Home
Language
English
Türkçe
Bahasa Indonesia
About
Privacy Policy
Terms of Service
Pricing
Sign In
Download All
Share
คน(ดี) ไม่ห่างเหิน III
@Muang047
Life is not measured by how successful you are, but by how many breathtaking moments you have.
Joined February 2020
105
Following
21
Followers
3.5K
Posts
Muang047
retweeted
🐔White chicken🐔on pink background
@whitechickpink
1 day ago
แนะนำไว้เป็นความรู้เพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจการลงทุน ว่าควรดูเรื่อง correlation ระหว่าง VXUS กับ VOO ให้ดีๆ ว่าที่เราว่าคิดว่ากระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ มันจะกระจายได้จริงและมันป้องกันความเสี่ยงได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับมุมมองว่าเราจะผสมพอร์ตการลงทุนอย่างไรและเพื่ออะไร ปล. รูปจากเพจคุณ Earthh Evans
See More
Muang047
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
1 day ago
ตลาดฟิวเจอร์สฝั่งสหรัฐฯ เปิดด้วยด้วยสีเขียวอ่อนๆ (S&P 500 +0.12%, Nasdaq 100 +0.24%, Dow +0.05%) รับโมเมนตัมบวกต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ตลาดเอเชียก็เปิดบวกรับเช้าวันจันทร์เช่นกัน ท่ามกลาง 3 บททดสอบสำคัญที่นักลบทุนต้องเผชิญในสัปดาห์นี้ --- 📌 1. ฤดูกาลงบ Q3: ความแข็งแกร่งจริง หรือแค่ AI Hype? สัปดาห์นี้กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่จะเรียงคิวกันประกาศผลประกอบการ (JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup, Goldman Sachs, Morgan Stanley และ Wells Fargo) * ตัวเลขความคาดหวังสูงปรี๊ด: ข้อมูลจาก FactSet ประเมินว่ากำไรของบริษัทใน S&P 500 ไตรมาสนี้จะเติบโตถึง 29.6% ซึ่งจะเป็นการเติบโตระดับ >25% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 (แรงหนุนหลักมาจากการลงทุน AI Data Center) * จุดชี้ชะตา (Forward Guidance): สิ่งที่ตลาดโฟกัสมากกว่าตัวเลขกำไร คือ Guidance ที่บริษัทต่างๆ จะสามารถรักษามาร์จิ้นและผลักภาระ "ราคาน้ำมันแพง" และ "ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงลิ่ว" (จากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002) ไปยังผู้บริโภคได้หรือไม่? 📌 2. ชี้ชะตาเงินเฟ้อ: CPI & PPI วันพุธนี้ (14 ต.ค.) เตรียมรับแรงกระแทกจากตัวเลข CPI เดือน ก.ย. และตามด้วย PPI ในวันพฤหัสบดี ตัวเลขชุดนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า Fed จะวางท่าทีอย่างไรในการประชุมปลายเดือน และจะชี้ขาดทิศทางของตลาดพันธบัตรที่กำลังผันผวนอย่างหนัก 📌 3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: สหรัฐฯ จ่อลุยฮูตีในเยเมน? ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงยืนแข็งแกร่งเหนือ $104 หลังทรัมป์ ส่งสัญญาณในช่วงสุดสัปดาห์ว่า สหรัฐฯ "กำลังพิจารณา" ที่จะเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการตอบโต้ทางทหารต่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน (ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน) * ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีสนามบินริยาด และถือเป็นการเปิดความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิที่สองในตะวันออกกลาง --- สัปดาห์นี้ถือเป็น "จุดตัด" สำคัญว่าปัจจัยพื้นฐานจะแข็งแกร่งพอที่จะอุ้มตลาดให้ฝ่าดงระเบิดของปัจจัยมหภาค (เงินเฟ้อ/ดอกเบี้ย/สงคราม) ได้หรือไม่นะครับ Mr.Messenger รายงาน
See More
Muang047
retweeted
ผู้ช่วยครับม้วนตังหน่อยนะ.
@tisy202
1 day ago
พอร์ตนี้โอเคสำหรับถือยาว เป็นพอร์ตเรียบง่าย ค่าธรรมเนียมต่ำ และกระจายความเสี่ยงได้ดี ข้อดี VOO: เกาะ S&P 500 ค่าธรรมเนียมราว 0.03% VXUS: กระจายไปหุ้นนอกสหรัฐ ลดการพึ่งพาตลาดเดียว SCHD: เน้นหุ้นปันผลคุณภาพ ช่วยถ่วงน้ำหนักหุ้นเทคฯ ข้อควรระวัง VOO กับ SCHD มีหุ้นซ้ำกันบางส่วน อย่าคิดว่ากระจายมากกว่าที่เป็นจริง SCHD ในระยะยาวอาจโตช้ากว่า VOO เพราะหุ้นเทคฯ น้อย ปันผลจากหุ้นสหรัฐโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และมีผลต่อ SCHD มากสุด อย่าลืมความเสี่ยงค่าเงินบาท/ดอลลาร์ แนวทางที่แนะนำ กำหนดสัดส่วนชัดเจน เช่น VOO 50–60% / VXUS 20–25% / SCHD 15–25% ตามเป้าหมาย DCA ทุกเดือน ไม่ต้องจับจังหวะตลาด Rebalance ปีละครั้ง ไม่ต้องเช็กทุกวัน นำปันผลมาลงทุนต่อ ถ้ายังไม่ต้องใช้เงิน ถือผ่านช่วงตลาดลง อย่าเปลี่ยนกลยุทธ์ตามข่าว ถ้าอายุยังน้อยและเน้นโต ให้เพิ่ม VOO ลด SCHD ถ้าใกล้ต้องใช้เงินหรืออยากได้กระแสเงินสด ให้เพิ่ม SCHD
See More
Muang047
retweeted
Petæ Lynch
@Petae_Lynch
1 day ago
เอาจริง ไม่เคยเห็นใครเตือนถึงข้อเสียข้อควรระวังของ 2 ตัวนี้เลย ฟีลๆซื้อ S&P500 ไม่มีขาดทุน
Who to follow
รัดทะกอน 🦝
@bank_rathakorn
Ing Chaiwat
@Chiwatlive
Director - Progressive Social Security | Member of SSO Medical Committee |🌹For The Many Not The Few 🌷| 🌸Social ingenjörskonst 💐| 💙#CFC🦁
Willem J. Bod
@WillemBod
I like to travel. I like art, photographs, poems, news of the world, books, music and life. I work in a library @biebdommeldal.
