystem is ready: ts2vg for graph construction, NetworkX for analysis.