Muang047
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
2 days ago
สรุปจาก BCA Research โดย Doug Peta หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนสหรัฐฯ น่าสนใจมากนะครับเลยเอามาให้อ่านกัน เขาออกมาชี้มุมมองสำคัญว่า "ระดับของอัตราดอกเบี้ยจริง (Real Yield Level)" ส่งผลต่อผลตอบแทนของตลาดหุ้นมากกว่า "ทิศทาง (Direction)" พร้อมกางสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1948 ยืนยันว่า ยุคที่ Bond Yield ขยับขึ้น ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นจะต้องดิ่งเสมอไป ผมสรุป 4 ประเด็นเปลี่ยนเกมและชุดข้อมูลสถิติที่นักลงทุนต้องรู้มาดูกัน --- 📊 1. สถิติย้อนหลัง: ทำไม Real Yield พุ่ง หุ้นถึงยังบวกได้? * สถิติชนะขาด: เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจริง (Real 10-Year Treasury Yield) ปรับตัวขึ้นมากกว่า 100 bps ดัชนี S&P 500 สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 9.9% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าช่วงที่ Real Yield ลดลงเกิน 100 bps ที่ทำผลตอบแทนได้เพียง 5.5% ต่อปี (เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยดัชนีทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 1948 ที่ 8.2%) * กลไกเบื้องหลัง: การเพิ่มขึ้นของ Real Yield มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับ "การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง" และ Upward Earnings Revisions ซึ่งแรงดันฝั่งกำไรสามารถเอาชนะแรงกดดันด้าน Valuation ที่ถูกคิดลดราคาลงมาได้ --- 🎯 2. ตัวเลขเปลี่ยนเกม: สถิติ Real Yield vs Potential Growth (2.0%) BCA Research ประเมินว่า Potential Growth ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 2.0% (เทียบกับ Real Yield เดือนสิงหาคมที่ 1.59% และขยับเข้าใกล้ 2% หลังรวมตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกันยายน) โดยสถิติย้อนหลังชี้ผลตอบแทน S&P 500 ไว้อย่างชัดเจน: * Real Yield < 2.0% (และกำลังขยับขึ้น): S&P 500 สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 11.8% ต่อปี * Real Yield ขยับจากล่างขึ้นมาเหนือ 2.0%: ผลตอบแทนเฉลี่ยชะลอลงมาเหลือ 8.6% ต่อปี * Real Yield ค้างอยู่ > 2.0% (ทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด): ผลตอบแทนดัชนีพลิกกลับเป็น ติดลบ -1.3% ต่อปี --- 🏢 3. P/E Multiples & พฤติกรรมเงินทุน * เส้นแดงเตือน Valuation: ดัชนี S&P 500 จะเริ่มเห็น P/E Multiples ถูกกดดันลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ต่อเมื่อ Real Yield พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.5% ขึ้นไป ขณะที่ในช่วง 2% – 5% ระดับ Valuation ยังมีความผันผวนกว้าง * ไม่มีการแห่โยกเงินออกระบบ: ข้อมูลย้อนหลังไม่พบหลักฐานว่านักลงทุนสถาบันจะแห่เทขายหุ้นเพื่อโยกเข้าพันธบัตรทันทีที่ Yield พุ่งขึ้น เนื่องจากสถาบันติดข้อกำหนดนโยบายการลงทุน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยมักเลือกลงทุนตามผลงานของตลาดหุ้นในอดีตมากกว่า --- ⚠️ 4. 4 Checklist ที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวัง ชนวนเหตุที่จะทำให้เกิด "Stock-and-Bond Collision" (ตลาดหุ้นและพันธบัตรกอดคอกันร่วง) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ Real Yield ทรงตัวยืนเหนือระดับ Potential Growth (2.0%) ต่อเนื่องกันหลายเดือน โดย BCA แนะนำให้เฝ้าระวัง 4 จุดเสี่ยงหลัก: * กำไรและคุณภาพหนี้ของ หุ้นขนาดเล็ก (Small-Caps): เปราะบางที่สุดเพราะพึ่งพาสินเชื่อสูง ต่างจากหุ้นใหญ่ที่ใช้การออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยคงที่ * อัตราการผิดนัดชำระหนี้ภาคครัวเรือน (Household Delinquencies) * การผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่ม Private Equity * ประสิทธิภาพและคุณภาพของสินเชื่อในตลาด (Credit Performance) --- 💡 มุมมอง Mr. Messenger รายงานของ BCA Research ฉบับนี้ตอกย้ำว่า "ตลาดยังไม่ได้อยู่ในจุดที่ Bond Yield จะเข้ามาทำลายตลาดหุ้นพังทลายในทันที" ตราบใดที่ Real Yield ยังไม่ได้ค้างยืนเหนือระดับ Potential Growth (2%) เป็นระยะเวลานานหลายเดือน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ หุ้นขนาดเล็ก (Small-Caps) และบริษัทนอกตลาดที่มีหนี้ผันแปรสูง ในภาวะที่ Fed ยืนนโยบายสายเหยี่ยว การเลือกลงทุนแบบ Flight to Quality โดยเน้นหุ้นใหญ่ที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดหนาแน่น และคุมภาระหนี้สินได้ดี ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด Mr.Messenger รายงาน
See More
Muang047
retweeted
stefano monzo
@stefmonzo
3 days ago
I’ve never met anyone who succeeded without sacrifices. Nowadays, more and more people are just looking for shortcuts.
Muang047
retweeted
✨𝓥𝓲𝓿𝓲𝓮𝓷𝓷𝓮 𝓦𝓸𝓷𝓭𝓮𝓻🧸
@Viviennewonder
4 days ago
มีคนบอกไว้ว่า “แบ็คที่ใหญ่ที่สุดคือเงินเก็บ คอนเนคชันที่ดีที่สุดคือความสามารถ ไพ่ตายที่เหนือกว่าใครคือสุขภาพที่แข็งแรง”
Muang047
retweeted
Fun Manager
@funxmanager
3 days ago
ล้วงลึกด้านมืดของ DCA ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง! l New Gen Investor EP.124 ตอนนี้หัวข้อน่าสนใจดี ลองดูกันหน่อยว่า มีอะไรที่เราแต่ละคนเช้าใจผิดไหม 1. จุดบอดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ DCA (ด้านมืด) - วันหยุดลงทุน (Exit) สำคัญกว่าวันเริ่มต้น คนส่วนใหญ่มักโฟกัสว่า “เริ่มลงทุนเมื่อไหร่ดี” แต่ลืมวางแผนว่า “จะหยุดหรือถอนเงินเมื่อไหร่” ผลตอบแทนของการ DCA ขึ้นอยู่กับจังหวะตลาด ณ ช่วงปีที่จะนำเงินออกมาใช้เป็นอย่างมาก เช่น สถิติ DCA หุ้นไทยช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2536 หากจำเป็นต้องหยุดปีที่ 5 จะติดลบ -48% แต่หากทนต่อไปถึง 20 ปี ผลตอบแทนจะกลับมาเป็นบวกถึง +233% - พลังในการถัวเฉลี่ยลดลงเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้น (หลัง 10 ปี) - ช่วงแรก (พอร์ตเล็ก) เงินใหม่ที่ใส่เข้าไปมีสัดส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับพอร์ต เช่น พอร์ต 60,000 บาท เติมเงิน 10,000 บาท คิดเป็น ~17% ช่วยดึงต้นทุนเฉลี่ยลงได้อย่างเห็นผลจริงในตลาดขาลง - ช่วงหลัง (พอร์ตโตเกิน 10–15 ปี) เงินเติมก้อนใหม่จะกลายเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เช่น พอร์ต 2 ล้านบาท เติม 10,000 บาท คิดเป็นเพียง ~0.5% หากตลาดร่วงลงมา 20% (พอร์ตหายไป 400,000 บาท) เงิน DCA เดือนละ 10,000 บาทต้องใช้เวลาสะสมชดเชยนานกว่า 3 ปี (40 เดือน) แปลว่าเมื่อพอร์ตใหญ่ การ DCA แทบไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงหรือถัวต้นทุนเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป - DCA เงินเท่าเดิมตลอดไป = ออมน้อยลงเรื่อยๆ หากรายได้โตขึ้นแต่ยังคงตัดเงิน DCA เป็นตัวเลขเท่าเดิม (เช่น ตั้งต้นเงินเดือน 20,000 บาท DCA 3,000 บาท = 15% ของรายได้ แต่พอเงินเดือนขึ้นเป็น 45,000 บาท ยังตัด 3,000 บาทเท่าเดิม สัดส่วนจะลดเหลือเพียง 6.7%) ส่งผลให้เงินที่สะสมไม่ทันกับอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายหรือไลฟ์สไตล์ - DCA ไม่ได้เหมาะกับทุกสินทรัพย์ (โดยเฉพาะ Thematic/หุ้นรายตัว) DCA มีสมมติฐานสำคัญคือ สินทรัพย์นั้นต้องเป็น "แนวโน้มขาขึ้นระยะยาว (Upward Trend)" ในระดับ 10–30 ปี การนำ DCA ไปใช้กับหุ้นรายตัวหรือกองทุนธีมเฉพาะ (Thematic เช่น EV, AI, พลังงานสะอาด, กองทุน ARK) มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะกว่า 75% ของกองทุน Thematic ทั่วโลกปิดตัวลงหรือไม่รอดในรอบ 15 ปี และมีเพียง ~10% เท่านั้นที่ชนะดัชนีหุ้นโลก หากสินทรัพย์นั้นเป็นขาลงหรือตกยุค การ DCA ไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นการถัวเฉลี่ยในสินทรัพย์ที่กำลังสูญมูลค่า ===== 2. เงินก้อน (Lump Sum) vs ทยอยลงทุน (DCA) - สถิติงานวิจัย Vanguard (1926–2011) การลงทุนเงินก้อนทีเดียว (Lump Sum) ให้ผลตอบแทนชนะการทยอยลงทุน 12 เดือน อยู่เล็กน้อย (~2.3% ในสหรัฐฯ) เนื่องจากตลาดหุ้นในภาพรวมมีแนวโน้มขึ้นบ่อยกว่าลง และการถือเงินสดไว้ทำให้เสียโอกาสรับผลตอบแทน - เกณฑ์การเลือกใช้ - เงินเดือน/กระแสเงินสดเข้าสม่ำเสมอ ให้ใช้ DCA ตามรอบเดือนอย่างมีวินัย - เงินก้อนใหญ่ หากถือยาวได้ 15–20 ปีขึ้นไป สามารถลงก้อนใหญ่ได้ แต่ถ้ากังวลเรื่องจิตวิทยา ให้แบ่งทยอยลงทุนในกรอบสั้นๆ (3, 6 หรือไม่เกิน 12 เดือน) อย่าแบ่งนานเกินไป (เช่น แบ่งนานถึง 30 เดือน) เพราะจะเสียโอกาส ===== 3. สรุปคู่มือ 5 ข้อ เพื่อปรับใช้ DCA ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 1) กำหนด "วันจบ" เป็นช่วงเวลา (Time Horizon) ไม่ใช่วันตายตัว ตั้งกรอบเป้าหมายยืดหยุ่นไว้ 2–3 ปี เพื่อไม่ให้ถูกบีบให้ขายในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งเริ่มทยอยลดความเสี่ยง (Derisking) ล่วงหน้า 3–5 ปีก่อนใช้เงินจริง (เช่น ทยอยลดสัดส่วนหุ้นลงมาที่ตราสารหนี้) 2) มีเงินสำรองฉุกเฉินแยกไว้เสมอ เพื่อไม่ให้ต้องฝืนขายสินทรัพย์ที่กำลัง DCA ในยามฉุกเฉินหรือช่วงตลาดขาลง 3) เมื่อผ่าน 10 ปี ให้เปลี่ยนคำถามจากการ "เติมเงิน" เป็นการ "จัด Asset Allocation" ทบทวนพอร์ตปีละ 1–2 ครั้ง (Rebalance) เพราะเมื่อพอร์ตใหญ่ สิ่งที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งและปกป้องพอร์ตคือสัดส่วนสินทรัพย์และผลตอบแทนทบต้น ไม่ใช่เงินเติมรายเดือน 4) เพิ่มเงิน DCA ตามสัดส่วนรายได้ที่สูงขึ้น กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ (เช่น 10%–20% ของรายได้) เพื่อให้เงินลงทุนเติบโตไปพร้อมกับฐานเงินเดือน 5) DCA เฉพาะสินทรัพย์ที่เป็นดัชนีกว้างและเติบโตระยะยาว เน้นดัชนีภาพกว้าง (Broad Market/ดัชนีหุ้นโลก) ที่มีบริษัทใหม่ๆ ผลัดเปลี่ยนเข้ามาแทนที่ได้ตลอดเวลา หากต้องการลงทุนกลุ่ม Thematic ให้แยกพอร์ตเก็งกำไรออกมาเป็นสัดส่วนเล็กๆ (5%–15%) และใช้กลยุทธ์จับจังหวะเข้า-ออกแทนการ DCA ยาวๆ ขอบคุณ New Gen Investor มากครับ #FunManager
See More
Muang047
retweeted
KAPI
@prayutnahee55
4 days ago
ถ้าอยากเริ่มลงทุนในกองทุนรวม แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ลองทำตาม 3 ข้อง่ายๆ นี้ได้เลยครับ 1. เช็กเป้าหมายก่อนใช้เงิน - หากเป็นเงินสำรองไว้พักเงินสั้นๆ ลองดูความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตลาดเงิน - หากออมเงิน 1–3 ปี ลองดูความเสี่ยงปานกลาง เช่น กองทุนตราสารหนี้ - หากออมยาว 5–10 ปีขึ้นไป ลองดูพวกกองทุนหุ้น แม้ความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ก็มีโอกาสโตในระยะยาว 2. เปิดบัญชีผ่านแอป เปิดผ่านแอปธนาคารที่เราใช้อยู่ หรือแอปตัวกลางอย่าง Dime, Finnomena, InnovestX ทำในมือถือได้เลย ไม่ต้องเดินทางไปสาขา 3. ลองเริ่มด้วยเงินน้อยๆ สมัยนี้ 100 บาทก็เริ่มได้แล้ว ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อน ลองกดซื้อจริงเพื่อเรียนรู้ระบบก่อนได้เลย หรือจะใช้วิธี DCA ออมเท่าๆ กันทุกเดือน เช่น เดือนละ 500–1,000 บาท เพื่อช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยไม่ต้องมานั่งเฝ้าจอจับจังหวะตลาด ก่อนกดซื้อ อย่าลืมแวะอ่าน Fund Fact Sheet หรือว่าใบสรุปข้อมูลกองทุนสั้นๆ ก่อนนะครับ เพื่อดูว่ากองทุนนำเงินเราไปลงทุนในอะไร และคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร สุดท้ายแล้วการลงทุนไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมเต็มที่ เริ่มต้นจากเงินก้อนเล็กๆวันนี้ แล้วค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกันครับ ลุยเลย
See More
Muang047
retweeted
Glory💲FIRE🔥
@FIREMetotheMoon
5 days ago
เด็กสมัยนี้เก่งกันมากๆ หลายคนหาเงินล้านแรกได้ตั้งแต่อายุ 21–22 แล้ว และที่น่าสนใจคือน้องๆ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ล้านแรก แต่เอาไปต่อยอดจนกลายเป็นเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วัยเรียน ขายของออนไลน์ ทำคอนเทนต์ รับงานฟรีแลนซ์ หรือเริ่มธุรกิจเล็กๆ พอเริ่มเร็ว ก็มีเวลาสะสมทั้งเงิน ประสบการณ์ และฐานลูกค้าเร็วกว่าคนอื่น ทำให้เห็นว่าโอกาสในการสร้างรายได้และความมั่งคั่งในปัจจุบันมีเยอะกว่าสมัยก่อนมาก ช่องทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานประจำหรือธุรกิจแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่หาเงินล้านแรกให้ได้เร็ว แต่คือรู้จักรักษาเงิน ต่อยอดเงิน และสร้างระบบให้เงินเติบโตต่อไปได้ เพราะ ล้านแรกคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัยครับ😊 #GLORYFIRE #อิสรภาพทางการเงิน #PassiveIncomeHunter
See More
Muang047
retweeted
🐔White chicken🐔on pink background
@whitechickpink
5 days ago
ส่วนพวกที่ DCA ก็ตามนั้น ผลตอบแทนตัว % มันจะไม่ได้สูง เพราะมันมีเงินก้อนใหม่เข้าไปอย่างสม่ำเสมอ แต่มันก็เติบโตไปตามทางของมัน ☺️
Muang047
retweeted
Stocker Day
@stocker_day
5 days ago
หลายคนทุ่มเวลาเกือบทั้งชีวิตให้พอร์ตเงินอย่างเดียว เพราะคิดว่าเดี๋ยวพอรวยแล้วค่อยไปจัดการเรื่องอื่น . แต่กลับกันดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พูดไว้ว่า พอเงินถึงจุดหนึ่งแล้ว มันแทบไม่ได้เพิ่มความสุขให้เราอีกเลย . แอดเก็บมาสรุปให้ฟังว่า แกจัดพอร์ตชีวิตของตัวเองไว้ยังไง . 🟩 เงินสำคัญมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แกบอกว่าพอมีถึงราว 300 ถึง 400 ล้านบาท ความต้องการพื้นฐานในชีวิตก็ครบแล้ว ระดับความสุขจากตรงนั้นขึ้นไป แทบไม่ต่างจากคนที่มีเป็นแสนล้าน . แกเปรียบความรวยเหมือนสายรุ้ง มองจากไกลแล้วสวย แต่พอวิ่งไปถึงจริงกลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น . ⚠️ และยกตัวอย่าง Steve Jobs ที่มีเกือบทุกอย่าง ยกเว้นเวลา จากไปตอนอายุ 50 กว่า พอถึงจุดนั้นแล้ว เงินซื้อชีวิตคืนไม่ได้ . พอร์ตเงินโตแต่พอร์ตสุขภาพพัง จึงถือว่าขาดทุนหนักกว่าที่คิด . 🟩 พอร์ตชีวิตมี 3 ตัว และต้องถือพร้อมกัน แกเรียกมันว่าการจัดพอร์ตชีวิต คือทำแบบเดียวกับที่เราจัดพอร์ตหุ้น . 📌 สุขกาย คือสุขภาพดี ไม่ป่วย กินอะไรก็อร่อย ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมที่เลือกไม่ได้ หน้าที่ของเราคืออย่าทำให้มันพังเร็วกว่าที่ควร ด้วยเหล้าหนักหรือบุหรี่จัด . 📌 สุขใจ คือครอบครัวอบอุ่น มีเพื่อนที่ดี ไม่ทะเลาะกัน เงินช่วยให้ไม่ลำบากได้ก็จริง แต่การชมคู่ชีวิตสักประโยคไม่ต้องใช้เงินสักบาท . 📌 สุขจากความสำเร็จ ตัวนี้คือตัวที่ไม่เคยอิ่ม จึงเป็นเหตุผลที่คนมีแสนล้านแล้วยังไม่หยุดทำงาน เพราะมันคือการเสพติดความก้าวหน้าและการยอมรับ . และถ้าหมกมุ่นกับตัวที่สามมากเกินไป มันจะไปกินพอร์ตครอบครัวกับพอร์ตสุขภาพโดยที่เราไม่รู้ตัว . 🟩 ทุกวันนี้แกยังขับรถคันเดิมมา 20 ปี ใส่เสื้อตัวละ 199 บาท และกินข้าวต้มกุ๊ยกับปลาเผาเหมือนเดิม เพราะนั่นคือรสชาติที่ทำให้มีความสุขจริง . ส่วนโอมากาเสะมื้อละหมื่น ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ หรือโรงแรมหรู ส่วนใหญ่ลูกหลานเป็นคนพาไป ตัวแกเองเฉย ๆ . แต่แกมองว่ามันคือการซื้อความสัมพันธ์ ซึ่งทำให้คนในครอบครัวมีความสุข พูดอีกแบบคือเงินก้อนนี้ไม่ได้จ่ายเพื่อตัวเอง แต่จ่ายเข้าพอร์ตสุขใจ . 🟩 เรื่องสุขภาพก็ไม่ตึงจนเกินไป แกเคยเข้าคอร์สชะลอวัยที่ควบคุมทุกอย่างเป๊ะ ทั้งอาหารและการวิ่งหนัก แต่พบว่ามันทุกข์เกินไป . สุดท้ายเลยเลือกทางสายกลาง คือวิ่งเหยาะ ๆ วันละราว 3 กิโลเมตร และกินของที่ชอบได้บ้าง เพราะการอยู่อย่างมีความสุขทุกวัน ดีกว่าการอยู่ให้นานแต่ทุกข์ไปตลอดทาง . แต่ๆๆ ตัวเลข 300 ถึง 400 ล้านบาทเป็นมุมของคนที่เดินผ่านจุดนั้นมาแล้ว คนที่ยังไม่ถึงอาจรู้สึกว่าพูดง่าย . กลับกันแก่นของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข มันอยู่ที่การยอมรับว่าเงินมีจุดที่เพิ่มความสุขได้น้อยลงเรื่อย ๆ และจุดนั้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน . อีกเรื่องคือสุขจากความสำเร็จที่ไม่เคยอิ่ม จริง ๆ มันไม่ได้มีแต่ด้านเสีย เพราะมันคือแรงขับที่พาคนไปได้ไกล . สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่การมีมัน แต่คือการปล่อยให้มันกินพอร์ตอีกสองตัวจนหมด . 💡 สิ่งที่เอาไปทำได้ตั้งแต่วันนี้ . ลองเช็กพอร์ตชีวิตตัวเองสามตัว คือเงิน กาย และใจ แล้วดูว่าตัวไหนแดงที่สุด จากนั้นเติมตัวนั้นก่อนแค่หนึ่งอย่างเล็ก ๆ . จะเป็นการนัดเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอมานาน โทรหาที่บ้าน หรือเดินสักยี่สิบนาทีก็ได้ เพราะเราไม่ต้องรอให้รวยก่อน ถึงจะเริ่มทำให้สามพอร์ตนี้สมดุลได้ . เพื่อน ๆ ตอนนี้พอร์ตไหนแดงสุดครับ เงิน กาย หรือใจ ?? . ตามไปฟังฉบับเต็มไปฟังได้ที่ บริหาร "พอร์ตชีวิต" กับ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุน VI ระดับตำนาน
See More
Muang047
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
5 days ago
หุ้นสหรัฐฯ ย่อตัวรับรายงานประชุม Fed - ตลาดพันธบัตรเดือด - น้ำมันดิบยืนเหนือ $100 🇺🇸📉 หลังจากดัชนี S&P 500 เพิ่งพุ่งทะลุจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 7,800 จุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงขายทำกำไรหยุดสถิติปิดบวก 4 วันติดต่อกัน ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองโลกที่ยังคลุมเครือ นี่คือสรุป 4 ประเด็นหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในตอนนี้ครับ: * ตลาดหุ้นย่อตัวแตะเบรก: ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.3% (7,798.14), Nasdaq ลดลง 0.2% และ Dow Jones ร่วง 0.7% อย่างไรก็ตาม ดัชนีหลักสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้พอสมควรจากจุดต่ำสุดของวัน สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อพยุงอยู่ * Bond Bloodbath & การประมูลครั้งสำคัญ: ตลาดพันธบัตรยังคงถูกเทขายอย่างหนักจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการออกหุ้นกู้มหาศาลเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI US 10-Year Yield ขยับขึ้นมาที่ 5.286% แต่ยังถือว่าโชคดีที่การประมูลพันธบัตรมูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม (แม้จะให้ผลตอบแทนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2000) ซึ่งช่วยเบรกไม่ให้ยีลด์พุ่งไปแรงกว่านี้ * รายงานการประชุม Fed (FOMC Minutes): คณะกรรมการ Fed ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า "จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้" เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงเมื่อเร็วๆ นี้ (เช่น PCE และการจ้างงาน) ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า Fed น่าจะข้ามการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมไปก่อน * สมรภูมิน้ำมันดิบ: ราคาน้ำมัน Brent แกว่งตัวผันผวนก่อนปิดบวก 0.7% ที่ $100.93 ข่าวการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและการปะทะในเยเมนผลักดันราคาขึ้น ก่อนที่จะถูกสกัดด้วยการประกาศระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินจากฝั่ง IEA และฝรั่งเศส (ดีเซล 10 ล้านบาร์เรล) เพื่อพยุงราคาพลังงานโลก --- 💡 มุมมอง Mr.Messenger ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในจุดวัดใจ แม้หุ้นสหรัฐฯ จะแสดงความแข็งแกร่ง ต้านทานยีลด์ที่ทะลุ 5.2% มาได้ด้วยความหวังจากธีม AI แต่ด่านทดสอบของจริงกำลังจะมาถึงในสัปดาห์หน้า นั่นคือ "Q3 Earnings Season" เดราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว (Discount Rate) พุ่งสูงขึ้น การประเมิน Valuation จะถูกกดดันหนัก วิธีเดียวที่ตลาดหุ้นจะยืนระยะและไปต่อได้ คือ บริษัทต้องโชว์ "การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งจริงๆ" เพื่อมาชดเชยต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น เริ่มจากหุ้นกลุ่มธนาคาร (JPMorgan, BofA) และ Big Tech ถ้างบออกมาน่าผิดหวัง กระแสเงินทุนอาจเริ่มไหลออกจากหุ้นไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนไร้ความเสี่ยงระดับ 5.3% แทน ซึ่งข้อดีคือ คงกดยีลด์ลงได้บ้าง แต่ถ้างบออกมาสวย ก็อาจเป็นหลักฐานว่า การลงทุนใน AI  ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดต่อไปได้อีกระยะครับ Mr.Messenger รายงาน
See More
Muang047
retweeted
KAPI
@prayutnahee55
7 days ago
ไปเจอบทความของ เฮียหนุ่ม นักลงทุนสายโหดมา แกพูดถึงหุ้น Microsoft โดยแกให้แนวคิดการเล่นหุ้นใว้ให้ดีมากๆ โดยผมสรุปสั้นๆให้ดังนี้ 1. ซื้อสวนตลาดตอนคนอื่นกลัว รอช้อนหุ้นดีช่วงที่คนแห่เทขายแบบไร้เหตุผล 2. เลือกตัวที่โลกขาดไม่ได้ หุ้นที่ดีคือธุรกิจที่ถ้าหายไป โลกจะเดือดร้อน ยิ่งนักวิเคราะห์รุมด่า ยิ่งเป็นจังหวะเข้าซื้อ 3. ถือยาวเป็นหลักปี เลิกทำตัวเป็นแมงเม่าตื่นสีแดงสีเขียว อยากเป็นนักลงทุนจริง ไม่ใช่นักพนัน ต้องถือยาว 5–10 ปีขึ้นไป แกปิดท้ายประโยคทีว่า "ถ้าเล่นได้ตาม 3 ข้อนี้ คุณจะเก่งกว่านักเศษฐศาตร์เกินครึ่งโลกแน่นอน"
See More
Muang047
retweeted
meltime
@m4ilboq
8 days ago
ชีวิตที่ดีสำหรับเราคือ การมีทุกอย่างที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เงิน อาชีพการงาน ครอบครัว มันจะไร้ความกังวลแล้วเราจะโฟกัสได้เต็มที่ทำให้เวลาทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ เป็นอย่างที่หวัง โดยเฉพาะเรื่องเงิน อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากซื้ออะไรก็ได้ซื้อ อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ไป ชีวิตก็แค่นี้แหละ
See More
Muang047
retweeted
Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
7 days ago
ตลาดหุ้นดีใจได้ไปต่อ หลังโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยตุลาคมร่วงจากราว 70% เหลือราว 14-20% แต่ในวันเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว 10 ปีกับ 30 ปีกลับไปทำจุดสูงสุดในรอบ 24 ปี --- ไล่ตัวเลขให้ดูก่อนครับ ย้อนกลับไปวันศุกร์ ตำแหน่งงานเพิ่ม 29,000 อัตราว่างงานขยับเป็น 4.2% ค่าจ้างต่อชั่วโมงขึ้นแค่ 0.1% จากเดือนก่อน และขึ้น 3% จากปีก่อน ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2021 บวกกับการปรับลดตัวเลขสองเดือนก่อนหน้าอีก 60,000 ตำแหน่ง ด้วยข้อมูลแบบนี้ ตลาดเลยตีความทันทีว่า Fed ไม่มีเหตุผลต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ทั้ง JPMorgan และ Goldman Sachs มองว่าการขึ้นรอบถัดไปน่าจะเป็นเดือนธันวาคมครับ --- ทีนี้ลองดูตลาดพันธบัตรครับ วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม US Treasury Yield 10 ปีขึ้นไปราว 5.31-5.34% และ 30 ปีราว 5.67-5.70% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 แต่ Yield 2 ปีกับ 3 ปีกลับลดลง เล็กน้อย ทำให้ส่วนต่าง 2 ปี-10 ปี กว้างขึ้นเป็น 49 bps พูดง่ายๆ คือตลาดไม่ได้กลัวว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นแล้ว แต่กลัวเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า คือหนี้ที่ท่วม ปริมาณพันธบัตรที่ต้องออกเพิ่ม และความเสี่ยงจากสงคราม เกี่ยวกับสงคราม Bloomberg รายงานว่า ยีลด์พุ่งหลังลุงทรัมป์ปฏิเสธเงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และบีบอุปทานพลังงานโลกต่อ ย้อนไปที่ผมเขียนเมื่อวันศุกร์ว่าซาอุฯ เร่งส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West ได้เกือบเต็มกำลังแล้ว น้ำมันเลยย่อลงมาแถว $100 ตอนนี้ Brent ยังยืนราว $100.26 ประคองไว้ด้วยการส่งออกตะวันออกกลางที่ฟื้น กับมาตรการ G7 ปล่อยน้ำมันสำรอง 100 ล้านบาร์เรล เรื่องปล่อยสำรองนี้ต่อเนื่องจากที่ Bessent เร่งยุโรปให้ส่งมอบตามสัญญา เหมือนเสียงเรียกร้องเริ่มได้ผลบ้างแล้ว เป็นไปได้ว่า ราคาน้ำมัน น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และไม่ดีดขึ้นแรงอย่างน้อยๆก็ถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯนะครับ --- ถัดมาที่ยุโรป ซึ่งเป็นต้นเหตุอีกก้อนของการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ยีลด์พันธบัตรฝรั่งเศส 10 ปีขึ้นไปสูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2002 โดยเด้งถึง 76 bps ในวันเดียว ทำให้ Spread เมื่อเทียบกับ พันธบัตรเยอรมนีขยับเกิน 140 bps กว้างที่สุดตั้งแต่วิกฤตยูโรโซนปี 2012 ทีเดียว สาเหตุคือการคลัง คาดว่าฝรั่งเศสจะขาดดุลราว 5% ของ GDP และหนี้สาธารณะเข้าใกล้ 120% ของ GDP ขณะที่การเมืองก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้ายังติดขัด นักวิเคราะห์จาก Interactive Brokers บอกว่าการเมืองที่ขวางวินัยการคลัง ผสมกับนโยบายที่ดูจะจำกัดการเติบโต ทำให้ "การทำงบสมดุลแทบเป็นไปไม่ได้" ผลคือยูโรอ่อนไปที่ 1.1161 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 17 เดือน Dollar Index ขึ้นไป 102.14 สูงสุดตั้งแต่เมษายน 2025 และค่าเงินเอเชียอ่อนตามกัน บวกกับราคาทองที่แกว่งกรอบแคบ ถึงแม้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะเลื่อนออกไป แต่การที่ดอลล่าร์แข็งค่า ก็ทำให้ทองคำอยู่กับที่ครับ จริงๆ ตอนที่ผมวิเคราะห์ถึงการแทรกแซงค่าเงินเยน ที่ Scott Bessent ทำร่วมกันกับ BOJ ก็บอกไปแล้วว่า มันกระทบกับค่าเงินอื่น จะเห็นว่า ตอนนี้แรงกดดันกระจายออกไปถึงยุโรปแล้ว --- ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปาร์ตี้ต่อครับ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,477.31 จุด (+1.05%) เป็นสถิติสูงสุดใหม่ แซงสถิติเดิมวันที่ 22 กันยายน ในขณะที่ ดัชนี S&P 500 ขึ้น 0.66% ปิดราว 7,774 จุด ส่วน Dow ขึ้นแค่ 0.18% ปิดราว 51,268 จุด Nvidia กับ Tesla บวกราว 2% วมถึง Meta และ Microsoft ก็ขึ้นตาม ตลาดเลือกมองข้ามเรื่อง Bond Yield ไปอีกรอบ --- สุดท้ายคือเรื่องที่ทำเนียบขาวพยายามแก้ให้ทันก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ลุงทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารผ่อนข้อจำกัดการใช้ดีเซลได้รับยกเว้นภาษีไปจนถึงสิ้นปี ระหว่างงานที่เมือง Grand Island รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญเดินสายเรียกคะแนนเสียงพรรครีพับลิกัน 1 เดือนเต็มก่อนเลือกตั้ง เขาเรียกมันว่า "ก้าวที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อลดค่าครองชีพ" และพูดว่าคำสั่งนี้จะ "ยกเลิกข้อกำหนดการใช้นอกถนนอย่างเป็นทางการ และให้ทุกคนซื้อดีเซลสีแดงปลอดภาษีได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด" อธิบายเพิ่มหน่อยครับว่า ดีเซลสีแดงนี้ เดิมจำกัดให้ใช้กับเครื่องจักรนอกถนน เช่น รถแทรกเตอร์ของเกษตรกร เพราะไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตกลาง ตอนนี้ลุงทรัมป์บอกว่าใครก็ซื้อได้ สาเหตุเพราะ ราคาดีเซลพุ่งตั้งแต่สงครามในรัสเซียมาแล้ว และมาขึ้นต่อตอนสงครามในตะวันออกกลาง ที่ลดกำลังการกลั่นและลดการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั่วโลก และเป็นประเด็นร้อนโดยเฉพาะในรัฐใจกลางประเทศ ที่ดีเซลใช้ป้อนไฟฟ้าให้ชุมชน และขับเคลื่อนเครื่องจักรฟาร์ม เจตนาทรัมป์ก็คือ ใช้ทางลัดที่ได้ผลเร็วที่สุดในเชิงการเมือง เพราะลดราคาที่คนจ่ายจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอน้ำมันลง --- มุมมอง Mr.Messenger ผมมองว่าวันนี้คือภาพที่ชัดที่สุดว่า ตลาดพันธบัตรกับ Fed กำลังพูดคนละภาษากัน ตัวเลขแรงงานที่อ่อน ดึงดอกเบี้ยระยะสั้นลง อีกฝั่งคือความกลัวเรื่องหนี้ น้ำมัน และการคลังทั่วโลก ดึงดอกเบี้ยระยะยาวขึ้น ขอดีคือ โอกาสเกิด Invert Yield Curve ถูกเลื่อนออกไป ผมฟันธงว่าตราบใดที่ปัญหาคือ "ความไม่ไว้ใจเรื่องหนี้" ข่าวเศรษฐกิจชะลอตัว จะไม่ช่วยให้ Yield ระยะยาวลง และบางทีอาจแย่กว่านั้น เพราะเศรษฐกิจชะลอ จะแปลว่ารายได้ภาษีน้อยลง ขาดดุลบวม พันธบัตรต้องออกเพิ่ม ผมเดาเอาเองนะครับว่า ที่หุ้นเทคฯ และ AI รอดพ้นมาได้ ก็เพราะตลาดยังเชื่อตัวเลขกำไรไตรมาส 3 แต่ถ้ากำไรผิดหวังพร้อมกับ Yield ตัวยาวพุ่งไปที่ 5.7% ภาพจะไม่เหมือนวันนี้แน่ จุดที่ต้องจับตาหลังจากนี้ - การประมูลพันธบัตรและความต้องการจากผู้ซื้อต่างชาติ ถ้าประมูลอ่อนซ้ำเหมือนครั้งล่าสุด Yield ตัวยาวจะหาทางลงยากขึ้น - ฝรั่งเศสกับเส้นแบ่ง 140 bps ถ้าส่วนต่างขยายต่อจนกระทบพันธบัตรยุโรปประเทศอื่น จะกลายเป็นความเสี่ยงระบบ ไม่ใช่เรื่องของประเทศเดียว - ท่าทีของลุงทรัมป์กับอิหร่าน ฮอร์มุซที่ยังปิดอยู่ คือชนวนที่ทำให้ทุกเรื่องข้างบนกลับมาแย่ได้ในวันเดียว ช่วงนี้ ที่ที่ดูอันตรายที่สุด อย่างหุ้นเทคฯ และธีม AI กลายเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดครับ รอลุ้นงบไตรมาส 3/26 ไปพร้อมๆกัน เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป Mr.Messenger รายงาน
See More
Muang047
retweeted
KAPI
@prayutnahee55
7 days ago
ไปเจอพอร์ตพี่คนนึงในกลุ่มมา เห็นแล้วอยากกลับมาปั้นพอร์ตตัวเองเลยครับ โดยพอร์ตนี้เน้นสาย Cash Flow มีทั้ง JEPQ, JEPI และ QQQI ที่จ่ายเงินออกมาเป็นรายเดือน ทำให้เห็นเงินทยอยเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ได้เงินปันผลเท่าไหร่ แต่คือแนวคิดในการสร้างเครื่องผลิตเงินของตัวเอง สร้าง Cash Flow ให้มีเงินเข้ามาเรื่อยๆ Reinvest เอาเงินที่ได้กลับไปลงทุนต่อให้พอร์ตโตขึ้น ลงทุนให้ตรงเป้าหมาย ซึ่งบางคนเน้นพอร์ตโต บางคนจะเน้นกระแสเงินสดหรือเลือกทำทั้งสองอย่าง พอร์ตวันนี้อาจยังสร้างเงินให้เราไม่เยอะ แต่ถ้าค่อยๆ เติมเงินและให้เวลาทำงาน วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นเครื่องผลิตเงินที่สร้าง Cash Flow ให้เราทุกเดือนได้เลย แต่อย่าลืมว่ากองทุนปันผลพวกนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะครับ ใครจะเข้าก็ลองไปศึกษาเรื่องความเสี่ยงกันด้วย
See More
Muang047
retweeted
🐔White chicken🐔on pink background
@whitechickpink
8 days ago
อายุ 35 อยากจะเกษียณตอนอายุ 45 โดยมีปันผลเดือนละ50,000+ ต้องการdca หุ้นและกองทุน เดือนละ40,000 ในรูปคือพอร์ตได้ 1 ปี (มีอีกพอร์ตประมาณ 52K) ตีแบบกลมๆ ตรงๆ ไปเลย 1 ปี มีพอร์ต 1 ล้าน 10 ปี -> 10 ล้าน ต้องการปันผล 50,000/mo -> 6 แสนต่อปี = 6% ของ 10 ล้าน ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่ได้คิดผลตอบแทนระหว่างทาง ทั้งกำไร และ ขาดทุน และอีกเรื่องที่ต้องระวังคือภาษีการลงทุน ตปท. ตอนเอากลับ
See More
Muang047
retweeted
KAPI
@prayutnahee55
9 days ago
เงิน 10,000 บาทเท่ากัน แต่ถ้าเลือกลงทุนถูกตัว ชีวิตอาจเปลี่ยนไปเลย ลองนึกภาพว่าเมื่อ 10 ปีก่อน หากเราเลือกเอาเงิน 10,000 บาทไปซื้อ $NVIDIA หรือ $BTC แล้วถือยาวมาจนถึงวันนี้ เงินก้อนนั้นอาจโตเป็นหลักล้านบาท โดยแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย ในทางกลับกันถ้าเราเอาแต่รอให้พร้อม รอให้มั่นใจ หรือรอให้ทุกอย่างชัดเจน วันนี้เราอาจยังมีเงิน 10,000 บาทเท่าเดิม บทเรียนสำคัญไม่ใช่การเสียดายว่าทำไมเราไม่ซื้อหุ้นตัวนั้นตั้งแต่วันแรก แต่คือการเริ่มมองหาโอกาสของ 10 ปีข้างหน้าตั้งแต่วันนี้ อย่ามัวแต่เสียดายว่าทำไมวันนั้นไม่ซื้อ จนลืมถามตัวเองว่า ตอนนี้เราทำอะไรอยู่ วันนี้เรากำลังพลาดอะไรอยู่หรือเปล่า
See More
Muang047
retweeted
Fun Manager
@funxmanager
9 days ago
ชีวิตจะเปลี่ยนไป เมื่อคุณเข้าใจว่า “ความรวย” คือเรื่องของทักษะ Your Entire Life Changes When You Realize Getting Rich Is A Skill Issue แอดไถฟีดไปเจอบทความนี้ของคุณ Devon Canup เป็นไอเดียเรื่องชีวิต แนวคิด การพัฒนาตัวเองนะ ประโยคเปิดตรงดีครับ ทำไมบางคนถึงสามารถหาเงินได้แทบเท่าที่พวกเขาต้องการ ขณะที่อีกคนต้องทำงานหนักแทบตายเพื่อหาเงินไม่กี่พันดอลลาร์? เพราะ สำหรับคนส่วนใหญ่ในตอนนี้ การหาเงินยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้ “ความพยายามอย่างมีสติ” คุณต้องมีวินัย ต้องไปทำงานทุกวันต้องลงแรงเพื่อแลกกับเงินทุกบาททุกดอลลาร์ แล้ววันหนึ่งคุณเห็นเด็กคนหนึ่งทำเงินได้มากกว่าพ่อแม่ของคุณ มากกว่าที่คุณเคยคิดว่าตัวเองจะทำได้เสียอีก อัตตาของเราก็จะเริ่มทำงาน หลายคนจึงเลือกบอกตัวเองว่า “หลอกลวงแน่ ๆ” / “เงินพ่อแม่แน่ ๆ” / “ก็แค่ลูกคนรวยที่มีเส้นสาย” แต่ท้ายที่สุดแล้ว นั่นอาจเป็นเพียงวิธีปลอบใจตัวเอง คุณสามารถมองออกเลยว่า สำหรับคนเหล่านั้น การหาเงินดูแทบไม่ต้องออกแรง และคุณก็อยากเป็นแบบนั้น “ทุกสิ่งรอบตัวที่คุณเรียกว่า ‘ชีวิต’ ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยคนที่ไม่ได้ฉลาดกว่าคุณ” ====== บทความจริงยาวมาก สรุปมาสั้นๆ 10 ข้อ ดังนี้ ครับ 1. ความร่ำรวยไม่ใช่แค่เรื่องทำงานหนัก แต่เป็นเรื่องของทักษะและตัวตน แก่นของบทความคือ คนที่หาเงินเก่งมาก ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้อง “พยายามหาเงิน” อยู่ตลอดเวลา เพราะทักษะ วิธีคิด และพฤติกรรมที่สร้างรายได้ถูกฝึกจนกลายเป็นธรรมชาติ Canup เรียกภาวะนี้ว่า “Unconsciously Rich” หรือการเก่งเรื่องหาเงินจนทำสิ่งที่ถูกต้องโดยแทบไม่ต้องคิด โดยมองว่าคนที่ไปถึงจุดนี้มักมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ มองเห็นโอกาส มีความสามารถจริง และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ==== 2. สูตรรวยแบบดั้งเดิมอาจช้าเกินไปสำหรับคนที่อยากสร้างความมั่งคั่งเร็ว Canup ตั้งคำถามกับแนวคิดแบบเก็บเงินทีละน้อย ลงทุนยาว 30–40 ปี หรือไต่ตำแหน่งในองค์กรเพื่อรอให้รายได้สูงขึ้น เพราะแม้วิธีเหล่านี้อาจสร้างความมั่งคั่งได้จริง แต่ต้องใช้เวลานานมาก ทางเลือกที่เขาเสนอคือการหา “Vehicle” ที่มีศักยภาพขยายรายได้ได้เร็วกว่า เช่น ธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสด งานออนไลน์ การทำคอนเทนต์ ธุรกิจบริการ หรือทักษะที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ในวงกว้างได้ หลักสำคัญคือ อย่าพึ่งพาการขายเวลาของตัวเองเพียงอย่างเดียว ==== 3. สิ่งสำคัญไม่ใช่เรียนกี่ปี แต่คือได้ลงมือทำและรับ Feedback มากแค่ไหน Canup ให้ความสำคัญกับ “จำนวนครั้งที่ได้ลอง” หรือ Reps มากกว่าการเรียนรู้แบบทฤษฎีเพียงอย่างเดียว เพราะการลงมือทำทำให้เราเห็นผลลัพธ์จริงและปรับปรุงได้เร็ว โครงสร้างคือ Input → Process → Output → Feedback ยิ่งวงจรนี้หมุนเร็ว เราก็ยิ่งเรียนรู้เร็วขึ้น และเมื่อมีข้อมูลมากพอจะเริ่มเห็น Pattern ว่าอะไรได้ผลและอะไรไม่ได้ผล จนนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นขึ้นและสร้างรายได้มากขึ้น แนวคิดนี้ถูกสรุปไว้ว่า Reps = Data Points = Pattern = Money ==== 4. การหาเงินเป็น “Skill Issue” มากกว่าจะเป็นพรสวรรค์ Canup มองว่าความสามารถด้านการเงินและธุรกิจสามารถฝึกได้ โดยเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเรายังไม่เก่ง จากนั้นค่อยพัฒนาจาก “ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ไปสู่ “รู้ว่าตัวเองยังไม่เก่ง” แล้วพัฒนาจน “เก่งแบบต้องตั้งใจ” ก่อนสุดท้ายจะกลายเป็น “เก่งแบบอัตโนมัติ” สิ่งที่ทำให้ข้ามแต่ละขั้นได้คือการสะสมทักษะที่จำเป็น เช่น การขาย การเขียน การตลาด การสื่อสาร การบริหารคน และการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ==== 5. เรียนรู้จากคนที่มีผลลัพธ์จริง ไม่ใช่จากคนที่แค่พูดเก่ง อีกประเด็นสำคัญคือ หากอยากพัฒนาเร็ว ควรศึกษาคนที่มีผลลัพธ์แบบเดียวกับที่เราอยากได้ Canup สนับสนุนการหา Mentor ซื้อคอร์ส อ่านหนังสือ และวิเคราะห์คนที่ทำได้สำเร็จจริง วิธีคิดคือไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สามารถลดระยะเวลาเรียนรู้ได้ด้วยการสังเกตว่าคนเก่งคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร และใช้ระบบอะไร จากนั้นนำมาปรับใช้กับตัวเอง ==== 6. ต้องเปลี่ยน Identity ก่อน แล้วพฤติกรรมจึงจะเปลี่ยนตาม Canup เสนอแนวคิด “Personality LARPing” คือการลองใช้ชีวิตราวกับว่าเราเป็นคนแบบที่อยากจะเป็น เช่น ถ้าอยากเป็นนักธุรกิจที่มีวินัย ก็ให้เริ่มคิด ตัดสินใจ และจัดเวลาแบบคนประเภทนั้นก่อน แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า Identity จะสร้าง Beliefs และ Beliefs จะกำหนด Actions ดังนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า “คนรวยทำอะไร” ควรถามว่า “ฉันต้องกลายเป็นคนแบบไหนจึงจะทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ==== 7. สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากกว่าที่คิด Canup ให้ความสำคัญกับ Environment อย่างมาก เพราะสถานที่ คนรอบตัว และกิจวัตรเดิม ๆ คอยย้ำตัวตนแบบเก่าอยู่ตลอด หากต้องการเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง อาจต้องเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนกลุ่มคน หรือเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนตัวตนแบบใหม่ของเรา ประเด็นไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องย้ายบ้าน แต่คือควรออกแบบสภาพแวดล้อมให้ลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ และเพิ่มโอกาสให้พฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม ==== 8. “Lock in” ช่วงหนึ่ง เพื่อเร่งการเปลี่ยนตัวเอง Canup เสนอให้มีช่วงเวลาที่ตัดสิ่งรบกวนและทุ่มเทกับการพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง เช่น 6 เดือน โดยลดกิจกรรมที่ดึงสมาธิออกไป แล้วมุ่งสร้างทักษะ ระบบ และพฤติกรรมใหม่ Canup มองว่าการกำหนดเป็น “Season” หรือช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้เป้าหมายดูเป็นไปได้มากกว่าการคิดว่าต้องเปลี่ยนทั้งชีวิตในคราวเดียว หลักคือสร้างช่วงเวลาที่ให้การพัฒนาตัวเองมีความสำคัญสูงสุด ==== 9. ก่อนจะหาเงินมากขึ้น ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหน Canup ไม่ต้องการให้เป้าหมายจบแค่ “อยากรวย” แต่ต้องมองให้ละเอียดกว่านั้นว่าอยากอยู่ที่ไหน อยากใช้ชีวิตประจำวันแบบไหน อยากทำงานแค่ไหน อยากเดินทางอย่างไร อยากมีคนแบบไหนอยู่รอบตัว และต้องการอิสระในระดับใด ยิ่งภาพอนาคตชัดเท่าไร ก็ยิ่งง่ายที่จะย้อนกลับมาหาว่า วันนี้ควรพัฒนาทักษะและเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้าง ==== 10. บทสรุปคือ “Become → Believe → Act” มากกว่า “Act → Become” สารสุดท้ายของบทความคือ คนส่วนใหญ่มักพยายามเลียนแบบกิจกรรมของคนสำเร็จ แต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิดและตัวตนของตัวเองจริง ๆ Canup จึงเสนอให้เริ่มจากการกำหนดก่อนว่าอยากเป็นใคร แล้วค่อยสร้างความเชื่อ พฤติกรรม นิสัย และทักษะของคนคนนั้น เมื่อทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เคยต้องฝืนจะกลายเป็นธรรมชาติ และนี่คือสิ่งที่เขาหมายถึงการ “รวยแบบไม่ต้องคิดเรื่องการรวยตลอดเวลา” ==== ที่หยิบๆมาลงนี่สั้นมากนะ แนะนำอ่านบทความตรงนะครับ สรุป >> ความมั่งคั่งเกิดจากการเลือกสนามที่มี Upside สูง → ฝึกทักษะผ่าน Feedback จำนวนมาก → เปลี่ยน Identity และ Environment → ทำซ้ำจนความสามารถสร้างรายได้กลายเป็น Second Nature #FunManager
See More
Last Seen Users on Sotwe
nour Peter
Seen from
Switzerland
Aunty LoVer
Jason Weatherford-Carlson
Seen from
Belgium
mas jawir
Seen from
Germany
Melek
Seen from
Turkey
mencatalog
Seen from
Belgium
Povchit មានបំរើសេវានៅភ្នំពេញ 💰💰💵💵
Hausa and African Girls
Concerned Citizen 2.0
Seen from
Canada
hottest Male Shoutout
Seen from
India
Trends for you
1
Rams
Under 10K tweets
2
James Cook
Under 10K tweets
3
Stafford
Under 10K tweets
4
Mevis
Under 10K tweets
5
#WWERaw
Under 10K tweets
6
Shakir
Under 10K tweets
7
Joe Brady
Under 10K tweets
8
Landman
Under 10K tweets
9
Dodgers
Under 10K tweets
10
Kincaid
Under 10K tweets
Most Popular Users
1
Elon Musk
@elonmusk
241.5M followers
2
Barack Obama
@barackobama
118.9M followers
3
Cristiano Ronaldo
@cristiano
114.6M followers
4
Donald J. Trump
@realdonaldtrump
111.8M followers
5
Narendra Modi
@narendramodi
107.1M followers
6
Rihanna
@rihanna
98.7M followers
7
NASA
@nasa
92.3M followers
8
Justin Bieber
@justinbieber
91.8M followers
9
KATY PERRY
@katyperry
90.1M followers
10
Taylor Swift
@taylorswift13
84M followers
11
Lady Gaga
@ladygaga
75.5M followers
12
Virat Kohli
@imvkohli
73.5M followers
13
Kim Kardashian
@kimkardashian
70.9M followers
14
YouTube
@youtube
68.8M followers
15
Neymar Jr
@neymarjr
66.6M followers
16
Bill Gates
@billgates
65.3M followers
17
Selena Gomez
@selenagomez
63.1M followers
18
The Ellen Show
@theellenshow
62.2M followers
19
CNN
@cnn
61.8M followers
20
X
@x
60.7M followers
Olivia
Online
✨
⭐
💫